20130816 ชัตเตอร์ เอ็กเซอร์ไซส์ .. ในเฟสติวัล วอล์ค .. กับช็อกโกแล็ต วิลล์ .. ตอนที่ 2


ยินดีต้อนรับ .. ผมก็ยินดีที่ได้มาเยือนที่นี่เช่นกันครับ ..

ออกจากเฟสติวัล วอล์ค ก็ตรงดิ่งตามถนนเกษตรฯ-นวมินทร์ ขับตรงข้ามแยกตัดถนนนวมินทร์ไปอีกนิด ก็จะเจอกับกังหันลมขนาดย่อมอยู่ซ้ายมือที่เป็นสัญลักษณ์ของร้านช็อกโกแลต วิลล์อันที่หมายสุดท้ายของวันนี้ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งแห่งที่ถูกกล่าวขานถึงอย่างแพร่หลายในโลกโซเชี่ยล เพราะเป็นร้านอาหารสไตล์ Open ที่บรรยากาศดีมาก มีมุมสวยๆ เยอะแยะมากมายให้บรรดาสาวๆ สาวกโซเชี่ยลเลือกถ่ายเซลฟี่อัพขึ้นเฟซ/อินสตาแกรมไว้อวดเพื่อนๆ กันไม่หวาดไม่ไหว สามารถเข้าไปเดินถ่ายรูปเล่นได้แบบฟรีๆ มีที่จอดรถเพียบพร้อมสะดวกสบายเป็นอย่างยิ่ง ใครอยากนอนค้างก็มีส่วนของที่พักอยู่ด้านหลังอีกด้วย นักท่องเที่ยวต่างชาติมากันเยอะเหมือนกับว่าเป็นอีกจุดหมายหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่บรรดาบริษัทนำเที่ยวจะต้องพาลูกค้ามาเยี่ยมเยือน

แต่ผมก็ไม่ได้ลองทานอาหารของเค้าหรอกนะ ดูจากทัวร์ที่มาลงอย่างไม่ขาดสาย ก็พอจะรับประกันคุณภาพได้ในระดับหนึ่ง จะอร่อยถูกปากท่านหรือจะไม่ถูกใจใครก็ว่ากันไปตามรสนิยม ร้านระดับนี้แล้วคงไม่ยอมทำอะไรให้เสียชื่อร้านเป็นแน่ ส่วนราคาก็ตามระดับของสถานที่ ดูจากเมนูแล้วก็พอๆ กับร้านอาหารชื่อดังในห้างนั่นแหละครับ อาจจะแพงสำหรับบางคนแต่ถ้าแลกกับความสวยงามของบรรยากาศและการออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแล้วก็นับว่าเหมาะสมดีครับ


รถดับเพลิง .. กับปั๊มน้ำมัน(มั๊ง ?) .. อยากรู้ต้องไปดูด้วยตัวเองครับ ..

เริ่มที่ลานจอดรถด้านหน้า พอก้าวลงจากจากรถปุ๊บก็เจอมุมสวยอย่าง Home Town ให้คุณได้ถ่ายรูปกันเลย มีรถดับเพลิงสีแดงสดจอดอยู่ติดกัน ถัดไปก็จัดเป็นแบบร้านขายของชำ ให้ดูเหมือนเป็นร้านค้าในยุคตื่นทองของอเมริกาถึงได้ตั้งชื่อร้านว่า Golden Nugget Miming Company (อันนี้ผมคิดเองเออเองอาศัยดูเอาจากวัสดุที่ใช้สร้างมันออกแนวๆ นั้น แต่ครีเอทีฟของงานนี้อาจจะคิดอย่างอื่นก็เป็นได้) มีผลไม้(ปลอมๆ) ขวดไวน์(จริงๆ แต่น้ำในขวดจะเป็นของจริงหรือเปล่าก็ไม่กล้าลองชิมเสียด้วยสิ) แต่ก็เป็นมุมถ้าชัดตื้นที่สวยงามเลยทีเดียว อีเว้นท์ตรงนี้อาจจะเปลี่ยนไปตามสถานการณ์(ครั้งล่าสุดที่ไปก็ไม่ใช่แบบนี้แล้ว) ถ้ดไปอีกนิดก็จัดเป็นบริษัทนำเข้า-ส่งออกสินค้า แต่ด้านในคาดว่าอ่จจะเป็น Public Relation ของที่นี่มากกว่า ตัวอาคารของที่นี่โดยรวมออกแบบมาได้สวยงามด้วยบรรยากาศแบบยุโรปจนนึกว่าได้ไปเดินเที่ยวอยู่อัมสเตอดัมเลย

 
นี่ไงครับ Golden Nugget .. ทีแรกนึกว่าเป็นพวกร่อนทองซะดี .. / ในแก้ว .. ใช่ไวน์หรือเปล่า ..?


ตรงนี้เหลือแต่ขวดไวน์ ..

 
คุกกี้รันมากับเค้าด้วยเหรอนั่น .. / รัก(LOVE) .. นะจ๊ะ ..


ท่าเทียบเรือสปีดโบ๊ท .. ออกไปซิ่งกันให้น้ำบานเลย ..

ก่อนเดินเข้าไปด้านในก็แวะที่เทียบเรือสักหน่อย พื้นน้ำโดยรอบโดยที่ส่วนห้องอาหารอยู่ตรงกลาง สร้างบรรยากาศร่มรื่นเย็นสบาย มีลมพัดอ่อนๆ ตลอดเวลา ตรงทางเข้ามีศาลาริมน้ำให้เซลฟี่ไปอวดเพื่อนๆ ที่ยังมาไม่ถึงอีกด้วย เดินตรงเข้าไปก็จะเจอ The Southern Railway Station เป็นด่านแรก แต่ไม่มีรถไฟที่นี่หรอกครับจัดเป็นเหมือนชานชาลาแค่นั้นก่อนจะเข้าไปเจอกับป้ายต้อนรับของช็อกโกแลต วิลล์ อีกจุดหนึ่งที่จะต้องมาเซลฟี่ เพราะกลัวคนติดตามไม่รู้ว่าโซเชี่ยลเกิร์ลมาเที่ยวกันที่ไหน ตรงผ่านป้ายชื่อร้านเข้าไปก็เจอกับร้านขายของที่ระลึกอยู่ทางขวามือ สำหรับคนชอบช๊อปปิ้งก็อย่าเพิ่งซื้อเยอะนะ สักถุง-สองถุงก็พอเอาแค่เอาไปเป็นพร๊อบถ่ายรูป เดี๋ยวขากลับค่อยมาจัดเต็มกันให้กระเป๋าฉีก ไม่อย่างนั้นคงต้องแบกของพะรุงพะรังไปเซลฟี่มันคงไม่งามสักเท่าไหร่

  
ทางเข้าครับ .. ที่นี่เค้าที่เป็นชานชาลา .. / แอบดูสาวๆ มาเซลฟี่ .. / ร้านขายของที่ระลึก ..

อีกจุดหนึ่งที่ไม่ควรพลาดนั่นก็คือประภาคารที่อยู่เยื้องๆ กับร้านขายของที่ระลึกนี่แหละ แต่ต้องค่อยๆ ทะยอยกันขึ้นนะ เพราะทางขึ้น-ลงคับแคบควรเข้าคิวรอให้คนข้างบนลงมาก่อนค่อนผลัดกันขึ้นไป จากบนนั้นจะเห็นวิวสวยโดยรอบของช็อกโกแลต วิลล์ได้อย่างเต็มตาในมุมมองแบบเบิร์ด อาย วิว เสียด้วยแต่เวลาเซลฟี่ก็ระวังจะพลาดพลั้งร่วงลงมาด้วยล่ะ เดี๋ยวจะกลายเป็นเซลฟี่สุดท้ายไปเสียฉิบ


เป็ดยักษ์ก็มา ..

 
บรรยากาศรอบๆ .. ต้นไม้และสายน้ำ เข้ากับอาคารสไตล์ยุโรปได้อย่างลงตัว ..


มาถึงช็อกโกแลต วิลล์ต้องมาขึ้นประภาคาร .. รับรองวิวสวยไม่ผิดหวังแน่นอน ..

ลงจากประภาคารก็เดินข้ามสะพานเข้าสู่ส่วนของโต๊ะของแขกที่มารับประทานอาหารแล้ว เราไม่ได้มากินอาหารร้านเค้าก็เลยเดินเลี่ยงๆ มาทางขวา ซึ่งเป็นทางไปห้องน้ำและลานจอดรถด้านในที่กว้างขวางกว่าลานจอดด้านหน้าเยอะเลย ตามทางเดินมีมุมเก๋ๆ ให้นั่งเล่น สามารถพักถ่ายรูปกันได้ ในส่วนของห้องน้ำก็ออกแบบดีไซน์ซะไม่กล้าทำเลอะเลย มันสวยและก็เย็นสบายมาก นั่งทิ้งทุ่นระเบิดไปเล่นเกมส์ในโทรศัพท์ไปน่าจะเพลิดเพลินไม่น้อย ด้านหน้ามีนักดนตรีมายืนเป่าทรัมเปต เป่าแซกโซโฟนอีกด้วย ถ้ามืดๆ เดินมาคนเดียวนี่มีหลอนเหมือนกันนะ เพราะปั้นได้เหมือนจริงมากๆ ใกล้ๆ กันก็มียืนเล่นกีต้าร์แหว่งๆ พังๆ อย่างกับถูกหนูแทะอยู่อีกคน(ดึกๆ ตอนร้านปิดแล้ว สามคนนี่เค้าจะมาเล่นแจมกันหน้าห้องน้ำหรือเปล่าเนี่ยะ)

  
มีมุมสวยๆ ให้นั่งพัก .. ถ่ายรูปได้ทุกที่ทุกมุม .. ไม่มีหวง ไม่มีใครมากวน ..

 
ลุงคนนี้ยืนเป่าทรัมเปตอยู่หน้าห้องน้ำ / ส่วนคนตาคนนี้ก็ยืนเล่นกีตาร์ยังไงก็ไม่รู้ .. ปล่อยให้หนูแทะกีต้าร์จนแหว่งไปซะเกือบครึ่งตัวแล้ว ..


พี่คนนี้แกยืนเป่สแซกโซโฟนอยู่ข้างๆ สวน ..

เอาล่ะตอนนี้ดวงอาทิตย์ก็เริ่มลับขอบฟ้าอยู่ลิบๆ โน่น อากาศเริ่มคลายความอบอ้าวลงไปบ้างแล้ว ลูกค้าก็เริ่มเข้ามาทานอาหารกันเยอะแล้ว เราก็ควรจะคืนพื้นที่ให้ร้านเค้าทำมาค้าขายบ้าง เกรงใจลูกค้าที่เค้ามาทานอาหารแล้วก็เกรงใจร้านเค้าด้วย ดังนั้นพวกเราก็น่าจะกลับกันได้แล้ว ปิดทริปเล้กๆ ใกล้ๆ บ้านกันแต่เพียงเท่านี้ ขอขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนที่ไปออกทริปด้วยกัน ถ้ามีโอกาสดีๆ มีเวลาว่างๆ คงได้มีทริปถ่ายรูปแบบนี้อีกแน่นอน

 
เมฆครึ้มมาอีกแล้วหนอ .. / See you again, แล้วพบกันใหม่เช่นกันเมื่อโอกาสอำนวยนะจ๊ะ ..

บ๊าย บาย ช็อกโกแลต วิลล์ .. ขอบคุณที่สร้างสถานที่ดีๆ สวยๆ ให้ได้ไปเก็บภาพประทับใจกันนะครับ ..
ภาพจากทริปนี้ครับ .. https://goo.gl/photos/VjKuACNC7EQsSPpF8

 

เขียนโดย : Tombass
เขียนเมื่อ : วันปิยมหาราช – วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2558 เวลา 15:02 น. GMT+7 TH

Advertisements

20120505-07 ไปนอนเต๊นท์ริมทะเลบางเบิด .. ที่ชุมพร .. ตอนที่สอง

| ตอนแรก | ตอนที่สอง |

> > > ลิ้งค์ไปอ่านแบบรีวิวในเวบบอร์ด > > >

แฮ่ม .. หายไปหลายวันเลย มัวแต่ไปยุ่งๆ เตรียมการหาวิธีดูบอลยูโร 2012 เพราะแกรมมี่ไม่ให้ผู้ให้บริการทีวีดาวเทียมรายอื่นๆ ออกอากาศช่องฟรีทีวี แล้วอย่างงี้ฟรีทีวีที่ดูจากจานดาวเทียมก็ไม่ได้เป็นฟรีทีวีแล้วน่ะสิ เอ๊ะ .. หรือมันยังไงกัน? สุดท้ายก็เลยต้องไปหาเสาหนวดกุ้งก้างปลามาเสียบ เมื่อวานดูวันแรกแทบแยกไม่ออกว่าอันไหนนักฟุตบอลอันไหนสัญญาณรบกวน เฮ้อ ..

กลับมาเข้าเรื่องของเราต่อกันดีกว่า ทิ้งท้ายตอนที่แล้วกันไว้ที่จบวันที่สอง แล้วก็ตามสัญญาครับ มาดูบรรยากาศภายในเต๊นท์ที่พักของเรากันครับ จากการที่เป็นเต๊นท์ผ้าใบและมีการใช้งานมานานแล้ว กางไว้แบบยึดติดถาวร ท้าแดดท้าลมท้าฝนอยู่มานานสองนาน เลยทำให้สภาพเก่าคร่ำคร่าไปบ้าง มีร่องรอยการชำรุดเสียหายของขอบซิปประตูหน้า-หลังและในจุดที่ต้องเปิด-ปิดบ่อยๆ


ด้านหน้าเต๊นท์ บริเวณของซิปขาดเป็นทางยาว ซิปด้านล่างก็ขาดเช่นกัน ต้องไปขอเทปกาวผ้ามาแปะไว้กลัวตัวอะไรจะมุดเข้ามา บรื๋อว์ … 

ด้านหลังเต๊นท์ส่วนที่เป็นห้องน้ำที่ถูกตีปิดไว้ด้วยไม้ไผ่ก็ดูเก่าโทรมไม่แพ้กัน อีกทั้งต้นไม้ที่ปลูกอยู่ภายในก็รกรุงรังดูเหมือนขาดการดูแล และปัญหาที่พบคือเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ที่อยู่ในห้องน้ำที่เป็นแบบ Outdoor ไม่มีหลังคาปกคลุม ทำให้ไม้ไผ่เหล่านั้นเก่าโทรมมีเชื้อราขึ้นไปทั่ว มองแล้วรู้สึกไม่สะอาดเลย โดยรวมในบริเวณห้องน้ำนั้นเป็นแหล่งรวมของฝุ่นต่างๆ มากมายเพราะดูจะไม่ได้มีการดูแลเช็ดถู รวมถึงมดแมลง สัตว์เลื้อยคลานต่างๆ อีกที่ต้องระมัดระวังให้ดีด้วย


รั้วไม้ไผ่ที่เห็นนั่นแหละคือส่วนของห้องน้ำ Outdoor สุดๆ ไม่มีหลังคาเลย ต้นไม้ก็เยอะ มดแมลงรวมถึงสัตว์เลื้อยคลานก็เลยมีประชากรเยอะตามไปด้วย 

สำหรับหนุ่มๆ อย่างเราๆ ก็อาจจะไม่ได้กลัวอะไรมากมาย แต่สำหรับคุณสาวๆ ขืนพวกนี้โผล่มาตอนกำลังอาบน้ำอาบท่า มีหวังได้กรี๊ดกร๊าดวี๊ดว๊ายกระตู้ฮู๊กันลั่นบ้านแน่ๆ ส่วนพื้นห้องน้ำที่เป็นหินกรวด แล้วฝังตอไม้ สวยในดีไซน์แต่สอบตกเรื่องการใช้งาน ไม่สะดวกเอาเสียเลย ให้ตายสิ! ออกมาเข้าห้องน้ำเสร็จ เดินกลับเข้าเต๊นท์เท้าก็เลอะอีกแล้ว

ในส่วนตัวผมว่าส่วนที่เป็นบ้านพักน่าจะสะอาดปลอดภัยกว่านะ อย่างเต๊นท์เนี่ยจะออกไปข้างนอกแต่ละทีต้องแบกของมีค่าทั้งกล้อง กระเป๋าเงิน โทรศัพท์มือถือ แล็ปท็อป ฯลฯ เอาไปด้วย เพราะประตูเข้า-ออกเต๊นท์ขอบซิปก็ขาดแล้ว และมีเพียงกญแจอันเล็กๆ ที่ให้ไว้ใช้เกี่ยวกับหูซิปเพื่อล๊อคเต๊นท์ ดูยังไงก็ไม่น่าไว้วางใจในเรื่องความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินอยู่ดีแหละ ดังนั้นแนะนำให้พักในส่วนที่เป็นบ้านพักจะดีกว่า เว้นเสียแต่ว่าใจรักจะพักให้ได้อารมณ์แบบนักผจญภัยจริงๆ ก็ว่ากันไปตามแต่ใจปรารถนา


(ซ้าย) มีต้นไม้สูงใหญ่อยู่หลังเต๊นท์ติดกับห้องน้ำพอดี ดึกๆ เวลาออกไปนั่งปลดทุกข์เจ้าต้นนี้จะอยู่ข้างหน้าพอดี  มองขึ้นไปมืดๆ จินตนาการพริ้งเพริดกระเจิดกระเจิง .. บรู๊วววววส์ .. (ขวา) ทางเดินจากถนน เข้าไปที่หน้าเต๊นท์

เข้าไปดูข้างในกันดีกว่า


รูดซิปเปิดเข้ามาก็จะเจอแบบนี้


ปลายเตียงมีตู้ใส่เสื้อผ้า, โต๊ะเครื่องแป้งแต่งสวยสำหรับคุณผู้หญิง, แอร์และโต๊ะวางของ


(ซ้าย) ถัดมาก็เป็นชั้นวางทีวีพร้อมทีวีจอแบน มาพร้อมกับช่องดาวเทียมของ PSI จานดำที่ติดอยู่ข้างๆ เต๊นท์นั่นแหละ มีละครหลังข่าวให้ดู มีมิวสิควีดีโอเพียบทั้งไทย, สากลหรือลูกทุ่ง ใต้ทีวีก็เป็นตู้เย็น (ขวา) พื้นที่ใช้สอยในเต๊นท์ก็มีพอสมควรไม่มากไม่น้อย นอนกันสบายๆ ไม่อึดอัด


อีกด้าน ตรงข้ามกับทีวีจะมีเก้าอี้ยาวปูด้วยที่นอนยางพาราพร้อมโต๊ะวางของอีกหนึ่งตัวและโคมไฟหัวเตียง


(ซ้าย) เต๊นท์มีหน้าต่างอยู่รอบด้าน จะเปิดรับอากาศจากภายนอกบ้างก็ดี (ขวา) มีโคมไฟเป็นพู่ระย้าห้อยอยู่ตรงกลางด้วยนะ


เตียงนอนครับ ยับไปหน่อยเพราะถ่ายไว้วันกลับ วันแรกถ่ายไม่ทันนายแบบประจำทริปกระโดดขึ้นไปกลิ้งซะก่อนแล้วแต่ผมค้าง 2 คืนก็ยังไม่เห็นมีการมาสอบถามว่าจะให้ทำห้องหรือเปล่าเลย หรือต้องให้ request ไปก่อน?

เอาเป็นว่าสำหรับเรื่องการให้บริการผมคิดว่ายังไม่เป็นมืออาชีพซักเท่าไหร่ ดูเหมือนว่าจะเป็นการทำรีสอร์ทในแบบครอบครัวซะมากกว่า ดังนั้นถ้าใครจะเข้ามาใช้บริการก็อย่าได้คาดหวังเรื่องบริการให้สูงเกินไปนักนะครับ คิดเสียว่ามาพักรีสอร์ทแบบโฮมเสตย์หรือมานอนบ้านพ่อแม่ของเพื่อนจะรู้สึกดีกว่า

คราวนี้เดี๋ยวพาไปเดินริมทะเลชมบรรยากาศสวยๆ ในรีสอร์ทกันบ้าง ตามมาเลยครับ


สนามหญ้านี่อยู่ติดชายหาดเลยนะ


ส่วนสระว่ายน้ำเป็นแบบฟรีฟอร์ม ก็ติดชายหาดเช่นเดียวกัน ว่ายน้ำเล่นท้าแดดท้าลมกันไป พร้อมฟังเสียงคลื่นซัดสาดพร้อมกันอีกด้วย


(ซ้าย) อีกด้านอยู่ชิดแนวต้นมะพร้าว ได้อารมณ์แบบโพลินิเชี่ยนเลยนะนั่น (ขวา) ใครเหนื่อยหรือร้อนก็มานอนหลบแดดแอบพักชื่นชมกับความงดงามของท้องฟ้าสีคราม น้ำทะเลสีเขียวมรกต และหาดทรายสีทองของหาดบางเบิดกันได้


(ซ้าย) เส้นทางไหน้ำพุ เดินระวังด้วยนะพื้นบางที่แตกหักผุพังไปบ้างแล้ว (กลาง) อาบน้ำล้างตัวกันก่อนและหลังขึ้น-ลงสระว่ายน้ำเพื่อสุขอนามัยที่ดีของผู้ใช้สระร่วมกัน (ขวา) นึกถึงโต๊ะเรียนสมัยเด็กๆ เลย 555+


ตรงนี้คิดว่า น่าจะเป็นพื้นที่สำหรับจัดปาร์ตี้ชุดว่ายน้ำ เพราะอยู่ติดกับสระว่ายน้ำเลย มีเตาปิ้งบาร์บีคิวด้วยนะ


ส่วนตรงกลางนั่น คาดว่าคงจะเป็นบาร์เครื่องดื่มกลางแจ้ง ให้บริการสำหรับแขกที่มาปาร์ตี้ริมสระกัน


(ซ้าย) เดินต๊อกๆๆ ออกไปริมถนน ตกร่องที่แตกอยู่ก็ตอนนี้แหละ มัวแต่หามุมถ่ายรูป เลยไม่ทันมอง (ขวา) โคมไฟภายในรีสอร์ท กลางคืนก็ไม่ได้สว่างอะไรนักหนาแต่สวยอ่ะ .. ส่วนเต๊นท์ก็ตั้งอยู่ห่างๆ กันแบบนี้ ถ้าไม่มีเสียงคาราโอเกะเมื่อคืนแล้ว ก็นับว่าสงบเงียบเป็นส่วนตัวมากๆ เลยล่ะ

ดูกันไปพอหอมปากหอมคอแล้ว รีบกลับไปเก็บเสื้อผ้าเช็คของดีกว่า เดี๋ยวจะต้องออกเดินทางกันแล้ว ออกสายมากไม่ได้เพราะระยะทางไกลมาก อีกทั้งยังวางแผนกันว่าจะแวะเที่ยวตามรายทางอีกด้วย ขืนมัวแต่ชักช้าเถลไถลกันไปเรื่อยคงจะถึงกรุงเทพฯ เอาตอนมืดตึ๊ดตื๋อแน่ๆ

คิดได้ดังนั้น จึงเรียกรวมพลเพื่อออกเดินทางกันซะเลยจะเหมาะกว่า เก็บของเรียบร้อยอาขึ้นรถขับออกไปเช็คเอ้าท์คืนกุญแจ แล้วรีบบึ่งกันไปอาศัยจีพีเอสช่วยนำทางไปเรื่อย ขับออกมาถึงทางแยกวิ่งเห็นป้ายบอกทางไปจุดชมวิว ตัดสินใจเลี้ยวไปโดยพลันไม่ต้องลังเล บนเส้นทางนี้มีจุดสนใจอยู่ 2-3 ที่ ขับไปตามทางเรื่อยๆ เจอที่ไหนก่อนก็แวะเที่ยวเก็บไปทั้งหมดทุกที่นั่นแหละ


แยกข้างหน้านั่นแหละ เลี้ยวขวากลับไปเข้าถนนเพชรเกษม ถ้าเลี้ยวซ้ายก็ไปตามป้ายนี้แหละ

ถนนในช่วงนี้เป็นถนนในโครงข่ายถนนเลียบทะเล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Scenic Route” ครั้งก่อนที่ผมไปเที่ยวจันทบุรีก็ได้ขับไปชมบรรยากาศ Scenic Route ของที่นั่นเหมือนกัน มีโอกาสชมวิวสวยของโค้งถนนเลียบทะเลช่วงที่เค้าชอบไปถ่ายโฆษณาโทรทัศน์กันเยอะๆ นั่นแหละครับ ส่วน Scenic Route ของที่นี่ก็มีความงดงามของชายฝั่งทะเลที่ไม่แพ้กันเลย มีช่องทางสำหรับจักรยานโดยเฉพาะด้วย เผื่อว่าใครอยากจะปั่นสองล้อเพื่อซึมซับสภาพความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติและความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่นี่ดูบ้าง รวมระยะทางแล้วก็ยาวหลายกิโลเมตรอยู่เหมือนกัน แดดก็ร้อนเอาเรื่องเลยทีเดียว แต่รถยนต์และรถใหญ่มีวิ่งกันไม่มากนัก เส้นทางนี้จึงค่อนข้างจะปลอดภัยเลยทีเดียว

แล้วพวกเราก็เดินทางมาถึงจุดหมายแรกบนเส้นทางนี้ “หนึ่งในสยาม เนินทรายงามที่ชุมพร” (The Most Distinct Thai Sand Dune in Chumphon) เป็นเนินทรายที่ก่อตัวกันขึ้นมาตามธรรมชาติ มีความสูงใหญ่และยาวนับกิโลเมตร พืชพันธุ์ธรรมชาติต้นไม้ใบหญ้า สามารถเจริญเติบโตกันได้บนเนินทรายแห่งนี้ ไม่ได้มีแต่หญ้าหรือต้นไม้เล็กๆ นะครับ ต้นไม้ใหญ่ก็ขึ้นได้บนเนินทรายนี้เหมือนกัน แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของเนินทรายแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี

 

ออกจากเนินทรายงาม ก็ไปกันต่อที่จุดชมวิวอ่าวทุ่งมหา ที่อยู่ภายในบริเวณของวัดแก้วประเสริฐ ซึ่งมีองค์เจ้าแม่กวนอิมสูง 9.99 เมตรประทับเด่นเป็นสง่าเห็นชัดมาแต่ไกลและยังมีพระพุทธมหารัตนมณีเศวตพิสุทธิ์ ที่กำลังสร้างอยู่ให้พุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาได้สักการะด้วย ที่ขาดไม่ได้เลยของชาวชุมพรและชาวเรือทุกคนก็คือศาลของเสด็จเตี่ย กรมหลวงชุมพรเขตต์อุดมศักดิ์ที่ประทับอยู่คู่กับเสด็จพ่อ ร.5 ในศาลรูปเรือที่ตั้งอยู่บนเนินเขา และยังมีอีกหลายองค์ให้ได้เลือกนมัสการตามแต่ศรัทธาของแต่ละคน ลองหาข้อมูลของวัดแก้วประเสริฐเพิ่มเติมได้ที่เวบไซต์ของทางวัดได้เลย


จุดชมวิว มีที่จอดรถมากมายสะดวกสบายปลอดภัย แต่ผมขึ้นมาถ่ายภาพอยู่บนวิหารพระสังกัจจายน์


(ซ้าย) ดูนายแบบของผมบ้างนะ (ขวา) พระสังกัจจายน์ แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ อยู่ดีกินดี


(ซ้าย) ศาลที่ทำเป็นรูปเรือประทับรูปหล่อของเสด็จพ่อ ร.5 และเสด็จเตี่ย กรมหลวงชุมพรเขตต์อุดมศักดิ์ อันเป็นที่เคารพรักยิ่งของชาวเรือทุกคน (ขวา) ดูกันใกล้ๆ เข้าไปอีกนิด


พระพุทธมหารัตนมณีเศวตพิสุทธิ์ องค์ใหญ่กำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง งั้นก็ไหว้กันที่องค์เล็กไปก่อนนะ


องค์เจ้าแม่กวนอิม สูงถึง 9.99 เมตร ต้องมีศรัทธาเท่านั้นถึงจะทำสำเร็จได้

ผ่านไปจะครึ่งวันแล้วเนี่ยยังอยู่ที่ชุมพรอยู่เลย เอาล่ะเราไปกันต่อเลยดีกว่า ขับย้อนออกมาทางเดิมตรงยาวจนสุดทางเลี้ยวซ้ายกลับเข้าสู่ถนนเพชรเกษมขาล่องตรงไปชิดขวาโดยด่วนเพื่อกลับรถมาวิ่งในช่องทางขาขึ้นเพื่อกลับกรุงเทพฯ ผ่านมาจนเห็นป้ายบอกทางเลี้ยวขวาเข้าไปพระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ กลับรถอีกรอบเพื่อเลี้ยวเข้าไปชมเจดีย์กัน เข้าไปตามทางมองหาป้ายแล้วขับตามไปเรื่อยๆ ผ่านเข้าไปในสวนปาล์มของชาวบ้าน แล้วไปออกถนนอีกทีไปต่ออีกหน่อยก็ถึงแล้ว มองเห็นเจดีย์ตั้งอยู่บนภูเขา เดี๋ยวเราจะเข้าไปดูพร้อมๆ กัน

ทางขึ้นเป็นเส้นทางราดยางอย่างดีให้ขับวนขึ้นไปเรื่อยๆ โปรดใช้ความระมัดระวังให้มากๆ เพราะเส้นทางค่อนข้างชันพอสมควรทีเดียว กรุณาใช้เกียร์ต่ำเพื่อเสถียรภาพในการควบคุมรถของท่าน ซักแค่อึดใจก็จะขึ้นมาถึงบริเวณลานจอดรถที่มีบริเวณกว้างขวางใหญ่โต รถทัวร์ขนาดใหญ่ขึ้นมาได้สบายมากเห็นจอดกันอยู่หลายคันเลย

บริเวณด้านหน้าก่อนเข้าเจดีย์ก็มี “พระพุทธกิติศิริชัย” องค์ใหญ่ให้ได้ไหว้พระขอพรเอาฤกษ์เอาชัยให้ปลอดภัยแคล้วคลาด และรอบๆ องค์พระก็มีรูปหล่อของพระเกจิอาจารย์ชื่อดังให้ได้กราบไว้บูชา ด้านข้างประตูทางขึ้นเจดีย์ก็มีร้านขายกาแฟ เครื่องดื่มให้ได้นั่งพักผ่อนให้เหนื่อยหายคลายร้อนกันด้วย


ให้ชมวิวข้างหลังนะครับ .. นานๆ จะได้มีรูปตัวเองกับเค้าบ้าง ได้ออกสื่อกับเค้าซักทีเนาะ 555+


(ซ้าย) รูปคู่พ่อ-ลูกบ้าง ไม่ค่อยมีรูปคู่กันเลยเนอะเราสองคนเนี่ยะ (ขวา) โดยจรรยาบรรณจึงไม่สามารถเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริงได้ เลยถ่ายข้างหลังมาให้ดูแทน 555+

ไหว้พระกันเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เดินเข้าประตูไปตามถนน ขึ้นเนินไปอีกหน่อยพอได้เหงื่อก็จะถึงเจดีย์ ประตูด้านหน้าจะปิดอยู่ตลอด ต้องมีเส้นสายหรือรู้จักคนในถึงจะเปิดให้เอารถขับขึ้นไปได้ ชาวบ้านธรรมดาตาสีตาสาไม่มียศไม่มีบั้งอย่างเราๆ เนี่ยก็ต้องเดินขึ้นไปสถานเดียวเท่านั้น แต่พวกเราก็ไม่ท้อหรอกเพราะมากันด้วยศรัทธาอยู่แล้ว เรื่องเดินขึ้นแค่นี้ไม่มีปัญหา


เดินขึ้นไปตามทางนี้แหละ มียักษ์ 2 ตนยืนเฝ้าอยู่ตรงทางขึ้น แต่ถ้าใครมีเส้นมาสายใหญ่โตก็สามารถขับรถขึ้นไปได้ ยักษ์ก็เอาไม่อยู่หร๊อกกก


เจ้ายักษ์เอ๋ย ตัวจะใหญ่แค่ไหนก็ไม่มีใครกลัวพวกเจ้าแล้ว เพราะที่นี่เมืองไทยตัวไม่ต้องใหญ่แต่เส้นใหญ่จะทำอะไรก็ทำได้ทั้งนั้น


(ซ้าย) อย่างนี้สินะ ที่เค้าเรียกกันว่า .. พูดจนลิงหลับ .. จริงๆ (ขวา) หน้าป้ายชื่อนั่นทางขวาจะเป็นบันไดเดินขึ้นไปบนเจดีย์ แต่ดูที่ทางจะร้อนพวกเราเลยเดินอ้อมไปขึ้นทางด้านหลังแทน


พระมหาเจดีย์ภักดีประกาศ งดงามสมคำร่ำลือจริงๆ คุ้มค่ากับการเดินทางไป-กลับร่วม 1,000 กิโลเมตรเพื่อให้ได้มาชมด้วยตาของตัวเอง


ชมภาพความงดงามของพระมหาเจดีย์ฯ กันไปเรื่อยๆ นะครับ


ถ้ามีเวลาและโอกาสเหมาะๆ ผมว่าเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องมาชมความวิจิตรงดงามเช่นนี้ให้ประจักษ์ชัดด้วยตาตัวเองซักครั้งในชีวิต


และยังได้มากราบไหว้สักการะพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุอยู่ด้านในพระมหาเจดีย์ เพื่อเป็นการเสริมสิริมงคลแก่ชีวิตของเราเองอีกทางหนึ่งด้วยด้วย


(ซ้าย) ไหว้พระบรมสารีริกธาตุเสร็จแล้วก็เดินลงบันไดกลับลงไปด้านล่าง (ขวา) ลองมองขึ้นไปบ้าง

 
(ซ้าย) บันไดพญานาค 5 หัว (ขวา) คนไทยเรารักกันนะ

หลังจากเสร็จเรียบร้อย ตามเจอตัวสมาชิกร่วมทริปกันครบทุกคนแล้ว พวกเราก็พร้อมจะออกเดินทางกันอีกครั้ง นี่ก็บ่ายโขแล้วยังไม่ได้กินข้าวกลางวันกันเลยซักคน กินชาเขียวกับกาแฟกันไปคนละนิดละหน่อย ก็เลยไปแวะที่ทับสะแกเพื่อกินข้าวกลางวันกันที่ร้าน Coffee-Go ก็เห็นป้ายโฆษณาอยู่ตลอดข้างทางก่อนถึงร้านร่วมๆ 60 กิโลเมตรเลย เลยสงสัยว่าจะมีอะไรดีๆ ให้ได้ลองชิมกันบ้าง ต้องไปพิสูจน์กันซักหน่อยซิ แต่กว่าจะมาถึงก็ปาไปบ่าย 3 โมงเย็นเข้าไปแล้ว


(บน) หน้าร้าน Coffee-Go (ล่างซ้าย) เลี้ยวเข้าไปเป็นที่จอดรถ แต่น้อยไปหน่อยจอดได้ซัก 3-4 คันก็เต็มแล้ว (ล่างขวา) ป้ายหน้าร้าน

 
(ซ้าย) อาหารอร่อย ราคาไม่แพง (ขวา) มีของฝากขายให้ได้จับจ่ายซื้อหากันได้


(ซ้าย) บรรยากาศดีๆ (กลาง) สวนหย่อมสวยๆ (ขวา) ห้องน้ำสะอาด


อย่างไรเสีย หากมีโอกาสได้เดินทางผ่านไปเส้นทางแถวนั้น ก็ลองแวะไปชมแวะไปชิมกันได้ เราก็เพียงแต่ได้รับความพึงพอใจในอาหารและบริการที่ได้รับก็เลยเอามาบอกมาเล่าสู่กันฟัง

จากนั้นก็ตรงยาวกลับกรุงเทพฯ ความตั้งใจที่จะแวะเที่ยวซานโตรินี่ ปาร์ค ก็มีอันต้องล้มเลิกไปอีกเพราะมาถึงชะอำก็เกือบทุ่มแล้ว เลยเอาไว้โอกาสหน้าค่อยมาเที่ยวแล้วกัน จากนั้นก็แวะซื้อของฝากที่ร้านนันทวัน เพชรบุรี ได้ของไปฝากใครต่อใครคนละอย่างสองอย่าง จะได้ไม่ถูกครหรนินทาว่าไปเที่ยวตั้งไกลแต่ไม่มีของฝาก ฮึ ..

โอยยยย .. ขอปิดทริปนี้ที่ตรงนี้เลยแล้วกัน บอลยูโร 2012 คู่ระหว่างเยอรมันกับโปรตุเกสกำลังจะมาแล้ว ไปนอนดูก่อนล่ะ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมกันมาตลอดทั้งสองตอน เชียร์บอลกันอย่างมีความสุขนะครับ

 

ชมภาพเพิ่มเติมได้ที่
http://tombass.seesod.com/albums/view/index/5v6Tj1xAdf1338261193

| ตอนแรก | ตอนที่สอง |

> > > ลิ้งค์ไปอ่านแบบรีวิวในเวบบอร์ด > > >

 

เขียนเมื่อ : วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ.2555 เวลา 1:40 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass

20120505-07 ไปนอนเต๊นท์ริมทะเลบางเบิด .. ที่ชุมพร .. ตอนแรก

| ตอนแรก | ตอนที่สอง |

> > > ลิ้งค์ไปอ่านแบบรีวิวในเวบบอร์ด > > >

 

Trip : Sai-Ngam Beach Resort @ Bang Berd Beach, Chumporn
Route : Bangkok – Bang Berd Beach, Patiew, Chumporn
Duration : 3D2N
Depart : SAT.5 MAY,2012
Arrive : MON.7 MAY.,2012
Destination : Bang berd beach, Sand dune, Wat Keawprasert, The great buddha amulet pagoda of loyalty announcement

ทริปนี้เป็นทริปที่เลื่อนมาจากช่วงวันจักรี ทั้งที่ confirm booking ไปตั้งแต่เดือนมกราคม 2555 แล้ว แต่ก็ไม่เห็นได้รับ sms ยืนยันแต่อย่างใด คุณเจ้าของก็ได้แต่รับปากยืนยันกันทางโทรศัพท์เป็นมั่นเป็นเหมาะ พอโทรไปที่รีสอร์ทก็บอกไม่มี๊ไม่มี บอกไม่มีชื่อเราเล๊ย อ้าววว .. เป็นงงอ่ะดิ เลยได้นอนดูทีวีอยู่กับบ้านเลย

โทรไปหาเจ้าของอีกที ก็บอกว่าขอโทษๆ เด็กมันไม่รู้เลยปล่อยห้องให้แขกเข้าพักไปแล้ว ง่า .. แล้วตรูล่ะ confirm ล่วงหน้าตั้งหลายเดือนแล้วยังอดเลย ยังดีที่นึกเอะใจโทรไปก่อนวันเดินทางนะ ไม่อย่างงั้นไปเสียเที่ยวแหงๆ เลย ไม่ใช่ใกล้ๆ นะนั่น

ถ้างั้นเอาเป็นว่าเลื่อนไปเป็นช่วงวันฉัตรมงคลแทนแล้วกัน ถ้าไม่ได้ก็คืน voucher แล้วล่ะ ไม่ใช่ voucher แบบห้องพักลดราคานะจ๊ะ ของพวกเราเป็นแพ็คเกจทัวร์นะมีดำน้ำมีอะไรต่ออะไรอีกหลายอย่างด้วย แล้วก็ไม่ใช่ถูกๆ เลยนะนั่น ก็บอกว่าขอไปเช็คก่อนเดี๋ยวโทรมาแจ้งอีกที

สักพักโทรกลับมาบอกว่า โอเคพวกเราได้ booking วันที่ 5-7 พฤษภาคม 2555 ก็เลยบอกให้ส่งแฟกซ์หรือ sms เข้ามาที่มือถือเพื่อยืนยัน booking และจะได้เก็บไว้เป็นหลักฐานด้วย เพราะครั้งก่อนพลาดไปอย่างแรง

 

เริ่มต้นกันไม่ค่อยสวยซักเท่าไหร่กับที่นี่ แต่จากการพูดคุยแล้วเค้าก็มีความตั้งใจที่จะชดเชยแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอย่างจริงใจ พวกเราก็ไม่ได้ติดใจอะไรอยู่แล้ว อยากไปเที่ยวมากกว่าจะมาใส่ใจเรื่องหยุมหยิมแบบนั้น แล้วกำหนดการณ์ก็มาถึงซะทีกับวันเดินทางที่รอคอย

สมาชิกพร้อม รถพร้อม คนขับพร้อม ก็ออกเดินทางกันได้แล้ว ..

เช้าวันเสาร์แบบนี้ปริมาณรถบนท้องถนนยังไม่มากเท่าไหร่ รีบไปรับไอ่แว่นที่ตรงข้ามอิมพีเรียลลาดพร้าว แล้วเลี้ยวเข้าเลียบทางด่วนไปออกถนนพระราม 9 เลี้ยวขวาวิ่งตรงไปขึ้นทางด่วนที่ด่านพระราม 9 แล้วยาวไปลงถนนพระราม 2 ตรงไปออกวังมะนาว มีแวะปั๊ม ปตท. บนถนนพระราม 2 เพื่อหาอะไรกินรองท้องกันซักหน่อย ใครมียาอะไรต้องกินก็จัดการซะให้เรียบร้อย จากนี้จะไม่แวะซื้ออะไรอีกแล้วนอกจากแวะปั๊มเข้าห้องน้ำอย่างเดียว เพราะดูแล้วยังอีกไกลมากๆ เลย

 

ที่นี่เค้าเรียกตัวเองว่า “Life Station” เหมาะเป็นจุดแวะพัก, จุดนัดพบหรือจุดรวมพล เพราะมีความสะดวกสบายมากมายหลายหลากให้ได้เลือกสรรทั้ง 7-11, ร้านกาแฟ Amazon, ศูนย์อาหาร, ห้องน้ำห้องท่าก็สะอาด สถานที่กว้างขวางดูปลอดภัย ฯลฯ

วันหยุดยาวๆ แบบนี้ก็จะมีปริมาณรถที่ใช้เส้นทางถนนพระราม 2 นี้เป็นจำนวนมาก และปั๊มนี้ก็จะเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่เป็นจุดแวะพักของหลายๆ คน ที่มีจุดหมายปลายทางที่มุ่งลงไปเที่ยวภาคใต้ และสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่างชะอำ-หัวหินก็อยู่บนเส้นทางนี้ จึงเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวกรุงฯ ให้หลีกลี้หนีความวุ่ยวายในเมืองหลวง เพียงแค่มีวันหยุดสัก 2-3 วันก็หลบไปชาร์จแบตให้กับตัวเองได้แล้ว ด้วยระยะทางที่ไม่ไกลนักนั่นเอง เส้นทางนี้จึงไม่เคยร้างลาจากเหล่านักท่องเที่ยวหัวใจใหม่ในปัจจุบัน

เอาล่ะแวะเข้าห้องน้ำ, ซื้อเสบียงกรังกันพอสมควร เราก็ออกเดินทางกันต่อเพราะระยะทางยังอีกยาวไกลนัก เวลาขับรถผ่านแหล่งท่องเที่ยวดังๆ เช่นชะอำหรือหัวหิน ปริมาณรถที่เป็นเพื่อนร่วมทางกันมาตั้งแต่กรุงเทพฯ ก็จะแปรผกผันกับระยะทางที่มากขึ้น ยิ่งไกลออกไป เพื่อนร่วมทางก็จะน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะไปติดใจหลงเสน่ห์ของเมืองตากอากาศชื่อดังเหล่านั้นกันหมด ยิ่งเราวิ่งออกเส้นบายพาสไปออกปราณฯ ด้วยเพื่อหลีกเลี่ยงปริมาณรถมหาศาลที่มุ่งหน้าสู่ชะอำ-หัวหิน

แล้วเราก็ได้เห็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ในย่านชะอำ ที่กำลังเป็นฮือฮาและได้รับการกล่าวขวัญโจษจันกันอย่างมากในสังคมออนไลน์ ถึงความสวยงามและบรรยากาศดีๆ ที่คล้ายจะจำลองมาจากเกาะซานโตรินี่ในประเทศกรีซนั่นเลยทีเดียว สวนสนุกและช็อปปิ้งมอลล์แห่งใหม่ในย่านชะอำ “ซานโตรินี่ ปาร์ค” นั่นเอง

 
Link : http://yimpaen.com/w_view.php?w=kariean_news&p_id=5 (Search by Google.com)
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก santoriniparkchaam.com และ เฟซบุ๊ก Santorini Park Cha-Am

เสียดายแต่ว่าอยู่ฝั่งขาขึ้น ถ้างั้นก็แวะตอนขากลับก็แล้วกัน ตอนนี้ต้องรีบบึ่งกันไปอีกไกล๊ไกล ผ่านมาถึงช่วงบายพาสหัวหิน-ปราณฯ เจ้าของรีสอร์ทที่จะไปพักโทรเข้ามา บอกขอโทษ .. ไอ่ป้าแว่นบอกจอดรถโดยด่วน สงสัยมีอะไรหรือเปล่า? หรือ booking มีปัญหาอีก แต่ดีที่ไม่ได้เป็นอย่างที่กลัวกัน ก็แค่โทรมาถามว่าถึงไหนแล้ว และก็จะขอโทษในความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และได้จัดเตรียมที่พักไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

เฮ้อ .. โล่งอกไปที แหม .. จะไม่ให้กลัวได้ยังไง ก็เคยมีประวัติมาแล้วนี่นา ถ้ามีอะไรผิดพลาดขึ้นมาเนี่ยถึงกับไม่มีที่พักกันเลยนะนั่น วันหยุดยาวๆ แบบนี้ ชะอำ-หัวหินเต็มทุกที่แหงๆ

เอาล่ะไปกันต่อดีกว่า

ผ่านปราณบุรี – สามร้อยยอด – กุยบุรี – ประจวบคีรีขันธ์ มาถึงทับสะแกเจอกับฝนตกหนัก แล้วฟ้าก็ขมุกขมัวไปตลอดทางจนถึงบางสะพาน – บางสะพานน้อย แล้วก็มาเข้าเขต อ.ปะทิว จ.ชุมพร เลี้ยวซ้ายตามป้ายวิ่งเข้าไปตามทางเป็นถนนราดยางอย่างดี เรียบนุ่มไม่มีปะตรงนั้นตรงนี้เหมือนถนนในเมืองกรุงบ้านเราที่ขุดๆ กลบๆ เล่นกันทุกวัน ผ่านป่าฝนชื้นๆ ตามแบบฉบับป่าทางใต้ อากาศดีมากๆๆๆ ปริมาณรถค่อนข้างน้อย นานๆ ถึงจะเจอเพื่อนร่วมทางซักคัน แต่ก็ดูไม่เปลี่ยวนะ เข้าไปลึกพอสมควรเลยล่ะ น่าจะประมาณ 20 กิโลเมตรได้ และแล้วก็ไปถึงที่หมายของเรา “ไทรงาม บีช รีสอร์ท”

 

เช็คอินเสร็จ เข้าเต๊นท์ดีกว่า เพลียมากขับรถมาตั้งประมาณ 450 กิโลเมตรได้ขอนอนก่อนล่ะ เดี๋ยวเย็นๆ ค่อยออกไปหาข้าวหาปลากินกัน ตอนนี้หลับดีกว่า .. คร่อกกกก .. ฟรี๊ …

ตื่นมาตอนเย็นๆ แดดร่มลมตกแล้วก็เลยพากันออกไปหาอะรกินกันเป็นมื้อเย็นซักหน่อยซิ เห็นบุฟเฟ่ท์หมูกระทะราคาไม่แพงเลยขับเข้าไปดูซักหน่อย แต่มีเสียงทักท้วงว่าเมิงขับรถมาตั้งร่วม 500 กิโลเมตรแล้วจะมานั่งกินหมูกระทะกันมันจะดีเหรอว๊ะ? ที่กรุงเทพฯ ก็มีให้กินเยอะแยะ มาถึงทะเลทั้งทีมันต้องกิน Sea Food ว๊อย แล้วก็ได้ร้านนี้ที่หมายตาไว้ตั้งแต่ตอนขับผ่านเข้าไป ร้าน “ครัวต้นทาง” เป็นที่พึ่งสุดท้ายให้เราได้ฝากท้องไว้สำหรับมื้อแรกที่บ้านบางเบิด

อาหารอร่อยดีครับ ราคาไม่แพงมาก อาหารออกเร็วไม่ต้องรอนาน นั่งมองทะเลไป กินข้าวเย็นไป เจริญอาหารดีแท้น้อ น้ำหนักพุ่งทะลุเกินพิกัดอีกซะละมั๊งเนี่ยะ ในเมื่อกินเข้าไปเยอะ ก็ต้องออกไปเดินออกกำลังย่อยอาหารซะหน่อย ไม่เช่นนั้นคงจะจุกจนนอนไม่ได้แน่ๆ

เลยชวนน้องเอแคลร์ลงไปเดินริมหาดถ่ายรูปพระจันทร์กันดีกว่า เห็นลอยสูงเด่นเป็นสง่า ดวงใหญ่สวยดี เพิ่งจะรู้ว่าวันนั้นมีปรากฎการณ์ Super Moon พอดี แต่ .. ลืมหยิบขาตั้งกล้องมา ไม่ใช่ลืมไว้ในรถนะแต่ลืมไว้ที่กรุงเทพฯ เลยอ่ะ มันน่าเขกหัวตัวเองซะจริงจริ๊ง เฮ้อ ..

 
ยืนกันตัวเกร็งทั้งพ่อทั้งลูกเลย กลั้นหายใจกันแทบแย่ ได้มาแค่เนี๊ยะแหละ อยากได้บรรยากาศรอบๆ ด้วย ขืนใช้ shutter speed เร็วๆ ก็คงจะได้เห็นแต่กระต่ายบนดวงจันทร์น่ะสิ ..

 
รูปนี้จากกล้องน้องเอแคลร์ Fuji J10, Compact camera ที่เหมาะกับ snap shot แต่เอามายืนถือถ่ายพระจันทร์กันตัวเกร็งเลย เร่ง ISO ก็แล้ว ปรับเป็นโปรแกรม anti-blur จะมี noise ก็ช่างมันก่อน …

 
(ซ้าย) อีกสักภาพกับพระจันทร์ส่องสว่างลอยคว้างอยู่เหนือหาดบางเบิด / (ขวา) ตรงเข้าไปนั่นแหละไปร้านหมูกระทะ ปลายทางเห็นเป็นท่าเรือด้วยนะ คาดว่าน่าจะมีอาหารทะเลสดๆ ขายบ้างล่ะน่า ..

อิ่มกันแล้วก็กลับรีสอร์ทไปนอนดูละครหลังข่าวดีกว่า เพราะมืดแล้วก็ไม่มีอะไรให้ทำ บริเวณรีสอร์ทจะค่อนข้างมืดและสงบเงียบพอสมควร ถ้าไม่มีกลุ่มข้าราชการที่มาดูงานแล้วพักอยู่รีสอร์ทข้างๆ มาจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ เปิดเครื่องเสียงกันดังสนั่นลั่นหาด โชว์ลูกคอ 18 ชั้นครวญเพลงคาราโอเกะโหวกเหวกเสียงดัง ก็นับว่าเป็นรีสอร์ทที่เงียบสงบดีมากอีกที่หนึ่ง เหมาะแก่การมาพักผ่อนในแบบครอบครัว เต๊นท์ใครเต๊นท์มันเว้นระยะอยู่ห่างกันพอสมควรเลยทีเดียว

คืนนั้นก็เลยต้องนอนดูทีวีกันไปเพลินๆ เพราะปาเข้าไปตี 2 แล้วท่านๆ ยังไม่ยอมเลิกกันเลย ดึกๆ พอเมากันได้ที่ ก็เริ่มมีเพลงเร็ว คว้าไมค์มาตะโกนใส่ไม่ได้เป็นเพลงอะไรเลย โห่ฮาวู้ว้าไม่เป็นโล้เป็นพายให้มันดังรบกวนชาวบ้านร้านช่องกันเข้าไปอีก ถ้าร้องกันเป็นเพลงก็ยังพอทำเนา แต่พวกขี้เมาแล้วบ้าไมค์ ชอบเอาไมค์มายึดไว้แล้วก็ทำเสียงประหลาดๆ โหวกเหวกโวยวาย ไม่อยากเชื่อว่านี่เป็นข้าราชการนะนั่น สังกัดกระทรวงทบวงกรมไหนไม่ขอกล่าวถึงแล้วกัน ที่ทราบเพราะว่าท่านทั้งหลายได้ประกาศศักดาหน่วยงานของตัวเองออกไมค์ตั้งแต่หัวค่ำแล้ว ตอนนั้นดูเหมือนจะยังไม่เมา ผู้หลักผู้ใหญ่ในหน่วยงานยังนั่งเป็นประธานในพิธีอยู่ พอดึกๆ หน่อยก็เละเทะไปตามน้ำเปลี่ยนนิสัยที่กินเข้าไปนั่นแหละ

เฮ้อ .. กว่าจะเงียบได้ ปาเข้าไปเกือบตี 4 จะเช้าอยู่แล้วเน้อ ไม่รู้ว่าท่านๆ ทั้งหลายไม่คิดจะไปหลับไปนอนกันบ้างหรือไง? ผมเลยได้นอนซะที เดี๋ยวก็ต้องตื่นอีกแล้ว .. คร่อกกกก .. ฟรี๊ …

ตื่นเช้ามาแบบอิดโรยน่าดู เพราะกว่าจะได้นอน ลุกมาล้างหน้าแปรงฟันเตรียมตัวไปทานอาหารเช้ากัน รวมตัวกันได้ประมาณ 8 โมงเช้า อาหารเช้าก็เป็นแบบ ABF คุณอากับป้าแว่นจะไปดำน้ำก็เลยต้องรีบกิน ซึ่งรถที่ไปส่งลงเรือจะออกจากรีสอร์ทประมาณ 8 โมงครึ่ง ส่วนน้องเอแคลร์, คุณย่าและป๊ะป๋าไม่ไปดำน้ำก็เลยเจรจาขอเปลี่ยนเป็นอาหารกลางวันแทน ซึ่งทางรีสอร์ทก็ตกลงจัดให้ได้

เสร็จจากเรื่องกิน ก็เลยออกเดินเก็บภาพบริเวณรอบๆ ห้องอาหารซักนิดหน่อย เพราะเมื่อวานมาถึงยังไม่ได้ถ่ายรูปเลย ได้ภาพมาบ้างบางส่วน แต่พอสายหน่อยชักเริ่มจะร้อนเหมือนกันแฮะ เลยเดินวนเวียนอยู่แถวๆ นั้นแหละ พอคุณย่ากินเสร็จแล้วก็เลยพากันยกขบวนกลับเต๊นท์ที่พักของเราดีกว่า


(ซ้าย) บริเวณหน้าเคาเตอร์เช็คอิน / (ขวา) มีตะเกียงเจ้าพายุด้วย สมัยผมยังเด็กๆ อยู่ที่บ้านนอกยังได้ใช้ตะเกียงแบบนี้ แต่เดี๋ยวนี้กลับกลายเป็นของตกแต่ง, ของสะสมไปซะแล้ว

กลับไปนอนเล่นตากแอร์เย็นๆ ในเต๊นท์ดีกว่า เพราะไม่รู้จะทำอะไรดี ว่างสุดๆ แดดก็ร้อนจนไม่อยากออกไปเดินข้างนอก น้องเอแคลร์นอนเล่นเกมในไอโฟนของป๊ะป๋า ส่วนคุณย่านั่งดูทีวี ป๊ะป๋าก็เลยเข้าไปอาบน้ำดีกว่า ถือโอกาสพาเพื่อนๆ เข้าไปเยี่ยมชมห้องน้ำสไตล์ Outdoor ของที่นี่ไปด้วยเลย


(ซ้าย) เรียกนายแบบกิตติมศักดิ์มาโชว์ตัวซะหน่อยก่อน / (ขวา) นี่แหละอ่างอาบน้ำสไตล์ Outdoor ที่บอก


(ซ้าย) ดูกันใกล้ๆ เหมือนอาบน้ำอยู่ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพรเลย ได้บรรยากาศแต่ความสะอาดไม่ผ่านนะ ฝุ่นเยอะแยะ มีมดแดงเดินอยู่ตามขอบอ่างด้วย / (ขวา) มีฝักบัวสำหรับล้างตัวอีกที่นึง เอาไว้ล้างทรายก่อนจะไปอาบในอ่างอีกที ตรงนี้ก็ติดต้นไม้อีกเหมือนกัน


(ซ้าย) มีอ่างล้างหน้า มีกระจกครบครัน แต่สภาพ … ดูเองดีกว่า มองแล้วให้ความรู้สึกไม่ค่อยสะอาดเลย ก๊อกน้ำก็เอามาแขวนไว้เฉยๆ ที่ขอบอ่างล้างหน้าซะหยั่งงั้น / (ขวา) ส้วมชักโครก ฝารองนั่งมีราเป็นจุดๆ ด้วย หลังม่านเปลือกหอยก็เป็นฝักบัวล้างตัวล้างทรายนั่นแหละ


(ซ้าย) แขวนเสื้อ กางเกง ผ้าเช็ดตัวกันตรงนี้แหละ ดูค่อยไม่สะอาดเลยนะ / (ขวา) พื้นเป็นหินกรวดฝังตอไม้ไว้เป็นทางเดิน ปลูกต้นไม้ไว้ริมรั้ว เอ่อ .. แต่ทั้งมดทั้งแมลงอะไรต่อมิอะไรเดินกันยั้วเยี้ยเลยครับ นั่งปลดทุกข์ไปก็ต้องคอยสังเกตทั้งพื้นทั้งด้านบนว่าจะมีตัวอะไรโผล่มาแบบไม่ได้รับเชิญหรือเปล่า?


ดูกันชัดๆ อีกที Outdoor จริงจริ๊ง ไม่ต้องมีหรอกหลังคงหลังคา ถ้าฝนตกขึ้นมาจะทำยังไงกันเนี่ยะ จะปวดหนักปวดเบาแค่ไหนก็ต้องอั้นเอาไว้ก่อน รอฝนหยุด เฮ้อ ..

เอาล่ะอาบน้ำเสร็จแล้วก็ออกมานอนเล่นดูทีวีกันเพลินๆ ก็มีน้องพนักงานมาตามให้ไปกินข้าวกลางวันที่ห้องอาหาร เค้าจัดเตรียมเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ก็เลยพากันย้ายก้นลุกจากเตียงเดินไปกินข้าวกลางวันกัน มื้อนี้มีกับข้าว 3 อย่าง ทำได้อร่อยมากๆ จริงๆ เลยคิดจะฝากท้องกับมื้อเย็นที่รีสอร์ทซะเลยจะได้ไม่ต้องออกไปไหน แต่จากการสอบถามได้ความว่า ที่รีสอร์ทไม่มีแม่ครัวทำอาหารประจำที่นี่ มื้อนี้ของเรา 3 คนก็จ้างแม่ครัวมาทำให้โดยเฉพาะ เพราะเค้าไม่ได้ขายอาหารเป็นหลัก ส่วนอาหารเช้าเจ้าของกับพนักงานก็ช่วยๆ กันทำ เป็น ABF อยู่แล้วก็เลยไม่ยากเท่าไหร่

 

เลยได้มาถึงบางอ้อ เป็นอันว่าโครงการฝากท้องสำหรับมื้อเย็นไว้ที่รีสอร์ทเป็นอันต้องพับไปก่อน เนื่องจากไม่มีแม่ครัวมาทำอาหารให้นั่นเอง โอเค๊ ไม่เป็นไร เพราะออกไปริมหาดก็มีร้านอาหารให้เลือกกินมากมายหลายร้านอยู่แล้ว เดี๋ยวรอคุณอากับป้าแว่นมันกลับมาจากดำน้ำก่อนค่อยปรึกษากันอีกที

มาเที่ยวนี้มีแต่กินกับนอนจนกลมกะปุ๊กลุ๊กทั้งพ่อทั้งลูกแล้วเนี่ย และแล้วพอตกบ่ายวันนั้น ฝนก็ตกลงมาจริงๆ ตกหนักมากๆ ลมก็แรงอีกด้วย ทั้งที่เมื่อเช้าแดดยังร้อนเปรี้ยงอยู่เลย ผ่านไปไม่นานนักเต๊นท์ของเราก็มีน้ำเต็มพื้น จะว่าฝนสาดเข้ามาก็ไม่น่าจะใช่ น่าจะเป็นน้ำที่รั่วเข้ามาซะมากกว่าเพราะมันเยอะลยเชียวล่ะ

ว้า .. น้ำนองเต็มตลิ่ง ตั้งแต่ยังไม่ถึงลอยกระทงเล๊ยยยย

  
(ซ้าย) น้ำนองข้างเตียง แถวหน้าประตูหลังเต๊นท์ / (กลาง) คิดว่าคงน่าจะรั่วเข้ามาทางนี้แหละ / (ขวา) น้ำไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ กินพื้นที่เข้าไปจนตลอดความกว้างของเตียงเลยล่ะ

ตกเย็นฝนหยุด แต่อากาศชื้นๆ ไม่มีแดดออก น้องเอแคลร์เลยป๊ะป๋าชวนออกไปเล่นจานร่อนที่ริมหาด ไม่ได้เอากล้องไป หยิบไปแต่น้องไอ เผื่อฝนตกลงมาอีกจะได้เอาหลบๆ ไว้ได้ทัน เลยไม่มีรูปมาฝากแต่อัพบางส่วนของเมื่อวานไปไว้บนเฟซบุ๊คแล้ว เดี๋ยวจะลองลิ้งค์มาให้ดูกัน


(ซ้าย) บริเวณหาดบางเบิด / (ขวา) ก็หาดบางเบิดอีกนั่นแหละ หาดบางเบิดจะมีภูเขาและเกาะปิดทั้งหัวและท้ายอยู่

 
(ซ้าย) น้ำทะเลจะออกขุ่นๆ ไปซักหน่อย เพราะก่อนมาถึงฝนเพิ่งจะหยุดตก ไปหมาดๆ / (ขวา) ทรายที่หาดแถวๆ นี้ จะไม่ขาวปิ๊ง แต่จะออกเป็นทรายสีทองมากกว่า


นายแบบมายืนยิ้ม ชอบนักชอบหนา ลงเล่นน้ำเนี่ย ไม่ว่าจะสระว่ายน้ำ, อ่างอาบน้ำหรือจะเป็นทะเลก็เถอะ

คุณอากลับจากดำน้ำเลยมาเล่นจานร่อนด้วยกัน เล่นไปเล่นมาน้องเอแคลร์เปียกมะล่อกมะแล่กทั้งตัว แล้วฝนก็ลงเม็ดอีกจนได้ เลยบอกให้ขึ้นได้แล้ว ส่วนป๊ะป๋ารีบเผ่นกลับเต๊นท์ก่อน น้องเอแคลร์กับคุณอายังอุตส่าห์ไปลงสระว่ายน้ำกันอีกแน่ะ เดี๋ยวก็ไม่สบายกันพอดี

ออกไปตามอีกรอบให้กลับมาอาบน้ำอาบท่ากันได้แล้ว จะได้ออกไปกินข้าวเย็นกัน วันนี้ตกลงก็ไปกินกันที่เดิมนั่นแหละ ร้าน “ครัวต้นทาง” ไม่ต้องไปไหนไกล อิ่มอร่อย ราคาไม่แพง ใกล้รีสอร์ทขับออกมานิดเดียวก็ถึงแล้ว


ระหว่างนั่งคอยอาหาร วันนี้คนเยอะ เต็มทุกโต๊ะเลย ก็เลยนานหน่อย กินน้ำส้มกันไปก่อนแล้วกัน

 
ถ่ายไม่ทันตลอด หันมาดูอีกที เหลือแต่จานว่างๆ .. แฮ่ม ..

เดี๋ยวไปติดตามต่อในตอนหน้าดีกว่า แค่นี้ก็โหลดกันนานแย่แล้ว ตอนหน้าจะพาเข้าไปดูบรรยากาศในเต๊นท์ที่เราพักกัน แล้วก็ไปชมที่เที่ยวที่เราแวะตามรายทางในวันเดินทางกลับด้วย

 

ชมภาพเพิ่มเติมได้ที่ http://tombass.seesod.com/albums/view/index/5v6Tj1xAdf1338261193

 

| ตอนแรก | ตอนที่สอง |

> > > ลิ้งค์ไปอ่านแบบรีวิวในเวบบอร์ด > > >

 

เขียนเมื่อ : วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ.2555 เวลา 2:46 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass

โอ้ววว .. ได้รางวัลกับเค้าด้วยแฮะ .. 555+

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (23 พ.ค.2555) มิสเตอร์โพสท์แมนมาส่งจดหมายลงทะเบียนที่บ้าน คนที่บ้านเซ็นชื่อรับเอาไว้ เป็นซองของธนาคารกสิกรไทย ระบุชื่อผู้รับคือผมเอง เอาล่ะหวา .. (หวังว่าคงไม่ใช่จดหมายทวงหนี้น๊ะ) ลองอ่านด้านล่างของหน้าปรากฎว่าจากฝ่ายธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ลูกค้าบุคคลและผู้ประกอบการ เอ๊ะ .. มีเรื่องอะไรสำคัญหนอถึงต้องส่งเป็นจดหมายลงทะเบียนมาเลย เอ้าๆๆๆ .. ต้องรีบแกะออกมาดูซิ ..

ปรากฎว่าสิ่งที่อยู่ในซองก็คือ .. แท่น แทน แท้น .. กิ๊ฟเวาเชอร์ของสเวนเซ่นส์จำนวน 2 ใบๆ ละ 50 บาท รวมเป็น 100 บาท อ่านเอกสารที่มาพร้อมกันแบบงงๆ แล้วก็ถึงบางอ้อ ..

ผมเป็นผู้โชคดีได้รับรางวัลกิ๊ฟเวาเชอร์ของสเวนเซ่นส์ จากการเข้าร่วมกิจกรรมของ k-Cyber Banking และ AIS ร่วมกันจัดแคมเปญรณรงค์ให้ชำระค่าบริการผ่านระบบธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารกสิกรไทย โดยมีรางวัลใหญ่เป็น iPad 2 เลยเชียวและยังมีรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย มีระยะเวลาการร่วมสนุกถึงวันที่ 31 มีนาคม 2555 (ถ้าผมจำไม่ผิดนะ)

ซึ่งโดยปรกติผมก็จ่ายค่าโทรศัพท์มือถือรายเดือนผ่านช่องทางดังกล่าวอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการชำระโดยบัตรเครดิตหรือหักจากบัญชีก็ตามแต่ว่าจะสะดวกแบบไหนในขณะนั้น แต่เป็นของธนาคารอื่นที่ไม่ใช่ของธนาคารกสิกรไทย เพื่อไม่ให้เป็นการเสียโอกาสไปเปล่าๆ ก็เลยหันมาชำระผ่านระบบ K-Cyber Banking ของธนาคารกสิกรไทยดูบ้าง พร้อมทั้งได้รับสิทธิในการร่วมชิงรางวัลดังกล่าวไปในตัวด้วย

ขอบอกตามตรงเลยว่า ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยจะมีโชคทางด้านการจับรางวัลหรือเสี่ยงดวงต่างๆ อยู่แล้ว ตั้งแต่เกิดมาจนอายุปูนนี้แล้ว ไม่เคยถูกหวยหรือล๊อตเตอรี่ใดๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นใต้ดิน บนดิน บนฟ้าหรือไม่ว่าที่ไหนๆ

การเสี่ยงดวงประเภทต้องจับสลาก จับรางวัลหรืออะไรก็ตามแต่ ระบุไปได้ถึง 99% เลยว่าจะไม่มีชื่อผมอยู่ในกลุ่มของชื่อผู้โชคดีหรอก เมื่อครั้งยังเป็นเด็กวัยรุ่นได้รางวัลมาครั้งหนึ่งจากหนังสือเกี่ยวกับการตกปลา สมัยนั้นผมจะชอบตกปลามากๆ ว่างเป็นออกไปบ่อ มีเวลาก็ออกไปไปบึง หนังสือแนวนี้ซื้อแทบทุกเล่ม ไม่ได้ออกไปไหนไม่ได้ทำอะไรก็หยิบมาอ่านได้ตลอด แต่ตอนนี้เลิกไปได้เกือบ 20 ปีแล้ว ที่บ้านบอกมันบาป แต่ผมเถียงว่ามันเป็นกีฬาต่างหาก 555+ ส่วนของรางวัลที่ได้ก็เป็นซอง(ถุงผ้านั่นแหละ)ใส่คันเบ็ด ดีใจมากกกก ยังเก็บไว้จนถึงทุกวันนี้เลยนะ

นี่เรียกได้ว่าเป็นครั้งที่สองที่ได้รางวัลจากการจับสลาก เว้นระยะแห่งการมีโชคไปตั้งเกือบ 20 ปี ได้รางวัลมา 100 บาท ดูไม่มากไม่มาย แต่ก็รู้สึกว่าดีใจแบบลึกๆ เรียกว่าเป็นอาการดีใจแบบสุขุมนุ่มลึกตามวัยวุฒิที่มีมากขึ้น ถ้าจะทำกระโตกกระตากไป เดี๋ยวเด็กๆ มันจะหัวเราะเอาน่ะสิ 555+

แต่ก็เอาเถอะ อย่างไรเสียก็ไม่ต้องไปรอโชคชะตาหรอกนะ ลำบากหน่อยแต่ก็ใช่ว่าจะไร้ซึ่งความสำเร็จ ถ้าหากเรายังมีความพยายามและก้าวไปให้ถึงจุดหมายที่วางไว้ ช้าหรือเร็วก็ไปถึงได้เหมือนกันนั่นแหละ


ภาพจาก http://www.gvpedia.com/Dubai/Swensens-Top-Ice-Cream.aspx 

เอาล่ะ .. เดี๋ยวสัปดาห์หน้าคงน่าจะได้เวลาที่สองพ่อลูกไปเพิ่มน้ำหนักกันซะแล้วสิ .. 555+

 

เขียนเมื่อ : วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2555 เวลา 20:28 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass

ไปกินสเต็กกันไหม?.. Nuti Homemade Steak House

คุณอาติ่งได้คูปองของร้าน Nuti Steak จากดีลของ U2Deal ใบละ 100 บาทใช้ได้ 400 บาท มา 3 ใบ วันนี้ก็เลยพากันออกไปกินมื้อกลางวันกันนอกบ้าน เสียดายที่อาทิตย์นี้คุณลุงไม่ได้มากรุงเทพฯ เลยไม่ได้มากินด้วย

จาก ม.เกษตร ตรงข้ามถนนวิภาวดีมา ก็เลี้ยวขวาที่แยกพงษ์เพชร ไปตามถนนเลียบคลองประปา พอรู้ว่าเลย ม.ธุรกิจบัณฑิต ก็เตรียมพร้อมเข้าชิดซ้าย เพื่อเลี้ยวเข้าถนนสามัคคี ถนนดีๆ เรียบร้อยลื่นไหลคล่องตัว ขับตรงยาวๆ ผ่านใต้ทางด่วนจนถึงทางแยก เลี้ยวขวาเข้าถนนเลี่ยงเมือง ตรงไปจะเห็น “ร้านนุติ สเต็กเฮ้าส์” อยู่ขวามือ แต่ยังเลี้ยวเข้าไปไม่ได้นะ ต้องตรงไปกลับรถที่ใต้สะพานบริเวณทางออกถนนแจ้งวัฒนะ กลับรถแล้วขับตรงกลับมาถึงทางเข้าร้าน มีป้ายบอกชื่อร้านเห็นโดดเด่นเป็นสง่าชัดเจนไม่มีหลงแน่นอน มีที่จอดรถสะดวกสบาย

  

ร้านเป็นตึกแถวตกแต่งอย่างสวยงาม บรรยากาศดี มีเพลงเบาๆ ฟังสบาย เปิดไฟสีเหลืองส้มโทนอบอุ่น ช่วยเสริมส่งให้เจริญอาหารเป็นแน่แท้ ลงจากรถได้ น้องๆ พนักงานก็รีบออกมาให้การต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี พอนั่งได้ที่ ก็มีเมนูมาเรียงรายให้เลือกสั่งได้ทันควัน พร้อมทั้งคอยรอรับออเดอร์กันในบัดเดี๋ยวนั้นทันทีเลย อาหารออกเร็วไม่ต้องรอนานให้พาลละเหี่ยเพลียใจ อาหารจานไหนๆ ไม่ว่าจะออร์เดิร์ฟหรือเมนคอร์ส ก็นับได้เลยว่าคุ้มค่าสมราคาดีแท้นัก เพราะแต่ละจานจัดหนัก ใหญ่เยอะบิ๊กบึ้ม คนตัวใหญ่มากันแยะ ถึงกินเยอะแค่ไหน ก็ยังสามารถอิ่มกันได้ในคอร์สเดียว เรื่องรสชาตินั้นไม่ต้องห่วง คอนเฟิร์มได้เลยว่าไม่แพ้โรงแรมระดับห้าดาว ดูจะอร่อยกว่าด้วยซ้ำไป (คนเคยทำงานอยู่ในโรงแรม 5 ดาว กว่า 5 ปี เค้าขอยืนยันหนักแน่น)

 

ที่โดดเด่นมากๆ ของร้านนุติ สเต็กเฮ้าส์นี้ ก็จะเป็นจานเด็ดเผ็ดถึงใจประเภทสเต็กพริกไทยดำทั้งหลาย ทั้งปลา, หมู, ไก่ ก็มีให้เลือกสรรกันสารพัด ซอสพริกไทยดำที่ราดมานั้น เรียกกันได้ว่าเข้าขั้นเทพ เผ็ดร้อนสะใจแต่ละเมียดละไม นุ่มนวลถูกอกถูกใจนักชิมคอซาดิสม์อย่างผมเป็นยิ่งนัก เป็นเหตุให้อัตราการเจริญอาหารเพิ่มสูงขึ้นอีกเป็นเท่าทวีคูณ

แต่ร้านนี้เค้าไม่ได้มีดีแค่นั้นหรอกนะ ..

 

ซุปเห็ด, ผักโขมอบชีสและยำหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ที่สั่งมากินเป็นออร์เดิร์ฟก็รสชาติโดดเด่นมากมาย จนอยากจะสั่งอีกซักจาน แต่คงต้องยั้งใจไว้ก่อน เพราะเดี๋ยวท้องจะไม่มีพื้นที่เหลือพอสำหรับเมนคอร์ส ที่เป็นสเต็กสันในหมูพันเบคอนซอสพริกไทยดำที่กำลังตามกันมาติดๆ

 

เครื่องดื่มหลากชนิดที่มีให้เลือกสั่งได้ตามใจชอบ เน้นหนักไปทางน้ำผลไม้ ที่มีทั้งแบบน้ำผลไม้ปั่นและสด 100% หรือจะเป็นกาแฟ โกโก้ โยเกิร์ต ซอฟท์ดริ๊งค์ มากมายหลายหลากจำได้ไม่หมด ใครใคร่ดื่มกินแบบไหนกับสั่งน้องๆ ได้ตามใจปรารถนา

กับเมนคอร์สที่มี 7 จานใหญ่กับออร์เดิร์ฟอีก 3 พร้อมเครื่องดื่ม 5 แก้ว ราคารวม 1,551 บาท ใช้คูปอง 3 ใบ (เท่ากับ 1,200 บาท) จ่ายเพิ่มอีก 351 บาท นับรวมแล้วมื้อนี้จ่ายไปทั้งสิ้น 651 บาท (คูปอง 300 บาท + จ่ายเงินสด 351 บาท) คุ้มสุดๆๆๆๆๆ ถึงแม้จะไม่ใช้คูปอง หันมามองดูปริมาณอาหารเทียบกับค่าตัวของแต่ละจาน ยังไงๆ ก็ยังคุ้มค่าสมราคาอยู่ดี ไม่เรียกว่าแพงหรอก ถ้าไปกินแบบนี้ในโรงแรม 5 ดาว มื้อนี้คงต้องจ่ายแบงค์พันซัก 4-5 ใบเป็นแน่แท้

หลังจากอิ่มอร่อยกับอาหารนานาชนิดที่บรรจงจัดแต่งอย่างสวยงาม เพิ่มอรรถรสในการลิ้มลองให้นุ่มละมุนคุ้นลิ้น ทำให้พวกเราเพลิดเพลินกันเสียจนลืมเวล่ำเวลา แล้วก็เลยถึงกาลที่จะต้องขอลาร้าน “นุติ โฮมเมด สเต็กเฮาส์” เพื่อรีบออกเดินทางกลับบ้านกันโดยด่วนเสียที ดูท่าแล้วไซร้นี่มีฟ้าหลัวมัวมืดครึ้มเช่นนี้ คงหนีไม่พ้นจะต้องพบเจอกับพายุฝนปนกระหน่ำกันในระหว่างทางอย่างแน่นอน แต่ก็ฝ่าเม็ดฝนจนกลับถึงบ้านกันโดยสวัสดิภาพทุกคน

ใครจะพาเพื่อนฝรั่งมากินเป็นดินเนอร์ก็รสชาติดีดูมีชาติตระกูลไม่น้อยหน้าใคร และว่าจะเป็นมื้อพิเศษของคนรักหรือครอบครัวก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลยทีเดียว

แนะนำเลยครับร้านนี้ ของดี สมราคา บริการน่าประทับใจ ไม่ได้ค่าโฆษณา แต่เขียนมาจากความประทับใจที่ได้ไปสัมผัสด้วยตัวเอง ทั้งครอบครัวพร้อมใจกันลงความเห็นอย่างเป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น

ชื่อร้าน : นุติ สเต็กเฮ้าส์
พิกัด : 13.893333,100.516167

 

เขียนเมื่อ : วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ.2554 เวลา 22:33 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass

วันนี้วันเกิด .. กินกันทั้งมื้อกลางวันมื้อเย็น .. โอยยยย .. แน่นท้องจ้ะ ..

วันนี้ (วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน พ.ศ.2553) .. เป็นวันคล้ายวันครบรอบวันเกิดของผมเอง ตื่นมาตอนสายๆ ก็มีคนเลี้ยงวันเกิดให้เลยเป็นมื้อกลางวัน เริ่มที่ MK Suki สาขาคาร์ฟูร์ สุขาภิบาล 3 กันก่อนเลย ไปกินกันแบบเฉพาะคนในครอบครัว ไปกัน 6 คนมี ปู่ ย่า ลุง อา ป๊ะป๋า แล้วก็น้องเอแคลร์ สั่งกันเต็มโต๊ะ ค่าเสียหาย 1900 กว่าบาท ใช้บัตรลดไปได้ 200 บาท อิ่มแน่น คุ้มเกินคุ้มกันเลยเชียว

กลับมานอนอืดดดดดด .. ผึ่งพุงกันเสียหน่อย ปล่อยให้ระบบย่อยอาหารทำงานเต็มประสิทธิภาพ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับ buffet มื้อเย็นกันอีก

ตื่นมาอีกที 6 โมงเย็น ไปเรียกเอแคลร์มาอาบน้ำแต่งตัว ปรากฎว่าออกไปเล่นฉีดน้ำสงกรานต์กับสาวๆ อยู่หน้าบ้าน .. น่านนนนน .. ป๊ะป๋ายังไม่มีสาวๆ มาเล่นสงกรานต์ด้วยเลย อิจฉาวุ๊ย .. อาบน้ำกันเสร็จทั้งพ่อทั้งลูก ก็ได้เวลาออกเดินทางสู่ร้าน Buffet โคขุน โพนยางคำ พิกัดร้านคือ ตรงข้ามคาร์ฟูร์ สาขาสุขาภิบาล 3 (อีกแล้ว) วนเวียนกันอยู่แถวๆ บ้านนี่แหละไม่ต้องไปไหนกันไกลให้เปลืองน้ำมัน มื้อนี้ก็ไปกันกันแบบเพื่อนๆ ที่สนิทๆ พี่ๆ น้องๆ ลูกหลาน ผู้หลักผู้ใหญ่นิดหน่อย รวมแล้วก็ไม่กี่คนหรอก

Buffet ที่นี่ราคาไม่แพงนะ แค่ 149 บาทต่อคน สำหรับเด็กเหลือแค่ 69 บาทเท่านั้นเอง ทานกันไม่อั้น สำหรับคนชอบทานเนื้อวัว ไม่ผิดหวังแน่นอน มีอาหารข้างเคียงเป็นออร์เดิร์ฟ เช่น ไก่ย่าง เนื้อแดดเดียวทอด ส้มตำ ส้มตำผลไม้ อื่นๆ อีกหลายอย่าง ส่วน main course ก็จะเป็น เนื้อวัวโคขุนโพนยางคำ นำมาย่าง หรือจิ้มจุ่มก็มีให้เลือกสรร ทานพร้อมกับน้ำตก ยำชนิดต่างที่ต้องสั่งจากเมนู แต่รวมอยู่ใน buffet เพราะหากทำไว้จะทำให้เซ็ง ไม่อร่อยนั่นเอง อีกทั้งยังมีสารพัดผักสำหรับคนที่รักษ์สุขภาพให้เลือกหยิบได้ตามต้องการ

เสียอย่างเดียว .. อากาศภายในตัวอาคาร ร้อนอบอ้าวมากๆๆๆๆ ถึงมากที่สุด ความร้อนจากเตาถ่านที่อยู่บนโต๊ะโดยไม่มีอะไรกั้น แผ่รังสีอำมหิตสู่พวกเราที่นั่งล้อมเตาอยู่ ทำให้บั่นทอนอารมณ์และบรรยากาศในการกินลงไปพอสมควร แต่ชดเชยได้ด้วยบริการที่ใส่ใจ น้องๆ ที่นี่มี service mind มากกว่าร้านอาหารชั้นนำที่มีชื่อเสียงหลายๆ ร้านด้วยซ้ำ ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่มีหงุดหงิดแม้เราจะเรียกหา สอบถามโน่นนี่นั่นอยู่บ่อยๆ มากๆ ให้คะแนนเต็มเลยเรื่องนี้

ครั้งนี้ไม่มีรูปมาให้ชมเพราะไม่ได้เตรียมตัวไปทำรีวิว แต่ไปเพื่อกิน กิน กิน แล้วกินๆๆๆๆๆๆๆ อย่างเดียว และเป็นที่แน่นอนแล้วว่าคงต้องมีครั้งต่อไป เพราะต้องไปแก้มือ ถ่ายรูปมาให้ชมให้ได้ หากใครสนใจก็ลองไปทดลองชมและชิมได้ตามพิกัดนี้เลย

ร้านโคขุน โพนยางคำ
ตรงข้าม คาร์ฟูร์ สาขาสุขาภิบาล 3
ประเภท Buffet
ราคา ผู้ใหญ่ 149 บาท/คน, เด็กสูงไม่เกิน 120 ซม.เพียง 69 บาท/คนเท่านั้น