20130814 ณ ราตรีหนึ่ง .. เมื่อได้ไปถึง .. ที่กลางกรุงเทพฯ ..


ศิลปะบนความไม่เป็นระเบียบของ Pattern (โปรดมองให้เป็นศิลปะนะจ๊ะ .. 555+)

กลับจากเมืองกาญจน์ยังไม่ได้อาทิตย์ ก็มีเรื่องให้ต้องไปทำธุระแถวๆ สีลมตามเวลานัดในช่วงเย็น ไอ่ครั้นจะขับรถไปสู่ใจกลางเมืองในช่วงเวลาแบบนี้คงไม่ใช่ความคิดที่ดีสักเท่าไหร่ ดูจะเป็นการเสียพลังกายพลังใจ เสียสุขภาพจิตและสิ้นเปลืองพลังงานโดยใช่เหตุ และเพื่อเป็นการช่วยกันประหยัดและลดมลพิษให้กรุงเทพฯ ของเรา เลยตัดสินใจเอารถไปจอดไว้ที่ลาน Park & Go ในบริเวณสถานี MRT ลาดพร้าว แล้วใช้บริการ MRTไปต่อ BTS น่าจะสะดวกกว่า ซึ่งทำให้ผมใช้เวลาเดินทางจาก MRT ลาดพร้าวถึงสีลมในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง (ถ้าหากขับรถไปเองคงใช้เวลาราวๆ 1.5 – 2 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ) อยากแนะนำให้คนที่มีรถหันมาใช้บริการระบบขนส่งมวลชนสาธารณะกันเยอะๆ ครับ


ขอบคุณภาพจาก http://news.mthai.com (คลิ๊กเพื่อขยายดูภาพใหญ่)

เสร็จจากภารกิจก็เข้าไปนั่งจิบกาแฟยามเย็นเล่นเน็ตเพลินๆ ในร้านกาแฟของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือเจ้าดัง เฝ้าดูชีวิตผู้คนที่กลุ่มหนึ่งทำงานมาทั้งวันกำลังทยอยเดินทางกลับบ้าน สวนทางกับอีกกลุ่มที่กำลังเริ่มต้นชีวิตประจำวัน(คืน) ที่มาตั้งร้านขายของบริเวณบนทางเดินเท้าของสองฝั่งถนนสีลมกันอย่างขะมักเขม้น หนทางชีวิตที่แต่ละคนเลือกเดินมันก็เป็นไปตามจังหวะ โอกาสและความถนัดของตน

สองทุ่มเศษแล้วสินะ ผมเดินเรื่อยๆ ผ่านร้านรวงต่างๆ ที่เริ่มคึกคักขึ้นตามเวลา เหมือนว่ายิ่งดึกก็ยิ่งมีคนมาเดินซื้อของกันมากขึ้น สินค้าที่วางขายส่วนใหญ่ก็เป็นของกิน ของที่ใช้ ของที่ระลึก เพราะนอกจากจะมีคนหนุ่มสาวที่ทำงานออฟฟิศในย่านธุรกิจของสีลม/สาธรแล้ว อีกกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญก็คือนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ชื่นชอบบรรยากาศและบริการความบันเทิงในยามค่ำคืนของพัฒน์พงศ์ที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่วโลกนั่นเอง

 
ด้านหนึ่งกำลังกลับบ้าน .. / อีกด้านหนึ่งกำลังเริ่มชีวิตของวัน(คืน)นี้ ..


ทั้งสองด้านของชีวิตที่โคจรมาบรรจบกันได้โดยมีเจ้ารถไฟฟ้าขบวนนี้ช่วยเป็นสื่อกลาง ..

ผมเดินย้อนกลับไปสู่หัวถนนสีลมบริเวณทางลงสถานี MRT สีลม ที่อยู่ใกล้ๆ กับโรงแรมดุสิตธานีซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อของรถไฟฟ้าที่สองสายเพื่อขึ้นไปยังสถานี BTS ศาลาแดง แล้วเดินทางไปยังสถานีต่อไปที่สถานีช่องนนทรีอันเป็นจุดเชื่อมต่อกับ BRT ซึ่งจริงๆ แล้วผมไม่ได้มีธุระอะไรที่นั่นหรอก แค่อยากจะออกไปแตะขอบฟ้า ออกไปยืนดูแสงดาววาววับประดับประดาบนท้องฟ้าสีเทาเข้มของยามค่ำคืนที่ฉาบทาบทับอยู่เบื้องหลังตึกสูงเสียดฟ้าที่กำลังเปล่งประกายนวลตาจากแสงนีออนสีขาวอมฟ้าแข่งกับแสงดาวที่กำลังพร่างพราวริบหรี่ที่ดินแดนอันไกลโพ้น

 
ตึกสูงเสียดฟ้า กำลังยืนหยัดท้าทายเมฆดำที่ลอยทะมึนอยู่เบื้องหลัง .. /  เส้นทางนี้ที่พาคนกลุ่มหนึ่งกลับสู่รังนอน ..

แต่สงสัยจะอยู่ไกลเกินไปถ่ายรูปออกมาเลยไม่เห็นดาวสักดวงเลย มีแต่เมฆใหญ่น้อยลอยกระจายอยู่เรี่ยๆ ยอดตึก สักพักก็มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสถานี BTS ช่องนนทรีเดินมาบอกผมอย่างสุภาพว่าห้ามใช้ขาตั้งกล้องนะ เราจึงควรต้องให้ความร่วมมือกับเจ้าของสถานที่ เพราะกฎไม่ได้มีไว้แหกแต่มีไว้เพื่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของผู้ใช้สถานที่นั้นๆ ร่วมกับเรา โปรดท่องเอาไว้ให้ขึ้นใจนะครับว่า “คนที่ถือกล้องอยู่ในมือไม่ได้ถือว่ามีอภิสิทธิ์พิเศษใดๆ ที่จะไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบของสถานที่ที่ไปเยี่ยมชม” และยิ่งควรที่จะต้องระมัดระวังให้มากขึ้นกว่าคนอื่นๆ ด้วยซ้ำเพราะไม่รู้ว่าอุปกรณ์ที่เรานำไปนั้นจะไปกีดขวางหรือรบกวนบุคคลอื่นที่เข้าใช้สถานที่นั้นหรือไม่ (สงสัยผมจะอารมณ์ค้างจากทริปนอนแพ .. แลสะพานฯ)

  
ท้องฟ้าคืนนี้ที่ไร้ดวงดาว .. / เมฆลอยพริ้วปลิวละล่องตามกระแสลม .. / ดังจะขาดกันไม่ได้ .. หากแม้นไร้ซึ่งสายลม เจ้าปุยเมฆคงเศร้าซม ดั่งขาดคนที่คุ้นเคย .. ฮิ้ววววว .. 555+

สรุปงานนี้ต้องเก็บขาตั้งกล้องอันเล็กๆ ของผมเข้ากระเป๋า หันมาเร่ง ISO และกลั้นหายใจให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือไม่ก็ต้องหาเอาเสาสถานี, ผนังหรืออะไรก็ได้ที่จะอาศัยพิงตัวกลมๆ ของผมเพื่อทิ้งน้ำหนักไปพักเอาไว้ให้อยู่นิ่งๆ ได้สักยี่สิบ-สามสิบวินาที ไม่เช่นนั้นคงไม่มีทางได้ภาพมาประกอบบล็อคนี้เป็นแน่แท้ แต่ละภาพแต่ละชัตเตอร์ที่กดลงไปแต่ละทีนั้นต้องกลั้นหายใจกันจนหน้าเขียวหน้าแดงแต่ก็ยังได้ภาพมาแค่เนี๊ยะ มีสั่นมีเบลอบ้างตามประสาพอรวมๆ กับ Noise ที่ตามมาพร้อมกับ ISO ที่สูงปรี๊ดแบบนั้นเลยต้องอาศัยโปรแกรมรีทัชภาพช่วยเกลี่ยๆ Pixel เข้าหากันสักหน่อยมันก็พอจะช่วยกล้อมแกล้มไปได้บ้างเหมือนกัน

 
ดึกดื่นสักแค่ไหน ถนนสายนี้ก็ไม่มีวันหลับ .. / ธุรกิจบนทางเท้า .. ชีวิตที่ต่อสู้ เพราะคนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะเป็นคนดีได้ ..

ค่ำคืนนี้ก็ได้เวลาบอกลาสถานีรถไฟฟ้า BTS ช่องนนทรีกันแล้วเพราผมต้องไปต่อ MRT ที่ศาลาแดงกลับไปลานจอด Park & Go ของสถานีลาดพร้าว เพื่อจะไปพาน้องแจ๊สที่จอดทิ้งไว้ตั้งแต่เย็นกลับบ้านไปนอนพักผ่อนกันเสียที ในยามที่สิ้นแสงทิวา ณ ราตรีหนึ่ง เมื่อได้ไปถึง ที่กลางกรุงเทพฯ ..

 

 

เขียนโดย : Tombass
เขียนเมื่อ : วันพุธที่ 30 กันยายน 2558 เวลา 20:44 น. GMT+7 TH

Advertisements

ถูกชนท้ายอีกแล้ว .. เบื่อคนประมาท .. ชาวบ้านเค้าเดือดร้อน .. (เมิง)จะรู้(สึก)บ้างไม๊เนี่ย?

เกิดเรื่องอีกจนได้ เบื่อไอ้คนขับรถที่ชอบคึกคะนอง ประมาทเป็นอาจิณ แล้วก็มาสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่นที่ใช้ถนนร่วมกับคนพวกนี้ ไม่เห็นมีบทลงโทษอะไรเลย ไม่มีจับ ไม่มีปรับ ไม่มีคาดโทษอะไรทั้งสิ้น เจ้าหน้าที่ก็ได้แต่มาบอกว่า “ตกลงกันได้ใช่ไม๊? ขยับรถเข้าข้างทางด้วย รถติดแล้ว” .. แล้วก็ขับจากไปเฉยๆ แค่นั้นจริงๆ ไม่เห็นจะทำอะไรไอ้คนที่มันก่อเหตุซักนิด มันก็ยังนั่งทำเฉยไม่รู้ไม่ชี้ สบายใจเฉิบรอประกันมาเคลียร์ ไม่ถูกปรับฐานขับรถประมาทด้วยซ้ำ อย่างนี้แล้วใครมีจะไปยำเกรงกฎหมายกันล่ะ

ยังไม่นับที่ทำให้คนอื่นเสียเวลา เพิ่มค่าใช้จ่ายจากการที่ไม่สามารถใช้รถได้เพราะต้องเอาเข้าไปซ่อม ใช้เวลาก็ร่วมๆ เดือน ไม่ต้องมีใครมารับผิดชอบค่าใช้จ่ายตรงส่วนนี้เลย ไอ้คนก่อเหตุก็ไม่จ่าย เพราะไม่มีบันทึกประจำวันอะไรทั้งนั้น ประกันก็ดึงดันยึกยักไม่จ่ายให้อ้างว่าไม่เกี่ยวกับการชน แต่มันเป็นผลจากการชนนะเว๊ย ก็ให้ไปเรียกร้องจากคู่กรณีเอาเอง

อืมมมม ฟังๆ แล้วมันดูยุติธรรมแบบแปลกๆ นะ

เหตุมันเกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม 2556 หลังจากไปสอบวิชาภาษาอังกฤษ 3 (ENG2001) ที่รามฯ 2 เสร็จเรียบร้อย ก็ขับรถออกมาตามเส้นทางกำลังจะกลับบ้าน ขับตามกันมาอยู่ดีๆ รถติดอยู่ก็จอดรอต่อๆ กันตามปกติ อยู่ดีๆ ไอ้คนประมาทมันไม่รู้จะรีบไปไหนกันนักหนา รถข้างหน้ากำลังจอดติดกันอยู่นะ ก็ยังขับมาซะเร็ว โครม .. ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงเบรคซักนิด ชนท้ายแท็กซี่ที่อยู่หลังรถผม กระเด็นมาชนท้ายรถผมอีกทีอย่างแรง เอ้า .. ยังไงกันล่ะเนี่ย ..?

ไอ้คนขับเดินลงมายืนดูหน้าตาเฉยเมย โทรศัพท์เรียกประกันมาเคลียร์ ไม่รู้สึกสำนึกกับการกระทำของตัวเองซักนิด ว่าความคึกคะนองขับรถโดยประมาทของมัน สร้างความเดือดร้อนต่อเนื่องให้ผู้ร่วมใช้ถนนกับมัน ที่ต้องได้รับความลำบากไปอีกนับเดือน มันจะรู้บ้างไม๊?

ทำไมถึงไม่มีการจัดการเรื่องแบบนี้ให้เด็ดขาด ทำยังไงก็ได้ให้ไอ้คนเหล่านี้มันได้รู้สึกว่า ต้องยำเกรงกฎหมายซะบ้าง จะจับ จะปรับหนักๆ หรือจะนอนคุกซักเดือน หรือจะทั้งหมดนั่นก็ได้ ให้มันได้หลาบจำซะบ้าง จะได้รู้สึกสำนึกว่าคราวหน้าเวลาอยู่หลังพวงมาลัยไม่ต้องมาโชว์ห้าว เก่ง เทพ โชว์เกรียนกันบนท้องถนนให้คนอื่นเค้าเดือดร้อนแบบนี้

ติดคุกไปซะบ้างก็ดี แล้วกลุ่มพิทักษ์สิทธิฯ ทั้งหลายก็อย่ามาอ้างว่าไปริดรอนสิทธิของเค้านะ เพราะตอนที่มันก่อเหตุ ไม่เห็นมันจะคิดระมัดระวังว่าการกระทำโดยประมาทของมัน จะไปกระทบหรือริดรอนสิทธิของผู้อื่นในสังคมบ้างเลยนี่หว่า เพราะถ้ามันคิด มันคงไม่คึกคะนอง โชว์ความประมาทจะเกิดเรื่องกันหรอก


ตัวต้นเหตุ .. คนในรูปไม่ได้ขับนะ เด็กคนงานเป็นคนขับ .. / แท็กซี่ที่จอดต่อท้ายรถผมอยู่ ..  / สุดท้ายก็รถผมเอง .. เห็นแล้วเพลียใจ ..

กลับมาเขียนบล็อคคราวนี้ เริ่มด้วยเรื่องแย่ๆ ของคนนิสัยไม่ดี ที่มีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยในสังคมนี้แล้ว ผมเจอเรื่องแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว ก็ไม่เห็นว่าจะมีการกวดขัน บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกันซักที ทำคัทเอ้าท์ตั้งโชว์ไว้ตามสี่แยกหลายแห่ง แต่ก็ไม่เห็นจัดการอะไรให้ได้เรื่องได้ราว เอาแต่สร้างภาพไปวันๆ เหมือนคนใหญ่คนโตในประเทศ

หรือว่า ถ้าหัวเป็นอย่างไร หางก็ทำอย่างนั้น แล้วประชาชนคนตัวเล็กๆ ตาดำๆ ในสังคมที่เค้ายังเคารพยำเกรงในกฎหมาย จะให้ใครมาช่วยปกป้องกันล่ะครับ ในเมื่อกฎหมายที่เค้าเคารพนั้น ยังไม่สามารถช่วยปกป้องสิทธิของพวกเค้าเหล่านั้นได้เลยแม้แต่น้อย

มีคนกล่าวอย่างติดตลกว่า ..

“เดี๋ยวนี้ประเทศไทยอยู่ยากขึ้นทุกวัน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแทบจะไม่เหลืออยู่แล้ว เพราะฉะนั้น (เมิง) อย่าไปถามหาเล๊ยยย .. ความยุติธรรมในประเทศไทยน่ะ มันไม่มีอยู่จริงหร๊อกกกก ..”

ผมฟังแล้วเจ็บจิ๊ดขึ้นมาในใจ ไม่รู้สึกตลกด้วยเลย ผมมองไม่เห็นอนาคตของลูกหลานไทยรุ่นต่อไปเลยซักนิด ขอไว้อาลัยให้กับประชาชนคนไทยที่เคารพกฎหมาย ..

 

เขียนเมื่อ : วันพุธที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ.2556 เวลา 17:34 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass

ผู้ร้ายตัวจริง .. กรรมของคนขับรถยนต์ ..

เมื่อวานตอนเย็น เป็นวันศุกร์ปลายเดือน กำลังขับรถกลับบ้านอยู่บนถนนรามคำแหงนี่แหละ ช่วงหน้ารามก่อนถึง กกท.นิดหน่อย รถกำลังติดสนิท จอดนิ่งๆ ดูสายฝนที่ตกลงพรำๆ พื้นถนนก็เปียกแฉะลื่นแสนจะลื่น เพราะถึงจะอยู่ใต้ทางยกระดับรามคำแหงก็เถอะ แต่รถที่จะเข้ามาผ่านหน้ารามฯ ก่อนจะเข้ามาวิ่งอยู่ใต้ทางยกระดับเนี่ย แต่ละคันก็เปียกชุ่มๆ กันมาทั้งนั้นแล้วล่ะ พาให้พื้นถนนกำลังลื่นได้ที่ทีเดียว เปิดวิทยุฟังข่าว ฟังเพลง ฟังอะไรไปเรื่อยเปื่อย

ก็ยังคิดอยู่ว่า .. ทำไมพวกมอเตอร์ไซค์จะต้องมุดช่องโน้น ป่ายไปมาช่องนั้นช่องนี้ มุดซ้ายออกขวา ตัดหน้าคันโน้นทีคันนี้ที ช่องระหว่างรถที่จอดติดอยู่บนถนนก็ไม่ได้จะกว้างนักหนา ก็ยังจะดิ้นรนพยายามโยกซ้ายโยกขวาเบี่ยงหลบกระจกคันนั้นคันนี้ เพื่อจะไปให้ได้ แล้วก็ไม่ได้ขี่กันช้าๆ เลยนะ แต่ละคันใส่กันเข้ามาแบบว่า ข้าแน่ว๊อย เซียนอยู่แร๊ว กรูชัวร์ไม่มีโดนหรอก โยกซ้ายโยกขวากันพรึ่บพรับ เห็นแล้วเป็นห่วงรถตัวเองชิบเป๋ง กลัวว่าวันไหนไอ่บ้านั่นมันเกิดดวงแตก ไถลมาเฉี่ยว เกี่ยวรถกรูเป็นรอยขึ้นมาจะทำยังไง ใครจะรับผิดชอบ เห็นมาหลายเคสแล้ว เป็นเรื่องทีไรหนีหายไปโดยเร็วก่อนคู่กรณีจะลงจากรถซะด้วยซ้ำ

ฟังเพลงอยู่เพลิน .. แล้วความซวยก็มาเยือนจนได้ มีมอเตอร์ไซค์คันนึงซ้อนผู้หญิงมาด้วย มุดเข้าช่องมาอย่างเร็วเลย แล้วก็พลาดมาเฉี่ยวกันชนรถกรู ได้ยินเสียงดังครืด .. จากนั้นก็แถไปข้างหน้าจนเกือบล้ม เพราะถนนมันเปียกน้ำก็ลื่นอยู่แล้วยังขับฉวัดเฉวัยนอีก ดีที่ยังทรงตัวอยู่ไม่งั้นอัดท้ายคันหน้าแหงๆ .. แล้วทำยังไงต่อรู้ไม๊? .. หันหน้ามามอง แล้วรีบขี่หนีไปอย่างเร็วเลย เอาล่ะสิ .. ทีนี้จะไปตามเอาค่าเสียหายกับใครที่ไหนดีล่ะ เพราะคนที่ทำมันหนีไปแล้ว ทำผิดแล้วไม่ยอมลงมาเคลียร์ ไม่รับผิดชอบแบบนี้ คนแบบนี้ควรจะเรียกว่าอะไรดี จะลงจากรถวิ่งตามไปก็คงจะไม่ทันเป็นแน่ จะขับตามไปก็ไม่ได้เพราะรถจอดติดอยู่บนถนนขยับไปไหนไม่ได้เลย

ใครจะว่าผมเรื่องมากหรือซีเรียสมากเกินไปหรือเปล่าก็ตามใจคุณจะคิดเถิดนะ แต่เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง เดี๋ยวเคลมประกันก็ซ่อมสีใหม่ได้ ขอโทษเถอะครับมันเป็นเรื่องที่ผมควรต้องมาจ่ายค่า accept หรือไง ใครที่ควรจะต้องมาจ่ายให้ผม เพราะทำผิดเต็มประตูเห็นๆ อยู่ ก็เพราะคนไทยคิดว่าเรื่องแค่นี้ โอ๊ย .. เล็กน้อยมาก แต่การที่จะปล่อยให้คนขับรถที่มีพฤติกรรมการขับขี่ประเภทนี้ ทั้งประมาท ทั้งเห็นแก่ตัว ไม่เคารพกฎจราจรออกมาใช้ถนนร่วมกับคนที่เค้าทำตามกฎ มันก็หมายถึงคุณปล่อยให้อันตรายเข้ามาใกล้ตัวคุณ และวันนึงก็อาจเกิดกับคุณได้ในทุกเวลานาที

ผมคนนึงล่ะที่ไม่ขอส่งเสริมให้คนไร้วินัยและไม่ปฏิบัติตามกฎออกมาสร้างอันตรายในถนนที่มีผู้คนใช้กันอย่างสาธารณะแบบนี้หรอก ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุซะเอง ก็ยังคงเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุอื่นๆ ได้อีกเช่นกัน เพราะว่าคนแบบนี้ไม่เคยเคารพกฎจราจรนั่นเอง แล้วจากนี้ไปล่ะ .. ผมจะต้องทำยังไง เพิ่งออกรถมายังไม่ครบ 3 เดือนเลย ป้ายยังแดงอยู่เลยอ่ะ ต้องเอาไปทำสีเพราะความประมาทของคนนิสัยแย่ๆ ที่ไม่เคารพกฎจราจร มาสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอยู่ร่ำไปแบบนั้นเหรอ จะตามไปจับที่ไหนดีล่ะ ก็รีบขับหนีไปซะอย่างงั้น ไม่เคลียร์ ไม่คุย ไม่จ่าย ผิดก็ไม่จ่าย ไม่ให้จับด้วย แจ้งตำรวจก็คงไม่ได้เรื่องอะไรขึ้นมาหรอก เพราะทุกวันงานของท่านก็มีมากจนล้นมืออยู่แล้ว สุดท้ายก็คงได้แต่ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานแล้วถ่ายเก็บไว้ดูต่างหน้า จะจับปรับใครก็ไม่ได้เพราะหาคู่กรณีไม่มี ก็เพราะมันหนีไปนานแล้ว สุดท้ายก็ต้องจ่ายค่า accept  เอาเอง .. ไม่ได้ส่วนลดประวัติดีสำหรับปีหน้าอีก .. รับไปเต็มๆ ทั้งขึ้นทั้งล่อง

กรณีแบบนี้คงมีไม่ใช้น้อย หลายคนก็คงเจอมา หรือโดนแบบนี้กันมาเหมือนๆ กัน .. นี่แหละหนาที่ว่า .. กรรมของคนขับรถล่ะ .. ส่วนผู้ร้ายตัวจริง ก็ชิ่งหนีไปนานแล้วตามระเบียบเหมือนทุกๆ ครั้งนั่นแล

ขอโทษเพื่อนๆ บล็อคทุกท่านนะครับ โพสนี้ขอระบายซักหน่อย เบื่อหน่ายกับคนที่มีพฤติกรรมแบบนี้จริงๆ ส่วนคนที่ขับดีๆ ก็จงทำดีต่อไปนะครับ การไปสั่งสอนคนแบบนั้น มันคงช้าเกินไปเสียแล้ว เพราะความเห็นแก่ตัวมันพอกหนาเข้าไปในส่วนลึกของพฤติกรรมเสียแล้ว คงทำได้เพียงแค่ปฏิบัติตัวเราให้อยู่ในกฎระเบียบที่ดี เพื่อความสุขความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของเราเองเท่านั้น ท่องกันให้ขึ้นใจระลึกไว้ตลอดเวลาที่ใช้รถใช้ถนน “กฎจราจร คือกฎแห่งความปลอดภัย .. ขับรถตามกฎ ช่วยลดอุบัติเหตุ”

ขอความปลอดภัยจงมีแก่ทุกท่านที่ช่วยกันรักษากฎ แคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง ที่อาจเกิดจากบุคคลเหล่านั้น

ส่วนคนเหล่านั้นก็ขอให้ได้สติ คิดได้เสียที อย่าให้ถึงกับต้องให้เกิดความสูญเสียกันก่อน แล้วถึงจะค่อยรู้สึกตัวเลยนะ วันนี้คุณอาจจะยังโชคดีอยู่ แต่พรุ่งนี้เทพีแห่งโชคอาจจะไม่อยู่ข้างคุณ แล้วเมื่อถึงวันนั้นคำว่าเสียใจ คงจะไม่เพียงพอซะแล้ว

 

เขียนเมื่อ : วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2555 เวลา 21:51 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass

21 ปีกับการจากไปของ “สืบ นาคะเสถียร”

 

ภาพของสืบ นาคะเสถียรกำลังพยายามช่วยกวางที่ว่ายน้ำข้ามทะเลสาบ ในภารกิจอพยพสัตว์ป่าตกค้างเหนือเขื่อนเชี่ยวหลานด้วยการพยายามปั๊มหัวใจบนเรือที่ลอยอยู่กลางน้ำแต่ไม่สามารถรั้งชีวิตกวางตัวนั้นเอาไว้ได้ น้ำตาของลูกผู้ชายที่ไหลออกมาจากแววตาแห่งความเจ็บปวดอัดอั้นและรู้สึกผิดหวังที่ไม่สามารถช่วยเหลืออีกชีวิตหนึ่งเอาไว้ได้

สายตาเศร้าๆ ที่อยู่ใต้แว่นใสๆ ที่เลนส์เปียกปอนเปื้อนน้ำอันนั้น ผมบรรยายออกมาไม่ถูกจริงๆ แต่ถ้าใครได้เห็นแววตาคู่นั้นจะเข้าใจถึงความรู้สึกของการสูญเสียและเจ็บปวดของเค้าได้อย่างชัดเจน ภาพของทุกคนในทีมที่รู้สึกเสร้าสลดอย่างเห็นได้ชัดเพียงแค่มองตากันแต่ไม่มีคำกล่าวใดๆ ทั้งสิ้นออกมาเพราะมันเหมือนมีก้อนเนื้อแห่งความเจ็บปวดอัดอั้นกั้นขวางลำคอจนมิอาจจะเปล่งสรรพเสียงใดออกมาได้นั่นเอง บรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าสลด แม้แต่ทีมงานถ่ายทำยังรู้สึกได้และถ่ายทอดออกมาในบทบรรยาย ผมนั่งดูอยู่ยังต้องเสียน้ำตาให้เจ้ากวางตัวนั้นอย่างไม่อายใคร

ผมได้ดูเทปนี้ของรายการส่องโลกสมัยที่ออกอากาศช่วงสายๆ ทางช่อง 5 (ถ้าผมจำไม่ผิดนะ) ผมรู้สึกประทับใจในเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของผู้ชายคนนี้ที่พยายามจะช่วยเหลือทุกชีวิตที่ตกค้างในอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนเชี่ยวหลานหากไม่มีการดำเนินการใด น้ำจะท่วมพื้นที่นี้ทั้งหมดและสัตว์ที่ตกค้างอยู่การจะต้องเสียชีวิตทั้งหมดด้วย

ภารกิจครั้งนี้เรียกกันว่าเป็นภารกิจที่ล้มเหลวแม้ว่าทุกคนจะพยายามอย่างเต็มความสามารถโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยตลอดระยะเวลา 2 ปี 4 เดือนของภารกิจนี้ (มิ.ย.2528 – ก.ย.2530) แต่ก็ไม่อาจช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ตกค้างออกมาได้ทั้งหมดเพราะจากการสำรวจมีมากถึง 237 ชนิดและเป็นสัตว์ที่กำลังสูญพันธุ์ (ในสมัยนั้น) อีก 11 ชนิด เช่น กระซู่, เลียงผา ฯลฯ ซึ่งจากภารกิจการเข้าช่วยเหลือในครั้งนั้น ทำให้ได้รับรู้ว่าจริงๆ แล้วสัตว์ป่าที่ติดค้างอยู่ที่นั่นมีถึง 338 ชนิดทีเดียว

 

หลังจากนั้นไม่นาน (อีกประมาณ 3 ปี) ก็มีข่าวการสละชีวิตของคุณสืบ นาคะเสถียร เพื่อเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนได้หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องการอนุรักษ์สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อมอย่างที่เราๆ ท่านๆ ได้รับทราบข่าวกันนั่นเอง

 

อืมมมม .. ผ่านมา 21 ปีแล้วหรือนี่

ขอร่วมรำลึกถึงวาระแห่งการครบรอบ 21 ปี การจากไปของ “สืบ นาคะเสถียร”วีรบุรุษแห่งป่าห้วยขาแข้ง

คนรุ่นใหม่ๆ นี่อาจจะไม่ได้รู้จักหรือมีความรู้สึกร่วมกับเรื่องของคุณสืบ เพียงแต่จะเข้าใจและรู้จักว่าคุณสืบคือใครสักคนที่เสียสละชีวิตเพื่อรักษาป่า ได้รับการบอกต่อๆ มาว่าเค้าเป็นวีรบุรุษแห่งป่าห้วยขาแข้งนะ

แต่ .. ก็ไม่เป็นไรหรอกเพราะสิ่งที่การสละชีวิตของคุณสืบได้ทิ้งไว้ให้คือจิตวิญญาณแห่งการอนุรักษ์ ซึ่งได้รับการยอมรับและซึมซาบฝังลึกลงไปอยู่ในใจของคนในสังคมนี้และวันนี้ไม่มีใครปฏิเสธว่าการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมถือเป็นสิ่งสำคัญ เด็กทุกคนได้รับการปลูกฝังเรื่องของการอนุรักษ์จนเข้าไปอยู่ในความรู้สึกส่วนลึกกันแทบทุกคนอยู่แล้ว

 

ขอขอบคุณทุกภาพถ่ายที่ทำให้โพสนี้เสร็จสมบูรณ์
http://www.vcharkarn.com/varticle/39311
http://www.carabao.net/webboard/images_upload/carabao-seub25906.jpg
http://www.thaigoodview.com/node/8713
http://blog.eduzones.com/webter/52834
http://www.shutter-j.com/joewebboard/index.php?topic=3088.0
http://www.benjama31.com/board2/?infoboard=topic.1.639.1

 

เขียนเมื่อ : วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ.2554 เวลา 10:00 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass

Flash with Museum, Is it right?

โพสนี้ .. ไม่มีรูปนะ เพราะเกรงว่าอาจจะไปกระทบกระทั่งหรือไปละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคลของผู้ที่ถูกกล่าวถึงก็เป็นได้ จึงเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง จึงขออนุญาตงดลงรูปในโพสนี้น่าจะดีกว่า

ไม่ได้มาเขียนเรื่องนี้เพื่อบอกว่าอย่างนี้ถูก หรืออย่างนั้นผิด เพราะนั่นน่าจะต้องเป็นจิตสำนึกในการเลือกที่จะปฏิบัติตัวอย่างไร ในสถานการณ์เช่นนั้น หากเรารู้อยู่กับตัวเองว่าสิ่งนั้นควร หรือมิควรกระทำเช่นใด ก็ย่อมจะควรปฏิบัติตนโดยเคารพต่อกฎระเบียบของแต่ละสถานที่อยู่แล้ว มิใช่มัวคิดแต่ว่า “เฮ้ย .. นิดเดียวน่า หรือไม่เสียหายอะไรนี่ หรือเจ้าหน้าที่เค้าไม่เห็นหรอก หรือ … หรือ … หรือ … ฯลฯ” ลองคิดดูนะ หากคิดแบบนี้สักสิบคนร้อยคน ก็คงไม่นิดแล้วล่ะ

คนที่ถือกล้อง มิใช่ว่าจะต้องได้รับสิทธิพิเศษใดๆ หรอกนะครับ อย่าไปคิดว่า ก็เรามีเจตนาดีอยากเผยแพร่ ทำไมต้องมาห้ามกันด้วย แต่ก็แค่อยากให้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าใจถึงข้อจำกัดต่างๆ เอาไว้สักนิด อย่าให้เป็นบาปบริสุทธิ์เลย ความหวังดีอาจกลายเป็นผลร้ายได้

หากเราเข้าไปในสถานที่ที่เค้ามีข้อห้ามจำกัดชัดเจน แล้วเราเองนั้นก็เป็นคนที่มีจิตสำนึกที่ดี มีหัวใจรักในศิลปะ วัฒนธรรมและหวงแหนรักษาทรัพย์สมบัติอันทรงคุณค่าเหล่านั้น เพื่อให้เยาวชนรุ่นหลังได้มีโอกาสศึกษาหาความรู้ต่อไปได้ นั่นก็เป็นสิ่งที่ดีมิใช่หรือ?

แม้เราจะไม่ได้ภาพงามๆ มุมมองระดับเทพ แสงสว่างชัดเจน สวยจนเห็นทุกรายละเอียด แต่ยังรักษาประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมประเพณี ให้ลูกหลานของเรามีที่ให้ได้เรียนรู้ต่อไป มันคงไม่น่าจะสียหายอะไรนักหรอกนะ หากอยากได้ภาพที่ชัดเจนหน่วยงานนั้นๆ ก็น่าจะมีการจัดเก็บไว้แล้วอย่างเป็นระบบ หากมีความประสงค์จะใช้งานภาพเหล่านั้น ก็น่าที่จะติดต่อโดยตรงจะดีกว่า

ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ ก็จะมาจุดประกายความคิดแล้วมาเปิดประเด็นให้เถียงกันหรอกนะ ก็เพราะมีเรื่องอยากมาเล่าสู่กันฟัง ก็ได้ไปพบเจอกับหลายๆ คน หลากพฤติกรรม การกระทำมันส่อให้เห็นถึงระเบียบวินัยในตัวเอง การซื่อสัตย์ต่อตัวเองที่ต้องเคารพต่อกฎระเบียบธรรมเนียมปฏิบัติของสถานที่นั้นๆ วินัยคน .. สะท้อนวินัยชาติ

บางคนก็ดีแสนดี รู้ว่าผิดพลาดก็รีบแก้ไขโดยทันที บางคนหันไปบอกก็เข้าใจ เลิกกระทำและหันมาปฏิบัติตามกฎ แต่บางคนก็เลือกที่จะทำไม่สนใจกับป้ายเตือนหรือคำบอกกล่าวของเจ้าหน้าที่ ยังคงกระทำผิดกฎระเบียบไปโดยหน้าชื่นตาบาน ประหนึ่งว่าเป็นดั่งความภูมิใจของตระกูลทีเดียวเชียวหรีอนั่น เฮ้อ .. นี่คือ เรื่องจริงที่ผมได้พบเจอมา ..

สำหรับอีกขั้วหนึ่งที่เห็นต่าง ขอให้ผ่านเลยโพสนี้ไปซะ จะได้ไม่ต้องขุ่นข้องหมองใจกัน

โปรยหัวมาซะยาวเลยเรา มาเริ่มเรื่องกันดีกว่า เรื่องมันก็มีอยู่ว่า .. กาลครั้งหนึ่ง เมื่อวานนี้ ..

เมื่อวานนี้ .. วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ.2554 ชาวจีนจะรู้กันว่าเป็นวันเช็งเม้ง ต้องกลับไปไหว้บรรพบุรุษกัน ที่บ้านผมเองก็มีเชื้อจีนอยู่บ้างล่ะ ก็เดินทางไปไหว้บรรพบุรุษกับเค้าด้วย ไปกันแต่เช้าเพราะไหว้กันตั้งแต่ 9 โมง ถึงดำเนินสะดวกก็เกือบจะได้เวลาไหว้อยู่แล้ว แต่ก็ทันนะไม่ช้าไม่สาย เสร็จเรื่องก็ราวๆ 10 โมงกว่า ต้องมีการไปแวะเวียนตามบ้านญาติๆ เพื่อสนทนาแบบฉบับบ้านสวนพร้อมทั้งกินมื้อกลางวันร่วมกันตามประสาพี่ๆ น้อง ลูกๆ หลานๆ แบบว่าปีนึงก็จะได้เจอกันไม่กี่ครั้งเนื่องจากภาระหน้าที่ของแต่ละคนแต่ละครอบครัว

จากดำเนินฯ วิ่งออกเพชรเกษม ผ่านบางแพ ก็จะพบเจอกับอุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยาม (Siam Cultural Park) อยู่ทางด้านซ้ายมือ ผมเองก็แวะพาครอบครัวเข้าไปเที่ยวและหัดถ่ายรูปเล่นกัน ซึ่งในบริเวณอุทยานอนุญาตให้ถ่ายรูปได้ ผมกับลูกก็สนุกสนานกันน่ะสิงานนี้

แต่พอเข้าสู่พื้นที่อันเป็นอาคารแสดงโชว์ตัวหุ่นขี้ผึ้ง ตรงนั้นเรียกว่า หออัครศิลปิน (Hall Of Fame) ผมก็บอกลูกชายว่า เอาล่ะเข้าสู่บริเวณจัดแสดงแล้วให้ปิดแฟลชเสียก่อน โดยที่ผมเองก็ไม่ทราบว่าที่นี่เค้าห้ามหรือไม่? แต่โดยทั่วไปใน Museum เค้าก็ห้ามอยู่แล้ว ก็เดินกัน 2 คนพ่อลูกถ่ายรูปอะไรต่ออะไรไปเรื่อย ผมถ่ายรูปอยู่ก็จะเรียกบอกลูกไปด้วยว่า อย่าเปิดแฟลชนะครับลูก พร้อมทั้งเสียงรับคำจากเด็กอายุ 8 ขวบดังอยู่เป็นระยะ ทั้งเป็นการคอยเช็คดูด้วยว่าลูกผมยังอยู่ใกล้ๆ หรือเปล่า?

พลันก็เห็นเพื่อนช่างภาพคนนึงคงได้ยินเสียงผมบอกลูก เค้าก็เก็บ External Flash ของเค้าเข้ากระเป๋า แล้วเค้าก็เดินถ่ายรูปต่อโดยไม่ใช้แฟลชอีกเลย ผมเห็นเพราะเราเดินตามๆ กัน ถ่ายรูปกันไปทีละห้องเหมือนกัน ต้องขอบคุณที่ช่วยกันรักษาและปฏิบัติตามกฎระเบียบ ผมรู้สึกชื่นชมช่างภาพท่านนั้นอย่างยิ่ง ทำผิดพลาดแล้วรีบแก้ไขโดยพลันนั่นเป็นสิ่งที่น่ายกย่องครับ

เดินต่อมาถึงอีกห้องหนึ่งผมก็กำลังถ่ายรูปอยู่ พลันก็มีแสงแฟลชแว๊บขึ้นมาจากด้านหลังของผม ก็เลยหันไปบอกว่า No Flash นะครับ ชายหญิงสองคนก็กล่าวคำขอโทษ แล้วก็ไม่เห็นเค้าทั้งสองใช้แฟลชถ่ายรูปด้านในอีกเช่นกัน ผมรู้สึกขอบคุณและเป็นปลื้มกับคุณทั้งสองคนมาก ที่เข้าใจนั่นแสดงให้เห็นถึงจิตใจที่ดีงามและทัศนคติที่ดีต่อสังคม ไม่มีการโวยวายอารมณ์เสียใดๆ ทั้งสิ้น หากเป็นคนที่ไม่เข้าใจ ผมอาจจะตกที่นั่งลำบากแล้วก็เป็นได้ ผมชื่นชมการกระทำของคุณนะครับ

ถัดมา พอออกจากหออัครศิลปิน เดินมาตามทางด้านนอกเพื่อเข้าไปสู่ถ้ำพระเวชสันดรขาดก ก็พบเจออีกหนึ่งคู่ที่ไม่น่าเอาเยี่ยงอย่าง ทั้งการใช้แฟลช การยืนเกาะคอพิงหุ่นแล้วทำน่ารัก แบบว่าขอโทษนะครับ ป้ายทั้งภาษาไทยและอังกฤษ “ห้ามจับ หรือ Don’t Touch” ก็เห็นอยู่ทนโท่  ไม่อยากเชื่อว่าอ่านหนังสือไม่ออกนะ แต่การให้ความร่วมมือปฏิบัติตามป้ายนี่มันจะสร้างความลำบากและอึดอัดใจให้ท่านมากมายถึงขั้นที่จะทำตามป้ายไม่ได้เลยเชียวหรือ?

หากท่านที่กล่าวมาทั้งสามท่านนั้น ได้มาอ่านโพสนี้ที่บล็อคของผม ก็ต้องขอขอบคุณและแสดงความนับถือและชื่นชมอย่างจริงใจ ที่เป็นส่วนเล็กๆ ในสังคมที่พร้อมร่วมแรงร่วมใจ สร้างวินัยให้กับสังคม แม้วันนี้อาจจะยังไม่เห็นผล แต่การที่เราเริ่มทำจากตัวเราเอง แล้วค่อยๆ ปลูกฝังความคิดดีๆ แบบนี้ไปสู่คนรอบข้างของเรา และส่งต่อความคิดนี้ต่อไปให้ขยายสู่วงกว้าง ไม่ช้านานวินัยในสังคมคงจะมีมากขึ้น สังคมน่าจะดีขึ้นไปอีกในรุ่นต่อๆ ไป หากแต่สองท่านสุดท้ายนั่นก็คงแล้วแต่วิจารณญาณของท่านจะดีกว่า ผมเองคงได้แต่ขอความร่วมมือ มิอาจไปตัดสินเรื่องผิดหรือถูกได้ ได้เพียงหวังว่าสักวันท่านคงได้เข้าใจและหันมาให้ความร่วมมือกันในอนาคต

ผมขอกล่าวโดยรวมในแนวคิดและแนวทางปฏิบัติ มิใช่ถือเอาระเบียบข้อกำหนดเฉพาะของที่นี่ ขอกล่าวถึง Museum โดยรวมทั่วไปเป็น Main นะครับ ให้รู้ไว้ว่า เรากำลังคุยกันในเรื่องของแนวคิดส่วนรวม มิใช่ข้อพูดถึงข้อปฏิบัติเฉพาะของที่นี่ โปรดเข้าใจให้ตรงกันไว้ด้วย เดี๋ยวจะมีพวกมาบอกว่า “ที่นี่กรูเคยไป เค้าไม่ห้ามนี่หว่า เมิงเจือกเดือดร้อนไปเองแล้วมาด่าชาวบ้านเค้าอีก” กลายเป็นมาว่าผมซะอย่างนั้น

กฎระเบียบ มีไว้เพื่อให้ทุกคนปฏิบัติตาม จะเพียงเพื่ออะไรก็ตาม หากแต่เรายอมรับที่จะปฏิบัติตามกฎแล้ว ไม่น่าจะต้องมาสร้างข้อต่อรองในภายหลังที่จะขออยู่เหนือกฎระเบียบดังกล่าว หากเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าจะกล่าวอ้างเหตุผลที่แสนดีเพียงใด ก็รู้เอาไว้ว่าไม่มีใครชื่นชมการกระทำของคุณหรอก หากเพียงแต่ปฏิบัติตามกฎแล้ว ทุกคนจะยินดีที่ได้คุณมาอยู่ร่วมกันในสังคมแห่งนี้ต่อไป

หวังว่าทุกคนจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขนะครับ ใครที่ยังหลงไปกับความคิดที่ผิดพลาด เรารอให้คุณกลับมาอยู่นะ

 

เขียนเมื่อ : วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ.2554 เวลา 15:47 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass