20120505-07 ไปนอนเต๊นท์ริมทะเลบางเบิด .. ที่ชุมพร .. ตอนที่สอง

| ตอนแรก | ตอนที่สอง |

> > > ลิ้งค์ไปอ่านแบบรีวิวในเวบบอร์ด > > >

แฮ่ม .. หายไปหลายวันเลย มัวแต่ไปยุ่งๆ เตรียมการหาวิธีดูบอลยูโร 2012 เพราะแกรมมี่ไม่ให้ผู้ให้บริการทีวีดาวเทียมรายอื่นๆ ออกอากาศช่องฟรีทีวี แล้วอย่างงี้ฟรีทีวีที่ดูจากจานดาวเทียมก็ไม่ได้เป็นฟรีทีวีแล้วน่ะสิ เอ๊ะ .. หรือมันยังไงกัน? สุดท้ายก็เลยต้องไปหาเสาหนวดกุ้งก้างปลามาเสียบ เมื่อวานดูวันแรกแทบแยกไม่ออกว่าอันไหนนักฟุตบอลอันไหนสัญญาณรบกวน เฮ้อ ..

กลับมาเข้าเรื่องของเราต่อกันดีกว่า ทิ้งท้ายตอนที่แล้วกันไว้ที่จบวันที่สอง แล้วก็ตามสัญญาครับ มาดูบรรยากาศภายในเต๊นท์ที่พักของเรากันครับ จากการที่เป็นเต๊นท์ผ้าใบและมีการใช้งานมานานแล้ว กางไว้แบบยึดติดถาวร ท้าแดดท้าลมท้าฝนอยู่มานานสองนาน เลยทำให้สภาพเก่าคร่ำคร่าไปบ้าง มีร่องรอยการชำรุดเสียหายของขอบซิปประตูหน้า-หลังและในจุดที่ต้องเปิด-ปิดบ่อยๆ


ด้านหน้าเต๊นท์ บริเวณของซิปขาดเป็นทางยาว ซิปด้านล่างก็ขาดเช่นกัน ต้องไปขอเทปกาวผ้ามาแปะไว้กลัวตัวอะไรจะมุดเข้ามา บรื๋อว์ … 

ด้านหลังเต๊นท์ส่วนที่เป็นห้องน้ำที่ถูกตีปิดไว้ด้วยไม้ไผ่ก็ดูเก่าโทรมไม่แพ้กัน อีกทั้งต้นไม้ที่ปลูกอยู่ภายในก็รกรุงรังดูเหมือนขาดการดูแล และปัญหาที่พบคือเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ที่อยู่ในห้องน้ำที่เป็นแบบ Outdoor ไม่มีหลังคาปกคลุม ทำให้ไม้ไผ่เหล่านั้นเก่าโทรมมีเชื้อราขึ้นไปทั่ว มองแล้วรู้สึกไม่สะอาดเลย โดยรวมในบริเวณห้องน้ำนั้นเป็นแหล่งรวมของฝุ่นต่างๆ มากมายเพราะดูจะไม่ได้มีการดูแลเช็ดถู รวมถึงมดแมลง สัตว์เลื้อยคลานต่างๆ อีกที่ต้องระมัดระวังให้ดีด้วย


รั้วไม้ไผ่ที่เห็นนั่นแหละคือส่วนของห้องน้ำ Outdoor สุดๆ ไม่มีหลังคาเลย ต้นไม้ก็เยอะ มดแมลงรวมถึงสัตว์เลื้อยคลานก็เลยมีประชากรเยอะตามไปด้วย 

สำหรับหนุ่มๆ อย่างเราๆ ก็อาจจะไม่ได้กลัวอะไรมากมาย แต่สำหรับคุณสาวๆ ขืนพวกนี้โผล่มาตอนกำลังอาบน้ำอาบท่า มีหวังได้กรี๊ดกร๊าดวี๊ดว๊ายกระตู้ฮู๊กันลั่นบ้านแน่ๆ ส่วนพื้นห้องน้ำที่เป็นหินกรวด แล้วฝังตอไม้ สวยในดีไซน์แต่สอบตกเรื่องการใช้งาน ไม่สะดวกเอาเสียเลย ให้ตายสิ! ออกมาเข้าห้องน้ำเสร็จ เดินกลับเข้าเต๊นท์เท้าก็เลอะอีกแล้ว

ในส่วนตัวผมว่าส่วนที่เป็นบ้านพักน่าจะสะอาดปลอดภัยกว่านะ อย่างเต๊นท์เนี่ยจะออกไปข้างนอกแต่ละทีต้องแบกของมีค่าทั้งกล้อง กระเป๋าเงิน โทรศัพท์มือถือ แล็ปท็อป ฯลฯ เอาไปด้วย เพราะประตูเข้า-ออกเต๊นท์ขอบซิปก็ขาดแล้ว และมีเพียงกญแจอันเล็กๆ ที่ให้ไว้ใช้เกี่ยวกับหูซิปเพื่อล๊อคเต๊นท์ ดูยังไงก็ไม่น่าไว้วางใจในเรื่องความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินอยู่ดีแหละ ดังนั้นแนะนำให้พักในส่วนที่เป็นบ้านพักจะดีกว่า เว้นเสียแต่ว่าใจรักจะพักให้ได้อารมณ์แบบนักผจญภัยจริงๆ ก็ว่ากันไปตามแต่ใจปรารถนา


(ซ้าย) มีต้นไม้สูงใหญ่อยู่หลังเต๊นท์ติดกับห้องน้ำพอดี ดึกๆ เวลาออกไปนั่งปลดทุกข์เจ้าต้นนี้จะอยู่ข้างหน้าพอดี  มองขึ้นไปมืดๆ จินตนาการพริ้งเพริดกระเจิดกระเจิง .. บรู๊วววววส์ .. (ขวา) ทางเดินจากถนน เข้าไปที่หน้าเต๊นท์

เข้าไปดูข้างในกันดีกว่า


รูดซิปเปิดเข้ามาก็จะเจอแบบนี้


ปลายเตียงมีตู้ใส่เสื้อผ้า, โต๊ะเครื่องแป้งแต่งสวยสำหรับคุณผู้หญิง, แอร์และโต๊ะวางของ


(ซ้าย) ถัดมาก็เป็นชั้นวางทีวีพร้อมทีวีจอแบน มาพร้อมกับช่องดาวเทียมของ PSI จานดำที่ติดอยู่ข้างๆ เต๊นท์นั่นแหละ มีละครหลังข่าวให้ดู มีมิวสิควีดีโอเพียบทั้งไทย, สากลหรือลูกทุ่ง ใต้ทีวีก็เป็นตู้เย็น (ขวา) พื้นที่ใช้สอยในเต๊นท์ก็มีพอสมควรไม่มากไม่น้อย นอนกันสบายๆ ไม่อึดอัด


อีกด้าน ตรงข้ามกับทีวีจะมีเก้าอี้ยาวปูด้วยที่นอนยางพาราพร้อมโต๊ะวางของอีกหนึ่งตัวและโคมไฟหัวเตียง


(ซ้าย) เต๊นท์มีหน้าต่างอยู่รอบด้าน จะเปิดรับอากาศจากภายนอกบ้างก็ดี (ขวา) มีโคมไฟเป็นพู่ระย้าห้อยอยู่ตรงกลางด้วยนะ


เตียงนอนครับ ยับไปหน่อยเพราะถ่ายไว้วันกลับ วันแรกถ่ายไม่ทันนายแบบประจำทริปกระโดดขึ้นไปกลิ้งซะก่อนแล้วแต่ผมค้าง 2 คืนก็ยังไม่เห็นมีการมาสอบถามว่าจะให้ทำห้องหรือเปล่าเลย หรือต้องให้ request ไปก่อน?

เอาเป็นว่าสำหรับเรื่องการให้บริการผมคิดว่ายังไม่เป็นมืออาชีพซักเท่าไหร่ ดูเหมือนว่าจะเป็นการทำรีสอร์ทในแบบครอบครัวซะมากกว่า ดังนั้นถ้าใครจะเข้ามาใช้บริการก็อย่าได้คาดหวังเรื่องบริการให้สูงเกินไปนักนะครับ คิดเสียว่ามาพักรีสอร์ทแบบโฮมเสตย์หรือมานอนบ้านพ่อแม่ของเพื่อนจะรู้สึกดีกว่า

คราวนี้เดี๋ยวพาไปเดินริมทะเลชมบรรยากาศสวยๆ ในรีสอร์ทกันบ้าง ตามมาเลยครับ


สนามหญ้านี่อยู่ติดชายหาดเลยนะ


ส่วนสระว่ายน้ำเป็นแบบฟรีฟอร์ม ก็ติดชายหาดเช่นเดียวกัน ว่ายน้ำเล่นท้าแดดท้าลมกันไป พร้อมฟังเสียงคลื่นซัดสาดพร้อมกันอีกด้วย


(ซ้าย) อีกด้านอยู่ชิดแนวต้นมะพร้าว ได้อารมณ์แบบโพลินิเชี่ยนเลยนะนั่น (ขวา) ใครเหนื่อยหรือร้อนก็มานอนหลบแดดแอบพักชื่นชมกับความงดงามของท้องฟ้าสีคราม น้ำทะเลสีเขียวมรกต และหาดทรายสีทองของหาดบางเบิดกันได้


(ซ้าย) เส้นทางไหน้ำพุ เดินระวังด้วยนะพื้นบางที่แตกหักผุพังไปบ้างแล้ว (กลาง) อาบน้ำล้างตัวกันก่อนและหลังขึ้น-ลงสระว่ายน้ำเพื่อสุขอนามัยที่ดีของผู้ใช้สระร่วมกัน (ขวา) นึกถึงโต๊ะเรียนสมัยเด็กๆ เลย 555+


ตรงนี้คิดว่า น่าจะเป็นพื้นที่สำหรับจัดปาร์ตี้ชุดว่ายน้ำ เพราะอยู่ติดกับสระว่ายน้ำเลย มีเตาปิ้งบาร์บีคิวด้วยนะ


ส่วนตรงกลางนั่น คาดว่าคงจะเป็นบาร์เครื่องดื่มกลางแจ้ง ให้บริการสำหรับแขกที่มาปาร์ตี้ริมสระกัน


(ซ้าย) เดินต๊อกๆๆ ออกไปริมถนน ตกร่องที่แตกอยู่ก็ตอนนี้แหละ มัวแต่หามุมถ่ายรูป เลยไม่ทันมอง (ขวา) โคมไฟภายในรีสอร์ท กลางคืนก็ไม่ได้สว่างอะไรนักหนาแต่สวยอ่ะ .. ส่วนเต๊นท์ก็ตั้งอยู่ห่างๆ กันแบบนี้ ถ้าไม่มีเสียงคาราโอเกะเมื่อคืนแล้ว ก็นับว่าสงบเงียบเป็นส่วนตัวมากๆ เลยล่ะ

ดูกันไปพอหอมปากหอมคอแล้ว รีบกลับไปเก็บเสื้อผ้าเช็คของดีกว่า เดี๋ยวจะต้องออกเดินทางกันแล้ว ออกสายมากไม่ได้เพราะระยะทางไกลมาก อีกทั้งยังวางแผนกันว่าจะแวะเที่ยวตามรายทางอีกด้วย ขืนมัวแต่ชักช้าเถลไถลกันไปเรื่อยคงจะถึงกรุงเทพฯ เอาตอนมืดตึ๊ดตื๋อแน่ๆ

คิดได้ดังนั้น จึงเรียกรวมพลเพื่อออกเดินทางกันซะเลยจะเหมาะกว่า เก็บของเรียบร้อยอาขึ้นรถขับออกไปเช็คเอ้าท์คืนกุญแจ แล้วรีบบึ่งกันไปอาศัยจีพีเอสช่วยนำทางไปเรื่อย ขับออกมาถึงทางแยกวิ่งเห็นป้ายบอกทางไปจุดชมวิว ตัดสินใจเลี้ยวไปโดยพลันไม่ต้องลังเล บนเส้นทางนี้มีจุดสนใจอยู่ 2-3 ที่ ขับไปตามทางเรื่อยๆ เจอที่ไหนก่อนก็แวะเที่ยวเก็บไปทั้งหมดทุกที่นั่นแหละ


แยกข้างหน้านั่นแหละ เลี้ยวขวากลับไปเข้าถนนเพชรเกษม ถ้าเลี้ยวซ้ายก็ไปตามป้ายนี้แหละ

ถนนในช่วงนี้เป็นถนนในโครงข่ายถนนเลียบทะเล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Scenic Route” ครั้งก่อนที่ผมไปเที่ยวจันทบุรีก็ได้ขับไปชมบรรยากาศ Scenic Route ของที่นั่นเหมือนกัน มีโอกาสชมวิวสวยของโค้งถนนเลียบทะเลช่วงที่เค้าชอบไปถ่ายโฆษณาโทรทัศน์กันเยอะๆ นั่นแหละครับ ส่วน Scenic Route ของที่นี่ก็มีความงดงามของชายฝั่งทะเลที่ไม่แพ้กันเลย มีช่องทางสำหรับจักรยานโดยเฉพาะด้วย เผื่อว่าใครอยากจะปั่นสองล้อเพื่อซึมซับสภาพความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติและความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่นี่ดูบ้าง รวมระยะทางแล้วก็ยาวหลายกิโลเมตรอยู่เหมือนกัน แดดก็ร้อนเอาเรื่องเลยทีเดียว แต่รถยนต์และรถใหญ่มีวิ่งกันไม่มากนัก เส้นทางนี้จึงค่อนข้างจะปลอดภัยเลยทีเดียว

แล้วพวกเราก็เดินทางมาถึงจุดหมายแรกบนเส้นทางนี้ “หนึ่งในสยาม เนินทรายงามที่ชุมพร” (The Most Distinct Thai Sand Dune in Chumphon) เป็นเนินทรายที่ก่อตัวกันขึ้นมาตามธรรมชาติ มีความสูงใหญ่และยาวนับกิโลเมตร พืชพันธุ์ธรรมชาติต้นไม้ใบหญ้า สามารถเจริญเติบโตกันได้บนเนินทรายแห่งนี้ ไม่ได้มีแต่หญ้าหรือต้นไม้เล็กๆ นะครับ ต้นไม้ใหญ่ก็ขึ้นได้บนเนินทรายนี้เหมือนกัน แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของเนินทรายแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี

 

ออกจากเนินทรายงาม ก็ไปกันต่อที่จุดชมวิวอ่าวทุ่งมหา ที่อยู่ภายในบริเวณของวัดแก้วประเสริฐ ซึ่งมีองค์เจ้าแม่กวนอิมสูง 9.99 เมตรประทับเด่นเป็นสง่าเห็นชัดมาแต่ไกลและยังมีพระพุทธมหารัตนมณีเศวตพิสุทธิ์ ที่กำลังสร้างอยู่ให้พุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาได้สักการะด้วย ที่ขาดไม่ได้เลยของชาวชุมพรและชาวเรือทุกคนก็คือศาลของเสด็จเตี่ย กรมหลวงชุมพรเขตต์อุดมศักดิ์ที่ประทับอยู่คู่กับเสด็จพ่อ ร.5 ในศาลรูปเรือที่ตั้งอยู่บนเนินเขา และยังมีอีกหลายองค์ให้ได้เลือกนมัสการตามแต่ศรัทธาของแต่ละคน ลองหาข้อมูลของวัดแก้วประเสริฐเพิ่มเติมได้ที่เวบไซต์ของทางวัดได้เลย


จุดชมวิว มีที่จอดรถมากมายสะดวกสบายปลอดภัย แต่ผมขึ้นมาถ่ายภาพอยู่บนวิหารพระสังกัจจายน์


(ซ้าย) ดูนายแบบของผมบ้างนะ (ขวา) พระสังกัจจายน์ แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ อยู่ดีกินดี


(ซ้าย) ศาลที่ทำเป็นรูปเรือประทับรูปหล่อของเสด็จพ่อ ร.5 และเสด็จเตี่ย กรมหลวงชุมพรเขตต์อุดมศักดิ์ อันเป็นที่เคารพรักยิ่งของชาวเรือทุกคน (ขวา) ดูกันใกล้ๆ เข้าไปอีกนิด


พระพุทธมหารัตนมณีเศวตพิสุทธิ์ องค์ใหญ่กำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง งั้นก็ไหว้กันที่องค์เล็กไปก่อนนะ


องค์เจ้าแม่กวนอิม สูงถึง 9.99 เมตร ต้องมีศรัทธาเท่านั้นถึงจะทำสำเร็จได้

ผ่านไปจะครึ่งวันแล้วเนี่ยยังอยู่ที่ชุมพรอยู่เลย เอาล่ะเราไปกันต่อเลยดีกว่า ขับย้อนออกมาทางเดิมตรงยาวจนสุดทางเลี้ยวซ้ายกลับเข้าสู่ถนนเพชรเกษมขาล่องตรงไปชิดขวาโดยด่วนเพื่อกลับรถมาวิ่งในช่องทางขาขึ้นเพื่อกลับกรุงเทพฯ ผ่านมาจนเห็นป้ายบอกทางเลี้ยวขวาเข้าไปพระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ กลับรถอีกรอบเพื่อเลี้ยวเข้าไปชมเจดีย์กัน เข้าไปตามทางมองหาป้ายแล้วขับตามไปเรื่อยๆ ผ่านเข้าไปในสวนปาล์มของชาวบ้าน แล้วไปออกถนนอีกทีไปต่ออีกหน่อยก็ถึงแล้ว มองเห็นเจดีย์ตั้งอยู่บนภูเขา เดี๋ยวเราจะเข้าไปดูพร้อมๆ กัน

ทางขึ้นเป็นเส้นทางราดยางอย่างดีให้ขับวนขึ้นไปเรื่อยๆ โปรดใช้ความระมัดระวังให้มากๆ เพราะเส้นทางค่อนข้างชันพอสมควรทีเดียว กรุณาใช้เกียร์ต่ำเพื่อเสถียรภาพในการควบคุมรถของท่าน ซักแค่อึดใจก็จะขึ้นมาถึงบริเวณลานจอดรถที่มีบริเวณกว้างขวางใหญ่โต รถทัวร์ขนาดใหญ่ขึ้นมาได้สบายมากเห็นจอดกันอยู่หลายคันเลย

บริเวณด้านหน้าก่อนเข้าเจดีย์ก็มี “พระพุทธกิติศิริชัย” องค์ใหญ่ให้ได้ไหว้พระขอพรเอาฤกษ์เอาชัยให้ปลอดภัยแคล้วคลาด และรอบๆ องค์พระก็มีรูปหล่อของพระเกจิอาจารย์ชื่อดังให้ได้กราบไว้บูชา ด้านข้างประตูทางขึ้นเจดีย์ก็มีร้านขายกาแฟ เครื่องดื่มให้ได้นั่งพักผ่อนให้เหนื่อยหายคลายร้อนกันด้วย


ให้ชมวิวข้างหลังนะครับ .. นานๆ จะได้มีรูปตัวเองกับเค้าบ้าง ได้ออกสื่อกับเค้าซักทีเนาะ 555+


(ซ้าย) รูปคู่พ่อ-ลูกบ้าง ไม่ค่อยมีรูปคู่กันเลยเนอะเราสองคนเนี่ยะ (ขวา) โดยจรรยาบรรณจึงไม่สามารถเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริงได้ เลยถ่ายข้างหลังมาให้ดูแทน 555+

ไหว้พระกันเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เดินเข้าประตูไปตามถนน ขึ้นเนินไปอีกหน่อยพอได้เหงื่อก็จะถึงเจดีย์ ประตูด้านหน้าจะปิดอยู่ตลอด ต้องมีเส้นสายหรือรู้จักคนในถึงจะเปิดให้เอารถขับขึ้นไปได้ ชาวบ้านธรรมดาตาสีตาสาไม่มียศไม่มีบั้งอย่างเราๆ เนี่ยก็ต้องเดินขึ้นไปสถานเดียวเท่านั้น แต่พวกเราก็ไม่ท้อหรอกเพราะมากันด้วยศรัทธาอยู่แล้ว เรื่องเดินขึ้นแค่นี้ไม่มีปัญหา


เดินขึ้นไปตามทางนี้แหละ มียักษ์ 2 ตนยืนเฝ้าอยู่ตรงทางขึ้น แต่ถ้าใครมีเส้นมาสายใหญ่โตก็สามารถขับรถขึ้นไปได้ ยักษ์ก็เอาไม่อยู่หร๊อกกก


เจ้ายักษ์เอ๋ย ตัวจะใหญ่แค่ไหนก็ไม่มีใครกลัวพวกเจ้าแล้ว เพราะที่นี่เมืองไทยตัวไม่ต้องใหญ่แต่เส้นใหญ่จะทำอะไรก็ทำได้ทั้งนั้น


(ซ้าย) อย่างนี้สินะ ที่เค้าเรียกกันว่า .. พูดจนลิงหลับ .. จริงๆ (ขวา) หน้าป้ายชื่อนั่นทางขวาจะเป็นบันไดเดินขึ้นไปบนเจดีย์ แต่ดูที่ทางจะร้อนพวกเราเลยเดินอ้อมไปขึ้นทางด้านหลังแทน


พระมหาเจดีย์ภักดีประกาศ งดงามสมคำร่ำลือจริงๆ คุ้มค่ากับการเดินทางไป-กลับร่วม 1,000 กิโลเมตรเพื่อให้ได้มาชมด้วยตาของตัวเอง


ชมภาพความงดงามของพระมหาเจดีย์ฯ กันไปเรื่อยๆ นะครับ


ถ้ามีเวลาและโอกาสเหมาะๆ ผมว่าเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องมาชมความวิจิตรงดงามเช่นนี้ให้ประจักษ์ชัดด้วยตาตัวเองซักครั้งในชีวิต


และยังได้มากราบไหว้สักการะพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุอยู่ด้านในพระมหาเจดีย์ เพื่อเป็นการเสริมสิริมงคลแก่ชีวิตของเราเองอีกทางหนึ่งด้วยด้วย


(ซ้าย) ไหว้พระบรมสารีริกธาตุเสร็จแล้วก็เดินลงบันไดกลับลงไปด้านล่าง (ขวา) ลองมองขึ้นไปบ้าง

 
(ซ้าย) บันไดพญานาค 5 หัว (ขวา) คนไทยเรารักกันนะ

หลังจากเสร็จเรียบร้อย ตามเจอตัวสมาชิกร่วมทริปกันครบทุกคนแล้ว พวกเราก็พร้อมจะออกเดินทางกันอีกครั้ง นี่ก็บ่ายโขแล้วยังไม่ได้กินข้าวกลางวันกันเลยซักคน กินชาเขียวกับกาแฟกันไปคนละนิดละหน่อย ก็เลยไปแวะที่ทับสะแกเพื่อกินข้าวกลางวันกันที่ร้าน Coffee-Go ก็เห็นป้ายโฆษณาอยู่ตลอดข้างทางก่อนถึงร้านร่วมๆ 60 กิโลเมตรเลย เลยสงสัยว่าจะมีอะไรดีๆ ให้ได้ลองชิมกันบ้าง ต้องไปพิสูจน์กันซักหน่อยซิ แต่กว่าจะมาถึงก็ปาไปบ่าย 3 โมงเย็นเข้าไปแล้ว


(บน) หน้าร้าน Coffee-Go (ล่างซ้าย) เลี้ยวเข้าไปเป็นที่จอดรถ แต่น้อยไปหน่อยจอดได้ซัก 3-4 คันก็เต็มแล้ว (ล่างขวา) ป้ายหน้าร้าน

 
(ซ้าย) อาหารอร่อย ราคาไม่แพง (ขวา) มีของฝากขายให้ได้จับจ่ายซื้อหากันได้


(ซ้าย) บรรยากาศดีๆ (กลาง) สวนหย่อมสวยๆ (ขวา) ห้องน้ำสะอาด


อย่างไรเสีย หากมีโอกาสได้เดินทางผ่านไปเส้นทางแถวนั้น ก็ลองแวะไปชมแวะไปชิมกันได้ เราก็เพียงแต่ได้รับความพึงพอใจในอาหารและบริการที่ได้รับก็เลยเอามาบอกมาเล่าสู่กันฟัง

จากนั้นก็ตรงยาวกลับกรุงเทพฯ ความตั้งใจที่จะแวะเที่ยวซานโตรินี่ ปาร์ค ก็มีอันต้องล้มเลิกไปอีกเพราะมาถึงชะอำก็เกือบทุ่มแล้ว เลยเอาไว้โอกาสหน้าค่อยมาเที่ยวแล้วกัน จากนั้นก็แวะซื้อของฝากที่ร้านนันทวัน เพชรบุรี ได้ของไปฝากใครต่อใครคนละอย่างสองอย่าง จะได้ไม่ถูกครหรนินทาว่าไปเที่ยวตั้งไกลแต่ไม่มีของฝาก ฮึ ..

โอยยยย .. ขอปิดทริปนี้ที่ตรงนี้เลยแล้วกัน บอลยูโร 2012 คู่ระหว่างเยอรมันกับโปรตุเกสกำลังจะมาแล้ว ไปนอนดูก่อนล่ะ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมกันมาตลอดทั้งสองตอน เชียร์บอลกันอย่างมีความสุขนะครับ

 

ชมภาพเพิ่มเติมได้ที่
http://tombass.seesod.com/albums/view/index/5v6Tj1xAdf1338261193

| ตอนแรก | ตอนที่สอง |

> > > ลิ้งค์ไปอ่านแบบรีวิวในเวบบอร์ด > > >

 

เขียนเมื่อ : วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ.2555 เวลา 1:40 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass

Advertisements

20120505-07 ไปนอนเต๊นท์ริมทะเลบางเบิด .. ที่ชุมพร .. ตอนแรก

| ตอนแรก | ตอนที่สอง |

> > > ลิ้งค์ไปอ่านแบบรีวิวในเวบบอร์ด > > >

 

Trip : Sai-Ngam Beach Resort @ Bang Berd Beach, Chumporn
Route : Bangkok – Bang Berd Beach, Patiew, Chumporn
Duration : 3D2N
Depart : SAT.5 MAY,2012
Arrive : MON.7 MAY.,2012
Destination : Bang berd beach, Sand dune, Wat Keawprasert, The great buddha amulet pagoda of loyalty announcement

ทริปนี้เป็นทริปที่เลื่อนมาจากช่วงวันจักรี ทั้งที่ confirm booking ไปตั้งแต่เดือนมกราคม 2555 แล้ว แต่ก็ไม่เห็นได้รับ sms ยืนยันแต่อย่างใด คุณเจ้าของก็ได้แต่รับปากยืนยันกันทางโทรศัพท์เป็นมั่นเป็นเหมาะ พอโทรไปที่รีสอร์ทก็บอกไม่มี๊ไม่มี บอกไม่มีชื่อเราเล๊ย อ้าววว .. เป็นงงอ่ะดิ เลยได้นอนดูทีวีอยู่กับบ้านเลย

โทรไปหาเจ้าของอีกที ก็บอกว่าขอโทษๆ เด็กมันไม่รู้เลยปล่อยห้องให้แขกเข้าพักไปแล้ว ง่า .. แล้วตรูล่ะ confirm ล่วงหน้าตั้งหลายเดือนแล้วยังอดเลย ยังดีที่นึกเอะใจโทรไปก่อนวันเดินทางนะ ไม่อย่างงั้นไปเสียเที่ยวแหงๆ เลย ไม่ใช่ใกล้ๆ นะนั่น

ถ้างั้นเอาเป็นว่าเลื่อนไปเป็นช่วงวันฉัตรมงคลแทนแล้วกัน ถ้าไม่ได้ก็คืน voucher แล้วล่ะ ไม่ใช่ voucher แบบห้องพักลดราคานะจ๊ะ ของพวกเราเป็นแพ็คเกจทัวร์นะมีดำน้ำมีอะไรต่ออะไรอีกหลายอย่างด้วย แล้วก็ไม่ใช่ถูกๆ เลยนะนั่น ก็บอกว่าขอไปเช็คก่อนเดี๋ยวโทรมาแจ้งอีกที

สักพักโทรกลับมาบอกว่า โอเคพวกเราได้ booking วันที่ 5-7 พฤษภาคม 2555 ก็เลยบอกให้ส่งแฟกซ์หรือ sms เข้ามาที่มือถือเพื่อยืนยัน booking และจะได้เก็บไว้เป็นหลักฐานด้วย เพราะครั้งก่อนพลาดไปอย่างแรง

 

เริ่มต้นกันไม่ค่อยสวยซักเท่าไหร่กับที่นี่ แต่จากการพูดคุยแล้วเค้าก็มีความตั้งใจที่จะชดเชยแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอย่างจริงใจ พวกเราก็ไม่ได้ติดใจอะไรอยู่แล้ว อยากไปเที่ยวมากกว่าจะมาใส่ใจเรื่องหยุมหยิมแบบนั้น แล้วกำหนดการณ์ก็มาถึงซะทีกับวันเดินทางที่รอคอย

สมาชิกพร้อม รถพร้อม คนขับพร้อม ก็ออกเดินทางกันได้แล้ว ..

เช้าวันเสาร์แบบนี้ปริมาณรถบนท้องถนนยังไม่มากเท่าไหร่ รีบไปรับไอ่แว่นที่ตรงข้ามอิมพีเรียลลาดพร้าว แล้วเลี้ยวเข้าเลียบทางด่วนไปออกถนนพระราม 9 เลี้ยวขวาวิ่งตรงไปขึ้นทางด่วนที่ด่านพระราม 9 แล้วยาวไปลงถนนพระราม 2 ตรงไปออกวังมะนาว มีแวะปั๊ม ปตท. บนถนนพระราม 2 เพื่อหาอะไรกินรองท้องกันซักหน่อย ใครมียาอะไรต้องกินก็จัดการซะให้เรียบร้อย จากนี้จะไม่แวะซื้ออะไรอีกแล้วนอกจากแวะปั๊มเข้าห้องน้ำอย่างเดียว เพราะดูแล้วยังอีกไกลมากๆ เลย

 

ที่นี่เค้าเรียกตัวเองว่า “Life Station” เหมาะเป็นจุดแวะพัก, จุดนัดพบหรือจุดรวมพล เพราะมีความสะดวกสบายมากมายหลายหลากให้ได้เลือกสรรทั้ง 7-11, ร้านกาแฟ Amazon, ศูนย์อาหาร, ห้องน้ำห้องท่าก็สะอาด สถานที่กว้างขวางดูปลอดภัย ฯลฯ

วันหยุดยาวๆ แบบนี้ก็จะมีปริมาณรถที่ใช้เส้นทางถนนพระราม 2 นี้เป็นจำนวนมาก และปั๊มนี้ก็จะเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่เป็นจุดแวะพักของหลายๆ คน ที่มีจุดหมายปลายทางที่มุ่งลงไปเที่ยวภาคใต้ และสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่างชะอำ-หัวหินก็อยู่บนเส้นทางนี้ จึงเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวกรุงฯ ให้หลีกลี้หนีความวุ่ยวายในเมืองหลวง เพียงแค่มีวันหยุดสัก 2-3 วันก็หลบไปชาร์จแบตให้กับตัวเองได้แล้ว ด้วยระยะทางที่ไม่ไกลนักนั่นเอง เส้นทางนี้จึงไม่เคยร้างลาจากเหล่านักท่องเที่ยวหัวใจใหม่ในปัจจุบัน

เอาล่ะแวะเข้าห้องน้ำ, ซื้อเสบียงกรังกันพอสมควร เราก็ออกเดินทางกันต่อเพราะระยะทางยังอีกยาวไกลนัก เวลาขับรถผ่านแหล่งท่องเที่ยวดังๆ เช่นชะอำหรือหัวหิน ปริมาณรถที่เป็นเพื่อนร่วมทางกันมาตั้งแต่กรุงเทพฯ ก็จะแปรผกผันกับระยะทางที่มากขึ้น ยิ่งไกลออกไป เพื่อนร่วมทางก็จะน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะไปติดใจหลงเสน่ห์ของเมืองตากอากาศชื่อดังเหล่านั้นกันหมด ยิ่งเราวิ่งออกเส้นบายพาสไปออกปราณฯ ด้วยเพื่อหลีกเลี่ยงปริมาณรถมหาศาลที่มุ่งหน้าสู่ชะอำ-หัวหิน

แล้วเราก็ได้เห็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ในย่านชะอำ ที่กำลังเป็นฮือฮาและได้รับการกล่าวขวัญโจษจันกันอย่างมากในสังคมออนไลน์ ถึงความสวยงามและบรรยากาศดีๆ ที่คล้ายจะจำลองมาจากเกาะซานโตรินี่ในประเทศกรีซนั่นเลยทีเดียว สวนสนุกและช็อปปิ้งมอลล์แห่งใหม่ในย่านชะอำ “ซานโตรินี่ ปาร์ค” นั่นเอง

 
Link : http://yimpaen.com/w_view.php?w=kariean_news&p_id=5 (Search by Google.com)
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก santoriniparkchaam.com และ เฟซบุ๊ก Santorini Park Cha-Am

เสียดายแต่ว่าอยู่ฝั่งขาขึ้น ถ้างั้นก็แวะตอนขากลับก็แล้วกัน ตอนนี้ต้องรีบบึ่งกันไปอีกไกล๊ไกล ผ่านมาถึงช่วงบายพาสหัวหิน-ปราณฯ เจ้าของรีสอร์ทที่จะไปพักโทรเข้ามา บอกขอโทษ .. ไอ่ป้าแว่นบอกจอดรถโดยด่วน สงสัยมีอะไรหรือเปล่า? หรือ booking มีปัญหาอีก แต่ดีที่ไม่ได้เป็นอย่างที่กลัวกัน ก็แค่โทรมาถามว่าถึงไหนแล้ว และก็จะขอโทษในความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และได้จัดเตรียมที่พักไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

เฮ้อ .. โล่งอกไปที แหม .. จะไม่ให้กลัวได้ยังไง ก็เคยมีประวัติมาแล้วนี่นา ถ้ามีอะไรผิดพลาดขึ้นมาเนี่ยถึงกับไม่มีที่พักกันเลยนะนั่น วันหยุดยาวๆ แบบนี้ ชะอำ-หัวหินเต็มทุกที่แหงๆ

เอาล่ะไปกันต่อดีกว่า

ผ่านปราณบุรี – สามร้อยยอด – กุยบุรี – ประจวบคีรีขันธ์ มาถึงทับสะแกเจอกับฝนตกหนัก แล้วฟ้าก็ขมุกขมัวไปตลอดทางจนถึงบางสะพาน – บางสะพานน้อย แล้วก็มาเข้าเขต อ.ปะทิว จ.ชุมพร เลี้ยวซ้ายตามป้ายวิ่งเข้าไปตามทางเป็นถนนราดยางอย่างดี เรียบนุ่มไม่มีปะตรงนั้นตรงนี้เหมือนถนนในเมืองกรุงบ้านเราที่ขุดๆ กลบๆ เล่นกันทุกวัน ผ่านป่าฝนชื้นๆ ตามแบบฉบับป่าทางใต้ อากาศดีมากๆๆๆ ปริมาณรถค่อนข้างน้อย นานๆ ถึงจะเจอเพื่อนร่วมทางซักคัน แต่ก็ดูไม่เปลี่ยวนะ เข้าไปลึกพอสมควรเลยล่ะ น่าจะประมาณ 20 กิโลเมตรได้ และแล้วก็ไปถึงที่หมายของเรา “ไทรงาม บีช รีสอร์ท”

 

เช็คอินเสร็จ เข้าเต๊นท์ดีกว่า เพลียมากขับรถมาตั้งประมาณ 450 กิโลเมตรได้ขอนอนก่อนล่ะ เดี๋ยวเย็นๆ ค่อยออกไปหาข้าวหาปลากินกัน ตอนนี้หลับดีกว่า .. คร่อกกกก .. ฟรี๊ …

ตื่นมาตอนเย็นๆ แดดร่มลมตกแล้วก็เลยพากันออกไปหาอะรกินกันเป็นมื้อเย็นซักหน่อยซิ เห็นบุฟเฟ่ท์หมูกระทะราคาไม่แพงเลยขับเข้าไปดูซักหน่อย แต่มีเสียงทักท้วงว่าเมิงขับรถมาตั้งร่วม 500 กิโลเมตรแล้วจะมานั่งกินหมูกระทะกันมันจะดีเหรอว๊ะ? ที่กรุงเทพฯ ก็มีให้กินเยอะแยะ มาถึงทะเลทั้งทีมันต้องกิน Sea Food ว๊อย แล้วก็ได้ร้านนี้ที่หมายตาไว้ตั้งแต่ตอนขับผ่านเข้าไป ร้าน “ครัวต้นทาง” เป็นที่พึ่งสุดท้ายให้เราได้ฝากท้องไว้สำหรับมื้อแรกที่บ้านบางเบิด

อาหารอร่อยดีครับ ราคาไม่แพงมาก อาหารออกเร็วไม่ต้องรอนาน นั่งมองทะเลไป กินข้าวเย็นไป เจริญอาหารดีแท้น้อ น้ำหนักพุ่งทะลุเกินพิกัดอีกซะละมั๊งเนี่ยะ ในเมื่อกินเข้าไปเยอะ ก็ต้องออกไปเดินออกกำลังย่อยอาหารซะหน่อย ไม่เช่นนั้นคงจะจุกจนนอนไม่ได้แน่ๆ

เลยชวนน้องเอแคลร์ลงไปเดินริมหาดถ่ายรูปพระจันทร์กันดีกว่า เห็นลอยสูงเด่นเป็นสง่า ดวงใหญ่สวยดี เพิ่งจะรู้ว่าวันนั้นมีปรากฎการณ์ Super Moon พอดี แต่ .. ลืมหยิบขาตั้งกล้องมา ไม่ใช่ลืมไว้ในรถนะแต่ลืมไว้ที่กรุงเทพฯ เลยอ่ะ มันน่าเขกหัวตัวเองซะจริงจริ๊ง เฮ้อ ..

 
ยืนกันตัวเกร็งทั้งพ่อทั้งลูกเลย กลั้นหายใจกันแทบแย่ ได้มาแค่เนี๊ยะแหละ อยากได้บรรยากาศรอบๆ ด้วย ขืนใช้ shutter speed เร็วๆ ก็คงจะได้เห็นแต่กระต่ายบนดวงจันทร์น่ะสิ ..

 
รูปนี้จากกล้องน้องเอแคลร์ Fuji J10, Compact camera ที่เหมาะกับ snap shot แต่เอามายืนถือถ่ายพระจันทร์กันตัวเกร็งเลย เร่ง ISO ก็แล้ว ปรับเป็นโปรแกรม anti-blur จะมี noise ก็ช่างมันก่อน …

 
(ซ้าย) อีกสักภาพกับพระจันทร์ส่องสว่างลอยคว้างอยู่เหนือหาดบางเบิด / (ขวา) ตรงเข้าไปนั่นแหละไปร้านหมูกระทะ ปลายทางเห็นเป็นท่าเรือด้วยนะ คาดว่าน่าจะมีอาหารทะเลสดๆ ขายบ้างล่ะน่า ..

อิ่มกันแล้วก็กลับรีสอร์ทไปนอนดูละครหลังข่าวดีกว่า เพราะมืดแล้วก็ไม่มีอะไรให้ทำ บริเวณรีสอร์ทจะค่อนข้างมืดและสงบเงียบพอสมควร ถ้าไม่มีกลุ่มข้าราชการที่มาดูงานแล้วพักอยู่รีสอร์ทข้างๆ มาจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ เปิดเครื่องเสียงกันดังสนั่นลั่นหาด โชว์ลูกคอ 18 ชั้นครวญเพลงคาราโอเกะโหวกเหวกเสียงดัง ก็นับว่าเป็นรีสอร์ทที่เงียบสงบดีมากอีกที่หนึ่ง เหมาะแก่การมาพักผ่อนในแบบครอบครัว เต๊นท์ใครเต๊นท์มันเว้นระยะอยู่ห่างกันพอสมควรเลยทีเดียว

คืนนั้นก็เลยต้องนอนดูทีวีกันไปเพลินๆ เพราะปาเข้าไปตี 2 แล้วท่านๆ ยังไม่ยอมเลิกกันเลย ดึกๆ พอเมากันได้ที่ ก็เริ่มมีเพลงเร็ว คว้าไมค์มาตะโกนใส่ไม่ได้เป็นเพลงอะไรเลย โห่ฮาวู้ว้าไม่เป็นโล้เป็นพายให้มันดังรบกวนชาวบ้านร้านช่องกันเข้าไปอีก ถ้าร้องกันเป็นเพลงก็ยังพอทำเนา แต่พวกขี้เมาแล้วบ้าไมค์ ชอบเอาไมค์มายึดไว้แล้วก็ทำเสียงประหลาดๆ โหวกเหวกโวยวาย ไม่อยากเชื่อว่านี่เป็นข้าราชการนะนั่น สังกัดกระทรวงทบวงกรมไหนไม่ขอกล่าวถึงแล้วกัน ที่ทราบเพราะว่าท่านทั้งหลายได้ประกาศศักดาหน่วยงานของตัวเองออกไมค์ตั้งแต่หัวค่ำแล้ว ตอนนั้นดูเหมือนจะยังไม่เมา ผู้หลักผู้ใหญ่ในหน่วยงานยังนั่งเป็นประธานในพิธีอยู่ พอดึกๆ หน่อยก็เละเทะไปตามน้ำเปลี่ยนนิสัยที่กินเข้าไปนั่นแหละ

เฮ้อ .. กว่าจะเงียบได้ ปาเข้าไปเกือบตี 4 จะเช้าอยู่แล้วเน้อ ไม่รู้ว่าท่านๆ ทั้งหลายไม่คิดจะไปหลับไปนอนกันบ้างหรือไง? ผมเลยได้นอนซะที เดี๋ยวก็ต้องตื่นอีกแล้ว .. คร่อกกกก .. ฟรี๊ …

ตื่นเช้ามาแบบอิดโรยน่าดู เพราะกว่าจะได้นอน ลุกมาล้างหน้าแปรงฟันเตรียมตัวไปทานอาหารเช้ากัน รวมตัวกันได้ประมาณ 8 โมงเช้า อาหารเช้าก็เป็นแบบ ABF คุณอากับป้าแว่นจะไปดำน้ำก็เลยต้องรีบกิน ซึ่งรถที่ไปส่งลงเรือจะออกจากรีสอร์ทประมาณ 8 โมงครึ่ง ส่วนน้องเอแคลร์, คุณย่าและป๊ะป๋าไม่ไปดำน้ำก็เลยเจรจาขอเปลี่ยนเป็นอาหารกลางวันแทน ซึ่งทางรีสอร์ทก็ตกลงจัดให้ได้

เสร็จจากเรื่องกิน ก็เลยออกเดินเก็บภาพบริเวณรอบๆ ห้องอาหารซักนิดหน่อย เพราะเมื่อวานมาถึงยังไม่ได้ถ่ายรูปเลย ได้ภาพมาบ้างบางส่วน แต่พอสายหน่อยชักเริ่มจะร้อนเหมือนกันแฮะ เลยเดินวนเวียนอยู่แถวๆ นั้นแหละ พอคุณย่ากินเสร็จแล้วก็เลยพากันยกขบวนกลับเต๊นท์ที่พักของเราดีกว่า


(ซ้าย) บริเวณหน้าเคาเตอร์เช็คอิน / (ขวา) มีตะเกียงเจ้าพายุด้วย สมัยผมยังเด็กๆ อยู่ที่บ้านนอกยังได้ใช้ตะเกียงแบบนี้ แต่เดี๋ยวนี้กลับกลายเป็นของตกแต่ง, ของสะสมไปซะแล้ว

กลับไปนอนเล่นตากแอร์เย็นๆ ในเต๊นท์ดีกว่า เพราะไม่รู้จะทำอะไรดี ว่างสุดๆ แดดก็ร้อนจนไม่อยากออกไปเดินข้างนอก น้องเอแคลร์นอนเล่นเกมในไอโฟนของป๊ะป๋า ส่วนคุณย่านั่งดูทีวี ป๊ะป๋าก็เลยเข้าไปอาบน้ำดีกว่า ถือโอกาสพาเพื่อนๆ เข้าไปเยี่ยมชมห้องน้ำสไตล์ Outdoor ของที่นี่ไปด้วยเลย


(ซ้าย) เรียกนายแบบกิตติมศักดิ์มาโชว์ตัวซะหน่อยก่อน / (ขวา) นี่แหละอ่างอาบน้ำสไตล์ Outdoor ที่บอก


(ซ้าย) ดูกันใกล้ๆ เหมือนอาบน้ำอยู่ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพรเลย ได้บรรยากาศแต่ความสะอาดไม่ผ่านนะ ฝุ่นเยอะแยะ มีมดแดงเดินอยู่ตามขอบอ่างด้วย / (ขวา) มีฝักบัวสำหรับล้างตัวอีกที่นึง เอาไว้ล้างทรายก่อนจะไปอาบในอ่างอีกที ตรงนี้ก็ติดต้นไม้อีกเหมือนกัน


(ซ้าย) มีอ่างล้างหน้า มีกระจกครบครัน แต่สภาพ … ดูเองดีกว่า มองแล้วให้ความรู้สึกไม่ค่อยสะอาดเลย ก๊อกน้ำก็เอามาแขวนไว้เฉยๆ ที่ขอบอ่างล้างหน้าซะหยั่งงั้น / (ขวา) ส้วมชักโครก ฝารองนั่งมีราเป็นจุดๆ ด้วย หลังม่านเปลือกหอยก็เป็นฝักบัวล้างตัวล้างทรายนั่นแหละ


(ซ้าย) แขวนเสื้อ กางเกง ผ้าเช็ดตัวกันตรงนี้แหละ ดูค่อยไม่สะอาดเลยนะ / (ขวา) พื้นเป็นหินกรวดฝังตอไม้ไว้เป็นทางเดิน ปลูกต้นไม้ไว้ริมรั้ว เอ่อ .. แต่ทั้งมดทั้งแมลงอะไรต่อมิอะไรเดินกันยั้วเยี้ยเลยครับ นั่งปลดทุกข์ไปก็ต้องคอยสังเกตทั้งพื้นทั้งด้านบนว่าจะมีตัวอะไรโผล่มาแบบไม่ได้รับเชิญหรือเปล่า?


ดูกันชัดๆ อีกที Outdoor จริงจริ๊ง ไม่ต้องมีหรอกหลังคงหลังคา ถ้าฝนตกขึ้นมาจะทำยังไงกันเนี่ยะ จะปวดหนักปวดเบาแค่ไหนก็ต้องอั้นเอาไว้ก่อน รอฝนหยุด เฮ้อ ..

เอาล่ะอาบน้ำเสร็จแล้วก็ออกมานอนเล่นดูทีวีกันเพลินๆ ก็มีน้องพนักงานมาตามให้ไปกินข้าวกลางวันที่ห้องอาหาร เค้าจัดเตรียมเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ก็เลยพากันย้ายก้นลุกจากเตียงเดินไปกินข้าวกลางวันกัน มื้อนี้มีกับข้าว 3 อย่าง ทำได้อร่อยมากๆ จริงๆ เลยคิดจะฝากท้องกับมื้อเย็นที่รีสอร์ทซะเลยจะได้ไม่ต้องออกไปไหน แต่จากการสอบถามได้ความว่า ที่รีสอร์ทไม่มีแม่ครัวทำอาหารประจำที่นี่ มื้อนี้ของเรา 3 คนก็จ้างแม่ครัวมาทำให้โดยเฉพาะ เพราะเค้าไม่ได้ขายอาหารเป็นหลัก ส่วนอาหารเช้าเจ้าของกับพนักงานก็ช่วยๆ กันทำ เป็น ABF อยู่แล้วก็เลยไม่ยากเท่าไหร่

 

เลยได้มาถึงบางอ้อ เป็นอันว่าโครงการฝากท้องสำหรับมื้อเย็นไว้ที่รีสอร์ทเป็นอันต้องพับไปก่อน เนื่องจากไม่มีแม่ครัวมาทำอาหารให้นั่นเอง โอเค๊ ไม่เป็นไร เพราะออกไปริมหาดก็มีร้านอาหารให้เลือกกินมากมายหลายร้านอยู่แล้ว เดี๋ยวรอคุณอากับป้าแว่นมันกลับมาจากดำน้ำก่อนค่อยปรึกษากันอีกที

มาเที่ยวนี้มีแต่กินกับนอนจนกลมกะปุ๊กลุ๊กทั้งพ่อทั้งลูกแล้วเนี่ย และแล้วพอตกบ่ายวันนั้น ฝนก็ตกลงมาจริงๆ ตกหนักมากๆ ลมก็แรงอีกด้วย ทั้งที่เมื่อเช้าแดดยังร้อนเปรี้ยงอยู่เลย ผ่านไปไม่นานนักเต๊นท์ของเราก็มีน้ำเต็มพื้น จะว่าฝนสาดเข้ามาก็ไม่น่าจะใช่ น่าจะเป็นน้ำที่รั่วเข้ามาซะมากกว่าเพราะมันเยอะลยเชียวล่ะ

ว้า .. น้ำนองเต็มตลิ่ง ตั้งแต่ยังไม่ถึงลอยกระทงเล๊ยยยย

  
(ซ้าย) น้ำนองข้างเตียง แถวหน้าประตูหลังเต๊นท์ / (กลาง) คิดว่าคงน่าจะรั่วเข้ามาทางนี้แหละ / (ขวา) น้ำไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ กินพื้นที่เข้าไปจนตลอดความกว้างของเตียงเลยล่ะ

ตกเย็นฝนหยุด แต่อากาศชื้นๆ ไม่มีแดดออก น้องเอแคลร์เลยป๊ะป๋าชวนออกไปเล่นจานร่อนที่ริมหาด ไม่ได้เอากล้องไป หยิบไปแต่น้องไอ เผื่อฝนตกลงมาอีกจะได้เอาหลบๆ ไว้ได้ทัน เลยไม่มีรูปมาฝากแต่อัพบางส่วนของเมื่อวานไปไว้บนเฟซบุ๊คแล้ว เดี๋ยวจะลองลิ้งค์มาให้ดูกัน


(ซ้าย) บริเวณหาดบางเบิด / (ขวา) ก็หาดบางเบิดอีกนั่นแหละ หาดบางเบิดจะมีภูเขาและเกาะปิดทั้งหัวและท้ายอยู่

 
(ซ้าย) น้ำทะเลจะออกขุ่นๆ ไปซักหน่อย เพราะก่อนมาถึงฝนเพิ่งจะหยุดตก ไปหมาดๆ / (ขวา) ทรายที่หาดแถวๆ นี้ จะไม่ขาวปิ๊ง แต่จะออกเป็นทรายสีทองมากกว่า


นายแบบมายืนยิ้ม ชอบนักชอบหนา ลงเล่นน้ำเนี่ย ไม่ว่าจะสระว่ายน้ำ, อ่างอาบน้ำหรือจะเป็นทะเลก็เถอะ

คุณอากลับจากดำน้ำเลยมาเล่นจานร่อนด้วยกัน เล่นไปเล่นมาน้องเอแคลร์เปียกมะล่อกมะแล่กทั้งตัว แล้วฝนก็ลงเม็ดอีกจนได้ เลยบอกให้ขึ้นได้แล้ว ส่วนป๊ะป๋ารีบเผ่นกลับเต๊นท์ก่อน น้องเอแคลร์กับคุณอายังอุตส่าห์ไปลงสระว่ายน้ำกันอีกแน่ะ เดี๋ยวก็ไม่สบายกันพอดี

ออกไปตามอีกรอบให้กลับมาอาบน้ำอาบท่ากันได้แล้ว จะได้ออกไปกินข้าวเย็นกัน วันนี้ตกลงก็ไปกินกันที่เดิมนั่นแหละ ร้าน “ครัวต้นทาง” ไม่ต้องไปไหนไกล อิ่มอร่อย ราคาไม่แพง ใกล้รีสอร์ทขับออกมานิดเดียวก็ถึงแล้ว


ระหว่างนั่งคอยอาหาร วันนี้คนเยอะ เต็มทุกโต๊ะเลย ก็เลยนานหน่อย กินน้ำส้มกันไปก่อนแล้วกัน

 
ถ่ายไม่ทันตลอด หันมาดูอีกที เหลือแต่จานว่างๆ .. แฮ่ม ..

เดี๋ยวไปติดตามต่อในตอนหน้าดีกว่า แค่นี้ก็โหลดกันนานแย่แล้ว ตอนหน้าจะพาเข้าไปดูบรรยากาศในเต๊นท์ที่เราพักกัน แล้วก็ไปชมที่เที่ยวที่เราแวะตามรายทางในวันเดินทางกลับด้วย

 

ชมภาพเพิ่มเติมได้ที่ http://tombass.seesod.com/albums/view/index/5v6Tj1xAdf1338261193

 

| ตอนแรก | ตอนที่สอง |

> > > ลิ้งค์ไปอ่านแบบรีวิวในเวบบอร์ด > > >

 

เขียนเมื่อ : วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ.2555 เวลา 2:46 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass

The Legacy RiverKwai Resort, อิงแอบแนบชิดธรรมชาติ .. ใต้ร่มเงาไม้ในป่าใหญ่ ..

Trip : Legacy River Kwai Resort
Route : Bangkok – Kanchanaburi
Duration : 3D2N
Date : FRI.13 JAN.,2012 – SUN.15 JAN.,2012

คำเตือน : โพสนี้มีแต่ภาพ เนื้อหาน้อยนิด เพราะฉะนั้นโหลดนานแน่นอน โปรดใจเย็นๆ รอซักหน่อยนะ

กำหนดการณ์เดิมของทริปนี้คือ 28-30 ตุลาคม 2554 นั่นก็คือช่วงที่เกิดมหาอุทกภัยครั้งใหญ่เข้าท่วมภาคกลางและแน่นอนกรุงเทพมหานครย่อมไม่มีทางรอดพ้นมหันตภัยครั้งนี้ไปได้ เส้นทางทุกสายที่มุ่งสู่เมืองหลวงของประเทศถูกตัดขาด ทรัพยากรที่จำเป็นในการดำรงชีพของคนในเมืองหลวงขาดแคลนอย่างมาก พลเมืองของกรุงเทพฯ กว่า 80 เปอร์เซ็นต์พากันทยอยทิ้งบ้านเรือนของตัวเองหนีไปพักอยู่ต่างจังหวัดเพื่อรอให้สถานการณ์คลี่คลาย คงเหลือแต่เพียงผู้ที่ไม่มีที่จะไปและอีกหลายคนก็ยังเป็นห่วงบ้านเลยปักหลักสู้กับน้ำอยู่ที่บ้านต่อไป ซึ่งแถวบ้านพื้นที่เขตบางกะปิซึ่งมีระดับต่ำสุดของเมืองหลวง จึงเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยอย่างไม่ต้องสงสัย ก็เลยมีคนทยอยย้ายออกไปเหมือนเช่นเดียวกับเขตอื่นๆ แต่ด้วยพระบารมีและพระปรีชาสามารถของในหลวงที่มองเห็นการณ์ไกล ได้เล็งเห็นถึงความเดือดร้อนในครั้งอดีตที่ผ่านมาของพสกนิกรของพระองค์ที่อาศัยอยู่บริเวณฝั่งตะวันออกของกรุงเทพที่ประสบน้ำท่วมหนักบ่อยครั้ง โครงการคันกั้นน้ำในพระราชดำริจึงเกิดขึ้น และช่วยป้องกันน้ำท่วมให้เรามาหลายต่อหลายปี และครั้งนี้ก็เช่นกัน คันกั้นน้ำในพระราชดำริก็ได้ช่วยให้พวกเราได้อยู่รอดปลอดภัยแคล้วคลาดจากมหาอุทกภัยครั้งนี้ไปได้อีกเช่นเดิม สิ่งที่พระองค์มองเห็นและได้ทำไว้ให้นานแล้ว แต่พวกเรากลับละเลย หลายพื้นที่จึงกลายเป็นพื้นที่ประสบภัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ออกนอกเรื่องเที่ยว พาตีโค้งอ้อมโลกไปซะไกลเลย ก็แค่จะบอกว่าทริปนี้เลื่อนมาจากปลายเดือนตุลาคม 2554 เพราะกรุงเทพฯ เกิดน้ำท่วมใหญ่ ก็เลยต้องขยับมาเป็นกลางเดือนมกราคม 2555 แทน เพราะว่ามิฉะนั้นแล้ว voucher ที่มีอยู่จะหมดอายุในสิ้นเดือนมกราคม 2555 นี่แหละเลยต้องรีบไปกันโดยด่วน น้องเอแคลร์สอบกลางภาคเสร็จพอดีด้วย

จุดหมายปลายทางของเราในทริปนี้ก็คือ .. แต่น แตน แต๊น .. The Legacy RiverKwai Resort ที่จังหวัดกาญจนบุรีนั่นเอง อยู่ก่อนถึงตัวเมืองกาญจน์โดยเลี้ยวซ้ายที่แยกหน้าศาลากลางฯ แล้วขับข้ามสะพานไปตามทาง สุดทางเลี้ยวขวาวิ่งตรงไปยาวๆ มองหาป้ายไว้ให้ดี วิ่งตามป้ายเข้าไปตามทางผ่านไร่อ้อย ทางดูจะแคบๆ จนนึกว่ามาผิดทาง แต่ไม่ผิดหรอกไปตามทางนั่นแหละเดี๋ยวก็ถึง

พื้นที่รีสอร์ทกว้างขวางมาก มีต้นไม้สูงใหญ่มากมายทั่วทั้งรีสอร์ท บ้านพักถูกสร้างให้ดูกลมกลืนเข้ากับธรรมชาติโดยรอบเป็นอย่างดี การจัดกลุ่มบ้านพักอยู่กระจายกันไปตามพื้นที่ที่ดูเป็นป่าไม้ที่ยังอุดมสมบูรณ์ จึงให้ความรู้สึกเหมือนได้นอนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันบริสุทธิ์ อากาศสดชื่นดีมากๆ และด้วยความที่พื้นที่รีสอร์ทที่กว้างขวางมากจึงต้องอาศัยรถชัทเทิ่ลที่คอยวิ่งรับส่งระหว่างบ้านพักต่างๆ กับบริเวณล๊อบบี้และพื้นที่สันทนาการ สระว่ายน้ำ ฯลฯ ซึ่งอยู่กระจายกันไปตามจุดต่างๆ ในพื้นที่รีสอร์ท

ครั้งนี้ไปนอนเล่นกันที่รีสอร์ทจริงๆ เด็กๆ ก็ไปเล่นน้ำในสระอย่างเดียว จะมีก็แค่ขับรถไปเที่ยวสถานีรถไฟถ้ำกระแซ เข้าไปไหว้พระในถ้ำ นับว่าพวกเราโชคดีตอนไปถึงรถไฟกำลังวิ่งผ่านสะพานที่เลียบหน้าผามาพอดีเพื่อเข้าสถานีพอดี จากนั้นก็ซื้อไส้อั่วเจ้าอร่อย ที่อยู่ก่อนถึงน้ำตกไทรโยคน้อยนิดนึง เจ้านี้มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองกาญจน์ ไม่ได้แวะที่ไหนจริงๆ

ขากลับจะแวะเที่ยวปราสาทเมืองสิงห์ก็เย็นเกินไปซะแล้ว เด็กๆ ก็ร้องให้รีบกลับเพราะจะไปลงเล่นสระว่ายน้ำ เลยไม่ต้องทำอะไรกัน รวมระยะทางไปกลับก็ 100 กว่ากิโลเมตร เวลาที่เหลือก็นั่งๆ นอนเล่นในห้องพักหลังจากไปส่งเด็กๆ ลงสระเรียบร้อยแล้ว

ไม่มีโอกาสจะได้ออกมาถ่ายภาพรีสอร์ทให้ชมกันมากนักเพราะกลับมาถึงก็เย็นแล้ว บรรยากาศก็มืดๆ สลัวๆ แบบชื้นๆ อารมณ์ประมาณว่าอยู่ในร่มเงาไม้ใหญ่ในป่าทึบอะไรหยั่งเงี๊ยะ ถ่ายออกมาภาพมันก็จะดูอึมครึมเพราะแดดส่องลงมาถึงไม่มาก เลยเลิกถ่ายดีกว่า กลับเข้าไปเก็บห้องพักที่เด็กๆ รื้อไว้ซะรก จัดเตียงจัดที่นอนซะเองเลย เพราะที่นี่เค้าจะให้แม่บ้านมาทำห้องฉพาะวันพุธวันเดียวเท่านั้น(ถ้าจำไม่ผิดนะ) ใครมาเที่ยวก็ต้องเป็นคนรักความสะอาดและขยันนิดนึง ประเภทนอนแล้วลุกพรึ่บ ที่นอนไม่เก็บ มันก็จะรกห้องอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะกลับนั่นแหละ 555+ ดังนั้นก็จะเหมาะกับพวกประเภทที่ออกแนวลุยๆ ซักนิด พักคืนเดียวแล้วไปต่อ ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าที่นอนอุ่นๆ สบายๆ เพื่อออกไปลุยต่อในวันรุ่งขึ้น แต่อุปกรณ์อำนวยความสะดวกในห้องพักก็มีอย่างครบครันนะ

เสียก็แต่สภาพบ้านพักที่ดูเก่โทรมไปซักนิด เพราะด้วยความที่ใช้วัสดุประเภทปูนครึ่งไม้แล้วยังอยู่ในสภาพอากาศร้อนชื้นเลยทำให้ดูเก่าคร่ำมีคราบราขึ้นตามผนัง เศษใบไม้ใบหญ้าที่ร่วงหล่นลงมาค้างตามหลังคาบ้านพัก และกองทัพแมลงกลางคืนที่มีอยู่อย่างมหาศาล อาจจะเป็นเพราะที่นี่เค้าต้องมีการดูแลให้น้ำกับต้นไม้, สวนหย่อมและสนามหญ้าที่มีอยู่ทั่วทั้งรีสอร์ทรวมทั้งต้นไม้ใหญ่ที่เก็บกักความชื้นไว้บนพิ้นดินสูงมาก เลยทำให้สถาพบ้านพักดูโทรมว่าความเป็นจริงเร็วขึ้นและเป็นแหล่งเพาะพันธุ์แมลงไปในตัวด้วยนั่นเอง

ในส่วนของอาหารเช้าไปกินกันที่บริเวณริมน้ำกันเลย บุฟเฟ่ท์ในสไตล์รีสอร์ทที่เมืองกาญจน์แทบทุกที่ไปเคยไปพักจะคล้ายๆ กัน ข้าวต้มเครื่อง, ผัดซีอิ๊ว, แกงจืด, ผักมักกะโรนี, น้ำผลไม้, ไส้กรอก, แฮม, ไข่ดาว, ออมเล็ต, ขนมปัง, เนย, แยม, ผลไม้ต่างๆ มาตรฐานทั่วไปก็ประมาณนี้ สำหรับผมก็นับว่ามากมายเกินพอแล้วล่ะครับ

ทริปนี้ก็เลยมีแต่ภาพในห้องพักซะเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็มีภาพน้องเอแคลร์นิดนึง ภาพบรรยากาศรอบๆ ภายในรีสอร์ทอีกหน่อย แล้วก็ภาพตอนไปเที่ยวถ้ำกระแซอีกไม่กี่ภาพ ที่เหลือก็นั่งๆ นอนๆ กินๆ ดูทีวี แหม .. มาพักผ่อนจริงจริ๊งงงงเล๊ยยยย .. นึกเสียว่ามารีวิวที่พักก็แล้วกันนะ 555+

เอาล่ะ จบทริปนี้ดีกว่า ช่วงนี้ความจำสั้นเลยเขียนได้แค่เนี๊ยะ รายละเอียดต่างๆ ก็เลยหลงๆ ลืมๆไปบ้าง แต่ก็ขอบคุณที่ยังติดตามรับชมรับฟังกันนะครับ ..

 

ลิ้งค์ไปดูภาพ ..
http://tombass.seesod.com/albums/view/index/zjllfjwbiJ1327079720

ลิ้งค์ไปอ่านที่เวบบอร์ด ..
http://takeaphoto.netau.net/index.php/topic,22.0.html

 

เขียนเมื่อ : วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ.2555 เวลา 11:50 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass

เที่ยวเมืองจันทน์..ในวันฟ้าหม่น – วันเดินทางกลับ

วันแรกวันที่สอง – วันเดินทางกลับ

Summary

On Trip : FRI.16 – SUN.18 SEPTEMBER,2011
Interval : 3 Days 2 Nights
Location : Smile Beach Boutique Resort
GPS : N12.557663, E101.914587
Distance : about 220 KM.

ตื่ น ม า แต่เช้าอีกแล้ว นอนเร็วก็ตื่นเร็ว อากาศยามเช้านี่มันสดชื่นจริงๆ เปิดประตูกระท่อมน้อยคอยรับโอโซนจากทะเลซักหน่อย น้องเอแคลร์ตื่นแต่เช้าจนชินแล้วเพราะรถโรงเรียนมารับตั้งแต่ 6 โมงครึ่งเลยต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 ทุกวัน มาเที่ยวก็เลยพลอยตื่นเช้าไปด้วย มาพักที่สมาย บีช บูติค รีสอร์ทมา 2 คืนแล้ว ยังไม่ได้พาเข้าไปชมภาพในกระท่อมน้อยของเราที่ใช้เป็นที่หลับนอนพักผ่อนในวันที่ผ่านมาเลยซักที ถ้างั้นก่อนกลับ..วันนี้ก็เอาซักหน่อยก็แล้วกันนะ


นายแบบส่วนตัว (ที่ไปเที่ยวหลายๆ ที่ก็เพราะคนนี้คนเดียวเลย) / หน้าห้อง..แต่ไม่มีรองเท้านะ 555+


มองจากระเบียงหน้าห้องจะเห็นสวนหย่อม / มองทางซ้ายก็เป็นทางเดินลงไปสู่ชายหาด หรือจะเดินไปกินอาหารเช้ากันก็ทางนี้แหละ


ที่ชายหาดมีอนุสาวรีย์ช้างชูงวงด้วย แล้วก็อีกทั้งยังแอบพัฒนาหัวรบนิวเคลียร์พิสัยไกลที่เอาไว้ถล่มชาติมหาอำนาจ ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนสนามหญ้าของรีสอร์ทอีกด้วย 555+

  อันนี้เป็นกระท่อมข้างๆ แอบส่องแล้วไม่มีใครพัก..อิอิ..

เ รี ย น เ ชิ ญ เข้าไปชมด้านในกระท่อมของเรากันบ้างนะ

  เลื่อนประตูกระจกเปิดเข้ามา มองซ้ายก็จะพบกับเตียงนอน 2 เตียง แต่ผมเลื่อนมันมาติดกันซะ กว้างขวางมโหฬารนอนกัน 2 คนพ่อลูกยังเหลือพื้นที่อีกเพียบ

   มองตรงไปก็จะพบกับประตูทางออกสู่ระเบียงหลังกระท่อม โผล่หน้าออกไปดูก็พบระเบียงยาวๆ และราวตากผ้า มองกลับมาก็เห็นห้องข้างๆ และรีสอร์ทข้างๆ นั่นเอง

 

เดินจากนอกระเบียงหลังกระท่อมกลับเข้ามาในห้อง ซ้ายมือมีตู้ใส่เสื้อผ้า โต๊ะเล็กวางกระจกแบบพับได้อยู่ด้านบน ลวดลายออกไปเป็นแนวๆ ทวิภพอะไรประมาณนั้น เดี๋ยวได้มีใครหายเข้าไปในกระจกกันบ้างแหละ ถัดมาเป็นตู้เย็นอยู่ในชั้นวางทีวีทรงสูงอีกที คราวนี้ทีวีเลยอยู่สูงปรี๊ด กล่องเปลี่ยนช่องทีวีดาวเทียมยิ่งอยู่สูงเข้าไปอีก นอนดูทีวีอยู่จะเปลี่ยนช่องแต่ละที ต้องยืดแขนกันสุดๆ แต่มีทีวีให้ดูเยอะแยะมากมายก่ายกองถึง 253 ช่อง ป๊ะป๋ายังอุตส่าห์กดดูทุกช่องเหมือนกัน 555+

เ ดี๋ ย ว พาไปดูห้องน้ำกันบ้างดีกว่า ขาดไม่ได้เพราะเป็นห้องที่ให้ความสุขสุดยอดกับทุกคน หรือใครจะเถียงว่าไม่จริง?


ห้องน้ำอยู่ซ้ายมือหน้าทางออกสู่ระเบียงหลังบ้าน ประตูเป็นไม้ติดกระจกสี เปิดเข้าไปเจอนี่ก่อนเลย อ่างล้างหน้าและกระจกเงาพร้อมอุปกรณ์ครบครัน


สุขภัณฑ์แบบชักโครกพร้อมสายฉีดน้ำชำระ นั่งไปดูหน้าตัวเองในกระจกไปสุขใจพิลึกเนอะ / ส่วนอันนี้บันไดไม้ไผ่เอาไว้ปีนไปเปลี่ยนหลอดไฟ..เฮ้ย..ไม่ใช่ เค้าให้เอาไว้แขวนผ้าเช็ดตัว แน่ะ..มีกระจกฝ้าด้วย จุ๊กกรู๊ วู๊ๆๆๆ วี๊ดวิ๊ว..

  รีสอร์ทนี้ friendly สูงมาก เวลานอนถ้าเปิดม่านหน้ากระท่อมไว้นะ รับรองเห็นหมดไม่ว่าจะน้ำลายไหลยืดหรือนอนท่าประหลาดแค่ไหน !!! เพราะเราอยากให้คุณรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่ที่บ้าน ใครเดินผ่านไปมาสามารถมองเข้ามาพบเจอกันทักทายกันได้ทุกเวลา .. ฮา ฮ่า ฮ้า .. ล้อเล่นน๊า .. ใครจะบ้านอนเปิดม่านให้ดูกันล่ะ ทำอะไรก็เห็นหมดอ่ะดิ .. วู้ววว..

พ อ แ ร ะ ..รีบออกจากห้องไปกินอาหารเช้าดีกว่า ชักจะเริ่มติดเรท PG (Parental Guidance Suggested) แล้วเนี่ยะ เดี๋ยวจะต้องรีบเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า เพราะมันเป็นเวลาที่เราจะต้องกลับสู่กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรกันแล้ว ลองไปดูวิวหาดทรายบริเวณแคนทีนที่กินอาหารเช้ากัน

  นั่งมองจากแคนทีนก็จะเห็นชายหาดเต็มตาแบบนี้แหละ เลยอดใจไม่ไหวของเชิญนายแบบกิตติมศักดิ์ออกไปเก็บภาพซักหน่อย ได้ภาพรองเท้าของเค้ามาด้วยแฮะ ริมหาดที่ชิงช้าให้นั่งเล่นเพลินๆ ด้วย

อิ่ ม ท้ อ ง กันด้วย ABF เช่นเดิมก็กลับมาเก็บกระเป๋า สัมภาระ สัมภารกสารพัดสารพัน ขามาก็ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ แต่ขากลับทำไมมันเยอะขึ้นล่ะ ถึงเวลาอันเป็นมงคลฤกษ์ 11 โมงเช้าออกไปเช็คเอาท์ได้เวลาโบกมือลา สมาย บีช บูติค รีสอร์ทกันแล้ว ออกจากรีสอร์ทได้มุ่งหน้าตรงไปร้านยายตุ๊อีกรอบ สั่งอาหารอีกชุดใหญ่กลับไปฝากคุณปู่คุณลุงที่ไม่ได้มาด้วย เพราะต้องอยู่บ้านคอยเป็นทาสรับใช้ดอลล่าร์กับยูโรทั้งสองตัว ระหว่างทางขากลับมีโอกาสได้แวะเที่ยวจุดชมวิวอีก 2 แห่งที่อยู่ในเส้นทางผ่านพอดี ตามไปชมวิวกันครับ

ที่ หาดคุ้งวิมานจะมีจุดชมวิวอยู่ 2 แห่ง จุดแรกเราแวะกันที่ “จุดชมวิวพระยืน” ที่พระพุทธรูปยืนอยู่บนเขาหันหน้าออกสู่ทะเลมีศาลาที่พักเล็กๆ ไว้หลบแดดอันร้อนระอุ แต่ภาพอันงดงามของชายหาดคุ้งวิมานจากจุดชมวิวพระยืนก็คุ้มค่าที่ฝ่าเปลวแดดยามเที่ยงๆ เช่นนี้เพื่อขึ้นไปชื่นชม ภาพท้องทะเลสีครามและท้องฟ้าสีฟ้าสดสวยนั่นเหมาะที่จะบันทึกไว้เป็นภาพแห่งความทรงจำเป็นแน่แท้

อ อ ก จ า ก จุดชมวิวพระยืน เราก็ไปต่อกันที่จุดชมวิว “เนินนางพญา” ต้องขับขึ้นไปบนเนินเขา ซึ่งขณะที่ไปนั้นถนนกำลังอยู่ในระหว่างปรับปรุงซ่อมแซม (หรือว่าพังแล้วยังไม่ซ่อมก็ไม่รู้ !!!) ต้องค่อยๆ ขับขึ้นไป หากใครจะขึ้นไปก็โปรดใช้ความระมัดระวังให้มากๆ เพื่อสวัสดิภาพความปลอดภัยของทุกท่านนะครับ

  มาดูป้ายบอกทางขึ้นไป “จุดชมวิว” (Jood Chom View) … !?!?!?!? เค้าตั้งใจเขียนแบบนี้ใช่ไหมคร๊าบบบบ..แสดงว่าผมเข้าใจผิดมาตลอด..นึกว่าเค้าจะเรียกว่า View Point ซะอีกแฮะ

ก า ร ขับรถขึ้นไปชมจุดชมวิว “เนินนางพญา” เราต้องขับผ่านสวนสาธารณะที่สร้างใหม่บริเวณแนวกันคลื่นที่ถมด้วยหินก้อนใหญ่ยักษ์ ขึ้นไปสู่บนเนินสูงที่สามารถมองเห็นทะเลได้โดยรอบมากกว่า 180 องศา ทั้งฝั่งด้านแนวกันคลื่นด้านขวาและทางฝั่งซ้ายที่เป็นหน้าผาสูงและผืนน้ำทะเลกว้างใหญ่ไกลสุดตา พร้อมทั้งเกาะแก่งเรียงรายล้อมอยู่โดยรอบ ใครที่มาถึงชายหาดคุ้งวิมานแล้วไม่น่าพลาดด้วยประการทั้งปวง

 

 

แ ล ะ หลังจากสองคนพ่อลูกเดินตากแดดเปรี้ยงๆ กันมาได้ซักพัก ชักเริ่มออกอาการหน้ามืดตามัว เหงื่อกาฬโทรมไปทั่วทั้งสรรพางค์กายได้ที่แล้วนั้น ก็ถึงเวลาอันสมควรที่จะต้องรีบกลับกรุงเทพกันให้ทันก่อนจะมืดค่ำ ใช้เส้นทางเฉลิมบูรพาชลทิตย์แล้วมุ่งหน้าออกสุขุมวิท ใช้เส้นทางเดิมกับขามานั่นเองแวะกินข้าวกลางวันกันแป๊บนึง แวะเข้าห้องน้ำครั้งนึง แวะซื้อกาแฟอีกที (ขยันแวะจังเลยแฮะตรู)

แ ล้ ว ก็ ตรงยาวๆ ถึงกรุงเทพฯ ประมาณ  4 โมงเย็นพาคุณอาไปจ่ายค่าโทรศัพท์ของออฟฟิศที่คาร์ฟูร์ อุ๊ย..ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่าบิ๊กซี เอ๊กตร้า สุขาภิบาล 3 ถึงจะถูก อยู่แถวๆ บ้านพอดี ก็เลยถือโอกาสเอามุมซองของขนมขบเคี้ยวที่น้องเอแคลร์ตัดเก็บไว้ไปแลกไอศครีมโคนของ KFC กินกันฟรีๆ 3 อัน ยังเหลือแลกได้อีก 3 อันเดี๋ยวเอาไปใช้ทริปหน้าที่จะไปเที่ยวเมืองกาญจน์ในปลายเดือนหน้าก็แล้วกัน

สุ ด ท้ า ย พวกเราก็เดินทางกลับถึงบ้านโดยปลอดภัยกันทุกคน ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมจนจบครบถ้วนทั้ง 3  ตอน ตลอดระยะเวลา 3 วัน 2 คืนที่ได้ไปพักผ่อนที่เมืองจันทน์..ในวันฟ้าหม่นครั้งนี้ ก็ยังคงประทับใจกับทะเลใส หาดสวย บรรยากาศดี น้ำใจไมตรีของคนจันทบุรี ที่มีให้คนเดินทางเฉกเช่นพวกเราอย่างมากมาย หากใครยังไม่เคยไปเยี่ยมเยือน ลองไปสัมผัสสักครั้งแล้วคุณจะประทับใจเช่นเดียวกับพวกเราเหมือนกัน

ช ม ภ า พ เพิ่มเติมได้ที่ http://seesod.com/albums/view/index/baCp8dA02d1316423021

วันแรกวันที่สอง – วันเดินทางกลับ

 

เขียนเมื่อ : วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ.2554 เวลา 23:38 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass

เที่ยวเมืองจันทน์..ในวันฟ้าหม่น – วันที่สอง

วันแรก – วันที่สอง – วันเดินทางกลับ

Summary

On Trip : FRI.16 – SUN.18 SEPTEMBER,2011
Interval : 3 Days 2 Nights
Location : Smile Beach Boutique Resort
GPS : N12.557663, E101.914587
Distance : about 220 KM.

ตื่ น ม า ตอนเช้าวันเสาร์ที่ 17 กันยายน 2554 ประมาณ 7 โมงครึ่ง น้องเอแคลร์ตื่นขึ้นมาเปิดแลปท็อปนั่งเล่นเกมในการ์ตูนเน็ตเวิร์คอยู่ ป๊ะป๋าลุกไปเข้าห้องน้ำปิดแอร์ เปิดประตูให้อากาศถ่ายเท แล้วเดินออกไปสูดอากาศดีๆ ตอนเช้าข้างหน้าห้อง น้องๆ พนักงานก็เดินเข้ามาถามทันทีว่าจะทานอาหารเช้าเลยหรือเปล่า ก็เลยบอกว่าซักครู่นึง รอคุณย่ากับคุณอาที่อยู่ห้องติดกันก่อน

 

ถ้ า อย่างนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ตามมาดูห้องพักของสมาย บีชที่เรานอนกันเมื่อคืนนี้ไปพลางๆ ก่อน ถ่ายรูปไว้ตั้งแต่เมื่อวานที่มาถึง แต่ยังไม่ได้เอารูปลงในตอนแรก เลยเอามาลงตอนที่สองนี้แล้วกัน เหมือนจะเป็นกระท่อมแฝดติดกันสองหลัง เรียงกันเป็นแนวยาวลงไปสู่ริมหาด มีห้องพักอยู่ทั้งสองด้าน ทั้งยังมีชั้นบนอีกด้วย เสียดายที่ลืมขึ้นไปเก็บภาพวิวทะเลจากชั้นบน เดี๋ยวคราวหน้าไปใหม่เนอะ

 

 

พ ร้ อ ม หน้าพร้อมตากันแล้วก็เดินไปกินอาหารเช้ากัน ส่วนที่นั่งกินอาหารเช้าจะอยู่ริมทะเลเลย กินไปมองทะเลไป ลมทะเลพัดเย็นสบายสดชื่นมากๆ เจริญอาหารเป็นอย่างยิ่ง แต่อาหารเช้าเป็นแบบ American Breakfast นี่สิ แฮม ไข่ดาว ขนมปัง เนย แยม น้ำผลไม้ ชา กาแฟ แม้จะมีข้าวต้มกุ้งมาให้ด้วยก็เถอะ ก็ยังกินได้ไม่สะใจเลย แต่ก็เหมาะสมตามแบบฉบับของ ABF นั่นแหละ (เอาน่า..อย่าตามใจปาก โลภมากเดี๋ยวอ้วน..ง่า..ไม่ทันแล้วมั๊งคุ๊ณณณ 555+)

 

วั น นี้ เดี๋ยวเรามีโปรแกรมออกไปเที่ยวชมเมือง ตามจุดสนใจต่างๆ ที่เตรียมข้อมูลมา จัดการคีย์พิกัดใส่ไว้ใน GPS เรียบร้อยตั้งแต่คราวที่คุณอามาเที่ยวอัล เมดิน่าครั้งก่อนแล้ว คราวนี้ก็กดอย่างเดียวแล้วปล่อยเจ้า GPS นำทางไป จุดแรกที่ไปแวะก็คือจุดชมวิวปากน้ำแขมหนู เข้าไปจอดรถได้บริเวณใต้สะพานเฉลิมพระเกียรติ ออกไปเดินเก็บภาพมานิดหน่อย ไม่ไหวแดดแรงเหลือเกิน ซักพักพอจะออกเดินทางฟ้ากลับครึ้มซะหยั่งงั้น

จุ ด ต่ อ ไ ป แวะเข้าไปดู “ตึกแดง” ไปดูผนังตึกแดงที่สีหลุดลอกเป็นภาพคล้ายพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงของเรา ไปพบกับลุงคนนึงเป็นคนดูแลตึกแดงนี้อยู่ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวประวัติอันยาวนานของตึกแดงแห่งนี้ตั้งแต่สมัยที่ฝรั่งเศสเข้ามายึดครองดินแดนแถบนี้ จนได้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยในปัจจุบัน และคุณลุงได้ฝากให้ผู้มีอำนาจในทุกภาคส่วน ช่วยเข้ามาบูรณะซ่อมแซมให้ตึกแดงจะได้ยังคงอยู่ให้ลูกหลานได้ศึกษาหาความรู้ต่อไป

 


สีลอกที่ผนังตึกแดงดูคล้ายพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวง..

อ อ ก จ า ก ตึกแดง ก็ไปแวะชม “คุกขี้ไก่” ที่อยู่ใกล้ๆ กันอีกซักหน่อย แล้วก็ขับตรงยาวๆ เข้าสู่ตัวเมืองจันทบุรีเพื่อเข้าไปชมโบสถ์คริสต์เมืองจันทบุรีหรือชื่อเต็มว่า “อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล” ขับตาม GPS พาเข้าเมืองผ่านตลาด ไปเจอวันเวย์เลี้ยวไปตามที่ GPS บอกไม่ได้ต้องวนออกมาเริ่มต้นที่ถนนหลักด้านนอกอีกครั้งแล้วเข้าโบสถ์นี้อีกทางนึงถึงจะเข้าได้ เข้าไปจอดรถได้ที่บริเวณโรงเรียนได้เลย โบสถ์ใหญ่มากตามประวัติว่าเอาไว้ว่าเก่าแก่และมีอายุมากกว่า 100 ปีเลยนะ ยิ่งใหญ่ตระการตามากมาย แต่ฟ้ามืดครึ้มมีแดดบ้างเล็กน้อย ฟ้าเน่าแบบนี้เก็บภาพได้นิดหน่อยก็พอแล้วล่ะ เข้าไปถ่ายข้างในดีกว่า มีวิทยากรกำลังบรรยายประวัติความเป็นมาของโบสถ์และชุมชนนี้ให้กลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งจากกรุงเทพฯ อยู่ เลยได้อาศัยฟังเก็บความรู้ไปกับเค้าด้วย

 

 

อ อ ก จากโบสถ์ก็บ่าย 2 โมงแล้ว ทั้งเด็กทั้งหนุ่มสาวทั้งคนแก่เริ่มกระจองอแงเพราะหิวข้าวกันแล้ว มื้อกลางวันยังไม่ได้กินกันเลย เลยตั้งใจจะกลับไปกินกันแถวๆ หาดเจ้าหลาวใกล้ที่พักนั่นแหละ แต่วิ่งออกมาก็ผ่านศาลหลักเมืองและศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่ตั้งอยู่บริเวณทางเข้าค่ายตากสิน กองพันทหารราบที่ ๒ กรมทหารราบที่ ๑ กองพลนาวิกโยธิน เลยได้แวะนมัสการไหว้พระเอาฤกษ์เอาชัยเพื่อเป็นสิริมงคล ให้ท่านช่วยปกป้องคุ้มครองให้เดินทางราบรื่นปลอดภัยแคล้วคลาดตลอดทาง เพื่อความอุ่นใจทำไว้ก็ไม่เสียหายนะ

จ า ก นั้ น ก็ได้เวลาบึ่งรถกลับสู่หาดเจ้าหลาว แวะ 7-11 ซื้อเสบียงสำหรับคืนนี้สักเล็กน้อย แล้วก็ตรงดิ่งเป้าหมายเดียวเลยไม่แวะที่ไหนอีกแล้วจนกว่าจะถึง “ร้านยายตุ๊” น้องที่รีสอร์ทแนะนำมาอีกที ไปถึงประมาณบ่าย 3 โมงยังไม่มีคนเท่าไหร่ มีแค่โต๊ะเรากับอีก 3-4 โต๊ะแค่นั้น ก็แน่ล่ะมื้อกลางวันก็ไม่ใช่ มื้อเย็นก็ยังไม่ถึง สั่งอาหารไป 7 อย่าง ด้วยความอร่อยเลยสั่งเพิ่มอีก 2 จาน รวมน้ำกับน้ำแข็งแล้วไม่ถึง 800 บาท เรียกได้ว่าไม่แพงเลย มิน่าคนพื้นที่เค้าถึงมากินกันที่นี่ เห็นมีแต่รถทะเบียนจันทบุรี, ระยองทั้งนั้นมาจอดกิน แสดงว่าเรามาถูกที่แล้ว อาหารออกเร็วมาก ทำให้กินกันอิ่มจนเรียกได้ว่าแน่นๆ เพราะอาหารอร่อย สด แล้วก็แต่ละจานไม่ใช่น้อยๆ เลย

 

ไ ด้ เ ว ล า กลับไปพักผ่อนกันแล้ว วันนี้ง่วงมากขอนอนก่อน หลับกันทั้งพ่อลูก ป๊ะป๋าตื่นมาทำรูปแล้วอัพขึ้นไปเก็บไว้บนเฟซบุ๊คเหมือนเดิม แล้วรีบก็เข้านอนต่อโดยพลัน เพราะพรุ่งนี้จะได้เวลากลับกรุงเทพฯ กันแล้วนะ ต้องขับรถยาวๆ กันอีกรอบ

ชมภาพเพิ่มเติมได้ที่ http://tombass.seesod.com/albums/view/index/baCp8dA02d1316423021

วันแรก – วันที่สอง – วันเดินทางกลับ

 

เขียนเมื่อ : วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ.2554 เวลา 22:58 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass

เที่ยวเมืองจันทน์..ในวันฟ้าหม่น – วันแรก

วันแรก – วันที่สองวันเดินทางกลับ

Summary

On Trip : FRI.16 – SUN.18 SEPTEMBER,2011
Interval : 3 Days 2 Nights
Location : Smile Beach Boutique Resort
GPS : N12.557663, E101.914587
Distance : about 220 KM.

ท ริ ป นี้ ออกเดินทางกันบ่ายวันศุกร์ที่ 16 กันยายน 2554 ไปรับน้องเอแคลร์กลับบ้านเรียนไปแค่ครึ่งวันก่อน ส่วนคุณย่าไปโรงพยาบาลกับมาก็ประมาณบ่ายโมง คุณอาก็ลางานครึ่งวันพร้อมหน้ากันก็ประมาณบ่ายโมงเศษๆ ดีที่เตรียมเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเอาไว้เรียบร้อยตั้งแต่เมื่อคืนก่อน ก็เลยไม่ต้องวุ่นวายซักเท่าไหร่ อาบน้ำอาบท่าให้สดชื่นใช้เวลาไม่นานก็พร้อมออกเดินทางกันได้

ล้ อ ห มุ น ประมาณบ่าย 2 กว่าๆ เกือบจะ 3 โมงแล้ว ท้องฟ้าครึ้มๆ แต่ฝนยังไม่ตก ส่วนที่เมืองจันทน์น้ำเพิ่งจะท่วมไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี่เอง แต่ไปคราวนี้จุดหมายของเราอยู่ที่หาดเจ้าหลาวซึ่งอยู่ก่อนจะถึงตัวเมืองจันทบุรี ก็เลยยังพอจะอุ่นใจได้ว่าอย่างไรเสียก็คงไม่มีน้ำท่วมให้เสียขวัญกันหรอกน่า

เ ปิ ด GPS นำทางไปเรื่อยๆ ด้วยความที่ไม่เคยไปเมืองจันทน์ก็เลยไม่คุ้นทางกลัวจะไปมืดก่อนถึงจุดหมาย ช่วงไหนใช้ความเร็วสูงได้ก็ใส่ซะเต็มที่ ใช้เส้นทางวงแหวนตะวันออกต่อเนื่องมอเตอร์เวย์, ชลบุรีแล้วแยกไปแกลง, ระยอง สู่จุดหมายที่จันทบุรีระยะทางรวมๆ ประมาณ 220 กิโลเมตร แต่ที่แน่ๆ ตลอดการเดินทางช่วงที่พ้นจากชลบุรีไปแล้ว ถนนช่องทางด้านซ้ายนั้นแย่มากๆ ขอบอก พื้นถนนพร้อมจะทำลายช่วงล่างรถของคุณให้เสียหายได้ในทุกเวลานาที ส่วนช่องทางด้านขวาก็ใช่ว่าจะดีกว่ากันซักเท่าไหร่ ไหล่ทางด้านขวาต่างหากที่พอจะเป็นที่พึ่งได้บ้าง

 

 
ภาพจาก http://road.drr.go.th/

เ ข้ า สู่ เขตจังหวัดจันทบุรีประมาณ 4 โมงกว่าแล้ว เลี้ยวขวาเข้าไปวิ่งถนนเลียบทะเลหรือที่เรียกกันติดปากว่าซีนิค รูท (Scenic Route) หรือชื่อเต็มอย่างเป็นทางการก็คือ “ถนนเฉลิมบูรพาชลทิต” เพื่อชมแสงทองของดวงอาทิตย์ยามลับขอบน้ำทะเล ซึ่งเป็นภาพที่ธรรมชาติช่างเสกสรรปั้นแต่งออกมาได้อย่างวิจิตรงดงามกว่าศิลปินคนไหนจะถ่ายทอดออกมาได้ แต่ผมไม่ได้จอดแวะดูหรอกครับเพราะต้องรีบไปเช็คอินโดยด่วน ไม่เป็นไรเพราะเรายังมีเวลาอีกหลายวัน

แ ล้ ว ประมาณ 5 โมงก็ถึงจุดหมายของเราในทริปนี้ก็คือ สมาย บีช บูติค รีสอร์ท (พิกัด N12.557663, E101.914587) ตั้งอยู่ที่หาดเจ้าหลาว (อยู่ติดกับครัวชลิต-บ้านตุ่ม รีสอร์ทและเจ้าหลาวทอแสงบีช รีสอร์ท) เช็คอินขนกระเป๋าเข้าห้อง หลังจากเก็บเสื้อผ้าใส่ตู้เรียบร้อย เตรียมแลปท็อปวางประจำที่ คอนเน็คไว-ไฟของรีสอร์ทเรียบร้อย (ที่นี่มีไว-ไฟฟรีให้ใช้ทั่วบริเวณรีสอร์ทรวมไปถึงบริเวณชายหาดอีกด้วย ใครใคร่จะเอาแลปท็อป ไอแพด ไอโฟน แอนดรอยด์ วินโดว์โมบายล์ ฯลฯ ไปนอนเล่นอัพเฟซบุ๊ค แชทกับเพื่อนได้ตลอดเวลาไม่มีเอ๊าท์ (เอ้า โฆษณาให้เค้าเข้าไปตรู..) ก็พากันเดินลงไปชายหาดกันสองคนพ่อลูก ซักพักคุณย่ากับคุณอาก็ตามลงมา ชายหาดวันนี้เงียบสงบดีมาก แทบจะไม่มีใครเลย หาดส่วนตัวดีๆ นี่เองเนาะ

 

ล ม เ ย็ น ๆ พัดตลอดเวลา ฟังเสียงคลื่นสาดซัดกระทบหาดทรายส่องประกายระยิบระยับดุจอัญมณีกลาดเกลื่อนไปทั่วผืนน้ำ มองฟ้าสีเหลืองทองยามอาทิตย์อัสดง อิ่มเอิบกับแสงทไวไลท์ที่หาดูได้เพียงแค่ช่วงเวลาน้อยนิดในหนึ่งวัน ท้องฟ้าคลาคล่ำเต็มไปด้วยสีสันหลากหลายจากสีฟ้าของท้องฟ้า สีเขียวของน้ำทะเล สีเหลืองส้มของแสงดวงอาทิตย์ ผสมผสานกลมกลืนกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก เป็นที่น่าแปลกตาเกินกว่าจะบรรยายถ่ายทอดออกมาได้

 

เ ก็ บ ภาพได้ไม่นานแสงก็หมด คงเหลือทิ้งไว้เพียงความมืดมิดแห่งรัตติกาลที่กำลังคืบคลานเข้ามาแทนที่ พลันเหลือบมองผ่านเกลียวคลื่นในความมืดทะมึน จุดให้จินตนาการบรรเจิดเพริดพลุ่ง เรื่องราวความกลัวในวัยเด็กที่ฝังไว้ในห้วงลึกของจิตใจก็หวนกลับมาสร้างความประหวั่นพรั่นพรึงจนขนลุกซู่ขึ้นมาทั่วแผ่นหลังได้อีกครั้ง ความมืดนี่มันช่างร้ายกาจยิ่งนัก สามารถทำให้คนเราคิดจินตนาการไปต่างๆ นาๆ ได้มากมาย

บ รื๋ อ ว์ .. กลับห้องพักดีกว่า 555+

ก ลั บ ห้องพักได้ก็ให้น้องเอแคลร์อาบน้ำอาบท่าสระผมให้เรียบร้อย เพราะลงไปชายหาดมาตัวเหนียวเชียว ส่วนป๊ะป๋านอนดูทีวีดาวเทียมที่มีให้ดูถึง 253 ช่อง ดูกันให้ตาแฉะกันไปข้างนึง แล้วป๊ะป๋าก็ไปอาบน้ำบ้างเดี๋ยวจะได้ออกไปกินข้าวเย็นกัน วันนี้มาถึงก็เย็นแล้วเลยกินมันใกล้ๆ นี่แหละ


ภาพจาก http://www.muangthai.com/

“ค รั ว ช ลิ ต” ก็แล้วกันอยู่ติดกับรีสอร์ทเลย (เป็นไง..ใกล้พอม๊ะ?) ได้เจอกับ “คุณชลิต เฟื่องอารมณ์” เจ้าของร้านอยู่ที่ร้านพอดี ออกมาต้อนรับด้วยตัวเองเลย อัธยาศัยดีมากๆๆๆ สั่งอาหารทานไป 5-6 อย่าง ราคาอยู่ที่ 700-800 บาท รสชาติอาหารและบริการดีครับ สมควรกับราคาตามบรรยากาศและเครดิตของเจ้าของร้านน่ะครับ (เพราะถ้ามานั่งกินในร้านอาหารบรรยากาศดีๆ ริมทะเลติดชายหาด แต่อยากจ่ายราคาร้านอาหารตามสั่งของยายเมี้ยนปากซอยก็กระไรอยู่น๊า..) เอาเป็นว่าตังค์ใครตังค์มันก็แล้วกัน ใครว่าแพงก็ขับออกไปทานข้างนอกก็ได้มีร้านอาหารทะเลอีกหลายร้านให้เลือกลองลิ้มชิมรสกันตามความสมัครใจ หรือถ้าขี้เกียจออกไปก็เดินมาทานที่ร้านนี้ก็ไม่ได้แพงมากมายอะไรนักหนา

 

รี บ กิ น รีบกลับเพราะคุณย่ากำลังติดละครหลังข่าวอยู่ต้องรีบกลับมาดู ถึงห้องเปิดทีวีอีกแล้ว (ก็มันยังดูไม่ครบทุกช่องนี่หว่า..) แล้วน้องเอแคลร์ก็ยึดรีโมทไปดูช่องการ์ตูนคลับแต่เพียงผู้เดียว ป๊ะป๋าเลยนั่งทำรูปที่ถ่ายเมื่อตอนเย็นแล้วอัพขึ้นเฟซบุ๊คเก็บไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยมาเขียนบล็อคทีหลัง กว่าจะทำรูปเสร็จ กว่าจะอัพขึ้นไปจนหมดปาเข้าไปตี 1 ตี 2 ง่วงแสนจะง่วง แต่ไว-ไฟที่นี่เร็วดีนะครับดาวน์โหลดได้ตั้ง 9 เม็กแน่ะ อัพโหลดได้อีก 1 เม็ก เลยอัพให้สนุกสนานกันไปจนลืมเวล่ำเวลา หมดภารกิจสำหรับวันนี้แล้วรีบนอนดีกว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปเที่ยวกันต่อ

ช ม ภ า พ เพิ่มเติมได้ที่ http://seesod.com/albums/view/index/baCp8dA02d1316423021

วันแรก – วันที่สองวันเดินทางกลับ

 

เขียนเมื่อ : วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ.2554 เวลา 21:45 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass