เสียงลึกลับ .. จากในครัว ..


ภาพจาก http://www.mut.ac.th/art_forlife/gallery/LoveThailand/slides/ตลาดน้ำดำเนินสะดวก.JPG

หากลองย้อนเวลากลับไปราวๆ สักสี่สิบปีก่อน ในสมัยที่เมืองไทยยังไม่มีตึกสูงระฟ้าท้าดวงอาทิตย์เหมือนสมัยนี้ รถราหรือก็ยังไม่ได้ขวักไขว่ ชิวิตของคนไทยในต่างจังหวัดกับคนเมืองยังคงใกล้ชิดกันทางวัฒนธรรมอยู่มาก ผู้เฒ่าผู้แก่ในตอนนั้นก็ยังคงนิยมกินหมากกันอยู่ ดังนั้นปูนแดง หมากและใบพลูจึงเป็นสินค้าที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า มีเท่าไหร่ก็ขายหมดเกลี้ยง ทั้งยังสามารถหาซื้อกันได้ทั่วไปทั้งในตลาด ทั้งร้านโชห่วยที่ตั้งอยู่แทบทุกหัวระแหง ซื้อง่ายขายคล่องราวกับซิมทรูมูฟในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นในสมัยนี้เลยทีเดียว

สมัยนั้นผมยังเป็นเด็กอายุยังไม่ถึงห้าขวบด้วยซ้ำ แต่ต้องระหกระเหินย้ายที่เรียนตามพ่อที่รับราชการไปอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ทั่วทุกภาคของประเทศ ครั้นพอถึงปิดเทอมทีนึงพ่อผมก็จะส่งตัวผมและพี่น้องมาอยู่โยงในบ้านสวนของย่าที่อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี จะว่าไปมันก็คล้ายๆ กับได้ไปเรียนซัมเมอร์ในต่างประเทศเลยเชียวล่ะ เพราะนั่นหมายถึงว่าต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับชีวิตแบบชาวสวน เอาตัวเองให้อยู่รอดให้ได้ แต่ยังดีกว่าหน่อยตรงโฮสที่ผมไปอยู่ด้วยนั้นคือญาติผู้ใหญ่ของผมนั่นเอง

บรรยากาศแบบบ้านสวนริมคลองที่สมัยนั้นน้ำในคลองดำเนินสะดวกและคลองซอยต่างๆ ที่ผ่านหน้าบ้านย่ายังใสแจ๋ว สามารถตักมาอาบมาล้างจานชามกันได้อย่างไม่ต้องเคอะเขิน อีกทั้งผมทั้งปลาใหญ่น้อยก็ยังดำผุดดำว่ายดีดน้ำใส่หน้ากันพรึ่บพรั่บอย่างสบายอุรา สมัยผมหัดว่ายน้ำใหม่ๆ ก๋งของผมเอามะพร้าวแห้งสองลูกมาเฉาะเปลือกออกให้เป็นเส้นหนาสักนิ้วนึง โดยที่อีกด้านยังติดอยู่ที่ลูก แล้วเอาเปลือกที่ฉีกออกนั้นมาผูกเข้าด้วยกัน แล้วจับเอาสอดไว้ใต้รักแร้ทั้งสองข้างของผมเพราะมันจะช่วยพยุงตัวเราไม่ให้จมน้ำได้เป็นอย่างดี จากนั้นก็ผลักให้ผมออกไปลอยตุ๊บป่องอยู่กลางคลองหน้าบ้าน ส่วนผมก็ตะเกียกตะกายเลิ่กลั่กทั้งมือทั้งเท้าช่วยกันพุ้ยน้ำจ๋อมแจ๋ม แม้ไม่ได้มีท่าฟรีสไตล์ กบหรือผีเสื้อตามมาตรฐานโอลิมปิคสากลใดๆ แต่มันก็ทำให้ผมว่ายน้ำได้มาจนทุกวันนี้นั่นแหละ

 
ขอบคุณภาพจาก http://i139.photobucket.com/albums/q308/Mucki_girl/Klong%20Tour%2003JUL08/CIMG2404.jpg // http://www.bloggang.com/data/klongrongmoo/picture/1215006118.jpg

ที่ท่าน้ำเล็กๆ หน้าบ้านจะเป็นบันไดลงไปในคลอง มีแผ่นไม้เล็กๆ สี่-ห้าแผ่นขนาดกว้างยาวประมาณเมตรเศษๆ ให้พอนั่งอาบน้ำล้างจานได้ ตลิ่งสูงท่วมหัวเป็นดินโคลนที่ก๋งผมโกยขึ้นมาจากในคลอง และตลอดแนวตลิ่งหน้าบ้านก็จะปลูกต้นมะม่วงอกร่องเอาไว้กินไว้ขายกันไปตามประสาชาวสวน ซึ่งช่วงซัมเมอร์คอร์สของผมทุกปีก็จะมีมะม่วงให้กินกันทุกวันไม่เคยขาดเพราะมีอยู่เป็นสิบต้น และแต่ละต้นก็ติดลูกดกจนกิ่งโน้มลู่ลงมาจนเรี่ยพื้นให้เก็บกินได้ง่ายๆ ไม่ต้องปีนขึ้นไปให้เสียแรง บางทีก็สุกคาต้นจนหล่นลงมาก็มีบ่อยๆ ทั้งกินทั้งแจกกันจนเอียนแล้วก็ยังเหลือขายได้อีกเป็นร้อยๆ กิโล


ขอบคุณภาพจาก https://kerk1234.files.wordpress.com/201102img.0716re.jpg

ตามแนวตลิ่งนั่นก็จะเป็นทางเดินผ่านเข้าไปยังบ้านของเพื่อนบ้านที่อยู่ในสวนถัดๆ เข้าไป ใครเดินผ่านไปผ่านมาถ้าอยากได้มะม่วงไปกินกันก็ตะโกนบอกแล้วชอบลูกไหนก็เด็ดไปได้เลย แบ่งปันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันไปตามวิถีใครมีอะไรก็เอามาปันไปกันกิน สวนไหนจะปลูกอะไรก็ไปลงแรงช่วยกันมันคือภาพความผูกพันอันสวยงามของคนในชุมชนที่ยังชัดเจนในความทรงจำจนถึงทุกวันนี้

ส่วนที่ใกล้ท่าน้ำติดกับทางเดินขึ้นบ้าน ย่าผมก็จะมีพลูที่ปลูกเอาไว้กินเองอยู่สองข้างทาง ลักษณะเป็นกองดินทรงสูงยอดมนมีเสาไม้ขนาดขาผู้ใหญ่สูงราวสอง-สามเมตรอยู่ตรงกลาง รอบๆ ก็จะมีไม้ไผ่ลำย่อมๆ ปักไว้แล้วเอาปลายยอดไปผูกไว้กับเสาไม้ตรงกลางอีกทีเพื่อให้พลูที่ปลูกเลื้อยพันขึ้นไป แต่จะมีลำนึงที่เจาะเป็นรูเล็กๆ ที่ปล้องแล้วเอาไม้ไผ่ผ่าครึ่งเป็นซีกอันสั้นมาเสียบทะลุไว้เพื่อใช้ทำเป็นบันไดเวลาปีนขึ้นไปเก็บพลู และจากบนตลิ่งที่สูงจากพื้นดินระดับอกของผู้ใหญ่กับความสูงของค้างพลูอีกร่วมสามเมตร รวมแล้วจากพื้นดินถึงยอดก็น่าจะเกือบจะห้าเมตรได้ละมั๊ง


ขอบคุณภาพจาก http://img802.imageshack.us/img802/4630/16213258.jpg

พลูกำลังออกใบเขียวสะพรั่งทึบไปทั้งค้างพลูเก็บกินเก็บเคี้ยวกันจนปากเจ่อก็ยังไม่มีทีท่าจะหมดง่ายๆ ก็เกิดไปเตะตาต้องใจไอ่ตี๋น้อยที่คนแถวนั้นรู้จักกันดีในชื่อว่า “ไช้” หลานแป๊ะฮ้วงเจ้าของสวนผักที่อยู่ท้ายคลองเดียวกับบ้านย่าของผม เฮียไช้เป็นลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเลรุ่นที่สาม นั่นก็คือรุ่นเดียวกับผม แต่เฮียไช้จะอายุมากกว่าผมหลายปีเพราะตอนที่ผมอายุห้าขวบเฮียไช้ก็เป็นวัยรุ่นตอนปลายแล้ว แป๊ะฮ้วงอาก๋งของเฮียไช้มารับจ้างเป็นกุลีขุดคลองรุ่นเดียวกับก๋งของผม และเมื่อคลองถูกขุดจนเสร็จเรียบร้อยชาวจีนเหล่านั้นต่างก็พากันเข้าจับจองพื้นที่ทำมาหากินจนทั่วทั้งย่านดำเนินสะดวก ปลูกผักปลูกหญ้าค้าขายผลหมากรากไม้กันไปตามความถนัดของแต่ละคนที่สั่งสมกันมาตั้งแต่ครั้งยังอยู่ที่เมืองจีน

กลับมาว่ากันถึงเฮียไช้พระเอกของเรื่องนี้กันต่อดีกว่า

เฮียไช้เห็นพลูของย่าผมที่ปลูกเรียงรายกันเป็นแถวตามสองข้างทางเข้าบ้านร่วมๆ สิบค้างกำลังออกใบอย่างงาม เฮียแกเลยมาเจรจากับย่าผมว่าจะขออาสามาเก็บไปขายให้แล้วเอากำไรมาแบ่งกัน ซึ่งย่าผมก็ไม่ได้ว่ากระะไรเพราะก็ปล่อยเอาไว้ก็กินไม่หมดอยู่แล้ว ดีซะอีกที่มีคนมาช่วยเก็บให้ไม่ต้องออกแรงปีนให้เมื่อย ดีไม่ดีพลาดพลั้งร่วงลงมาหัวร้างข้างแตกแข้งขาพิกลพิการไปเสียเปล่าๆ แถมยังได้อัฐเล็กๆ น้อยๆ ไว้แลกกับข้าวกับปลาไว้กินอีกด้วย


ขอบคุณภาพจาก http://board.postjung.com/888721.html

โดยเฮียไช้แกจะเข้ามาเก็บพลูในช่วงเย็นๆ หลังจากเสร็จงานประจำของแกที่สวนของแป๊ะฮ้วงเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็จะเอาไปล้างแล้วเรียงซ้อนกันเป็นกองเล็กๆ ราวสักยี่สิบใบ เอามารัดด้วยเปลือกต้นกล้วยที่ลอกออกมาแล้วตัดให้ได้ขนาดชิ้นกว้างสักครึ่งฝ่ามือผู้ใหญ่ จากนั้นมัดด้วยเชือกกล้วยให้เป็นพับเล็กๆ อีกที กว่าจะเสร็จงานเสริมของแกในแต่ละวันก็ปาเข้าไปเกือบสี่ทุ่มโน้น ส่วนย่าผมก็ทำกับข้าวกับปลาไว้เผื่อเฮียแกทุกวัน แล้วก็ตะโกนบอกให้เฮียแกเข้ามากินข้าวแล้วค่อยกลับบ้านนะ จนเป็นที่รู้กันว่าสี่ทุ่มเฮียไช้จะต้องเข้ามากินข้าวในครัวหลังบ้านเสียงจานเสียงช้อนสังกะสีกระทบชามตราไก่ดังโคล้งเคล้งสนั่นลั่นท้องร่องกันทุกวันไป

บางทีผมก็อาศัยออกมานั่งกินกับเฮียแกอีกมื้อเป็นมื้อดึกของวันนั้นก็เลยค่อนข้างสนิทกันอยู่มากพอดู เวลาเฮียแกมาเก็บพลูก็มักจะมีขนุกขนมของกินเล่นมาฝากผมอยู่เสมอๆ ด้วยความที่เฮียไช้แกเป็นคนขยัน ซื่อสัตย์ อดทนและที่สำคัญอัธยาศัยไมตรีดีมากช่างพูดช่างคุยเป็นที่หนึ่ง อีกทั้งแป๊ะฮ้วงก็สนิทสนมกับก๋งของผมเป็นอย่างดี เฮียแกจึงเป็นที่รักและไว้ใจของก๋งกับย่าผมอย่างมาก เวลามีเค้างานบุญกันที่หน้าวัดโชติฯ ทีไร ผมก็ได้เฮียไช้นี่แหละที่พาเดินเลียบเลาะริมคลองไปเที่ยวจนดึกจนดื่นโดยที่ก๋งกับย่าผมไม่มีปริปากบ่นเลยสักคำ นี่คงเป็นการยืนยันถึงความไว้วางใจของผู้ใหญ่ที่มีต่อเฮียไช้ได้เป็นอย่างดี


ขอบคุณภาพจาก http://goratchaburi.com/imahes/content19112555164811.JPG

แต่ก็อย่างที่ใครๆ เคยว่าเอาไว้นั่นแหละว่าวันเวลาแห่งความสุขมักจะอยู่กับเราได้ไม่นาน และช่วงเวลาแห่งความสุขสนุกสนานของผมกับเฮียไช้ก็เช่นกัน

ไม่รู้ว่าเคราะห์กรรมแต่ชาติปางไหนที่กลับมาทวงถามตามคร่าเอาชีวิตที่กำลังดีวันดีคืนของเฮียไช้ให้ต้องดับดิ้นสิ้นใจ เพราะเฮียแกปีนพลาดร่วงหล่นลงมาจากค้างพลูที่สูงร่วมห้าเมตรคอหักตายในช่วงโพล้เพล้ใกล้จะหมดแสงของเย็นวันหนึ่ง จนเป็นที่ตกอกตกใจของคนละแวกนั้นเป็นอย่างมากเพราะการตกจากค้างพลูแค่นั้นไม่น่าจะถึงกับต้องตาย อย่างมากก็น่าจะแค่แข็งขาหัก หลังเดาะกระเพาะยุบ ตับบุบไตบวม หยุดงานนอนพักหยอดน้ำข้าวต้มสักร่วมๆ อาทิตย์ก็น่ากลับมาฟิตเปรี๊ยะวิ่งปร๋อได้เหมือนเดิมแล้ว แต่นี่ถึงกับคอหักตาย สงสัยว่าดวงเฮียแกจะถึงฆาตจริงๆ และการตายแบบนี้แถวบ้านนอกของผมเค้าเรียกกันว่า “ตายโหง” คือยังไม่ถึงเวลาตายแต่ต้องมาตายเสียก่อนที่จะหมดอายุขัย

ผมเองก็ได้ไปร่วมในงานศพของเฮียแกทุกวันตามประสาครอบครัวคนคุ้นเคย ก็ได้ยินคนเฒ่าคนแก่เค้าจับกลุ่มคุยกันว่าวิญญาณตายโหงแบบนี้มักจะเฮี้ยนและดุมากเพราะต้องร่อนเร่พเนจรไปทั่วจะไปเกิดก็ไม่ได้ จะอยู่บนโลกมนุษย์ก็ไม่มีกายหยาบให้สิงสถิตย์เพราะร่างถูกเผาจนกลายเป็นเศษฝุ่นผงธุลีไปหมดแล้ว ไอ่ตัวผมยังเป็นเด็กก็เออออห่อหมกตามพวกผู้ใหญ่เค้าไปอย่างงั้นแหละไม่ได้รู้เรื่องอะไรนักหรอก ขอแค่ได้อาศัยไปวิ่งเล่นสนุกกับเด็กๆ แถวนั้นที่มางานกับพวกผู้ใหญ่บ้าง ไปช่วยงานเป็นลูกมือหยิบโน่นจับนี่บ้าง ช่วยเสิร์ฟน้ำ ช่วยล้างจานบ้างไปตามเรื่องก็พอ แต่ที่สำคัญเมนูรอบดึกที่บรรดาเหล่าจุมโพ่(ตัว)ใหญ่ในครัวช่วยกันบรรจงควงตะหลิวแสดงฝีมือทำออกมาแจกแขกเหรื่อที่มาร่วมงานในทุกๆ คืน มันช่างถึงรสถึงเครื่องอร่อยปากละมุนลิ้นอย่าบอกใครทีเดียวเชียวล่ะ


ขอบคุณภาพจาก http://www.oknation.net/blog/kiddee/2009/08/05/entry-1

งานศพของเฮียไช้ทั้งเจ็ดวันผ่านไปด้วยดีพร้อมๆ กับผมที่อ้วนพีขึ้นจนเห็นได้ชัด ภารกิจฌาปนกิจส่งเฮียแกไปที่ชอบๆ ก็สำเร็จลุล่วง(เพราะถ้าที่ที่เฮียแกไปแล้วแกไม่ชอบ ป่านนี้เฮียแกคงกลับมาแล้วล่ะ ..!!!) ไม่มีเหตุการณ์ระทึกขวัญใดๆ ให้ต้องหวาดผวาอย่างที่คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านเคยมาเตือนเอาไว้ อย่างดีก็มีแค่ได้กลิ่นธูปจางๆ ตอนเข้านอนเท่านั้น ซึ่งก็น่าจะมาจากย่าผมไหว้พระตอนก่อนนอนนั่นแหละ

แต่เรื่องราวของซัมเมอร์นั้นมันไม่ได้สงบราบรื่นไปตลอดน่ะสิ ..!!!

เย็นวันหนึ่งหลังจากงานศพของเฮียไช้ผ่านไปได้สักอาทิตย์นึง ค้างพลูกองหนึ่งริมคลองก็มีเสียงใบพลูสั่นไหว ๆ ดังกราวๆ ซู่ๆ ราวกับมีใครรูดตัวลงจากยอดค้างพลูกองนั้น ตามด้วยเสียงออดแอดๆ ของลำไม่ไผ่ที่ต่อเป็นบันไดยุบฮวบขึ้น-ลงเป็นจังหวะคล้ายคนกำลังปีนขึ้นไป แล้วยังมีเสียงเหมือนของหนักๆ ตกกระทบพื้นดังตุ้บ ตุ้บ ผมลองมองฝ่าแสงสลัวๆ ที่เพิ่งจะเริ่มมืดออกไปก็ไม่เห็นมีอะไร ลมอ่อนๆ ที่พัดอยู่ก็ไม่ได้แรงขนาดที่จะทำให้ลำไม้ไผ้ไหวปลิวยวบได้ขนาดนั้นนี่นา บรรยากาศยามนั้นมันช่างอึมครึมเย็นยะเยือกบวกกับแสงทึมๆ ของตะเกียงริบหรี่จากบ้านเจ๊กเพ้งที่อยู่ตรงข้ามอีกฝั่งคลองห่างออกไปจากค้างพลูนั่นราวๆ สิบเมตรก็ไม่ได้ช่วยให้เห็นอะไรได้ชัดเจนขึ้นสักเท่าไหร่

ผมเริ่มอกสั่นขวัญผวานี่ขนาดยังไม่ทันจะถึงเวลาที่ฟ้ามืดสนิทเสียด้วยซ้ำนะเนี่ย คืนนี้คงไม่ยอมลงไปอาบน้ำที่ท่าน้ำหน้าบ้านแน่ ถึงแม้จะสนิทกับเฮียไช้สักแค่ไหนก็ตาม ก็ขอซักแห้งสักคืนนึงก่อนก็แล้วกัน แต่เอ๊ะ .. หรือว่าเฮียไช้แกจะไม่ชอบที่ที่แกไป .. ถึงได้กลับมาเยี่ยมผมเร็วจังแฮะ ..!!!

ส่วนก๋งกับย่าของผมก็ยังคงออกไปนั่งจัดเตรียมผักผลไม้ที่เก็บมาจากในสวนใส่เรืออยู่ที่ริมตลิ่งตรงท่าน้ำหน้าบ้านเพื่อเอาไว้ไปขายในวันพรุ่งอันเป็นกิจวัตรประจำวันกันตามปรกติ ไม่ได้สะทกสะท้านกับเหตุการณ์แปลกๆ ของค้างพลูเจ้าปัญหาในเย็นย่ำค่ำนี้แต่ประการใด


ขอบคุณภาพจาก http://www.painaidii.com/diary/diary-detail/000687/lang/th/

ตกดึกตามเวลาดีๆ ที่นัดหมาย เสียงดังโคล้งเคล้งจากในครัวหลังบ้านก็ดังขึ้นตามที่คาด เสียงช้อนกระทบชามดังแกร๊กๆๆ เหมือนที่เคยได้ยินอยู่ทุกวัน ผมถึงกับขวัญกระเจิงนั่งร้องไห้กระซิกๆ กอดย่าไม่ยอมห่าง ไม่ว่าจะปวดท้องหนักท้องเบาสักแค่ไหนก็ต้องอั้นเอาไว้ก่อน ไอ่ครั้นจะไปเข้าห้องน้ำห้องท่าที่อยู่หลังบ้านเวลานี้สารภาพตามตรงว่าไม่กล้าพอจริงๆ เพราะต้องเดินผ่านครัวกลัวจะไปเจอเฮียไช้แกกวักมือเรียกให้ไปนั่งกินข้าวมื้อดึกด้วยกันเหมือนเคย จนย่าต้องออกปากตะโกนไปว่า

“อาไช้เอ๊ย .. กินเสร็จแล้วก็ไปซะนะ น้องๆ มันกลัวกันแย่แล้วเนี่ย ย่ารู้แล้วว่าเอ็งมา ..”

พอย่าตะโกนบอกเฮียไช้ เสียงลักลับในครัวก็ค่อยๆ เบาลงจนเงียบหายไปท่ามกลางความดีใจของเด็กๆ ในบ้านทุกคน และหลังจากค่ำคืนสยองขวัญสั่นประสาทในครั้งนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์แปลกๆ อะไรเกิดขึ้นอีกเลย แต่มิวายผมก็ยังระแวงเสียวสันหลัง เย็นวาบๆ ขนลุกซู่ทุกครั้งเวลาที่ลงไปอาบน้ำที่ท่าน้ำใกล้ค้างพลูนั่นอยู่ดี ทั้งที่ก็ไม่เคยได้เห็นหรือได้ยินอะไรจากเฮียไช้อีกเลยก็ตาม

หรือว่าเฮียไช้แกจะเจอที่ที่แกชอบแล้วจริงๆ เลยไม่กลับเคยมาหาผมอีกเลยแม้วันเวลาจะผ่านล่วงเลยมาร่วมสี่สิบปีแล้วก็เถอะ

—– นายเมษา —–

อังคารที่ 8 กันยายน 2558 เวลา 4:09 น. GMT+7 TH

Advertisements

นั่งดูรูปตอนไปตรุษจีนปีนี้ .. ขอเขียนถึงย่าหน่อยนะ ..

เมื่อต้นปี (22 ม.ค.2555) ไปไหว้ตรุษจีนที่บ้านต่างจังหวัด (ดำเนินสะดวก, ราชบุรี) ก็ไปรวมญาติกันเหมือนทุกๆ ปีนั่นแหละ ได้เจอหน้าปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา พี่ๆ น้องๆ ที่พร้อมใจกันมาไหว้บรรพบุรุษ พวกเราอยู่กรุงเทพฯ ไกลจากญาติๆ เวลาไปแต่ละทีก็จะต้องมีของกินของฝากให้กลับมากินกันเพียบซะทุกครั้งไป เป็นน้ำใจ, ความเป็นห่วงใยและหวังดีที่มีให้กันอย่างไม่เคยเสื่อมคลายจากญาติพี่น้อง แม้ว่าทุกวันนี้แต่ละคนจะมีลูกๆ หลานๆ โตเป็นหนุ่มเป็นสาวกันไปหมดแล้ว

เดี๋ยวผมจะบรรยายด้วยภาพประกอบเอนทรี่นี้ไปพร้อมๆ กันเลย .. อ่านแล้วอย่างเพิ่งงงกันนะครับ .. 555+

เนื้อเรื่องกับคำบรรยายภาพอาจไม่ค่อยเกี่ยวกันเท่าไหร่ เพราะเดิมทีผมแค่อยากจะเขียนถึงย่าเพราะคิดถึงแค่นั้น แต่พอดูภาพแล้วเลยอยากจะเล่าเรื่องราวเก่าๆ ให้ฟังด้วย เลยเขียนลงไปตรงคำบรรยายภาพแทน ทำไปทำมาปรากฎว่า ตอนนี้คำบรรยายภาพจะเยอะกว่าเนื้อหาไปแล้วเนี่ยะ


บ้านลุงเหลียว (เฉลียว) ลุงของป๊ะป๋า .. อยู่ริมคลอง ยังสามารถใช้การสัญจรทางน้ำกันได้อยู่ด้วย .. แต่ถนนก็ตัดผ่านเข้าถึงรั้วบ้านแล้วล่ะ สะดวกสบายขึ้นเยอะเลย หากเป็นสมัยก่อนถ้าจะเข้ามาบ้านนี้ ก็ต้องเดินเลาะมาตามคันดินริมคลองผ่านมาตามท้องสวนของเพื่อนบ้าน .. หรือไม่ก็ต้องใช้เรือเท่านั้น ..

 
ร่องสวนของบ้านลุงเหลียว ยังคงความเป็นธรรมชาติ ปลูกผลหมากรากไม้อยู่เหมือนเดิม / ลำคลองที่มีอยู่ในสมัยก่อน ก็ไม่ได้หายไปไหน ผู้คนแถวนั้นก็ยังคงใช้สัญจรไปมากันตามปกติ

ถ้าเห็นเสาไฟฟ้าแบบนี้ มีเรือพายอยู่บนหัวเสา .. ก็เป็นอันรู้ได้เลยว่าที่ไหน ..? เมื่อก่อนไม่มีหรอก แค่เสาไม้ผุๆ กับสายไฟเส้นเล็กๆ สองเส้นก็ดีถมไปแล้วสำหรับบ้านสวนแบบนี้ แต่พอตลาดน้ำเป็นที่โด่งดังขึ้นมา เลยเปลี่ยนใหม่ให้ไฉไลกว่าเดิม

ขอเล่าความทรงจำเก่าๆ หน่อยนึงละกัน ..

ภาพของแสงไฟสลัวๆ ดวงเล็กๆ ยามค่ำคืนยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำอยู่เลย เพราะความสว่างจากหลอดกลมแบบไส้ดวงเล็กๆ ที่ให้แสงช่างริบหรี่เหลือทนและรอบๆ ข้างก็มีแต่ร่องสวนดำมืดทะมึนกับต้นมะพร้าวสูงใหญ่ที่ยืนตระหง่านตัดกับท้องฟ้าที่สว่างโพลงไปทั่วด้วยแสงจันทร์ยามค่ำในคืนข้างขึ้นกอรปกับสายลมอ่อนๆ พัดให้ใบพริ้วไหวแกว่งโยกเยกไปมาเกิดเสียงแกรกกรากบาดความรู้สึกเสียเหลือเกิน มองไปมันชวนให้ขวัญผวาจิตใจกระเจิดกระเจิงไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เวลาได้ยินเสียงมะพร้าวหล่นตุ้บลงมา บรื๋อว์ .. หัวใจแทบหยุดเต้น อยากจะกรี๊ดให้ดังๆ แล้วรีบวิ่งไปให้พ้นๆ จากบริเวณนั้น เพราะเหมือนเจ้าต้นมะพร้าวมันจะเปลี่ยนหน้าตาเป็นอย่างอื่นแล้วเดินง่อนแง่นตามเรามาติดๆ .. อ๊ากกกซ์ .. สยอง .. ขนลุกเลยอ่ะ ..) เวลาที่พ่อผมขับรถไปหาย่าแล้วต้องเอารถไปจอดฝากไว้ที่ท่ารถ (ตรงที่เป็นตลาดน้ำนั่นแหละ สมัยก่อนเค้าจะมีข้าวของผลผลิตต่างๆ จากชาวสวนแถวๆ นั้นมาขึ้นที่ท่านี้ จะมีรถสิบล้ออีซูซุหน้ายิ้มของเหล่าพ่อค้าที่มาจอดนอนรอรับซื้อผลผลิตกันที่นี่แหละ ต่อมาภายหลังก็เลยกลายเป็นตลาดน้ำชื่อดังจนทุกวันนี้ ..)

แล้วก็เดินๆๆๆๆ ออกมารอขึ้นรถสองแถวยามค่ำคืนเพื่อไปลงหน้าวัด มันช่างเป็นเวลาที่อึดอัดทรมานใจผมเป็นที่สุดเพราะบังคับใจไม่ให้จินตนาการถึงความน่ากลัวนั้นไม่ได้ ถ้ามาหลายๆ คนก็พอว่าอยู่ แต่ถ้ามาคนเดียวเมื่อไหร่ ผมจะต้องขอเข้าไปนั่งด้านในสุดของรถสองแถว ไม่ยอมนั่งด้านท้ายโดยเด็ดขาด ทั้งที่ประมาณไม่ถึงกิโลก็ถึงหน้าวัดแล้ว

จากนั้นก็เดินข้ามสะพานหน้าวัดโชติฯ เข้าไปตามคลองจนสุดทางเพราะบ้านย่าจะอยู่หลังสุดท้ายปลายคลองก่อนจะเลี้ยวไปบ้านลุงเหลียว สะพานไม้ที่เดินเข้ามาจะสุดแค่กลางคลองแค่นั้น แล้วต้องข้ามสะพานไม้แผ่นเดียวลงมาเดินที่ทางเล็กๆ เอาแผ่นไม้ปูพอเป็นทางไว้ไม่ให้รองเท้าหนังสวยๆ ต้องมาเลอะดินเทอะโคลน เดินเลาะเลียบไปตามริมคลองจนไปสุดที่บ้านย่า และจากนั้นหากใครจะเดินเข้าไปบ้านข้างในก็ต้องเดินไปตามคันดินผ่านร่องสวนไปเรื่อยๆ หากไม่งั้นก็ต้องพายเรือเข้า-ออกแทน

เอ้า .. กลับมาเข้าเนื้อเรื่องกันต่อ ..

จากรุ่นปู่ย่า .. มาถึงรุ่นพ่อแม่ จนมาถึงรุ่นของเราและกำลังผ่านไปสู่รุ่นของลูกหลาน จากรุ่นสู่รุ่นที่มีสายเลือดร่วมกัน แม้จะแบ่งแตกแขนงแยกวงศาคณาญาติออกไปอีกหลายสาย ต่างคนต่างก็มีครอบครัวของตัวเอง แต่อย่างไงเสียก็ยังคงมีบรรพบุรุษร่วมกัน เมื่อถึงวันสำคัญแบบนี้ก็ได้มาเจอกัน ได้ร่วมกินข้าวด้วยกัน พูดคุยไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ ได้เล่าเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่ของแต่ละคนแบ่งปันให้พี่ๆ น้องๆ ได้รับรู้ความเป็นไปล่าสุดของแต่ละคน เพราะทุกคนเนี่ยะเมื่อก่อนก็แก้ผ้ากระโดดน้ำคลองวิ่งเล่นตามร่องสวนตากแดดจนตัวดำมาด้วยกันทั้งนั้น เพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์ไม่ให้มันห่างเหินกันไปตามหมู่เหล่าตระกูลที่เพิ่มเข้ามา


หลังบ้านลุงเหลียวก็ติดคลองอีกเหมือนกัน แถมยังมีทางเดินปูนกว้าง ให้เดินไปมาหาสู่กันได้โดยสะดวก ไม่ต้องไปเดินตามคันดินร่องสวนกันอีกแล้ว เหล่ารถมอเตอร์ไซค์เลยได้อานิสงฆ์มาใช้ทางเส้นนี้วิ่งร่วมกันกับคนเดินเท้าด้วยอีกต่างหาก / คลองนี้เมื่อก่อนเป็นหน้าบ้าน ตอนนี้เป็นข้างบ้านไปแล้ว สมัยเด็กๆ ถ้าไม่เดินมาจากหน้าวัดโชติฯ แล้วเดินเลาะร่องสวนมา ก็พายเรือมาตามตลองนี้แหละ / ถึงมีถนนตัดผ่านพัดพาเอาความเจริญเข้ามาถึงในบ้านสวนแล้ว แต่ชีวิตประจำวันของคนที่นี่ก็ยังคงผูกพันอย่างลึกซึ้งกับแม่น้ำลำคลองเหมือนเช่น 30-40 ปีก่อนโน้นอยู่เช่นเดิม

ในบ้านหนึ่งๆ ก็จะมีอย่างน้อย 2 เชื้อสายแล้วที่เข้ามารวมกัน ซึ่งในแต่ละสายก็จะต้องมีต้นตระกูลของตัวเอง ดังนั้นวันปีใหม่แบบนี้ สำหรับพวกเราอย่างน้อยๆ ก็ต้องไปไหว้กันสองที่แหละ คือไปไหว้ตาทวดของเอแคลร์ที่เป็นทางฝ่ายคุณย่าเอแคลร์ที่นครชัยศรีก่อน แล้วจากนั้นก็เลยไปไหว้ย่าทวดของเอแคลร์ที่เป็นฝ่ายทางคุณปู่เอแคลร์ที่ดำเนินสะดวกต่ออีกที พวกเราเลยต้องออกเดินทางกันแต่เช้ามืดเพื่อไปไหว้ให้ทันทั้งสองที่


พี่น้องรุ่นนี้ 3 คนอายุรวมกันเกิน 180 ปีแล้วเนี่ย .. นี่ยังถ่ายมาไม่ครบนะ .. ยังแข็งแรงกันทุกคน / จุดประทัดให้เสียงดังๆ จะได้มีชื่อเสียงโด่งดังขจรไกล เป็นที่นับถือนิยมชมชอบ (หรือเปล่าก็ไม่รู้ .. อันนี้ผมเดาเอาเองอ่ะ ..)


อิ่มกันแล้ว .. เลยชวนน้องเอแคลร์ไปเดินเล่นย่อยอาหารกันในสวน .. / แดดร้อนนะ .. แต่ไม่อบอ้าว เพราะต้นไม้ใหญ่เยอะแยะ มีร่องสวน มีน้ำ มีคลอง สมัยนี้คงต้องไปเสียเงินเข้าพักแพงๆ ตามรีสอร์ทที่พยายามจัดแต่งขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ลูกค้าได้ซึมซับบรรยากาศแบบนี้ แต่พวกเราโชคดีที่ไม่ต้องซื้อหาแต่อย่างใดเหมือนที่ใครๆ ต่างโหยหากันในปัจจุบัน / ต้นมะพร้าวสูงใหญ่ ทั้งสวนมีหลายต้น อีกหนึ่งในผลผลิตที่ไม่ต้องการดูแลอะไรมากมาย แต่มีให้ขายได้ตลอด

เอแคลร์โชคดีที่ยังโตขึ้นมาทันก่อนย่าทวดจะเสียไป ยังได้อยู่กับย่าทวดจนอายุได้ 4-5 ขวบเลยยังจำย่าทวดได้ ตอนเอแคลร์เกิด ย่าทวดก็ 80 กว่าแล้วแต่ยังแข็งแรงดี ไม่หลงไม่ลืม ยังอ่านหนังสือพิมพ์ได้รู้เรื่อง ยังได้ช่วยเลี้ยงเอแคลร์ตอนเล็กๆ อยู่เลย ตอนนั้นเอแคลร์ยังเพิ่งจะหัดคลาน ย่าทวดยังบอกเลยว่าคลานเร็วจริงๆ ตามไม่ทัน จนย่าทวดมาเสียไปเมื่อซัก 3-4 ปีที่แล้วนี่เอง พอตรุษจีนทีนึงก็ได้กลับไปไหว้ย่าทวดกันพร้อมหน้าพร้อมตาที่ดำเนินฯ ส่วนไปทำบุญกระดูกที่วัดโชติฯ ก็ไปกันทุกปีอยู่แล้ว


บ่ายๆ ก็ลงมานั่งคุย นั่งเล่นที่ศาลาริมน้ำแบบนี้ ที่นี่จะมีศาลาแบบนี้กันแทบทุกบ้านอยู่แล้ว เดี๋ยวๆ ก็มีเรือผ่านมาขายของกินให้ได้ซื้อกินเพลินๆ ทั้งวัน / จะออกไปไหนก็เอาเรือลง แล้วพายไปเองไม่ต้องเปลืองน้ำมัน เด็กบ้านสวนต้องพายเรือกับว่ายน้ำเป็นกันทุกคนอยู่แล้ว จะมีแถมเพิ่มมาก็ปีนต้นมะม่วง ยิงหนังสติ๊ก ดีดลูกหิน ทอยตุ๊กตุ่น ตกปลาและอื่นๆ ก็ตามความถนัดเพิ่มเติมของแต่ละคน


เด็กรุ่นเดียวกับน้องเอแคลร์นี่ยังไม่เคยได้สัมผัสบรรยากาศแบบเด็กชาวสวน ความสนุกแบบบ้านๆ ที่เด็กๆ ไม่ว่าที่ไหนก็เข้าถึงได้อย่างไม่ยากเย็น วิ่งเล่นตะลุยไปตามสวน ปีนต้นไม้ เตะต้นกล้วย จับจักจั่น หน้าน้ำท่วมก็ลงมาวิดปลาไล่จับกันสนุกสนานเลอะเทอะเปรอะเปื้อนโคลนดินกันไปตามประสา ซึมซับกลิ่นอายของวิถีชนบทกล่อมเกลาจิตใจให้อ่อนโยน รู้สึกติดดินใกล้ชิดกับธรรมชาติ ผมถึงพยายามพาน้องเอแคลร์ไปทุกครั้งที่มีโอกาส


เวลาเดินช้า ชีวิตแบบสบายๆ ไม่ต้องเร่งรีบให้ร้อนอกร้อนใจ ไปเก็บเกี่ยวความอบอุ่นในหมู่ญาติพี่น้อง / ปลีกล้วย .. ไม่ได้เห็นมานานแล้ว ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในเมือง อยากกินก็ไปหาในห้าง .. สะดวกซื้อ สบายจ่าย ..

จริงๆ แล้วไม่มีอะไรหรอก แค่พอเห็นรูปตอนไปตรุษจีน ก็เลยคิดถึงย่าทวด (ของเอแคลร์ แต่เป็นย่าของป๊ะป๋าว่ะ) ขึ้นมา ย่าทวดเลี้ยงเด็กในครอบครัวนี้มา 3 รุ่นเลยตั้งแต่รุ่นพ่อของป๊ะป๋า(ลูก) จนมาถึงรุ่นป๊ะป๋า(หลาน) แล้วยังได้เลี้ยงน้องเอแคลร์(เหลน)อีกด้วย

พวกเรายังคิดถึงย่าอยู่เสมอนะครับ ..

 

เขียนเมื่อ : วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ.2555 เวลา 19:05 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass