ปล้น .. นะครับ ..

thief-thanks-03
ภาพจาก http://news.mthai.com

 

“ปัง …”

เสียงดังกัมปนาทจากปลายกระบอกปืนในมือของชายสวมหมวกกันน็อคแบบเต็มใบในร้านสะดวกซื้อย่านชานเมืองหลวงคำรามขึ้นในช่วงดึกอันเงียบสงบของค่ำคืนหนึ่ง เลือดสีแดงคล้ำเป็นลิ่มๆ เริ่มไหลทะลักมากองอยู่บนพื้น ร่างของเด็กหญิงวัยรุ่นคนหนึ่งนั่งกุมท้องน้อยของเธอด้วยความเจ็บปวดแบบสุดจะบรรยาย โดยมีเพื่อนของเธอคอยประคองอยู่ข้างๆ

ห่างออกไปไม่ไกลลูกค้านิรนามยกปืนในมือกวัดแกว่งไปมาพร้อมขู่พนักงานที่เป็นนักศึกษาฝึกงานที่กำลังยืนอยู่หน้าเครื่องบันทึกเงินสดอย่างสุภาพว่าให้ส่งเงินมาให้เขาซะดีๆ จะได้ไม่ต้องมีใครเจ็บตัว

ระหว่างนั้นเลือดของ”อร”ก็ยังไหลออกมาไม่หยุด  เธออยากจะตะโกนใส่หน้าคุณโจรว่า “ไหนบอกว่าจะไม่มีใครเจ็บตัวไง ..? แล้วที่คุณยิงมาโดนหนูนี่ล่ะ .. เจ็บนะเนี่ย คนบ้าเอ๊ย ..!!!”

แต่ก็ทำได้เพียงแค่คิด เพราะเลือดที่ไหลหยดลงบนพื้นเริ่มมากขึ้นเป็นลำดับ เธอตกใจหน้าซีดปากคอสั่นแทบไม่มีแรงจะลุกขึ้น แม้ว่า”นิด”จะพยายามพยุงเธอออกมาให้พ้นจากวิถีแห่งลูกตะกั่วหัวกระสุนที่พร้อมจะระเบิดออกจากรังเพลิงอีกครั้งเมื่อไหร่ก็ได้

หรือนี่เป็นจะครั้งแรกในชีวิตที่เธอถูกยิง มันเจ็บปวดทรมานแบบนี้นี่เอง เคยเห็นแต่ในละครได้มาเจอกับตัวเองก็วันนี้นี่แหละ มันก็คล้ายๆ กับมีดบาดนะ เพียงแต่เป็นมีดปลายแหลมเล่มใหญ่สักร้อยเล่มทิ่มเข้าไปในตัวเราพร้อมๆ กัน เจ็บจี๊ดทีแรกแต่สักแป๊บก็เริ่มชา ความเจ็บจะบรรเทาแต่ความตกใจจะเข้ามาแทนที่ ทำให้ความดันเลือดสูงขึ้นเป็นสาเหตุที่เลือดไหลจากแผลได้เร็วกว่าปกติ

การปล้นยังคงดำเนินต่อไป พร้อมๆ กับที่ลมหายใจของอรที่อ่อนระทวยลงทุกขณะ เธอดูอาการไม่ดีนักแต่ยังฝืนตัวยืนขึ้นเอามือเกาะเชลฟ์โชว์สินค้าถัดจากเคาท์เตอร์จ่ายเงินด้วยอาการโงนเงน รอยเลือดที่หยดบนพื้นเป็นทางยาวแสดงให้เห็นว่าเธอได้รับบาดเจ็บ ส่วนนิดก็คอยพยุงเธออยู่ไม่ห่าง พร้อมกับคอยชะโงกหัวข้ามเชลฟ์เพื่อสังเกตดูสถานการณ์ตลอดเวลา

thief-thanks-02
ภาพจาก https://soclaimon.wordpress.com

ทั้งร้านในคืนนี้ก็มีเพียงอรกับนิดและพนักงานสองคนในร้านพร้อมทั้งผู้บุกรุกยามวิกาลกับอาวุธในมืออีกหนึ่งคน ทำไมสถานการณ์มันช่างเหมาะเจาะที่จะทำการปล้นเสียจริงนะ แต่เสียงปืนนัดแรกที่ลั่นออกจากมือคนร้ายทำให้พลเมืองดีโทรไปแจ้งคอลเซ็นเตอร์ 911 (ที่เพิ่งเปลี่ยนมาจาก 191 เพื่อจะได้เหมือนกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก) ถึงเหตุด่วนเหตุร้ายที่เธอกำลังเผชิญ ตำรวจรุดมาถึงที่เกิดเหตุอย่างทันท่วงทีก่อนที่คุณโจรจะหนีได้ทัน ผิดกับหนังไทยสมัยรุ่นคุณพ่อที่ตำรวจมักจะมาถึงตอนจบเรื่องเสียทุกครั้งไป

และเมื่อเข้าสู่สถานการณ์คับขันเช่นนี้แล้ว ปฏิบัติการจี้ตัวประกันจึงต้องดำเนินต่อเนื่อง หลังจากชายนิรนามได้เงินในเครื่องใส่กระเป๋าสะพายใบเขื่องไปเรียบร้อยแล้ว เขาหันมาเห็นอรที่ยืนหมดสภาพพิงชั้นวางของอยู่ใกล้ๆ เธอจึงถูกเชิญให้ไปเป็นตัวประกันโดยทันที พร้อมกับปากกระบอกปืนจ่อชี้ที่ด้านหลัง อรถูกลากถูลู่ถูกังทั้งที่อ่อนเปลี้ยเสียเต็มประดาออกมายังรถมอเตอร์ไซค์ที่ติดเครื่องรออยู่โดยชายสวมหมวกอีกคนที่ด้านหลังของร้าน พร้อมกับบึ่งออกไปทันทีโดยทิ้งเธอให้นอนหายใจรวยรินอยู่ตรงนั้น

thief-thanks-01
ภาพจาก http://news.mthai.com

หลังเหตุร้ายผ่านไปเจ้าหน้าที่กู้ภัยก็เข้าช่วยเหลือนำเธอส่งโรงพยาบาล ก่อนที่ตำรวจเข้าเคลียร์พื้นที่เกิดเหตุพร้อมกับพานิดและพนักงานในร้านไปให้การที่โรงพัก ส่วนอรก็ออกจากโรงพยาบาลได้ในคืนนั้น

เช้าวันถัดมาเหตุการณ์นี้กลายเป็นข่าวดังในรายการเล่าข่าวเช้านั้นของทุกช่องโทรทัศน์ กับข่าวโจรปล้นร้านสะดวกซื้อเจ็ดแห่งทั่วกรุงในคืนเดียว พร้อมกับมีภาพของคุณโจรยกมือไหว้และกล่าวขอบคุณพนักงานที่ไม่ขัดขืนและให้ความร่วมมือกับการปล้นเป็นอย่างดี

thief-thanks-04
 Edit ภาพโดย Admin

“ทำไมมึงกลับห้องเร็วนักวะ ไหนบอกว่าถูกยิงไง..?” นิดถามหลังจากอรกลับมาที่ห้องเช่าใกล้ที่เกิดเหตุในตอนเช้า

“ทีแรกกูตกใจมากก็เลยนึกว่าไอ้ตั้มมันยิงถูกกู แต่หมอตรวจแล้วไม่เห็นมีแผลตรงไหน .. กูก็ว่าอยู่ว่าทำไมถูกยิงมันเจ็บแป๊บเดียวเองว๊ะ สรุปว่าเลือดเมนส์กูไหลต่างหาก ..!!!..” อรตอบแบบขำๆ แล้วทั้งสองคนกอดคอหัวเราะกันลั่นห้อง

 

สองวันถัดมาเสียงโทรศัพท์ของอรก็ดังขึ้น .. เบอร์ตั้มแฟนหนุ่มของเธอนั่นเอง

“อร .. วันนี้บ่ายสามออกมาเอาส่วนแบ่งที่เดิมนะ ..” เสียงแฟนหนุ่มของเธอบอกเวลานัด

“ครั้งนี้อรได้เท่าไหร่ล่ะ ..?” เธอถาม

“คราวนี้เจ็ดที่ได้มาเยอะอยู่เหมือนกัน .. คนละซักสามหมื่นได้ล่ะ .. ” ตั้มบอกไป

“ดีๆๆ อรจะได้เอาไปซื้อโทรศัพท์ใหม่ กำลังอยากได้ไอโฟนสักเครื่องพอดี ..” เธอบอกด้วยน้ำเสียงดีใจ

“แต่ตั้มเกือบยิงถูกอรซะแล้วนะ ..” เธอต่อว่าแฟนหนุ่ม

“เอ้อ .. นิดมันถามถึงส่วนแบ่งของมันด้วย อย่าลืมซะล่ะ ..” อรออกปากถามแฟนหนุ่มตามที่เพื่อนคอยสะกิดอยู่ข้างๆ

“ก็ให้ไอ้จอมไปแล้วไง นิดเป็นแฟนมันก็ไปเอาที่มันสิ ..” ตั้มตอบน้ำเสียงเรียบ

thief-thanks-05
ภาพจาก http://www.fm91bkk.com

“เอาเป็นว่าวันนี้เจอกัน .. แค่นี้ก่อนนะ .. ตู๊ดดดดด ..” ตั้มต้องรีบพูดตัดบทเพราะ …..

มือของนายตำรวจยศพันตำรวจเอกหัวหน้าชุดสืบสวนที่รับผิดชอบติดตามคดีนี้เอื้อมมากดวางสายโทรศัพท์ของตั้มที่เปิดสปีคโฟนแล้ววางบนโต๊ะข้างหน้าชายวัยรุ่นสองคนที่ถูกใส่กุญแจมือนั่งก้มหน้าอยู่ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจสามนายภายในห้องแคบๆ ห้องนั้น ทุกคำพูดทุกบทสนทนาได้ถูกบันทึกเอาไว้แล้ว และมันก็เป็นหลักฐานสำคัญใช้มัดตัวเธอและเพื่อนสนิทได้เป็นอย่างดี

เมื่อสิ้นเสียงแว๊นนนนนนน จากปลายท่อรถมอเตอร์ไซค์ของคนร้าย นั่นก็หมายถึงการสิ้นสุดอิสรภาพของวัยรุ่นหญิง-ชายทั้งสี่คนด้วยเช่นกัน

 

 

– – – น า ย เ ม ษ า – – –

พฤหัสบดี 17 กันยายน 2558 เวลา 21:45 น.

ปล.ภาพใช้ประกอบเนื้อหาเพื่อความบันเทิงเท่านั้น บุคคลในภาพไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับเนื้อหาทั้งสิ้น

Advertisements

เสียงลึกลับ .. จากในครัว ..


ภาพจาก http://www.mut.ac.th/art_forlife/gallery/LoveThailand/slides/ตลาดน้ำดำเนินสะดวก.JPG

หากลองย้อนเวลากลับไปราวๆ สักสี่สิบปีก่อน ในสมัยที่เมืองไทยยังไม่มีตึกสูงระฟ้าท้าดวงอาทิตย์เหมือนสมัยนี้ รถราหรือก็ยังไม่ได้ขวักไขว่ ชิวิตของคนไทยในต่างจังหวัดกับคนเมืองยังคงใกล้ชิดกันทางวัฒนธรรมอยู่มาก ผู้เฒ่าผู้แก่ในตอนนั้นก็ยังคงนิยมกินหมากกันอยู่ ดังนั้นปูนแดง หมากและใบพลูจึงเป็นสินค้าที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า มีเท่าไหร่ก็ขายหมดเกลี้ยง ทั้งยังสามารถหาซื้อกันได้ทั่วไปทั้งในตลาด ทั้งร้านโชห่วยที่ตั้งอยู่แทบทุกหัวระแหง ซื้อง่ายขายคล่องราวกับซิมทรูมูฟในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นในสมัยนี้เลยทีเดียว

สมัยนั้นผมยังเป็นเด็กอายุยังไม่ถึงห้าขวบด้วยซ้ำ แต่ต้องระหกระเหินย้ายที่เรียนตามพ่อที่รับราชการไปอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ทั่วทุกภาคของประเทศ ครั้นพอถึงปิดเทอมทีนึงพ่อผมก็จะส่งตัวผมและพี่น้องมาอยู่โยงในบ้านสวนของย่าที่อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี จะว่าไปมันก็คล้ายๆ กับได้ไปเรียนซัมเมอร์ในต่างประเทศเลยเชียวล่ะ เพราะนั่นหมายถึงว่าต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับชีวิตแบบชาวสวน เอาตัวเองให้อยู่รอดให้ได้ แต่ยังดีกว่าหน่อยตรงโฮสที่ผมไปอยู่ด้วยนั้นคือญาติผู้ใหญ่ของผมนั่นเอง

บรรยากาศแบบบ้านสวนริมคลองที่สมัยนั้นน้ำในคลองดำเนินสะดวกและคลองซอยต่างๆ ที่ผ่านหน้าบ้านย่ายังใสแจ๋ว สามารถตักมาอาบมาล้างจานชามกันได้อย่างไม่ต้องเคอะเขิน อีกทั้งผมทั้งปลาใหญ่น้อยก็ยังดำผุดดำว่ายดีดน้ำใส่หน้ากันพรึ่บพรั่บอย่างสบายอุรา สมัยผมหัดว่ายน้ำใหม่ๆ ก๋งของผมเอามะพร้าวแห้งสองลูกมาเฉาะเปลือกออกให้เป็นเส้นหนาสักนิ้วนึง โดยที่อีกด้านยังติดอยู่ที่ลูก แล้วเอาเปลือกที่ฉีกออกนั้นมาผูกเข้าด้วยกัน แล้วจับเอาสอดไว้ใต้รักแร้ทั้งสองข้างของผมเพราะมันจะช่วยพยุงตัวเราไม่ให้จมน้ำได้เป็นอย่างดี จากนั้นก็ผลักให้ผมออกไปลอยตุ๊บป่องอยู่กลางคลองหน้าบ้าน ส่วนผมก็ตะเกียกตะกายเลิ่กลั่กทั้งมือทั้งเท้าช่วยกันพุ้ยน้ำจ๋อมแจ๋ม แม้ไม่ได้มีท่าฟรีสไตล์ กบหรือผีเสื้อตามมาตรฐานโอลิมปิคสากลใดๆ แต่มันก็ทำให้ผมว่ายน้ำได้มาจนทุกวันนี้นั่นแหละ

 
ขอบคุณภาพจาก http://i139.photobucket.com/albums/q308/Mucki_girl/Klong%20Tour%2003JUL08/CIMG2404.jpg // http://www.bloggang.com/data/klongrongmoo/picture/1215006118.jpg

ที่ท่าน้ำเล็กๆ หน้าบ้านจะเป็นบันไดลงไปในคลอง มีแผ่นไม้เล็กๆ สี่-ห้าแผ่นขนาดกว้างยาวประมาณเมตรเศษๆ ให้พอนั่งอาบน้ำล้างจานได้ ตลิ่งสูงท่วมหัวเป็นดินโคลนที่ก๋งผมโกยขึ้นมาจากในคลอง และตลอดแนวตลิ่งหน้าบ้านก็จะปลูกต้นมะม่วงอกร่องเอาไว้กินไว้ขายกันไปตามประสาชาวสวน ซึ่งช่วงซัมเมอร์คอร์สของผมทุกปีก็จะมีมะม่วงให้กินกันทุกวันไม่เคยขาดเพราะมีอยู่เป็นสิบต้น และแต่ละต้นก็ติดลูกดกจนกิ่งโน้มลู่ลงมาจนเรี่ยพื้นให้เก็บกินได้ง่ายๆ ไม่ต้องปีนขึ้นไปให้เสียแรง บางทีก็สุกคาต้นจนหล่นลงมาก็มีบ่อยๆ ทั้งกินทั้งแจกกันจนเอียนแล้วก็ยังเหลือขายได้อีกเป็นร้อยๆ กิโล


ขอบคุณภาพจาก https://kerk1234.files.wordpress.com/201102img.0716re.jpg

ตามแนวตลิ่งนั่นก็จะเป็นทางเดินผ่านเข้าไปยังบ้านของเพื่อนบ้านที่อยู่ในสวนถัดๆ เข้าไป ใครเดินผ่านไปผ่านมาถ้าอยากได้มะม่วงไปกินกันก็ตะโกนบอกแล้วชอบลูกไหนก็เด็ดไปได้เลย แบ่งปันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันไปตามวิถีใครมีอะไรก็เอามาปันไปกันกิน สวนไหนจะปลูกอะไรก็ไปลงแรงช่วยกันมันคือภาพความผูกพันอันสวยงามของคนในชุมชนที่ยังชัดเจนในความทรงจำจนถึงทุกวันนี้

ส่วนที่ใกล้ท่าน้ำติดกับทางเดินขึ้นบ้าน ย่าผมก็จะมีพลูที่ปลูกเอาไว้กินเองอยู่สองข้างทาง ลักษณะเป็นกองดินทรงสูงยอดมนมีเสาไม้ขนาดขาผู้ใหญ่สูงราวสอง-สามเมตรอยู่ตรงกลาง รอบๆ ก็จะมีไม้ไผ่ลำย่อมๆ ปักไว้แล้วเอาปลายยอดไปผูกไว้กับเสาไม้ตรงกลางอีกทีเพื่อให้พลูที่ปลูกเลื้อยพันขึ้นไป แต่จะมีลำนึงที่เจาะเป็นรูเล็กๆ ที่ปล้องแล้วเอาไม้ไผ่ผ่าครึ่งเป็นซีกอันสั้นมาเสียบทะลุไว้เพื่อใช้ทำเป็นบันไดเวลาปีนขึ้นไปเก็บพลู และจากบนตลิ่งที่สูงจากพื้นดินระดับอกของผู้ใหญ่กับความสูงของค้างพลูอีกร่วมสามเมตร รวมแล้วจากพื้นดินถึงยอดก็น่าจะเกือบจะห้าเมตรได้ละมั๊ง


ขอบคุณภาพจาก http://img802.imageshack.us/img802/4630/16213258.jpg

พลูกำลังออกใบเขียวสะพรั่งทึบไปทั้งค้างพลูเก็บกินเก็บเคี้ยวกันจนปากเจ่อก็ยังไม่มีทีท่าจะหมดง่ายๆ ก็เกิดไปเตะตาต้องใจไอ่ตี๋น้อยที่คนแถวนั้นรู้จักกันดีในชื่อว่า “ไช้” หลานแป๊ะฮ้วงเจ้าของสวนผักที่อยู่ท้ายคลองเดียวกับบ้านย่าของผม เฮียไช้เป็นลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเลรุ่นที่สาม นั่นก็คือรุ่นเดียวกับผม แต่เฮียไช้จะอายุมากกว่าผมหลายปีเพราะตอนที่ผมอายุห้าขวบเฮียไช้ก็เป็นวัยรุ่นตอนปลายแล้ว แป๊ะฮ้วงอาก๋งของเฮียไช้มารับจ้างเป็นกุลีขุดคลองรุ่นเดียวกับก๋งของผม และเมื่อคลองถูกขุดจนเสร็จเรียบร้อยชาวจีนเหล่านั้นต่างก็พากันเข้าจับจองพื้นที่ทำมาหากินจนทั่วทั้งย่านดำเนินสะดวก ปลูกผักปลูกหญ้าค้าขายผลหมากรากไม้กันไปตามความถนัดของแต่ละคนที่สั่งสมกันมาตั้งแต่ครั้งยังอยู่ที่เมืองจีน

กลับมาว่ากันถึงเฮียไช้พระเอกของเรื่องนี้กันต่อดีกว่า

เฮียไช้เห็นพลูของย่าผมที่ปลูกเรียงรายกันเป็นแถวตามสองข้างทางเข้าบ้านร่วมๆ สิบค้างกำลังออกใบอย่างงาม เฮียแกเลยมาเจรจากับย่าผมว่าจะขออาสามาเก็บไปขายให้แล้วเอากำไรมาแบ่งกัน ซึ่งย่าผมก็ไม่ได้ว่ากระะไรเพราะก็ปล่อยเอาไว้ก็กินไม่หมดอยู่แล้ว ดีซะอีกที่มีคนมาช่วยเก็บให้ไม่ต้องออกแรงปีนให้เมื่อย ดีไม่ดีพลาดพลั้งร่วงลงมาหัวร้างข้างแตกแข้งขาพิกลพิการไปเสียเปล่าๆ แถมยังได้อัฐเล็กๆ น้อยๆ ไว้แลกกับข้าวกับปลาไว้กินอีกด้วย


ขอบคุณภาพจาก http://board.postjung.com/888721.html

โดยเฮียไช้แกจะเข้ามาเก็บพลูในช่วงเย็นๆ หลังจากเสร็จงานประจำของแกที่สวนของแป๊ะฮ้วงเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็จะเอาไปล้างแล้วเรียงซ้อนกันเป็นกองเล็กๆ ราวสักยี่สิบใบ เอามารัดด้วยเปลือกต้นกล้วยที่ลอกออกมาแล้วตัดให้ได้ขนาดชิ้นกว้างสักครึ่งฝ่ามือผู้ใหญ่ จากนั้นมัดด้วยเชือกกล้วยให้เป็นพับเล็กๆ อีกที กว่าจะเสร็จงานเสริมของแกในแต่ละวันก็ปาเข้าไปเกือบสี่ทุ่มโน้น ส่วนย่าผมก็ทำกับข้าวกับปลาไว้เผื่อเฮียแกทุกวัน แล้วก็ตะโกนบอกให้เฮียแกเข้ามากินข้าวแล้วค่อยกลับบ้านนะ จนเป็นที่รู้กันว่าสี่ทุ่มเฮียไช้จะต้องเข้ามากินข้าวในครัวหลังบ้านเสียงจานเสียงช้อนสังกะสีกระทบชามตราไก่ดังโคล้งเคล้งสนั่นลั่นท้องร่องกันทุกวันไป

บางทีผมก็อาศัยออกมานั่งกินกับเฮียแกอีกมื้อเป็นมื้อดึกของวันนั้นก็เลยค่อนข้างสนิทกันอยู่มากพอดู เวลาเฮียแกมาเก็บพลูก็มักจะมีขนุกขนมของกินเล่นมาฝากผมอยู่เสมอๆ ด้วยความที่เฮียไช้แกเป็นคนขยัน ซื่อสัตย์ อดทนและที่สำคัญอัธยาศัยไมตรีดีมากช่างพูดช่างคุยเป็นที่หนึ่ง อีกทั้งแป๊ะฮ้วงก็สนิทสนมกับก๋งของผมเป็นอย่างดี เฮียแกจึงเป็นที่รักและไว้ใจของก๋งกับย่าผมอย่างมาก เวลามีเค้างานบุญกันที่หน้าวัดโชติฯ ทีไร ผมก็ได้เฮียไช้นี่แหละที่พาเดินเลียบเลาะริมคลองไปเที่ยวจนดึกจนดื่นโดยที่ก๋งกับย่าผมไม่มีปริปากบ่นเลยสักคำ นี่คงเป็นการยืนยันถึงความไว้วางใจของผู้ใหญ่ที่มีต่อเฮียไช้ได้เป็นอย่างดี


ขอบคุณภาพจาก http://goratchaburi.com/imahes/content19112555164811.JPG

แต่ก็อย่างที่ใครๆ เคยว่าเอาไว้นั่นแหละว่าวันเวลาแห่งความสุขมักจะอยู่กับเราได้ไม่นาน และช่วงเวลาแห่งความสุขสนุกสนานของผมกับเฮียไช้ก็เช่นกัน

ไม่รู้ว่าเคราะห์กรรมแต่ชาติปางไหนที่กลับมาทวงถามตามคร่าเอาชีวิตที่กำลังดีวันดีคืนของเฮียไช้ให้ต้องดับดิ้นสิ้นใจ เพราะเฮียแกปีนพลาดร่วงหล่นลงมาจากค้างพลูที่สูงร่วมห้าเมตรคอหักตายในช่วงโพล้เพล้ใกล้จะหมดแสงของเย็นวันหนึ่ง จนเป็นที่ตกอกตกใจของคนละแวกนั้นเป็นอย่างมากเพราะการตกจากค้างพลูแค่นั้นไม่น่าจะถึงกับต้องตาย อย่างมากก็น่าจะแค่แข็งขาหัก หลังเดาะกระเพาะยุบ ตับบุบไตบวม หยุดงานนอนพักหยอดน้ำข้าวต้มสักร่วมๆ อาทิตย์ก็น่ากลับมาฟิตเปรี๊ยะวิ่งปร๋อได้เหมือนเดิมแล้ว แต่นี่ถึงกับคอหักตาย สงสัยว่าดวงเฮียแกจะถึงฆาตจริงๆ และการตายแบบนี้แถวบ้านนอกของผมเค้าเรียกกันว่า “ตายโหง” คือยังไม่ถึงเวลาตายแต่ต้องมาตายเสียก่อนที่จะหมดอายุขัย

ผมเองก็ได้ไปร่วมในงานศพของเฮียแกทุกวันตามประสาครอบครัวคนคุ้นเคย ก็ได้ยินคนเฒ่าคนแก่เค้าจับกลุ่มคุยกันว่าวิญญาณตายโหงแบบนี้มักจะเฮี้ยนและดุมากเพราะต้องร่อนเร่พเนจรไปทั่วจะไปเกิดก็ไม่ได้ จะอยู่บนโลกมนุษย์ก็ไม่มีกายหยาบให้สิงสถิตย์เพราะร่างถูกเผาจนกลายเป็นเศษฝุ่นผงธุลีไปหมดแล้ว ไอ่ตัวผมยังเป็นเด็กก็เออออห่อหมกตามพวกผู้ใหญ่เค้าไปอย่างงั้นแหละไม่ได้รู้เรื่องอะไรนักหรอก ขอแค่ได้อาศัยไปวิ่งเล่นสนุกกับเด็กๆ แถวนั้นที่มางานกับพวกผู้ใหญ่บ้าง ไปช่วยงานเป็นลูกมือหยิบโน่นจับนี่บ้าง ช่วยเสิร์ฟน้ำ ช่วยล้างจานบ้างไปตามเรื่องก็พอ แต่ที่สำคัญเมนูรอบดึกที่บรรดาเหล่าจุมโพ่(ตัว)ใหญ่ในครัวช่วยกันบรรจงควงตะหลิวแสดงฝีมือทำออกมาแจกแขกเหรื่อที่มาร่วมงานในทุกๆ คืน มันช่างถึงรสถึงเครื่องอร่อยปากละมุนลิ้นอย่าบอกใครทีเดียวเชียวล่ะ


ขอบคุณภาพจาก http://www.oknation.net/blog/kiddee/2009/08/05/entry-1

งานศพของเฮียไช้ทั้งเจ็ดวันผ่านไปด้วยดีพร้อมๆ กับผมที่อ้วนพีขึ้นจนเห็นได้ชัด ภารกิจฌาปนกิจส่งเฮียแกไปที่ชอบๆ ก็สำเร็จลุล่วง(เพราะถ้าที่ที่เฮียแกไปแล้วแกไม่ชอบ ป่านนี้เฮียแกคงกลับมาแล้วล่ะ ..!!!) ไม่มีเหตุการณ์ระทึกขวัญใดๆ ให้ต้องหวาดผวาอย่างที่คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านเคยมาเตือนเอาไว้ อย่างดีก็มีแค่ได้กลิ่นธูปจางๆ ตอนเข้านอนเท่านั้น ซึ่งก็น่าจะมาจากย่าผมไหว้พระตอนก่อนนอนนั่นแหละ

แต่เรื่องราวของซัมเมอร์นั้นมันไม่ได้สงบราบรื่นไปตลอดน่ะสิ ..!!!

เย็นวันหนึ่งหลังจากงานศพของเฮียไช้ผ่านไปได้สักอาทิตย์นึง ค้างพลูกองหนึ่งริมคลองก็มีเสียงใบพลูสั่นไหว ๆ ดังกราวๆ ซู่ๆ ราวกับมีใครรูดตัวลงจากยอดค้างพลูกองนั้น ตามด้วยเสียงออดแอดๆ ของลำไม่ไผ่ที่ต่อเป็นบันไดยุบฮวบขึ้น-ลงเป็นจังหวะคล้ายคนกำลังปีนขึ้นไป แล้วยังมีเสียงเหมือนของหนักๆ ตกกระทบพื้นดังตุ้บ ตุ้บ ผมลองมองฝ่าแสงสลัวๆ ที่เพิ่งจะเริ่มมืดออกไปก็ไม่เห็นมีอะไร ลมอ่อนๆ ที่พัดอยู่ก็ไม่ได้แรงขนาดที่จะทำให้ลำไม้ไผ้ไหวปลิวยวบได้ขนาดนั้นนี่นา บรรยากาศยามนั้นมันช่างอึมครึมเย็นยะเยือกบวกกับแสงทึมๆ ของตะเกียงริบหรี่จากบ้านเจ๊กเพ้งที่อยู่ตรงข้ามอีกฝั่งคลองห่างออกไปจากค้างพลูนั่นราวๆ สิบเมตรก็ไม่ได้ช่วยให้เห็นอะไรได้ชัดเจนขึ้นสักเท่าไหร่

ผมเริ่มอกสั่นขวัญผวานี่ขนาดยังไม่ทันจะถึงเวลาที่ฟ้ามืดสนิทเสียด้วยซ้ำนะเนี่ย คืนนี้คงไม่ยอมลงไปอาบน้ำที่ท่าน้ำหน้าบ้านแน่ ถึงแม้จะสนิทกับเฮียไช้สักแค่ไหนก็ตาม ก็ขอซักแห้งสักคืนนึงก่อนก็แล้วกัน แต่เอ๊ะ .. หรือว่าเฮียไช้แกจะไม่ชอบที่ที่แกไป .. ถึงได้กลับมาเยี่ยมผมเร็วจังแฮะ ..!!!

ส่วนก๋งกับย่าของผมก็ยังคงออกไปนั่งจัดเตรียมผักผลไม้ที่เก็บมาจากในสวนใส่เรืออยู่ที่ริมตลิ่งตรงท่าน้ำหน้าบ้านเพื่อเอาไว้ไปขายในวันพรุ่งอันเป็นกิจวัตรประจำวันกันตามปรกติ ไม่ได้สะทกสะท้านกับเหตุการณ์แปลกๆ ของค้างพลูเจ้าปัญหาในเย็นย่ำค่ำนี้แต่ประการใด


ขอบคุณภาพจาก http://www.painaidii.com/diary/diary-detail/000687/lang/th/

ตกดึกตามเวลาดีๆ ที่นัดหมาย เสียงดังโคล้งเคล้งจากในครัวหลังบ้านก็ดังขึ้นตามที่คาด เสียงช้อนกระทบชามดังแกร๊กๆๆ เหมือนที่เคยได้ยินอยู่ทุกวัน ผมถึงกับขวัญกระเจิงนั่งร้องไห้กระซิกๆ กอดย่าไม่ยอมห่าง ไม่ว่าจะปวดท้องหนักท้องเบาสักแค่ไหนก็ต้องอั้นเอาไว้ก่อน ไอ่ครั้นจะไปเข้าห้องน้ำห้องท่าที่อยู่หลังบ้านเวลานี้สารภาพตามตรงว่าไม่กล้าพอจริงๆ เพราะต้องเดินผ่านครัวกลัวจะไปเจอเฮียไช้แกกวักมือเรียกให้ไปนั่งกินข้าวมื้อดึกด้วยกันเหมือนเคย จนย่าต้องออกปากตะโกนไปว่า

“อาไช้เอ๊ย .. กินเสร็จแล้วก็ไปซะนะ น้องๆ มันกลัวกันแย่แล้วเนี่ย ย่ารู้แล้วว่าเอ็งมา ..”

พอย่าตะโกนบอกเฮียไช้ เสียงลักลับในครัวก็ค่อยๆ เบาลงจนเงียบหายไปท่ามกลางความดีใจของเด็กๆ ในบ้านทุกคน และหลังจากค่ำคืนสยองขวัญสั่นประสาทในครั้งนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์แปลกๆ อะไรเกิดขึ้นอีกเลย แต่มิวายผมก็ยังระแวงเสียวสันหลัง เย็นวาบๆ ขนลุกซู่ทุกครั้งเวลาที่ลงไปอาบน้ำที่ท่าน้ำใกล้ค้างพลูนั่นอยู่ดี ทั้งที่ก็ไม่เคยได้เห็นหรือได้ยินอะไรจากเฮียไช้อีกเลยก็ตาม

หรือว่าเฮียไช้แกจะเจอที่ที่แกชอบแล้วจริงๆ เลยไม่กลับเคยมาหาผมอีกเลยแม้วันเวลาจะผ่านล่วงเลยมาร่วมสี่สิบปีแล้วก็เถอะ

—– นายเมษา —–

อังคารที่ 8 กันยายน 2558 เวลา 4:09 น. GMT+7 TH

นั่งดูรูปตอนไปตรุษจีนปีนี้ .. ขอเขียนถึงย่าหน่อยนะ ..

เมื่อต้นปี (22 ม.ค.2555) ไปไหว้ตรุษจีนที่บ้านต่างจังหวัด (ดำเนินสะดวก, ราชบุรี) ก็ไปรวมญาติกันเหมือนทุกๆ ปีนั่นแหละ ได้เจอหน้าปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา พี่ๆ น้องๆ ที่พร้อมใจกันมาไหว้บรรพบุรุษ พวกเราอยู่กรุงเทพฯ ไกลจากญาติๆ เวลาไปแต่ละทีก็จะต้องมีของกินของฝากให้กลับมากินกันเพียบซะทุกครั้งไป เป็นน้ำใจ, ความเป็นห่วงใยและหวังดีที่มีให้กันอย่างไม่เคยเสื่อมคลายจากญาติพี่น้อง แม้ว่าทุกวันนี้แต่ละคนจะมีลูกๆ หลานๆ โตเป็นหนุ่มเป็นสาวกันไปหมดแล้ว

เดี๋ยวผมจะบรรยายด้วยภาพประกอบเอนทรี่นี้ไปพร้อมๆ กันเลย .. อ่านแล้วอย่างเพิ่งงงกันนะครับ .. 555+

เนื้อเรื่องกับคำบรรยายภาพอาจไม่ค่อยเกี่ยวกันเท่าไหร่ เพราะเดิมทีผมแค่อยากจะเขียนถึงย่าเพราะคิดถึงแค่นั้น แต่พอดูภาพแล้วเลยอยากจะเล่าเรื่องราวเก่าๆ ให้ฟังด้วย เลยเขียนลงไปตรงคำบรรยายภาพแทน ทำไปทำมาปรากฎว่า ตอนนี้คำบรรยายภาพจะเยอะกว่าเนื้อหาไปแล้วเนี่ยะ


บ้านลุงเหลียว (เฉลียว) ลุงของป๊ะป๋า .. อยู่ริมคลอง ยังสามารถใช้การสัญจรทางน้ำกันได้อยู่ด้วย .. แต่ถนนก็ตัดผ่านเข้าถึงรั้วบ้านแล้วล่ะ สะดวกสบายขึ้นเยอะเลย หากเป็นสมัยก่อนถ้าจะเข้ามาบ้านนี้ ก็ต้องเดินเลาะมาตามคันดินริมคลองผ่านมาตามท้องสวนของเพื่อนบ้าน .. หรือไม่ก็ต้องใช้เรือเท่านั้น ..

 
ร่องสวนของบ้านลุงเหลียว ยังคงความเป็นธรรมชาติ ปลูกผลหมากรากไม้อยู่เหมือนเดิม / ลำคลองที่มีอยู่ในสมัยก่อน ก็ไม่ได้หายไปไหน ผู้คนแถวนั้นก็ยังคงใช้สัญจรไปมากันตามปกติ

ถ้าเห็นเสาไฟฟ้าแบบนี้ มีเรือพายอยู่บนหัวเสา .. ก็เป็นอันรู้ได้เลยว่าที่ไหน ..? เมื่อก่อนไม่มีหรอก แค่เสาไม้ผุๆ กับสายไฟเส้นเล็กๆ สองเส้นก็ดีถมไปแล้วสำหรับบ้านสวนแบบนี้ แต่พอตลาดน้ำเป็นที่โด่งดังขึ้นมา เลยเปลี่ยนใหม่ให้ไฉไลกว่าเดิม

ขอเล่าความทรงจำเก่าๆ หน่อยนึงละกัน ..

ภาพของแสงไฟสลัวๆ ดวงเล็กๆ ยามค่ำคืนยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำอยู่เลย เพราะความสว่างจากหลอดกลมแบบไส้ดวงเล็กๆ ที่ให้แสงช่างริบหรี่เหลือทนและรอบๆ ข้างก็มีแต่ร่องสวนดำมืดทะมึนกับต้นมะพร้าวสูงใหญ่ที่ยืนตระหง่านตัดกับท้องฟ้าที่สว่างโพลงไปทั่วด้วยแสงจันทร์ยามค่ำในคืนข้างขึ้นกอรปกับสายลมอ่อนๆ พัดให้ใบพริ้วไหวแกว่งโยกเยกไปมาเกิดเสียงแกรกกรากบาดความรู้สึกเสียเหลือเกิน มองไปมันชวนให้ขวัญผวาจิตใจกระเจิดกระเจิงไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เวลาได้ยินเสียงมะพร้าวหล่นตุ้บลงมา บรื๋อว์ .. หัวใจแทบหยุดเต้น อยากจะกรี๊ดให้ดังๆ แล้วรีบวิ่งไปให้พ้นๆ จากบริเวณนั้น เพราะเหมือนเจ้าต้นมะพร้าวมันจะเปลี่ยนหน้าตาเป็นอย่างอื่นแล้วเดินง่อนแง่นตามเรามาติดๆ .. อ๊ากกกซ์ .. สยอง .. ขนลุกเลยอ่ะ ..) เวลาที่พ่อผมขับรถไปหาย่าแล้วต้องเอารถไปจอดฝากไว้ที่ท่ารถ (ตรงที่เป็นตลาดน้ำนั่นแหละ สมัยก่อนเค้าจะมีข้าวของผลผลิตต่างๆ จากชาวสวนแถวๆ นั้นมาขึ้นที่ท่านี้ จะมีรถสิบล้ออีซูซุหน้ายิ้มของเหล่าพ่อค้าที่มาจอดนอนรอรับซื้อผลผลิตกันที่นี่แหละ ต่อมาภายหลังก็เลยกลายเป็นตลาดน้ำชื่อดังจนทุกวันนี้ ..)

แล้วก็เดินๆๆๆๆ ออกมารอขึ้นรถสองแถวยามค่ำคืนเพื่อไปลงหน้าวัด มันช่างเป็นเวลาที่อึดอัดทรมานใจผมเป็นที่สุดเพราะบังคับใจไม่ให้จินตนาการถึงความน่ากลัวนั้นไม่ได้ ถ้ามาหลายๆ คนก็พอว่าอยู่ แต่ถ้ามาคนเดียวเมื่อไหร่ ผมจะต้องขอเข้าไปนั่งด้านในสุดของรถสองแถว ไม่ยอมนั่งด้านท้ายโดยเด็ดขาด ทั้งที่ประมาณไม่ถึงกิโลก็ถึงหน้าวัดแล้ว

จากนั้นก็เดินข้ามสะพานหน้าวัดโชติฯ เข้าไปตามคลองจนสุดทางเพราะบ้านย่าจะอยู่หลังสุดท้ายปลายคลองก่อนจะเลี้ยวไปบ้านลุงเหลียว สะพานไม้ที่เดินเข้ามาจะสุดแค่กลางคลองแค่นั้น แล้วต้องข้ามสะพานไม้แผ่นเดียวลงมาเดินที่ทางเล็กๆ เอาแผ่นไม้ปูพอเป็นทางไว้ไม่ให้รองเท้าหนังสวยๆ ต้องมาเลอะดินเทอะโคลน เดินเลาะเลียบไปตามริมคลองจนไปสุดที่บ้านย่า และจากนั้นหากใครจะเดินเข้าไปบ้านข้างในก็ต้องเดินไปตามคันดินผ่านร่องสวนไปเรื่อยๆ หากไม่งั้นก็ต้องพายเรือเข้า-ออกแทน

เอ้า .. กลับมาเข้าเนื้อเรื่องกันต่อ ..

จากรุ่นปู่ย่า .. มาถึงรุ่นพ่อแม่ จนมาถึงรุ่นของเราและกำลังผ่านไปสู่รุ่นของลูกหลาน จากรุ่นสู่รุ่นที่มีสายเลือดร่วมกัน แม้จะแบ่งแตกแขนงแยกวงศาคณาญาติออกไปอีกหลายสาย ต่างคนต่างก็มีครอบครัวของตัวเอง แต่อย่างไงเสียก็ยังคงมีบรรพบุรุษร่วมกัน เมื่อถึงวันสำคัญแบบนี้ก็ได้มาเจอกัน ได้ร่วมกินข้าวด้วยกัน พูดคุยไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ ได้เล่าเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่ของแต่ละคนแบ่งปันให้พี่ๆ น้องๆ ได้รับรู้ความเป็นไปล่าสุดของแต่ละคน เพราะทุกคนเนี่ยะเมื่อก่อนก็แก้ผ้ากระโดดน้ำคลองวิ่งเล่นตามร่องสวนตากแดดจนตัวดำมาด้วยกันทั้งนั้น เพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์ไม่ให้มันห่างเหินกันไปตามหมู่เหล่าตระกูลที่เพิ่มเข้ามา


หลังบ้านลุงเหลียวก็ติดคลองอีกเหมือนกัน แถมยังมีทางเดินปูนกว้าง ให้เดินไปมาหาสู่กันได้โดยสะดวก ไม่ต้องไปเดินตามคันดินร่องสวนกันอีกแล้ว เหล่ารถมอเตอร์ไซค์เลยได้อานิสงฆ์มาใช้ทางเส้นนี้วิ่งร่วมกันกับคนเดินเท้าด้วยอีกต่างหาก / คลองนี้เมื่อก่อนเป็นหน้าบ้าน ตอนนี้เป็นข้างบ้านไปแล้ว สมัยเด็กๆ ถ้าไม่เดินมาจากหน้าวัดโชติฯ แล้วเดินเลาะร่องสวนมา ก็พายเรือมาตามตลองนี้แหละ / ถึงมีถนนตัดผ่านพัดพาเอาความเจริญเข้ามาถึงในบ้านสวนแล้ว แต่ชีวิตประจำวันของคนที่นี่ก็ยังคงผูกพันอย่างลึกซึ้งกับแม่น้ำลำคลองเหมือนเช่น 30-40 ปีก่อนโน้นอยู่เช่นเดิม

ในบ้านหนึ่งๆ ก็จะมีอย่างน้อย 2 เชื้อสายแล้วที่เข้ามารวมกัน ซึ่งในแต่ละสายก็จะต้องมีต้นตระกูลของตัวเอง ดังนั้นวันปีใหม่แบบนี้ สำหรับพวกเราอย่างน้อยๆ ก็ต้องไปไหว้กันสองที่แหละ คือไปไหว้ตาทวดของเอแคลร์ที่เป็นทางฝ่ายคุณย่าเอแคลร์ที่นครชัยศรีก่อน แล้วจากนั้นก็เลยไปไหว้ย่าทวดของเอแคลร์ที่เป็นฝ่ายทางคุณปู่เอแคลร์ที่ดำเนินสะดวกต่ออีกที พวกเราเลยต้องออกเดินทางกันแต่เช้ามืดเพื่อไปไหว้ให้ทันทั้งสองที่


พี่น้องรุ่นนี้ 3 คนอายุรวมกันเกิน 180 ปีแล้วเนี่ย .. นี่ยังถ่ายมาไม่ครบนะ .. ยังแข็งแรงกันทุกคน / จุดประทัดให้เสียงดังๆ จะได้มีชื่อเสียงโด่งดังขจรไกล เป็นที่นับถือนิยมชมชอบ (หรือเปล่าก็ไม่รู้ .. อันนี้ผมเดาเอาเองอ่ะ ..)


อิ่มกันแล้ว .. เลยชวนน้องเอแคลร์ไปเดินเล่นย่อยอาหารกันในสวน .. / แดดร้อนนะ .. แต่ไม่อบอ้าว เพราะต้นไม้ใหญ่เยอะแยะ มีร่องสวน มีน้ำ มีคลอง สมัยนี้คงต้องไปเสียเงินเข้าพักแพงๆ ตามรีสอร์ทที่พยายามจัดแต่งขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ลูกค้าได้ซึมซับบรรยากาศแบบนี้ แต่พวกเราโชคดีที่ไม่ต้องซื้อหาแต่อย่างใดเหมือนที่ใครๆ ต่างโหยหากันในปัจจุบัน / ต้นมะพร้าวสูงใหญ่ ทั้งสวนมีหลายต้น อีกหนึ่งในผลผลิตที่ไม่ต้องการดูแลอะไรมากมาย แต่มีให้ขายได้ตลอด

เอแคลร์โชคดีที่ยังโตขึ้นมาทันก่อนย่าทวดจะเสียไป ยังได้อยู่กับย่าทวดจนอายุได้ 4-5 ขวบเลยยังจำย่าทวดได้ ตอนเอแคลร์เกิด ย่าทวดก็ 80 กว่าแล้วแต่ยังแข็งแรงดี ไม่หลงไม่ลืม ยังอ่านหนังสือพิมพ์ได้รู้เรื่อง ยังได้ช่วยเลี้ยงเอแคลร์ตอนเล็กๆ อยู่เลย ตอนนั้นเอแคลร์ยังเพิ่งจะหัดคลาน ย่าทวดยังบอกเลยว่าคลานเร็วจริงๆ ตามไม่ทัน จนย่าทวดมาเสียไปเมื่อซัก 3-4 ปีที่แล้วนี่เอง พอตรุษจีนทีนึงก็ได้กลับไปไหว้ย่าทวดกันพร้อมหน้าพร้อมตาที่ดำเนินฯ ส่วนไปทำบุญกระดูกที่วัดโชติฯ ก็ไปกันทุกปีอยู่แล้ว


บ่ายๆ ก็ลงมานั่งคุย นั่งเล่นที่ศาลาริมน้ำแบบนี้ ที่นี่จะมีศาลาแบบนี้กันแทบทุกบ้านอยู่แล้ว เดี๋ยวๆ ก็มีเรือผ่านมาขายของกินให้ได้ซื้อกินเพลินๆ ทั้งวัน / จะออกไปไหนก็เอาเรือลง แล้วพายไปเองไม่ต้องเปลืองน้ำมัน เด็กบ้านสวนต้องพายเรือกับว่ายน้ำเป็นกันทุกคนอยู่แล้ว จะมีแถมเพิ่มมาก็ปีนต้นมะม่วง ยิงหนังสติ๊ก ดีดลูกหิน ทอยตุ๊กตุ่น ตกปลาและอื่นๆ ก็ตามความถนัดเพิ่มเติมของแต่ละคน


เด็กรุ่นเดียวกับน้องเอแคลร์นี่ยังไม่เคยได้สัมผัสบรรยากาศแบบเด็กชาวสวน ความสนุกแบบบ้านๆ ที่เด็กๆ ไม่ว่าที่ไหนก็เข้าถึงได้อย่างไม่ยากเย็น วิ่งเล่นตะลุยไปตามสวน ปีนต้นไม้ เตะต้นกล้วย จับจักจั่น หน้าน้ำท่วมก็ลงมาวิดปลาไล่จับกันสนุกสนานเลอะเทอะเปรอะเปื้อนโคลนดินกันไปตามประสา ซึมซับกลิ่นอายของวิถีชนบทกล่อมเกลาจิตใจให้อ่อนโยน รู้สึกติดดินใกล้ชิดกับธรรมชาติ ผมถึงพยายามพาน้องเอแคลร์ไปทุกครั้งที่มีโอกาส


เวลาเดินช้า ชีวิตแบบสบายๆ ไม่ต้องเร่งรีบให้ร้อนอกร้อนใจ ไปเก็บเกี่ยวความอบอุ่นในหมู่ญาติพี่น้อง / ปลีกล้วย .. ไม่ได้เห็นมานานแล้ว ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในเมือง อยากกินก็ไปหาในห้าง .. สะดวกซื้อ สบายจ่าย ..

จริงๆ แล้วไม่มีอะไรหรอก แค่พอเห็นรูปตอนไปตรุษจีน ก็เลยคิดถึงย่าทวด (ของเอแคลร์ แต่เป็นย่าของป๊ะป๋าว่ะ) ขึ้นมา ย่าทวดเลี้ยงเด็กในครอบครัวนี้มา 3 รุ่นเลยตั้งแต่รุ่นพ่อของป๊ะป๋า(ลูก) จนมาถึงรุ่นป๊ะป๋า(หลาน) แล้วยังได้เลี้ยงน้องเอแคลร์(เหลน)อีกด้วย

พวกเรายังคิดถึงย่าอยู่เสมอนะครับ ..

 

เขียนเมื่อ : วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ.2555 เวลา 19:05 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass

น้องแจ๊ส .. ได้ป้ายทะเบียนมาแล้วนะ ..

วันนี้ (เสาร์ 28 ก.ค.2555) นัดกับเซลล์ที่ฮอนด้า ว่าจะเข้าไปเปลี่ยนป้ายทะเบียน คืนป้ายแดงให้ศูนย์ไปซะ แล้วหันมาใช้ป้ายทะเบียนของเราเองซะทีเนอะ หลังจากที่รอ ร๊อ รอกันมานานเกือบ 3 เดือน ก็ออกรถเมื่อวันแรงงานพอดี (1 พฤษภาคม) แล้วเราก็เถลไถลไปเรื่อย รอจนให้เปิดจองหมวดอักษรใหม่จะได้เป็นเลข 3 หลัก ซึ่งเท่าที่ตามข่าวก็คือจะเปิดจองในวันที่ 1 มิถุนายน

ก็เลยรอไปก่อน 1 เดือนแล้วรีบออกไปจองเลขที่ชอบได้มาตามใจปรารถนา ตามที่โพสไปในบล็อคก่อนโน้น ได้มาแล้วกว่าจะส่งเอกสารให้เซลล์ก็ปาไปวันที่ 15มิถุนายนเข้าไปแล้ว กว่าที่ศูนย์จะไปทำเรื่องจดทะเบียนเสร็จเรียบร้อย เซลล์เพิ่งโทรมาบอกเมื่อต้นสัปดาห์นี้เองว่า ได้ป้ายมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้เข้ามาเปลี่ยนเอาป้ายใหม่ไปได้เลย

ด้วยประการฉะนี้ ก็เลยได้นัดกันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าวันเสาร์นี้ (28 กรกฎาคม 2555) เวลา 10 โมงเช้าจะเอาน้องแจ๊สเข้าไปเปลี่ยนป้ายที่ศูนย์ หลังจากไปส่งน้องเอแคลร์ไปเรียนพิเศษแล้วก็มุ่งหน้าไปตามที่นัดหมาย ไปถึงที่ศูนย์ (ลำลูกกา) ตรงตามเวลานัดพอดี ใช้เวลาในการทำเรื่องคืนป้ายแดง น้องเซลล์อีกคนก็ลงมาเปลี่ยนป้ายให้เป็นที่เรียบร้อย รับเล่มทะเบียน, รับเงินค่าป้ายแดงคืน และรับเอกสารขอคืนภาษีรถคันแรกทุกอย่างเป็นอันเรียบร้อยดี

เพิ่งมาเห็นว่า .. เมื่อวานตอนกลับบ้านที่ถูกมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวกันชนด้านหน้า มันเป็นรอยยาวเลย มันน่าโมโหนักเชียว ช่องจะให้ไปก็แทบจะไม่มีอยู่แล้ว ก็ยังมุดยังเบียดแทรกอยู่ได้ แล้วก็มาเฉี่ยวรถกรูซะเป็นรอยอย่างงี้ แล้วขับหนีไปหน้าตาเฉย ไม่รับผิดชอบอะไรซักอย่าง นิสัยแย่มากๆ เลย อารมณ์เสียว่ะ ก็เลยต้องไปบ่นไว้ที่โพสก่อนนี้นั่นแหละ

เมื่อไหร่ไอ่พวกเห็นแก่ตัว ไม่มีระเบียบวินัย ไม่เคารพกฎแบบนี้มันจะหมดไปจากสังคมซะทีว๊ะ สร้างแต่ความเดือดร้อนให้คนอื่นอยู่ร่ำไป เซ็งจริงๆ เล๊ยยย ..

 

เขียนเมื่อ : วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2555 เวลา 23:58 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass

เดือนกว่าแล้ว .. ได้เวลาไปจองทะเบียนซะทีสินะ ..

ตั้งใจว่าจะเขียนทริปไปเที่ยวลาวเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม 2555 ก่อนเพราะตอนนี้เริ่มดองจนเค็มได้ที่แล้ว แต่ก็ต้องขอลัดคิวด้วยโพสนี้ก่อนนะ เพราะน่าจะได้เวลาเปลี่ยนน้องแจ๊สจากป้ายแดงเป็นป้ายธรรมดากับเค้าซะที (อิอิ .. เถลไถลไปนานเป็นเดือน เพราะยังอยากขับป้ายแดงอยู่อ่ะ 555+)

จริงๆ แล้วที่ยังไม่ไปจดทะเบียนซะทีก็เพราะว่า ช่วงเดือนที่แล้วไม่มีเวลาว่างเลย มีทริปชุมพรแล้วต่อด้วยทริปลาว กลับมาก็อ่านหนังสือแล้วตามด้วยสอบซัมเมอร์กว่าจะเสร็จภารกิจก็ปาเข้าไปสิ้นเดือนพอดี ประจวบเหมาะกับเช็คข่าวในเน็ตจากกรมการขนส่งทางบกว่า วันที่ 1 มิถุนายน 2555 เค้าจะเปิดให้จองทะเบียนรถในหมวดอักษรใหม่คือ ฆท 101-998 เป็นเลข 3 ตัวด้วย เลยเห็นว่าน่าจะเหมาะเจาะแล้วเป็นแน่แท้ เพราะหมวดก่อนหน้านี้เป็น ฆถ เลข 4 ตัวลำดับท้ายๆ แล้วด้วย

ก็เลยดูฤกษ์งามยามดี สอบถามวิธีคิดคำนวณหาเลขมงคลสำหรับบ้านเรา ก็ได้ตัวเลขมา 100 ตัว กรองออกอีกทีด้วยข้อจำกัดที่ไม่เอาเลข 1 และ 3 มาอยู่ด้วยกันในหมายเลขที่เลือก ตัดออกไปได้อีก 50 ตัว จดๆๆๆๆ เอาไว้ เตรียมเอกสารให้ครบทั้งสำเนาบัตรประชาชนของเจ้าของรถและผู้ที่ไปดำเนินการแทน สำเนาทะเบียนบ้านของทั้ง 2 คน เตรียมไว้ก่อน เกินดีกว่าขาด แล้วรีบนอนตั้งแต่หัวค่ำจะได้รีบตื่นไปตั้งแต่เช้าๆ

ออกจากบ้านตั้งแต่ 6 โมงนิดๆ รีบไปก่อนที่รถจะติด เพราะแถวบ้านเป็นพื้นที่ที่ได้ชื่อว่าเช้าๆ จะมีปัญหารถติดมากถึงมากที่สุด โชคดีเป็นไปตามที่คาดถึงกรมการขนส่งทางบกที่จตุจักรตั้งแต่ยังไม่ 7 โมงเช้า คิดในใจว่า เอาล่ะเฮ้ย .. ตรูต้องมาเป็นคนแรกๆ แน่นอน สถานที่จองเลขทะเบียนคืออาคาร 2 ชั้น 5 ค่อยๆ เดินขึ้นไปเพราะมาเช้ามาก ลิฟท์ยังไม่เปิดเลย พอไปถึงชั้น 3 เอ๊ะ .. ได้ยินเสียงแซ่ดๆ พอถึงชั้น 4 อ่า.. ใครมายืนตรงบันไดกันทำไม พอพ้นบันไดก็เห็นประชากรล้นหลามทะลักออกมานอกประตูจนถึงบันไดเลย เค้ามาเข้าแถวรอรับคิวเรียกเข้าใช้บริการ


ภาพจาก http://apps.dlt.go.th/vrtsdi/nPP.htm 

ถึงกับ .. ตะลึง อึ้ง เสียว เหี่ยวไปในทันที ทำไมคนมันเยอะอย่างนี้ล่ะเนี่ย แล้วตรูจะเริ่มยังไงล่ะ ไม่เคยมาทำเองซะด้วย ไม่รู้จะถามใครดี เจ้าหน้าที่ที่เค้าเตอร์ก็นั่งกันอยู่แค่ 3 คนเองกำลังให้บริการกันง่วนอยู่เลย เลยมองคนข้างแถวๆ นั้นว่าเค้าทำยังไงก็เลยเดินๆ ตามเค้าเข้าไป เดินไปเลือกเลขที่เราชอบก่อนซัก 2-3 หมายเลขก็ได้แล้วหยิบเอาเอกสาร ที่อยู่บนโต๊ะที่เค้าแปะหมายเลขที่ให้จองสำหรับวันนี้นั่นแหละ เอามาแล้วไปเข้าแถวต่อคิวเพราะแถวจะยาวๆๆๆ มากๆๆๆ แล้วค่อยไปยืนเขียนๆๆๆ ในแถวนั่นแหละจะได้ไม่เป็นการเสียโอกาส เพราะยิ่งได้คิวหลังๆ โอกาสที่จะพลาดหมายเลขที่เราชอบก็จะมากไปด้วย เพราะคิวก่อนหน้าเราอาจจะเลือกเลขหมายที่เราชอบไปแล้วก็ได้

ในใบที่หยิบมานั่นเค้าจะให้เขียนวัน/เดือน/ปี, ชื่อ-นามสกุลเจ้าของรถ (เป็นชื่อที่ขอจดทะเบียน), เลขที่บัตรประชาชน, ประเภทของรถที่ต้องการจดทะเบียน แล้วก็เลขที่ต้องการมีให้เขียนได้ 12 หมายเลข ตามด้วยเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ แล้วก็ลงชื่อผู้ที่ไปดำเนินการ พอยื่นที่เค้าเตอร์พร้อมเอกสารทั้งของเจ้าของรถและของผู้ดำเนินการ ของผมขาดสำเนาบัตร เจ้าหน้าที่จะให้คิวกับเราก่อนแต่ให้ไปถ่ายเอกสารที่ไม่ครบมาเพิ่ม ผมได้คิวที่ 222 จำไว้ก่อนแล้วลงไปที่จุดถ่ายเอกสารจะอยู่ที่ชั้น 1 ลงบันไดมาแล้วเลี้ยวขวาแล้วมองทางขวาเดินไปสุดทาง จะเห็นคนมาเข้าคิวถ่ายเอกสารกันอยู่ ตรงเข้าไปเลยครับ เสร็จแล้วกลับขึ้นไปหาเจ้าหน้าที่บนขั้น 5 อีกที บอกคิวที่เค้าบอกเราเมื่อกี๊แล้วเค้าจะให้เอกสารของเรากลับมา

จากนั้นค่อยเดินไปเลือกหมายเลขที่เราชอบอีกที แนะนำให้เลือกให้เยอะๆ เขียนให้เต็ม 12 หมายเลขเลย ถ้ายังไม่พอใจก็หยิบอีกใบเขียนไปอีก 12 หมายเลข ใครที่ได้คิวท้ายๆ ก็ควรจะเขียนให้เยอะๆ เข้าไว้ จากนั้นก็รอๆๆๆๆๆ จนกว่าจะถึงคิวเรา

ระหว่างรอก็มีน้องผู้ชายคนนึงมาจองทะเบียนเหมือนกัน เข้ามาถามว่าต้องทำอย่างไร เพิ่งมาครั้งแรก .. ? ก็นึกถึงตัวเองขึ้นมาเลยทันที เพราะเข้าไปแบบไม่รู้อะไรเลยเหมือนกัน ไม่รู้จะถามใคร เริ่มตรงไหนก่อนดี แหะๆ พอมีประสบการณ์ผ่านมาก่อนเค้าประมาณชั่วโมงนึง ก็เลยช่วยให้คำแนะนำอย่างเต็มที่เท่าที่เจอมาก่อนเลย หวังว่าน้องคนนั้นคงจะได้หมายเลขที่ถูกใจนะครับ

เค้าเตอร์ให้บริการจะเปิดประมาณ 7:30 น. เดินคิวค่อนข้างเร็วนะ เจ้าหน้าที่จะคีย์หมายเลขไปตามลำดับที่เราเรียงไว้ในเอกสาร ถ้าหมายเลขที่เขียนไปยังว่างอยู่ก็ได้เลย ถ้าไม่เช่นนั้นก็จะเรียงไปเรื่อย ของผมได้เรียกคิวเวลาประมาณ 8:45 น. เฉลี่ยแล้วก็ประมาณชั่วโมงละ 200 คนน่าจะได้

เข้าไปยื่นเอกสาร เจ้าหน้าที่คีย์หมายเลขลำดับแรก ปรากฎว่าได้หมายเลขนั้นเลย ยังไม่มีใครจองไปก่อนเรา โชคดีจริงๆ เลย เค้าจะเก็บเอกสารทั้งหมดที่เรายื่นไปแล้วจะให้ใบเล็กๆ ที่ระบุหมวดอักษรและหมายเลขที่เราจอง ให้เรานำไปติดต่อที่ศูนย์ที่เราออกรถได้ทันที เดี๋ยวเซลล์จะไปจัดการต่อให้เอง เป็นอันว่าการจองทะเบียนที่กรมการขนส่งในวันนี้เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการครบทุกขั้นตอน

ได้เวลาขับน้องแจ๊สกลับบ้านซะที ง่วงจริงๆ เล๊ยยยยย

แล้วก็ถึงวันนี้ก็สมควรแก่เวลาแล้วที่จะต้องส่งเอกสารไปให้ศูนย์ซะที น้องเซลล์เค้าโทรมาตามแล้ว เอกสารเตรียมไว้พร้อมหมดแล้วทั้งทะเบียนบ้านของผู้ที่จะจดทะเบียนและเอกสารใบเล็กๆ จากกรมการขนส่งทางบกที่ได้มา เมื่อต้นเดือนไม่ว่างเลยมัวแต่จัดการธุระปะปัง กำลังยุ่งๆ อยู่ เดี๋ยวตั้งใจว่ากลางวันนี้จะส่ง EMS ไปให้น้องเซลล์ เค้าจะได้ไปดำเนินการให้แล้วเสร็จซะที

ว้า .. หยั่งงี้ก็ไม่ได้ขับรถป้ายแดงแล้วอ่ะดิ .. ฮี่ๆๆ ..

ว่าจะเขียนสั้นๆ นะเนี่ย ทำไปทำมารายละเอียดขั้นตอนมันเยอะ เห็นว่าเผื่อจะป็นประโยชน์กับคนที่เพิ่งเคยไปจองเลขทะเบียนครั้งแรกแบบผม เลยเขียนให้ละเอียดนิดนึง

 

มีลิ้งค์ของกรมการขนส่งทางบก ให้ติดตามเช็ควัน/เวลาที่เปิดให้จองในหมวดอักษรและหมายเลขต่างๆ รวมถึงเลขทะเบียนที่รับจองล่าสุด พร้อมตัวอย่างแบบฟอร์มที่ใช้ในการจองด้วย

http://apps.dlt.go.th/vrtsdi/number.htm

ดาวน์โหลดตัวอย่างแบบฟอร์มจองเลขทะเบียนที่ลิ้งค์นี้
http://tombass.seesod.com/storage38/MnnTXlgJVF1339696128/o.jpg

 

รูปภาพเพิ่มเติมที่
http://tombass.seesod.com/albums/view/index/cAMw7NubYk1335863826/20120501-welcome-honda-jazz

 

เขียนเมื่อ : วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ.2555 เวลา 02:34 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass

โอ้ววว .. ได้รางวัลกับเค้าด้วยแฮะ .. 555+

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (23 พ.ค.2555) มิสเตอร์โพสท์แมนมาส่งจดหมายลงทะเบียนที่บ้าน คนที่บ้านเซ็นชื่อรับเอาไว้ เป็นซองของธนาคารกสิกรไทย ระบุชื่อผู้รับคือผมเอง เอาล่ะหวา .. (หวังว่าคงไม่ใช่จดหมายทวงหนี้น๊ะ) ลองอ่านด้านล่างของหน้าปรากฎว่าจากฝ่ายธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ลูกค้าบุคคลและผู้ประกอบการ เอ๊ะ .. มีเรื่องอะไรสำคัญหนอถึงต้องส่งเป็นจดหมายลงทะเบียนมาเลย เอ้าๆๆๆ .. ต้องรีบแกะออกมาดูซิ ..

ปรากฎว่าสิ่งที่อยู่ในซองก็คือ .. แท่น แทน แท้น .. กิ๊ฟเวาเชอร์ของสเวนเซ่นส์จำนวน 2 ใบๆ ละ 50 บาท รวมเป็น 100 บาท อ่านเอกสารที่มาพร้อมกันแบบงงๆ แล้วก็ถึงบางอ้อ ..

ผมเป็นผู้โชคดีได้รับรางวัลกิ๊ฟเวาเชอร์ของสเวนเซ่นส์ จากการเข้าร่วมกิจกรรมของ k-Cyber Banking และ AIS ร่วมกันจัดแคมเปญรณรงค์ให้ชำระค่าบริการผ่านระบบธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารกสิกรไทย โดยมีรางวัลใหญ่เป็น iPad 2 เลยเชียวและยังมีรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย มีระยะเวลาการร่วมสนุกถึงวันที่ 31 มีนาคม 2555 (ถ้าผมจำไม่ผิดนะ)

ซึ่งโดยปรกติผมก็จ่ายค่าโทรศัพท์มือถือรายเดือนผ่านช่องทางดังกล่าวอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการชำระโดยบัตรเครดิตหรือหักจากบัญชีก็ตามแต่ว่าจะสะดวกแบบไหนในขณะนั้น แต่เป็นของธนาคารอื่นที่ไม่ใช่ของธนาคารกสิกรไทย เพื่อไม่ให้เป็นการเสียโอกาสไปเปล่าๆ ก็เลยหันมาชำระผ่านระบบ K-Cyber Banking ของธนาคารกสิกรไทยดูบ้าง พร้อมทั้งได้รับสิทธิในการร่วมชิงรางวัลดังกล่าวไปในตัวด้วย

ขอบอกตามตรงเลยว่า ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยจะมีโชคทางด้านการจับรางวัลหรือเสี่ยงดวงต่างๆ อยู่แล้ว ตั้งแต่เกิดมาจนอายุปูนนี้แล้ว ไม่เคยถูกหวยหรือล๊อตเตอรี่ใดๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นใต้ดิน บนดิน บนฟ้าหรือไม่ว่าที่ไหนๆ

การเสี่ยงดวงประเภทต้องจับสลาก จับรางวัลหรืออะไรก็ตามแต่ ระบุไปได้ถึง 99% เลยว่าจะไม่มีชื่อผมอยู่ในกลุ่มของชื่อผู้โชคดีหรอก เมื่อครั้งยังเป็นเด็กวัยรุ่นได้รางวัลมาครั้งหนึ่งจากหนังสือเกี่ยวกับการตกปลา สมัยนั้นผมจะชอบตกปลามากๆ ว่างเป็นออกไปบ่อ มีเวลาก็ออกไปไปบึง หนังสือแนวนี้ซื้อแทบทุกเล่ม ไม่ได้ออกไปไหนไม่ได้ทำอะไรก็หยิบมาอ่านได้ตลอด แต่ตอนนี้เลิกไปได้เกือบ 20 ปีแล้ว ที่บ้านบอกมันบาป แต่ผมเถียงว่ามันเป็นกีฬาต่างหาก 555+ ส่วนของรางวัลที่ได้ก็เป็นซอง(ถุงผ้านั่นแหละ)ใส่คันเบ็ด ดีใจมากกกก ยังเก็บไว้จนถึงทุกวันนี้เลยนะ

นี่เรียกได้ว่าเป็นครั้งที่สองที่ได้รางวัลจากการจับสลาก เว้นระยะแห่งการมีโชคไปตั้งเกือบ 20 ปี ได้รางวัลมา 100 บาท ดูไม่มากไม่มาย แต่ก็รู้สึกว่าดีใจแบบลึกๆ เรียกว่าเป็นอาการดีใจแบบสุขุมนุ่มลึกตามวัยวุฒิที่มีมากขึ้น ถ้าจะทำกระโตกกระตากไป เดี๋ยวเด็กๆ มันจะหัวเราะเอาน่ะสิ 555+

แต่ก็เอาเถอะ อย่างไรเสียก็ไม่ต้องไปรอโชคชะตาหรอกนะ ลำบากหน่อยแต่ก็ใช่ว่าจะไร้ซึ่งความสำเร็จ ถ้าหากเรายังมีความพยายามและก้าวไปให้ถึงจุดหมายที่วางไว้ ช้าหรือเร็วก็ไปถึงได้เหมือนกันนั่นแหละ


ภาพจาก http://www.gvpedia.com/Dubai/Swensens-Top-Ice-Cream.aspx 

เอาล่ะ .. เดี๋ยวสัปดาห์หน้าคงน่าจะได้เวลาที่สองพ่อลูกไปเพิ่มน้ำหนักกันซะแล้วสิ .. 555+

 

เขียนเมื่อ : วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2555 เวลา 20:28 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass

ได้ฤกษ์งามยามดี .. วันนี้ออกรถใหม่ ..


ลองย้ายค่ายจาก Isuzu มาอยู่ค่ายนี้ดูบ้าง ..

วันนี้ .. วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2555 ซึ่งตรงกับวันแรงงานพอดี เป็นวันประจำปีของพี่น้องผู้ใช้แรงงานที่เป็นกำลังสำคัญต่อการพัฒนาของประเทศ จึงถือเอาเป็นฤกษ์สะดวกส่วนตัวที่ครอบครัวเราจะพร้อมใจกันไปรับรถที่จองเอาไว้ตั้งแต่งาน Motor Expo’2011 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อปลายปีที่แล้ว


หน้าตาแบบนี้ .. สีแบบนี้ .. เคร่งขรึม .. แต่สวยขาดบาดใจ ..

ซึ่งวันนี้ก็ถึงวันที่จะได้เจอตัวสมาชิกใหม่ของบ้านเราซักที หลังจากที่เฝ้ารอที่จะได้พบเจอกันมาเป็นเวลา 4 เดือนกว่า วันนี้ก็จะได้เจอตัวจริงๆ ซักทีว่าจะสวยขาดบาดใจเพียงใด ก่อนหน้านี้พนักงานขายได้ติดต่อเข้ามาแจ้งว่าจะได้รถในช่วงวันที่ 20-30 เมษายน 2555 ก็ใช้เวลาช่วงดังกล่าวตระเตรียมเรื่องของเอกสารต่างๆ, ติดต่อทำประกันภัย .. ฯลฯ ไว้ให้เรียบร้อย


มาดูบั้นท้ายของเธอกัน .. ใครอย่ามาจูบก้นชั้นน๊ะย๊ะ ..

แล้วก็กำหนดนัดกันแน่นอนให้ไปออกรถกันได้ในวันนี้พอดี นัดเวลากันที่ 9:30 น. พวกเราก็พร้อมใจกันตื่นแต่เช้า(8 โมงจะเรียกว่าเช้าได้ไม๊น๊า?) เพื่อขับรถมิว7 ไปรับสมาชิกใหม่ที่ศูนย์ฮอนด้า ถนนลำลูกกา ปทุมธานี ออกจากบ้านที่บางกะปิก็ปาเข้าไป 9 โมงแล้วให้เส้นทางวงแหวนกาญจนาภิเษกฝั่งตะวันออก ตรงดิ่งไปเลี้ยวซ้ายเข้าถนนลำลูกกา ถึงที่ศูนย์ตรงตามเวลานัดพอดีเป๊ะเลย

 
บรรยากาศด้านในของศูนย์ .. ที่น้องแจ๊สจอดรอพวกเราอยู่ ..

ดำเนินการจัดการเรื่องของเอกสารต่างๆ รับฟังคำอธิบายข้อตกลงเรื่องการรับประกัน ข้อมูลเบื้องต้นในการใช้รถและอื่นๆ รับกุญแจ เสร็จแล้วก็พากันเดินไปเจอตัวจริงสมาชิกใหม่ของครอบครัวเราที่จอดรออยู่ด้านในศูนย์ น้องพนักงานขายอธิบายรายละเอียดสาธิตการใช้งานอุปกรณ์ในรถพร้อมแนะนำข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับรถโดยละเอียดอีกครั้ง


ให้คุณย่าขับประเดิมซะหน่อย .. เพื่อเป็นสิริมงคล ..

แล้วก็ให้คุณย่าขับเป็นคนแรกเพื่อเป็นสิริมงคลกับครอบครัว จากนั้นคุณอาก็เป็นคนขับกลับบ้าน ส่วนป๊ะป๋าก็ขับมิว 7 ตามหลังมา แวะปั๊มปตท.เพื่อเติมลมเติมน้ำมัน ป๊ะป๋ากับน้องเอแคลร์ก็ลงไปร้านจิฟฟี่ซื้อไส้กรอก, ชาเขียวกินกันเพลินๆ ปรากฎว่าคุณอาคุณย่าคุณปู่กับสมาชิกใหม่ก็อันตรธานหายไปจากปั๊มเสียแล้ว ที่แท้ก็ออกไปเติมที่ปั๊มคาลเท๊กซ์ที่อยู่ถัดไป เพราะที่นี่ไม่มีที่เติมลมนั่นเอง เลยขับตามมาสมทบกันอีกที


ป้ายชื่อของเธอ .. แจ๊ส .. ม๊ากกกกก ..


ด้านนี้ .. บอกขุมพลังของเธอ ..


เปิดบั้นท้ายกลมๆ ของเธอ .. ก็จะเจอแบบนี้ / เปิดประตูฝั่งคนขับเสียหน่อย .. ดูว่าเข้าได้หรือเปล่า?


ดูฝั่งผู้โดยสารกันบ้าง / มีเหลี่ยมสันบนแก้มก้นกลมของน้องแจ๊ส ..


แก้มขวาก็สวย ..


แก้มซ้ายก็น่ารัก ..  แต่อย่าให้ใครมาหอมเป็นดีที่ซู๊ดดดด ..

จากนั้นก็ต่างคนต่างแยกย้ายแต่จุดหมายเดียวกันคือที่บ้านเรานั่นเอง ใช้เส้นทางเดิมวิ่งวงแหวนกาญจนาฯ แล้วลงถนนเสรีไทย กลับมาถึงบ้านในเวลา 11 โมง ส่วนอีกคันก็ตามถึงไล่เลี่ยกัน เอาสมาชิกใหม่เข้าบ้านแล้วออกไปโลตัสเอาเอกสารเพิ่มเติมไปให้โบรกเกอร์แล้วเดินซื้อของนิดหน่อย จากนั้นก็รีบกลับบ้านเพราะอากาศข้างนอกมันช่างร้อนมากมายยยเหลือเกิ๊นนนน


มาดูข้างในกันบ้าง ..


หน้าปัทม์แสดงผลหลายฟังก์ชั่น ..


วิทยุ ซีดี เอ็มพี3 แบบมาตรฐาน, ระบบแอร์, ละลายฝ้าและไฟฉุกเฉินอยู่แถวๆ เนี๊ยะทั้งหมด หาง่ายดี ..

ถึงบ้านเอาพรมดักฝุ่นที่ซื้อไว้นานแล้วอยู่ในมิว 7 มาใส่ให้น้องแจ๊สได้พอดิบพอดี ตกบ่ายพอจัดการเรื่องทุกอย่างเรียบร้อย ด้วยเพราะอากาศที่ร้อนอบอ้าวจนเสียพลังงานไปเยอะ แถมยังตื่นแต่เช้าอีกด้วยร่างกายเลยต้องการพักผ่อนอย่างแรง จากนั้นก็ตื่นมาอัพโพสนี้นี่แหละ


ชายด้านล่างฝังไฟเบรคมาให้ด้วย .. / เงยหน้ามาชมบั้นท้ายกลมๆ กันอีกทีซิ ..


กุญแจอิโมบิไลเซอร์กับพวงกุญแจฮอนด้าที่มาพร้อมกัน .. เยี่ยมเล๊ยยยย ..


ให้กุญแจมา 3 ดอก ..

เอาล่ะ .. ยินดีต้อนรับนะ .. น้องแจ๊ส .. สมาชิกใหม่สดๆ ร้อนๆ ของครอบครัวเรา ..

 

เขียนเมื่อ : วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2555 เวลา 20:06 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass