แสงธรรมชาติกับการถ่ายภาพบุคคล

portrait-simple-exercise-0

วันนี้ฉันคิดว่ามันน่าจะเป็นการสนุกที่จะได้ร่วมแบ่งปันแบบฝึกหัดเล็กๆ ที่อยู่ในอีบุ๊คที่ชื่อ Natural Light (by Michell Kanashkevich) ที่จะช่วยให้สัมผัสได้ถึงเนื้อหาในหัวข้อและฉันคิดว่ามันมีประโยชน์ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจถึงแสงและการถ่ายภาพบุคคลได้ดียิ่งขึ้น

แบบฝึกหัดนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจถึงความแตกต่างของการถ่ายภาพโดยแสงธรรมชาติซึ่งมันจะตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิงกับแสงประดิษฐ์ นั่นก็คือว่า กับแสงประดิษฐ์แล้วคุณสามารถให้แสงโดยตรงกับตัวแบบโดยการเคลื่อนย้ายแหล่งกำเนิดแสงไปรอบๆ ได้อย่างง่ายดายและยังสามารถกำหนดเปลี่ยนแปลงกำลังของแสงได้โดยตรงอีกด้วยเช่นกัน

แต่เมื่อเราต้องมาทำงานกับแสงธรมชาติแล้วนั้น เราจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะจัดการกับตัวเราและ/หรือตัวแบบให้สัมพันธ์กับแหล่งกำเนิดแสงแทนนั่นเอง แทนที่จะเคลื่อนย้ายแหล่งกำเนิดแสง มันเป็นตัวเรา(และตัวแบบ)ที่อาจจะจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายตำแหน่งแทน

แบบฝึกหัดนี้มันเป็นอะไรที่ง่ายๆ

แค่หาห้องที่มีหน้าต่างที่ให้แสงสว่างกระจายอย่างเพียงพอ (ไม่ใช่แสงตรงนะครับ)

ให้ตัวแบบของคุณเคลื่อนไปอยู่ยังตำแหน่งต่างๆ ที่สัมพันธ์กับหน้าต่าง แล้วคุณก็เคลื่อตัวของคุณไปรอบๆ ตัวแบบ จากนั้นก็กดชัตเตอร์ คุณต้องให้ความสนใจให้มากกับผลที่เกิดขึ้นในภาพแต่ละตำแหน่งที่คุณเคลื่อนไป ว่าทิศทางของแสงนั้นสร้างภาพให้ออกมาเป็นอย่างไร

สำหรับอีบุ๊คของ Mitchell ได้ทำแบบฝึกนี้กับหลานชายของเขา ด้านล่างนี้เป็นภาพและไดอะแกรมที่สัมพันธ์กันระหว่างตำแหน่งของตัวแบบกับหน้าต่าง และด้านล่างก็มีข้อมูลที่อธิบายแต่ละภาพ, ค่า EXIF และอะไรที่ Mitchell ทำและทีผลอย่างไรกับแต่ละภาพ

 

  1. ตัวแบบหันหน้าทำมุมประมาณ 45 องศากับหน้าต่าง
    ผลที่ได้คือ ความลื่นไหลอย่างมากของโทนแสงจากส่วนสว่างไปสู่ส่วนที่เป็นเงา
    portrait-simple-exercise-1
    ค่า EXIF : 16-35mm.@35mm. f/2.8, 1/125s, ISO200
  2. ตัวแบบยืนทำมุม 90 องศาหรือขนานกับหน้าต่าง หันด้านข้างให้หน้าต่าง
    ผลที่ได้คือ ความเปรียบต่างที่สูงระหว่างแต่ละด้านของใบหน้าที่อยู่ใกล้หน้าต่างและด้านที่อยู่ไกลจากหน้าต่าง
    portrait-simple-exercise-2
    ค่า EXIF : 16-35mm.@35mm., f/2.8, 1/200s, ISO500
  3. ตัวแบบยืนทำมุม 90 องศาหรือขนานกับหน้าต่าง และหันหน้าไปที่หน้าต่าง
    ผลที่ได้คือ แสงยังคงเหมือนแบบฝึกที่ 2 แต่แทนที่ด้านหนึ่งของใบหน้าจะอยู่ในเงามืดนั้น ใบหน้าทั้งสองด้านก็สว่างเพียงพอแต่ด้านหลังหัวจะอยู่ในเงามืดแทน
    portrait-simple-exercise-3
    ค่า EXIF : 16-35mm.@35mm., f/2.8, 1/125s, ISO500

Mitchell ยังได้กล่าวเพิ่มเติมเอาไว้อีกว่า แหล่งกำเนิดแสงเช่นหน้าต่างยังช่วยให้คุณสามารถควบคุมความเข้มของแสงได้อีกด้วย การที่คุณอยู่ห่างจากแหล่งกำเนิดแสงก็หมายความว่าสามารถลอความเข้มของแสงให้น้อยลงได้ และความเข้มของแสงที่น้อยลงก็หมายถึงความเปรียบต่างที่ลดลงของส่วนสว่างและส่วนของเงามืดนั่นเอง

ฉันทำแบบฝึกหัดนี้กับสมาชิกในครอบครัวและจะหลงใหลกับผลที่ได้และยังทำให้คุณจำได้ดีกับสไตล์การถ่ายภาพต่างๆ ที่คุณจะเก็บไว้เป็นทักษะติดตัว และสุดท้ายคุณก็จะสามารถเปลี่ยนการปรับตั้งต่างๆ ทั้งหมดนี้อย่างง่ายดายไปตามตำแหน่งของตัวคุณและตัวแบบของคุณได้อย่างคล่องแคล่วต่อไป

ลองไปฝึกกันนะครับ แล้วมาบอกให้เรารู้สักหน่อยนะ ว่าคุณฝึกมันแล้วได้ผลเป็นอย่างไร

ทดลองแบบฝึกอื่นๆและเรียนรู้เพิ่มเติมจาก Mitchell ในอีบุ๊ค Natural Light eBook

 

ลิ้งค์ไปอ่านต้นฉบับ : http://digital-photography-school.com/a-simple-exercise-on-working-with-natural-light-in-portraits/

 

เขียนโดย : Tombass
เขียนเมื่อ : Sat.2 May,2015 / 21:10 GMT+7 TH

Advertisements

เปลี่ยนกล่องเก่าไม่ได้ใช้ .. ให้กลายเป็น Photo Studio Box ..!!!

ต้นเหตุมันเริ่มจากเมื่อวานนี้ (จันทร์ 11 สิงหาคม 2557) ไปขุดค้นคุ้ยหาของบางอย่างในห้องเก็บของ แต่ปรากฎว่าไม่เจอสิ่งที่ต้องการ แต่กลับเจอหนังสือเก่าคร่ำเล่มหนึ่งของตัวเอง เป็นหนังสือเกี่ยวกับการถ่ายรูป เป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวเข้าสู่โลกของการถ่ายภาพ ซึ่งยุคสมัยนั้นยังไม่มีเทคโนโลยีดิจิตัลเฉกเช่นในปัจจุบันที่จะกดถ่ายไปมั่วๆ ถ้าไม่ดีไม่สวย, วัดแสงผิด, จัดองค์ประกอบพลาดหรืออะไรก็ตามแต่ ก็สามารถกดปุ่ม Delete ลบมันทิ้งซะเลยไม่ต้องให้ใครเห็นเป็นที่น่าอับอาย จะได้ยกหางตัวเองเป็นโปรได้ ทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าระบบวัดแสงทำงานอย่างไรเลย (อุ๊ยตาย .. นอกเรื่องไปหน่อย ขออภัยอย่างแร๊งงงงส์จ้ะ ..!!!)

ในยุคนั้นมันมีแต่ฟิล์มให้เราใช้ ทั้งฟิล์มสไลด์ ฟิล์มสี ขาว-ดำ รวมกับเทคนิคการล้างแบบต่างๆ ทุกอย่างใช้ระบบอัตโนมือล้วนๆ โปรแกรมอัตโนมัติอย่าง PS LR Photoscape หรืออื่นๆ .. ม่ายมีทั้งสิ้น อยากตกแต่งแก้ไขอะไรไปมุดหัวทำเอาในห้องมืดโน่นเลย ทำให้ทุกชัตเตอร์ที่จะกดต้องคิดแล้วคิดอีก ดูทุกอย่างให้ละเอียดรอบคอบ ต้องไม่มีคำว่าพลาดเพราะกว่าจะรู้ว่าดีหรือไม่? ใช้ได้หรือเปล่า? ก็ต้องรอตอนที่ล้าง-อัดรูปออกมาดูแล้วนั่นแหละ และนั่นก็จะหมายถึงเม็ดเงินที่ต้องเสียเพิ่มขึ้นจากความผิดพลาดของเรานั่นเอง ลองสังเกตได้ง่ายๆ ถ้าใครกดชัตเตอร์ช้าๆ กว่าจะกดแต่ละรูปเนี่ยดูแล้วดูเล่า ดูอยู่นั่นแหละให้สันนิษฐานว่าเป็นนักถ่ายภาพยุคฟิล์มแน่ๆ (ฮ่าๆๆ)

มาเข้าเรื่องของเราดีกว่าหลังจากพร่ำพรรณากันมาแล้วสองย่อหน้า ..

จากการที่ชอบไปนั่งดูภาพจากพวกเวบสต็อคทั้งหลาย เห็นรูปภาพแบบที่เป็นโปรดักส์ลอยโดดเด่นบนพื้นหลังสีขาว อันเป็นรูปแบบพื้นฐานของการถ่ายสินค้าเพื่อการโฆษณาทั่วๆ ไปนั่นแหละ มันเป็นอะไรที่ยืดหยุ่นมาก สามารถนำไปได-คัท รีทัช ดัดแปลงเพื่อใช้งานกับแบ็คกราวนด์หลายๆ แบบได้เป็นอย่างดี ภาพแนวนี้ถูกเรียกว่า Isolated Photography ซึ่งเป็นภาพแนวที่ขายดีมากในเวบสต็อคเพราะสามารถนำไปใช้ในเชิงธุรกิจได้หลากหลายมากกว่าภาพแนวอื่น แต่การถ่ายภาพแบบนี้มันต้องใช้อุปกรณ์เสริมบางอย่างเพื่อผลลัพธ์ที่ดีของภาพ ซึ่งก็มีทั้ง Studio Tent, หัวไฟหรือจะใช้โคมไฟอ่านหนังสือก็ไม่ผิดแปลกแต่ประการใด, ขาตั้งหรือ Clamp สำหรับหนีบ, ฉากที่ทำจากกระดาษ ผ้าหรือ PVC ก็ได้ และอุปกรณ์กระจุกกระจิกอีกนิดหน่อย จะว่าไปพอรวมราคาทั้งหมดแล้วก็เล่นเอาหน้าซีดกระเป๋าแบนแฟนทิ้ง(มันทิ้งไปตั้งนานแล้ว ตั้งแต่กระเป๋ายังไม่แบนโน่นแน่ะ .. ฮ่าๆๆๆ)ไปเลย และจากการไปออกไปเดินสำรวจราคาตามร้านค้าที่จำหน่ายอุปกรณ์กล้องชื่อดังและไม่ดังทั้งหลายแหล่ ก็ได้ความว่าจะต้องอนุญาตให้แบงค์ใบละพันปลิวจากกระเป๋าไปตั้งหลายใบเลยเชียว สุดท้ายจึงเห็นควรด้วยว่าน่าจะเก็บของเก่ามาดัดแปลงใช้เองจะดีกว่า จะได้เข้าขากับนโยบายเศรษฐกิจของประเทศในยุคขาลงอย่างเช่นทุกวันนี้

เริ่มจากการเข้าไปรื้อของในห้องเก็บของอีกที เพื่อหากล่องใบใหญ่ๆ ที่แข็งแรงๆ สักใบ พลันเหลือบไปเห็นกล่องใส่ทีวี 25” รุ่นเก่าที่ยังเป็นจอลึกเป็นฟุตไม่ใช่จอแบนบางเป็นกระดาษอย่างในปัจจุบัน(เพราะถ้าเป็นกล่องทีวีจอแบนรุ่นใหม่ก็คงจะใช้ไม่ได้ .. เห็นไม๊ของใหม่ใช่ว่าจะดีกว่าเก่าไปเสียหมด .. ฮาาาาา..) รีบยกออกมาปัดฝุ่นที่เกรอะกรัง หยากไย่ที่ห้อยย้อยระโยงระยางอย่างกับของเก่าในบ้านผีสิงที่รายการทีวีบางรายการชอบเอามามอมเมาคนดู

หลังจากทำความสะอาดปัดกวาดเช็ดถูให้พอดูดีมีชาติตระกูลขึ้นมาหน่อย ก็เริ่มเอาไม้บรรทัดวัดจากขอบเข้ามาด้านละ 3” แล้วตีเส้นเป็นกรอบเอาไว้ให้รอบ เพื่อประกาศแลนด์มาร์กเอาไว้ แต่ทำแค่ 3 ด้านพอนะ อีกด้านที่เหลือเอาไว้เป็นพื้นของกล่อง ส่วนด้านบน-ล่างไม่ต้องทำอะไร

จากนั้นก็ลงมือตัดเจาะเคาะดึงล้วงลับจับแกะเกาเขย่าขยอก(อันนี้โอเวอร์ไปหน่อยแล้ว . ฮี่ๆๆ ..) ก็แค่เอาคัตเตอร์ตัดเจาะไปตามเส้นกรอบที่เราขีดเอาไว้นั่นแหละ ก็จะได้กล่องใส่ทีวีที่มีรูขนาดใหญ่ 3 ด้าน เอาล่ะ .. เดี๋ยวเราจะกลับมาทำกล่องกันต่อ ..

ตอนนี้ออกไปเดินเล่นห้างสรรพสินค้ากันซะหน่อย แผนกเครื่องเขียนนะ เรากำลังจะไปตามหากระดาษไขหรือกระดาษลอกลาย ที่ห้างดอกบัวมีจำหน่ายอยู่ม้วนละ 19 บาท มีอยู่ 5 แผ่น ขนาดประมาณ 60×70 ซม. แล้วก็กระดาษแข็งสีขาวที่อีกด้านเป็นสีเทา ราคา 22 บาท กระดาษแข็งสีดำด้านหลังสีขาว ราคา 22 บาทเช่นกัน กาว UHU Stick อันนี้ราคา 50 กว่าบาทมั๊งหรือจะใช้กาวลาเท็กซ์ก็ได้นะ จากนั้นก็ออกจากห้างดอกบัวไปต่อกันที่ห้างเดอะ M เข้าไปซื้อกระดาษโปสเตอร์สีดำ 3 แผ่นๆ ละ 19 บาท ส่วนสีขาว 2 แผ่นๆ ละ 29 บาท(แพงอ่ะ..) ส่วนอุปกรณ์อื่นเช่น กรรไกร คัตเตอร์ ไม้บรรทัดเหล็ก แผ่นรองตัด กระดาษกาวผ้า ถ้ามีแล้วก็ไม่ต้องซื้อ ถ้าไม่มีก็ซื้อติดบ้านไว้เป็นประจำก็ดีนะ และสุดท้ายสิ่งสำคัญที่จะลืมไม่ได้ก็คือหลอดไฟและโคมไฟ(ถ้ายังไม่มี)ครับ จะใช้แบบหลอดตะเกียบประหยัดไฟหรือจะเป็นหลอด LED (ประหยัดไฟกว่า..) จะวัตต์สูงวัตต์ต่ำก็ตามแต่กำลังทรัพย์และกำลังศรัทธาของญาติโยมสาธุชนแต่ละท่านเลย อย่าลืมสังเกตดูอุณหภูมิของแสงด้วยนะครับ ที่ผมซื้อมาเป็นหลอด LED ของ OSRAM แบบ Daylight 6500K ขนาด 6W(40W) ความสว่างอยู่ที่ 400 ลูเมนส์ ราคาจะอยู่ที่ 179 บาทต่อหลอด ผมใช้ 2 หลอดนะ

ได้ของครบตามที่ต้องการก็แวะซื้อเบอร์เกอร์ปลาที่เชสเตอร์กริลล์สักหน่อยในฐานะที่อุตส่าห์จัดโปรมาล่อให้ซื้อซะขนาดนี้ ก็เลยต้องสนองตอบความตั้งใจไปสัก 3 ชิ้นกำลังดีเผื่อจะได้เอาเก็บไว้กินคืนนี้ที่อาจจะอยู่ทำกล่องสตูดิโอจนดึกดื่น เอาล่ะสตาร์ทรถรีบขับกลับบ้านก่อนที่รถจะติดในห้างดีกว่า

กลับมาถึงบ้านก็มาบรรเลงกันต่อ

ป้ายกาวให้ทั่วที่ด้านในกล่องบริเวณที่จะติดกระดาษไขแล้วก็เอาแปะลงไปเลย พยายามรีดให้เรียบสม่ำเสมอทั่วกัน(แต่มันไม่เรียบขนาดนั้นหรอก แต่ก็พอใช้ได้อยู่นะ) จัดการให้ครบทั้ง 3 ด้าน เอากระดาษโปสเตอร์สีดำ ติดที่ฝากล่องทั้ง 4 ให้ทั่วเพื่อป้องกันแสงสะท้อน ส่วนด้านใน(ด้านหลังที่เคยเป็นก้นกล่อง)ก็เอากระดาษแข็งวางให้โค้งๆ ไปด้านข้างหน่อยๆ แล้ววางทับอีกทีในแนวเดียวกันด้วยกระดาษโปสเตอร์สีขาวเพื่อเป็นแบ็คกราวนด์ พื้นกล่องเอากระดาษโปสเตอร์สีดำวางเอาไว้แล้วเอากระดาษโปสเตอร์สีขาววางแนวตั้งให้มันโค้งๆ นะจะได้ไม่เห็นเป็นขอบเป็นสันเวลาถ่าย

จากนั้นจัดเอาโคมไฟทั้ง 2 ดวงไว้ที่ด้านข้าง เปิดไฟส่องผ่านกระดาษไขเข้ามาเลย ส่วนด้านบนที่เป็นช่องติดด้วยกระดาษไขไว้นั้น เราจะใช้เพิ่มแสงบนได้(ถ้าต้องการ) เอากล้องตัวเก่งประกบไว้บนขาตั้งกล้องแล้วเลือกตำแหน่งของแหล่งกำเนิดแสง ระยะและทิศทางเพื่อให้ได้ผลของภาพตามที่เราจินตนาการเอาไว้ในหัวได้เต็มที่ จากนั้นก็มาเริ่มสนุกกับการจัดแสงได้ ณ บัดนี้

 

เขียนเมื่อ : วันอังคารที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2557 เวลา 16:00 น.
ผู้เขียน : Tombass

20130921 เลาะเลียบเจ้าพระยา .. จากท่าเตียนสู่ท่าพระอาทิตย์ ..

กลับมาเขียนเอนทรี่นี้ตามสัญญา หลังจากเอนทรี่ก่อนพาไปค้นหาตัวตนของคนไทยในมิวเซียมสยาม เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ได้พบเจอตัวตนที่แท้จริงของเพื่อนๆ กันบ้างหรือเปล่า? หากใครยังไม่แน่ใจในตัวตนวันนี้ลองตามผมมาเดินเลาะเลียบริมฝั่งเจ้าพระยา ให้รองเท้าคู่เก่าพาสองเท้าออกย่ำไปบนเส้นทางสายอดีตของเกาะรัตนโกสินทร์กับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปเมื่อยุคสมัยได้เปลี่ยนแปลง แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนก็คือสายน้ำแห่งชีวิตเส้นนี้ก็ยังคงทำหน้าที่หล่อเลี้ยงชีวิตของคนทั้งสองฟากฝั่งอยู่มิรู้วาย แม่เจ้าพระยาคงได้แต่เฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงของชีวิตความเป็นอยู่ที่ถูกกลืนกินโดยลัทธิทุนนิยมจนหลงลืมวิถีดั้งเดิม เธอคงได้แต่เสียใจอยู่อย่างเงียบๆ ไร้หนทางต่อสู้ ไร้ซึ่งปากเสียงที่จะร้องขอ หรือจะได้แต่รอให้จิตสำนึกรักษ์น้ำรักษ์เจ้าพระยาค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาในใจ หรือรอให้ใครสักคนสักกลุ่มที่จะออกมาปกป้อง อย่าให้ถึงวันที่แม่น้ำเจ้าพระยาตายจากเราไปเสียก่อนที่คนรุ่นหลังจะได้เห็นความงดงามอุดมสมบูรณ์ของแม่แห่งสายน้ำเส้นนี้เสียล่ะ

เอาล่ะ .. หลังจากบ่นๆๆๆ เรื่องความมักง่าย ไร้ระเบียบวินัย ไร้จืตสำนึกในการอนุรักษ์ไปเสียหนึ่งย่อหน้า ผมก็ขอพาเพื่อนๆ กลับมาสู่เรื่องราวที่จะนำเสนอในเอนทรี่นี้กันบ้าง

(ซ้าย)มัคคุเทศก์กิติมศักดิ์ของพวกเราครับ ..

เรื่องราวเล็กๆ ของชีวิตความเป็นอยู่และทำมาค้าขายตลอดสองฝั่งข้างทางทั้งเลียบแม่น้ำและริมแม่น้ำ เรื่องมันเริ่มจากตอนที่ออกมาจากมิวเซียมสยามในเอนทรี่ก่อน ก็ได้ลองเดินเรื่อยเปื่อยตามทาง ออกไปสู่บริเวณท่าเตียนโดยมีเพื่อนร่วมก๊วนที่เป็นเจ้าถิ่นย่านนี้เพราะเป็นศิษย์เก่าลูกแม่โดมอาสาเป็นมัคคุเทศก์กิติมศักดิ์ให้ เพราะถ้าปล่อยให้ผมเดินเองละก็ค่ำนี้ก็คงไม่ถึงจุดหมายปลายทางเป็นแน่ โดยเฉพาะอากาศตอนเที่ยงๆ ที่ร้อนเอาการเช่นนี้เลยต้องพากันหาอะไรที่โบราณๆ ดื่มแก้กระหายกันสักหน่อยให้สมกับที่ได้มาเดินทัศนาจรในเส้นทางสายประวัติศาสตร์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เชียวนะ ร้านรวงทั้งในตึกเก่าริมถนนรวมไปถึงร้านค้าริมทางเท้าก็เริ่มคึกคักขึ้นอีกครั้งเมื่อเวลาอาหารกลางวันมาถึง แต่พวกเรายังไม่หิวเท่าไรนักเลยยังคงเดินดุ่มๆ กันต่อไปอย่างไม่ย่อท้อพร้อมกับกาแฟโบราณคนละแก้วให้ดูดเล่นไปตลอดทาง

 
(ซ้าย) ร้านขายอาหารริมทาง .. / (ขวา) แมวน้อยของใครเดินมาคลอเคลียอยู่ใกล้ๆ .. เดี๋ยวก็แอบหิ้วกลับบ้านซะเลย ..

เพื่อนๆ เคยนึกสงสัยกันไหมว่าทำไมแถวนี้เค้าถึงเรียกกันว่า “ท่าเตียน” ..???

ตำนานเรื่องแรกที่ผมได้ยินตั้งแต่ตอนเด็กๆ มีคนเฒ่าคนแก่เค้าเล่าต่อๆ กันมาว่า เหตุมันเกิดจากยักษ์วัดแจ้ง(วัดอรุณฯ) ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามมาตีกับยักษ์วัดโพธิ์ (บร๊ะเจ้า ..  การยกพวกตีกันนี่มันมีมาตั้งแต่สมัยโน้นเลยแฮะ สงสัยยีนด้อยชอบความก้าวร้าวที่ถ่ายทอดต่อกันมาเพิ่งจะมาแสดงผลชัดเจนกันในเจเนอเรชั่นปัจจุบันนี้ ..) ทั้งสองฝ่ายเข้าตะลุมบอนกันจนฝุ่นตลบ บ้านเรือนแถบนั้นพังยับราบเป็นหน้ากลอง ชาวบ้านเลยเรียกว่า “ท่าเตียน” กันตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ซึ่งอันนั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องนิยายปรัมปราไปสักหน่อย ผมเลยต้องไปค้นประวัติความเป็นมาแบบเป็นทางการสักนิดจนได้ข้อสันนิษฐาน (อุ๊ย .. ใช้คำได้ทันสมัยซะด้วยสิเรา .. 555+) เป็นสองแนวทางดังนี้

 
(ซ้าย) อาหารทะเลตากแห้งมีขายเยอะจริงๆ .. / (ขวา) ร้านส้มตำอินเตอร์นะจ๊ะ .. เมนูภาษาอังกฤษซะด้วย ร้านค้าร้านอาหารแถวนี้แทบทุกร้านส่งภาษาอังกฤษฟุดฟิดฟอไฟกับชาวต่างชาติได้สบายๆ ..

ข้อสันนิษฐานแรก มีว่า ..

“ …เพลิงไหม้เมื่อวันศุกร์ ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 1 เวลายามเศษ ไฟไหม้เสียหายจำนวนมาก เป็นเรือนหม่อมเจ้าในกรมสุรินทร์รักษ์ (กรมหมื่นสุรินทรรักษ พระนามเดิม พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าฉัตร ต้นราชสกุล ฉัตรกุล ณ อยุธยา) 28 หลัง โรงพระองค์เจ้ามหาหงส์ (พระองค์เจ้ามหาหงษ พระนามเดิม พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ามหาหงษโสภาค ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นสุรินทรรักษ) 3 หลัง เรือน 13 หลัง เรือนข้าราชการและราษฎร 44 หลัง ศาลาวัดสองหลังครึ่ง โรงงานของในหลวง 1 โรง ประตูท่าช้างล่าง ตัวไม้ในโรงเรือนที่จะใช้สร้างวังและพระอารามหลวงกว่าร้อยต้น.. ”

          เพลิงไหม้ในครั้งนั้นกินเนื้อที่กว้างขวางมาก เป็นเหตุให้บริเวณนั้นราบเรียบเตียนโล่งผิดตาจากเดิม จนคนทั่วไปใช้เป็นที่หมายเรียกลักษณะเด่นของบริเวณนั้นว่า “ท่าเตียน”

อืมมม .. อันนี้ดูจะเข้าเค้าเหมือนกันแฮะ .. ลองมาดูอีกแนวทางหนึ่งกันบ้าง

…มีผู้สันนิษฐานว่ามาจากคำว่า “ฮาเตียน” ซึ่งเป็นชื่อหนึ่งในประเทศญวน ชาวญวนได้อพยพเข้ามาตั้งฐานพำนักในประเทศไทยหลายครั้งหลายหน และกระจายอยู่ทั่วไปทั้งในพระนครและธนบุรี มีชาวญวนบางคนซึ่งเห็นภูมิประเทศบริเวณนี้คล้ายคลึงกับภูมิประเทศส่วนหนึ่งของเมืองฮาเตียนที่เคยอยู่อาศัยจึงเรียกบริเวณนั้นว่า “ฮาเตียน” เพื่อให้คลายความคิดถึงถิ่นฐานที่เคยอยู่ ต่อมาจึงเพี้ยนเป็นสำเนียงไทยว่า “ท่าเตียน” อาจกล่าวได้ว่าบ้านญวนแห่งแรกบนเกาะรัตนโกสินทร์คือบ้านญวนในแถบท่าเตียนถึงพาหุรัด เรียกว่าญวนฮาเตียนหรือท่าเตียนในปัจจุบันนั่นเอง

นี่ก็มีความเป็นไปได้อยู่พอสมควร .. อันนี้ก็แล้วแต่เพื่อนๆ จะเลือกแนวทางไหนก็แล้วกันนะครับ

[ที่มาของข้อมูล : ศูนย์ข้อมูลเกาะรัตนโกสินทร์, ห้องสมุดดิจิทัลของมหาวิทยาลัยศิลปากร. ไม่ทราบปี. “ชุมชนท่าเตียน.” [ระบบออนไลน์]. http://www.lib.su.ac.th/rattanagosin_web/?q=node/241 (18ธันวาคม 2558). ]

 
(ซ้าย) ระหว่างทางลงไปท่าพระจันทร์ ..  / (ขวา) วัตถุมงคล ของที่ระลึก เสื้อผ้า ฯลฯ วางเรียงรายดูละลานตารอนักท่องเที่ยว ..


(ซ้าย) ถนนแห่งศรัทธา / (ขวา) พี่เค้ากำลังได้อารมณ์เลย ..

จากท่าเตียนคราวนี้ก็มาถึงท่าช้าง-วังหลังกันบ้าง ท่าเรือนี้อยู่สุดถนนที่คั่นกลางระหว่างวัดพระแก้วกับสนามหลวง(ถนนหน้าพระลาน) ย่านนี้ของกินเยอะแยะเป็นที่ฝากท้องของผมในอดีตเมื่อสิบห้าปีก่อนครั้งที่ยังมาเรียนเขียนเวบไซต์ที่ม.ศิลปากร(วังท่าพระ) ขอยืนยันตรงนี้เลยว่าอาหารอร่อยๆ มีให้เลือกกินกันไม่หวาดไม่ไหวชนิดที่ว่าตอนเข้ามาเรียนหุ่นเพรียวอยู่ดีๆ แต่พอจบออกไปอีกทีพุงปลิ้นหน้ากลายเป็นกะละมังซะหยั่งงั้น แต่ไม่ได้ไปซะนานไม่รู้ว่าร้านเก่าแก่ดั้งเดิมจะยังคงอยู่ดีกันหรือเปล่า หรือว่ามีล้มหายตายจากกันไปบ้างแล้ว วันนี้ไม่ได้แวะเยี่ยมเยือนท่าช้างฯ เพราะหัวหน้าก๊วนพาพวกเราเดินผ่านถนนมหาราชเลี้ยวทะลุไปข้างวัดมหาธาตุที่เป็นแหล่งรวมของอีกหนึ่งอาชีพที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้ด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของคนไทยที่มีมาแต่ดั้งเดิม พระพุทธรูป พระเครื่อง เครื่องราง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และวัตถุมงคลอื่นๆ ที่คุณจะหาเช่ากันได้ตลอดทั้งสองฝั่งของถนนแคบๆ เส้นนี้ ตาดีได้ตาร้ายเสียเพราะมีทั้งจริงที่มีตำนานเล่าขานมายาวนานรองรับหรือมีทั้งแบบจำลองขึ้นใหม่เพื่อจำหน่ายเป็นของที่ระลึกกับชาวต่างชาติก็เยอะ ซึ่งบางครั้งก็ทำเลียนแบบได้เหมือนมากและก็เหมือนมากเสียจนแทบจะแยกแยะกันไม่ออกอยู่แล้ว ผมก็ได้แต่เดินๆ ดูไปเรื่อยๆ กดชัตเตอร์ซ้ายทีขวาทีไปตลอดทาง


ศาสนา .. นำพาให้ได้มาเจอกัน .. ศรัทธาใช่ว่าจะดูกันแค่เปลือกนอก ..

แล้วก็มาถึงท่าพระจันทร์จนได้ ต้องขอบคุณมัคคุเทศก์กิติมศักดิ์ของพวกเราที่พาเดินเลาะเลี้ยวไปมาจนโผล่ที่หน้าประตูของม.ธรรมศาสตร์ วันนี้ก็เลยได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมสักครั้ง สิ่งแรกที่มองหาคือยอดโดมอันเป็นแลนด์มาร์กที่โด่งดังของที่นี่ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตบัณฑิตผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายและการเมืองที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศ โดยมีชื่อเรียกกันจนติดปากว่า “เสือเหลือง-สิงห์แดง” ซึ่งหมายถึงคณะนิติศาสตร์และคณะรัฐศาสตร์ของม.ธรรมศาสตร์นั่นเอง (ที่มา https://th.wikipedia.org/wiki/คณะนิติศาสตร์_มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ )

 
(ซ้าย) ยอดโดมที่เป็นสัญลักษณ์ของม.ธรรมศาสตร์ .. / (ขวา) มุมนี้มองจากแถวๆ ลานปรีดี พนมยงค์ ..

(ซ้าย) อนุสาวรีย์พ่อปรีดีของชาวธรรมศาสตร์ ตั้งอยู่ที่หน้าแม่โดม ..

เราลองมาอ่านประวัติความเป็นมาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กันพอสังเขปนะครับ

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถือกำเนิดขึ้นจากการจัดตั้งโรงเรียนกฎหมายใน พ.ศ. 2440 โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม แต่ครั้งมีพระยศที่พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ฯ เพื่อให้การศึกษาอบรมด้านนิติศาสตร์โดยเฉพาะซึ่งไม่เคยมีมาก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ดี ถึงแม้ครั้งนั้นมีสถานะเป็นแต่โรงเรียนอันมิใช่ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ กระนั้นก็ได้มีแจ้งความของโรงเรียนเกี่ยวกับกำหนดการสอบไล่ของนักเรียนกฎหมายลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาอันเป็นหนังสือพิมพ์ข่าวราชการด้วย สำหรับที่ตั้งของโรงเรียนกฎหมายนั้นได้แก่ห้องเสวยของเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมซึ่งอยู่ถัดจากห้องทรงงาน โดยเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมทรงให้การศึกษาด้วยพระองค์เองเมื่อทรงเสร็จสิ้นการเสวยพระกระยาหารกลางวันแล้ว ครั้นมีนักเรียนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงมีการย้ายไปทำการเรียนการสอนยังตึกสัสดีหลังกลาง กระทรวงยุติธรรม (อ่านต่อ)

นั่งพักดื่มน้ำดื่มท่าสอดส่ายสายตาไปรอบๆ มิได้มีเจตนาแอบแฝงอันใดดอก เพียงเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาเยือนเลยต้องทำตัวเสมือนกล้องซีซีทีวีหมุนซ้ายทีขวาทีเพื่อเก็บบันทึกภาพสวยๆ ดีๆ เอามาเป็นวัตถุดิบใช้เล่าเรื่องในเอนทรีนี้ยังไงล่ะ(ดูๆๆ .. ข้ออ้างฟังขึ้นเชียวเนอะ ..ฮ่าๆๆ) ..


ฝั่งตรงข้ามลานปรีดีฯ เป็นโรงพยาบาลศิริราช ..

(ซ้าย) สาบานได้ว่าผมจะถ่ายร้านค้าข้างหลังโน่น ที่ผมนึกว่าเป็นร้านก๋วยจั๊บชื่อดังแห่งย่านถนนพระอาทิตย์ แต่กล้องมันโฟกัสพลาดเองน่ะครับ .. จริงจริ๊งงงง (เสียงสูงปรี๊ดดด) ..

หลังจากคลายร้อนจากอากาศอบอ้าวช่วงกลางวัน ก็ได้เวลากันสักที บ่ายๆ อย่างนี้ก็พากันเดินเลาะเรียบผ่านโรงเรียนนาฏศิลป์ที่เค้าร่ำลือว่าสาวๆ สวยยิ่งนักเพื่อใช้เป็นทางผ่านทะลุออกไปลอดใต้สะพานปิ่นเกล้าฝั่งพระนครเข้าสู่ถนนพระอาทิตย์ ไปปิดทริปนี้กันที่สวนสันติชัยปราการที่ตั้งอยู่บริเวณโค้งป้อมพระสุเมรุนั่นแหละครับ ระหว่างทางผ่านร้านก๋วยจั๊บญวนชื่อดังที่อร่อยจนหลายคนต้องมาจัดสักมื้อทั้งรายการทีวี เวบไซต์ บล็อกเกอร์ เฟซบุ๊คเพจพากันรีวิวไม่ขาด แม้กระทั่งเพจ/บล็อคส่วนตัวก็ยังยอมลงทุนเสียตังค์มากินเองเพื่อถ่ายรูปทำรีวิวเพราะมันอร่อยคุ้มจริงๆ พลาดไปล่ะเสียดายแย่ (ผมไม่ได้บอกชื่อร้านเพราะไม่ได้มาโฆษณา ถ้าใครอยากรู้ให้อากู๋ช่วยเสิร์ช รับรองเจอได้ไม่ยากไม่เย็นแน่นอน ..)


อ๋อ .. ร้านเค้าอยู่ตรงนี้นี่เอง ..


พระที่นั่งสันติชัยปราการ ศาลาไทยหลังคาจัตุรมุข เป็นเครื่องไม้ทั้งหมด ที่หน้าบันมีลวดลายแกะสลัก ประดับตราสัญลักษณ์พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ ..

สวนสันติชัยปราการในตอนบ่ายแก่ๆ แบบนี้ยังไม่มีใครมาใช้บริการสักเท่าไร คงมีแต่พวกเราและคู่รักวัยรุ่นอีกคู่ที่กำลังแอ็คท่าถ่ายรูปกันกระหนุงกระหนิง ส่วนพวกเรามีแต่ชายหนุ่มบึกบึนถึกแกร่งทนทุกสภาวะแบกกระเป๋ากล้องใบเบ้อเริ่มพร้อมกับขาตั้งกล้องยาวครึ่งเมตรอีกคนละอันดูพะรุงพะรังดีพิลึก จะถ่ายพวกเดียวกันเองให้เปลืองชัตเตอร์เค้าท์เล่นๆ ก็กระไรอยู่ กล้องคู่ใจคงจะทำหน้ายี้ไม่อยากเก็บภาพหนุ่มโฉดแต่ละนายไว้ในกล้องให้เสียเซลฟ์ เลยหันไปถ่ายศาลา ถ่ายต้นไม้ ถ่ายแม่น้ำ ถ่ายตึกรามบ้านช่องไร้สาระไปตามเรื่องจนสมควรแก่เวลาจึงพากันแยกย้าย ขากลับเลยได้มีโอกาสใช้บริการเรือด่วนเจ้าพระยาจากท่าพระอาทิตย์ไปลงท่าเตียน เพื่อต่อรถโดยสารประจำทางปรับอากาศกลับบ้าน นั่งหลับๆ ตื่นๆ ไปสี่ชั่วโมงกว่าจะถึงแถวๆ บ้าน ยังต้องต่อรถอีกสองต่อเล่นเอาสะบักสะบอมกว่าจะเข้าบ้านได้ก็มืดตึ๊อตื๋อ เปิดประตูเข้ามาก็เจอข่าวในพระราชสำนักกำลังออกอากาศอยู่พอดี

  
(ซ้าย) เส้นทางเดินเข้าสู่พระที่นั่ง .. / (กลาง) จากใต้ร่มเงาแห่งความความร่มเย็น .. / (ขวา) ตระหง่านง้ำค้ำฟ้าท้าทายแสงจ้าแห่งดวงตะวัน ..

สรุปทริปนี้ได้พารองเท้าคู่เก่าออกก้าวเดินย่ำไปในเส้นทางสายอดีตแห่งเกาะรัตนโกสินทร์สมใจอยาก ได้ทดสอบสมรรถภาพความอดทนของร่างกายไปในตัวอีกด้วย แต่สิ่งที่ได้กลับมาหาใช่ภาพถ่ายที่สวยงามเลิศเลออะไรไม่ ความรู้สึกและสำนึกตระหนักถึงเรื่องราวมากมายจากอดีตที่หลายคนหลงลืมไปต่างหากล่ะ ที่ยังตราตรึงฝังรากลึกลงไปในเซลล์สมอง บันทึกเอาความทรงจำอันน่าประทับใจไว้ให้ได้ซาบซึ้งถึงวิถีชีวิตดั้งเดิมแห่งสยามประเทศที่ถูกความเปลี่ยนแปลงแห่งทุนนิยมมาพรากชุมชนดั้งเดิมไปเลือนหายไปตามกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลง

เอนทรี่นี้ผมทำตัวเป็นเด็กดีมีสาระเผื่อจะได้เป็นประโยชน์กับผู้อ่านบ้าง ต้องขอขอบคุณที่ติดตามอ่านกันจนจบนะครับ ..

ภาพของทริปนี้

 

เขียนโดย : นายเมษา
เขียนเมื่อ : วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2558 เวลา 23:46 น. GMT+7 TH

20130921 ย้อนเวลาหาตัวตนแห่งคนไทย .. ใน “มิวเซียมสยาม” ..


ขอบคุณภาพจาก WikiPedia

ตอนนั้นมีคนชวนไปอบรมถ่ายรูปที่จัดขี้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชาการถ่ายภาพเพื่องานวารสารศาสตร์ ของคณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง หลังจากเข้าอบรมภาคทฤษฎีกันไปแล้วก็ต้องมีภาคปฏิบัติน่ะสินะมันถึงจะครบถ้วน โดยคณะผู้จัดอบรมเลือกเอาบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์เป็นสถานที่ฝึกถ่ายรูป กำหนดการช่วงเช้าทีมงานก็จะพาไปซึมซับกับวิถีไทยในมิวเซียมสยามกันก่อน หลังจากนั้นก็แบ่งผู้เข้าร่วมอบรมออกเป็นกลุ่มย่อยๆ มีหัวข้อให้ไปถ่ายรูปเพื่อเล่าเรื่องราวผ่านภาพถ่ายให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ของการอบรมในครั้งนี้ พอตกเย็นก็ตัวใครตัวมัน และมีเวลาอีกประมาณสองสัปดาห์ในการส่งภาพเพื่อนำมาจัดแสดงนิทรรศการบริเวณบอร์ดประชาสัมพันธ์ของคณะสื่อสารมวลชนที่อาคารสุโขทัย ชั้น 10 ภายในมหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวหมาก

วันนั้นผมตื่นแต่เช้าเพื่อไปเจอกับทีมงานตามเวลานัดหมาย แต่การจราจรในเช้าวันเสาร์ดูจะไม่ได้แตกต่างจากวันทำงานปกติสักเท่าไร กว่าจะดั้นด้นจากบางกะปิไปถึงสนามหลวงก็เล่นเอาหลับสลับตื่นกันไปหลายต่อหลายรอบ พอเลี้ยวผ่านจากถนนราชดำเนินกลางมาได้รถประจำทางปรับอากาศสาย ปอ.60 ก็มาจอดที่ข้างสนามหลวง พนักงานเก็บค่าโดยสารตะโกนบอกมาไกลๆ ว่าสนามหลวงให้ลงป้ายนี้ ผมนี่คว้ากระเป๋ากล้องพร้อมขาตั้งรีบกระโดดลงแทบจะไม่ทัน มองซ้ายมองขวาเลิ่กลั่กไม่เห็นมิวเซียมสยามที่ว่านั่นเลยสักนิด เห็นแต่ช้างสามเศียรยืนที่สามแยกหัวมุมวัดพระแก้วตรงข้ามกับศาลหลักเมืองอยู่ไกลลิบๆ งานนี้เห็นทีไม่แคล้วตรูจะต้องเดินทางไกลแบบวิชาลูกเสือสามัญที่เรียนกันตอนมัธยมเป็นแน่แท้ อีกไม่กี่นาทีก็จะถึงเวลาที่นัดหมายกันแล้ว ผมยังไม่มีวี่แววจะไปถึงมิวเซียมสยามเลยสักนิด คิดได้ดังนั้นแล้วก็พลันรีบออกเดินมุ่งหน้าไปทางศาลหลักเมืองนั่นแหละแล้วค่อยไปถามพ่อค้าแม่ขายแถวๆ นั้นอีกที


เธอคนนนี้มาพร้อมกับแฟนหนุ่ม .. เลยแอบขอยืมตัวมาเป็นแบบสักหน่อย ..

ระหว่างที่เดินเลาะเรียบริมถนนไปได้สักสิบก้าว ก็เห็นชาวต่างชาติกำลังโยนอาหารให้นกพิราบอยู่ แสงเงาที่ลอดช่องว่างระหว่างต้นไม้มาตกกระทบตัวแบบ พร้อมกับฝูงนกที่บินโฉบกินอาหารกันพรึ่บพรับ สองมือของผมก็เปิดกระเป๋าโดยอัตโนมัติหยิบกล้องออกมาส่องผ่านวิวไฟน์เดอร์ ขยับซ้าย-ขวา หน้า-หลังหามุมที่ถูกใจ หมุนวงแหวนโฟกัสให้ชัดที่ตัวแบบ หรี่รูรับแสงแคบสักนิดเพื่อเผื่อระยะชัดให้ครอบคลุม กดปุ่มเช็คระยะชัดลึกดูสักหน่อย จากนั้นนั่งชันเข่าย่อตัวเตรียมพร้อมรอจังหวะ และในไม่กี่อึดใจเสียงชัตเตอร์ก็ลั่นออกไปเป็นชุดราวกับปืนกล แหมๆๆ เพื่อความชัวร์มันต้องยิงเผื่อเอาไว้กันพลาดสักนิดสิ จะได้มีไว้เลือกหลายๆ ภาพหน่อยน่ะ

ได้มาแล้วหนึ่งภาพแรกสำหรับวันนี้ ดูจะเป็นการเริ่มต้นที่ดีแต่เส้นทางนี้ยังอีกยาวไกลนัก เพราะแม่ค้าที่หน้าศาลหลักเมืองบอกว่า มิวเซียมสยามนะเหรอ เดินตรงไปสุดทางโน่นพร้อมชี้มือบอกทิศทาง ไกลแค่ไหนผมไม่รู้หรอกแต่หน้าของเธอที่ทำปากจู๋กับท่าทางชี้โบ๊ชี้เบ๊ของเธอที่ตั้งใจบอกผมนั้นมันดูใสซื่อจริงใจ สื่อให้ผมรู้สึกได้เลยว่า เออ .. มันอยู่ไกลจากตรงนี้อีกเยอะจริงๆ นะ เลยอุดหนุนน้ำเปล่าเธอมาขวดนึงเพื่อเอาไว้เรียกความสดชื่นยามที่ต้องเสียน้ำในร่างกายกับระยะทางที่แสนไกล

ผมเดินไปบนทางเท้ากว้างขวางผ่านหน้ากระทรวงกลาโหมที่มีปืนใหญ่หลายกระบอกตั้งเรียงรายอยู่ในสนามหญ้าติดทางเท้า นี่ถ้าผมไม่มีนัดคงได้แวะเข้าไปจัดรูปปืนใหญ่ใกล้ๆ ด้วยเลนส์มุมกว้างเอาตึกสีเหลืองอ่อนของกระทรวงกลาโหมเป็นฉากหลังที่หลายๆ คนชอบมาเก็บภาพกันจนกลายเป็นมุมมหาชนอีกมุมหนึ่งไปแล้ว แต่วันนี้ได้แต่คำรามฮึ่มๆ ในลำคอว่าฝากเอาไว้ก่อนเถอะ วันข้างหน้าข้าจะมาเอาคืน เพราะวันนี้คงต้องเดินกันอีกไกลและอาจจะต้องเดินกันอีกทั้งวันด้วยแน่ๆ

เดินเรื่อยๆ แต่เล่นเอาเหงื่อโทรมเหมือนกันนะ ผ่านกรมรักษาดินแดนที่ครั้งหนึ่งในอดีตผมเคยมาสมัครเป็นกำลังพลสำรองของกองทัพในช่วงเรียนมัธยมปลาย เรียกกันแบบชาวบ้านๆ ก็คือเรียน รด.นั่นแหละครับ ต้องมาสมัครกันที่นี่แหละครับ เรียนจบสามปีก็มารับสมุดเล่มเล็กๆ สีเขียว หรือ สด.9 ก็ที่นี่อีกเหมือนกัน ผ่านช่วงรด.หัวเกรียนมาได้แบบทุลักทุเลแต่ก็ประทับใจสุดๆ เหมือนกัน ขนาดว่าวันเวลาผ่านไปแล้วเกือบ 30 ปี แต่พอหลับตานึกถึงเมื่อไหร่ภาพเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้นมันก็ผุดขึ้นมาให้เห็นชัดเจนเป็นฉากๆ เลยทีเดียว เอาไว้ถ้ามีโอกาสวันหลังจะมาเล่าให้ฟังในบล็อคก็แล้วกัน

 
ป้อมอะไรผมไม่ทันสังเกตชื่อ .. มัวแต่ก้มหน้าก้มตาเดินๆๆๆๆ .. เพราะเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ..

มาเรื่องของเรากันต่อดีกว่า ถึงสวนเจ้าเชตุก็ข้ามถนนไปเดินฝั่งวัดโพธิ์กันดีกว่า เพราะต้องเดินเลาะกำแพงวัดโพธิ์นี่แหละไปจนสุดทาง แล้วเดินต่อไปอีก(ไม่)นิด(ล่ะ เพราะเล่นเอาน้ำที่ซื้อมาหมดขวดกันเลย .. – -!)ก็จะถึงมิวเซียมสยามกันเสียที ถ้าเดินเลยไปอีกนิดเดียวก็ปากคลองตลาดแล้วล่ะนะ หรือเพราะว่าผมเดินเยอะมากนับดูแล้วก็หลายกิโลเมตรอยู่นะ เหนื่อยจนไม่อยากถ่ายรูปอะไรระหว่างทางเลย ช่วงแรกๆ ก็ยังสะพายกล้องอยู่ พอหลังๆ เก็บกล้องเข้ากระเป๋า ก้มหน้าก้มตาเดินๆๆๆๆ อยากจะให้ถึงเร็วๆ อยากนั่ง อยากพักตากแอร์เย็นๆ เป็นที่สุด เหนื่อยนะขอบอก เดินคนเดียวกลางแดดยามเช้าที่แสนจะอบอุ่น แต่ดูเหมือนจะอุ่นมากไปหน่อยนะ (อุ่น+ๆ+ๆ+ๆ+ๆ+ๆ+ๆ+ๆ = ร้อน .. โฮกกกกก ..) ไปถึงก็ไม่เจอใครแล้ว เพราะกว่าผมจะเดินมาถึงก็เลยเวลานัดหมายไปร่วมชั่วโมง ผู้เข้าร่วมอบรมท่านอื่นคงเข้าไปเยี่ยมชมมิวเซียมสยามกันหมดแล้ว ..


ด้านหน้ามิวเซียมสยาม .. กำลังขุดทางเท้าอยู่ .. ดูอุจาดดีแท้ ขุดแล้วก็กลบ แล้วอีกหน่วยงานนึงก็มาขุดใหม่ พอกลบเสร็จ .. ก็จะมีมาขุดๆ กลบๆ เรื่อยไปแบบนี้ ..

ผมตามเข้าไปทีหลังโดยเสียค่าธรรมเนียมเข้าชม 100 บาท ได้บัตรผ่านประตูพร้อมสูจิบัตรแนะนำมิวเซียมสยาม ระบุว่าที่นี่ดูแลโดยสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ ตัวอาคารเป็นตึกเก่าของกระทรวงพาณิชย์ มี 3 ชั้น มีห้องจัดแสดง 17 ห้อง แบ่งเป็น 17 ธีม ในรูปแบบเรียงความประเทศไทย เรียนรู้ผ่านสื่อประสมที่สามารถโต้ตอบกับผู้เข้าชมได้ โดยต้องเดินชมห้องจัดแสดงไปตามลำดับ เริ่มจากชั้น 1 ไปชั้น 3 แล้วลงมาต่อที่ชั้น 2 ซึ่งมีรายละเอียดของการจัดแสดงดังนี้

ชั้นที่ 1

  • ตึกเก่าเล่าเรื่อง ห้องจัดแสดงความเป็นมาของอาคารกระทรวงพาณิชย์เดิม การบูรณะซ่อมแซม รวมถึงการกลายเป็นมิวเซียมสยามในปัจจุบัน
  • เบิกโรง (Immersive Theater) ห้องฉายภาพยนตร์สั้นเพื่อนำเข้าสู่การชมมิวเซียมสยาม ผ่านตัวละครต่าง ๆ
  • ไทยแท้ (Typically Thai) ห้องแสดงวัฒนธรรม เอกลักษณ์ของไทย พร้อมการไขว่าแท้ที่จริงแล้วสิ่งเหล่านี้เป็นของไทยแท้หรือไม่

ชั้นที่ 3

  • เปิดตำนานสุวรรณภูมิ (Introduction to Suvarnabhumi) ห้องจัดแสดงที่ตั้งของดินแดนที่เรียกว่าสุวรรณภูมิ ชาติพันธุ์ในดินแดนนี้ และวิธีการขุดค้นหลักฐานทางประวัติศาสตร์
  • สุวรรณภูมิ(Suvarnabhumi) ห้องจัดแสดงความเป็นอยู่ของผู้คนในสุวรรณภูมิ การติดต่อกับต่างประเทศ และหลักฐานประวัติศาสตร์สุวรรณภูมิ
  • พุทธิปัญญา (Buddhism) ห้องแสดงหัวใจพระพุทธศาสนาและเรื่องราวที่แสดงถึงสัจจธรรม
  • กำเนิดสยามประเทศ (Founding of Ayutthaya) ห้องแสดงเรื่องราวความเป็นมาอาณาจักรต่าง ๆ ในดินแดนสยาม และตำนานต้นกำเนิดกรุงศรีอยุธยา
  • สยามประเทศ (Siam) ห้องแสดงเรื่องราวความเป็นอยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา และรูปจำลองเรือแบบต่าง ๆ ตั้งแต่เรือพื้นบ้านถึงเรือพระราชพิธี
  • สยามยุทธ์ (War Room) ห้องแสดงรูปแบบการรบ กำลังพล และการทำสงครามในสมัยอยุธยา

ชั้นที่ 2

  • แผนที่ ความยอกย้อนบนแผ่นกระดาษ (Map Room) ห้องแสดงแผนที่ประเทศไทยในสมัยต่าง ๆ
  • กรุงเทพฯ ภายใต้ฉากอยุธยา (Bangkok, New Ayutthaya) ห้องแสดงเรื่องราวเมื่อสิ้นกรุงศรีอยุธยา เริ่มตั้งกรุงธนบุรี จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ การอพยพของคนชาติต่าง ๆ ในสยาม และการเปรียบเทียบว่ากรุงรัตนโกสินทร์เหมือนกับกรุงศรีอยุธยาอย่างไร
  • ชีวิตนอกกรุงเทพฯ (Village Life) ห้องแสดงวิถีชีวิตของคนในชนบทนอกกรุงเทพฯ โดยมีเรื่องข้าวเป็นหลัก
  • แปลงโฉมสยามประเทศ (Change) ห้องแสดงการเปลี่ยนแปลงสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 และเรื่องราวของถนนเจริญกรุง
  • กำเนิดประเทศไทย (Politics & Communications) ห้องแสดงเรื่องราวในสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย
  • สีสันตะวันตก (Thailand and the World) ห้องแสดงวัฒนธรรมตะวันตกที่เริ่มเข้ามาในประเทศไทย
  • เมืองไทยวันนี้ (Thailand Today) ห้องอุโมงค์กระจกขนาดใหญ่ มีโทรทัศน์ขนาดเล็กรายล้อมทั่วห้อง
  • มองไปข้างหน้า (Thailand Tomorrow) ห้องสำหรับแสดงความคิดเห็นของผู้เข้าชม ด้วยระบบคอมพิวเตอร์แสดงข้อความบนผนัง

คุณสามารถเข้าเยี่ยมชมเวบไซต์อย่างเป็นทางการได้ที่นี่
ส่วนของข้อมูลเพิ่มเติมอ่านได้จากที่นี่
และนี่ก็เป็นพิกัดของมิวเซียมสยามครับ 13.744203, 100.494133

จากตรงนี้ให้ภาพเล่าเรื่องก็แล้วกันนะ ..


อ๊บ อ๊บ .. คนกบแดง ..

 
ถ้าอยากรู้ว่าคืออะไร ..? ต้องไปดูเองครับ ..


ความเป็นอยู่ตามวิถีไทย .. บนดินแดนสุวรรณภูมิ ..

  
ดูกันว่า .. จุดกำเนิดเกิดมาเป็น “ไทย” ได้อย่างไร ..?


หลักคำสอนที่ไม่เคยล้าสมัย ..


หัวใจของพระพุทธศาสนา ..

 
การจัดขบวนเรือพระราชพิธี .. / เรือสำเภาที่เข้ามาค้าขายกับสยามในยุคนั้น ..


สยามยุทธ์ .. สมัยอยุธยาทหารไทยเค้ามีวิธีรบกับศัตรูผู้รุกรานกันอย่างไรนะ ..?

 
ปืนใหญ่น่ะของจริง .. ใส่กระสุนได้ ยิงได้ด้วยนะ .. แต่ระเบิดในจอภาพแบบมัลติมีเดียอินเตอร์แอ็คทีฟ .. ทันสมัยสุดๆ ..


เรื่องราวของแผนที่ .. มาดูโลกในแบบสองมิติกันดูบ้าง ..

 


วิถีชีวิตของชนบท .. เรื่องข้าวเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศชาตินะ ..


ความเปลี่ยนแปลงของสยามประเทศ .. ถนนเจริญกรุงในวันที่ความเจริญเริ่มคืบคลานเข้ามา ..

  
ของใหม่ๆ ทันสมัยจากตะวันตก .. เข้ามายกระดับความเป็นอยู่ของคนไทยในวันนั้น ..

 
นวัตกรรมใหม่ที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย .. จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ..


หนังสือพิมพ์ .. สื่อมวลชนในวันนั้น .. เป็นปาก(ที่ถูกปิดเสียง)ของคนรุ่นใหม่ในวันที่ประชาธิปไตยเริ่มก่อร่างสร้างตัว ..


หนุ่มสาวสมัยใหม่ .. ต้องใช้ชีวิตหรูหรา .. สังคมไทยเริ่มเปลี่ยนแนวคิด .. ผู้หญิงก็ไม่น้อยหน้าผู้ชายอีกต่อไป ..


ใครมีรถก็มีสาวๆ มานั่งข้างๆ ด้วยเสมอๆ .. ยุคที่เงินตราและบ่อนบาร์รุ่งเรืองถึงขีดสุด ..


ปิดท้ายกันด้วยมุมนี้ .. ประตูอีกด้านหนึ่งของมิวเซียมสยาม ..

วันนี้ยังไม่จบแต่คงต้องขอยกไปเอนทรีหน้า .. เพราะผมจะพาเดินๆๆๆๆๆ .. จากท่าเตียนสู่ท่าพระจันทร์ ชมถนนแห่งศรัทธาที่พุทธศาสนาช่วยสร้างอาชีพให้คนอีกกลุ่ม แล้วไปปิดท้ายกันที่ถนนพระอาทิตย์ยามที่ดวงอาทิตย์ยังสาดแสงที่สวนสันติไชยปราการ ..

ขอบคุณที่ยังติดตามอ่านกันครับ

ภาพจากทริปนี้ครับ

 

เขียนโดย : นายเมษา
เขียนเมื่อ : วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2558 เวลา 19:56 น. GMT+7 TH

20130816 ชัตเตอร์ เอ็กเซอร์ไซส์ .. ในเฟสติวัล วอล์ค .. กับช็อกโกแล็ต วิลล์ .. ตอนที่ 2


ยินดีต้อนรับ .. ผมก็ยินดีที่ได้มาเยือนที่นี่เช่นกันครับ ..

ออกจากเฟสติวัล วอล์ค ก็ตรงดิ่งตามถนนเกษตรฯ-นวมินทร์ ขับตรงข้ามแยกตัดถนนนวมินทร์ไปอีกนิด ก็จะเจอกับกังหันลมขนาดย่อมอยู่ซ้ายมือที่เป็นสัญลักษณ์ของร้านช็อกโกแลต วิลล์อันที่หมายสุดท้ายของวันนี้ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งแห่งที่ถูกกล่าวขานถึงอย่างแพร่หลายในโลกโซเชี่ยล เพราะเป็นร้านอาหารสไตล์ Open ที่บรรยากาศดีมาก มีมุมสวยๆ เยอะแยะมากมายให้บรรดาสาวๆ สาวกโซเชี่ยลเลือกถ่ายเซลฟี่อัพขึ้นเฟซ/อินสตาแกรมไว้อวดเพื่อนๆ กันไม่หวาดไม่ไหว สามารถเข้าไปเดินถ่ายรูปเล่นได้แบบฟรีๆ มีที่จอดรถเพียบพร้อมสะดวกสบายเป็นอย่างยิ่ง ใครอยากนอนค้างก็มีส่วนของที่พักอยู่ด้านหลังอีกด้วย นักท่องเที่ยวต่างชาติมากันเยอะเหมือนกับว่าเป็นอีกจุดหมายหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่บรรดาบริษัทนำเที่ยวจะต้องพาลูกค้ามาเยี่ยมเยือน

แต่ผมก็ไม่ได้ลองทานอาหารของเค้าหรอกนะ ดูจากทัวร์ที่มาลงอย่างไม่ขาดสาย ก็พอจะรับประกันคุณภาพได้ในระดับหนึ่ง จะอร่อยถูกปากท่านหรือจะไม่ถูกใจใครก็ว่ากันไปตามรสนิยม ร้านระดับนี้แล้วคงไม่ยอมทำอะไรให้เสียชื่อร้านเป็นแน่ ส่วนราคาก็ตามระดับของสถานที่ ดูจากเมนูแล้วก็พอๆ กับร้านอาหารชื่อดังในห้างนั่นแหละครับ อาจจะแพงสำหรับบางคนแต่ถ้าแลกกับความสวยงามของบรรยากาศและการออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแล้วก็นับว่าเหมาะสมดีครับ


รถดับเพลิง .. กับปั๊มน้ำมัน(มั๊ง ?) .. อยากรู้ต้องไปดูด้วยตัวเองครับ ..

เริ่มที่ลานจอดรถด้านหน้า พอก้าวลงจากจากรถปุ๊บก็เจอมุมสวยอย่าง Home Town ให้คุณได้ถ่ายรูปกันเลย มีรถดับเพลิงสีแดงสดจอดอยู่ติดกัน ถัดไปก็จัดเป็นแบบร้านขายของชำ ให้ดูเหมือนเป็นร้านค้าในยุคตื่นทองของอเมริกาถึงได้ตั้งชื่อร้านว่า Golden Nugget Miming Company (อันนี้ผมคิดเองเออเองอาศัยดูเอาจากวัสดุที่ใช้สร้างมันออกแนวๆ นั้น แต่ครีเอทีฟของงานนี้อาจจะคิดอย่างอื่นก็เป็นได้) มีผลไม้(ปลอมๆ) ขวดไวน์(จริงๆ แต่น้ำในขวดจะเป็นของจริงหรือเปล่าก็ไม่กล้าลองชิมเสียด้วยสิ) แต่ก็เป็นมุมถ้าชัดตื้นที่สวยงามเลยทีเดียว อีเว้นท์ตรงนี้อาจจะเปลี่ยนไปตามสถานการณ์(ครั้งล่าสุดที่ไปก็ไม่ใช่แบบนี้แล้ว) ถ้ดไปอีกนิดก็จัดเป็นบริษัทนำเข้า-ส่งออกสินค้า แต่ด้านในคาดว่าอ่จจะเป็น Public Relation ของที่นี่มากกว่า ตัวอาคารของที่นี่โดยรวมออกแบบมาได้สวยงามด้วยบรรยากาศแบบยุโรปจนนึกว่าได้ไปเดินเที่ยวอยู่อัมสเตอดัมเลย

 
นี่ไงครับ Golden Nugget .. ทีแรกนึกว่าเป็นพวกร่อนทองซะดี .. / ในแก้ว .. ใช่ไวน์หรือเปล่า ..?


ตรงนี้เหลือแต่ขวดไวน์ ..

 
คุกกี้รันมากับเค้าด้วยเหรอนั่น .. / รัก(LOVE) .. นะจ๊ะ ..


ท่าเทียบเรือสปีดโบ๊ท .. ออกไปซิ่งกันให้น้ำบานเลย ..

ก่อนเดินเข้าไปด้านในก็แวะที่เทียบเรือสักหน่อย พื้นน้ำโดยรอบโดยที่ส่วนห้องอาหารอยู่ตรงกลาง สร้างบรรยากาศร่มรื่นเย็นสบาย มีลมพัดอ่อนๆ ตลอดเวลา ตรงทางเข้ามีศาลาริมน้ำให้เซลฟี่ไปอวดเพื่อนๆ ที่ยังมาไม่ถึงอีกด้วย เดินตรงเข้าไปก็จะเจอ The Southern Railway Station เป็นด่านแรก แต่ไม่มีรถไฟที่นี่หรอกครับจัดเป็นเหมือนชานชาลาแค่นั้นก่อนจะเข้าไปเจอกับป้ายต้อนรับของช็อกโกแลต วิลล์ อีกจุดหนึ่งที่จะต้องมาเซลฟี่ เพราะกลัวคนติดตามไม่รู้ว่าโซเชี่ยลเกิร์ลมาเที่ยวกันที่ไหน ตรงผ่านป้ายชื่อร้านเข้าไปก็เจอกับร้านขายของที่ระลึกอยู่ทางขวามือ สำหรับคนชอบช๊อปปิ้งก็อย่าเพิ่งซื้อเยอะนะ สักถุง-สองถุงก็พอเอาแค่เอาไปเป็นพร๊อบถ่ายรูป เดี๋ยวขากลับค่อยมาจัดเต็มกันให้กระเป๋าฉีก ไม่อย่างนั้นคงต้องแบกของพะรุงพะรังไปเซลฟี่มันคงไม่งามสักเท่าไหร่

  
ทางเข้าครับ .. ที่นี่เค้าที่เป็นชานชาลา .. / แอบดูสาวๆ มาเซลฟี่ .. / ร้านขายของที่ระลึก ..

อีกจุดหนึ่งที่ไม่ควรพลาดนั่นก็คือประภาคารที่อยู่เยื้องๆ กับร้านขายของที่ระลึกนี่แหละ แต่ต้องค่อยๆ ทะยอยกันขึ้นนะ เพราะทางขึ้น-ลงคับแคบควรเข้าคิวรอให้คนข้างบนลงมาก่อนค่อนผลัดกันขึ้นไป จากบนนั้นจะเห็นวิวสวยโดยรอบของช็อกโกแลต วิลล์ได้อย่างเต็มตาในมุมมองแบบเบิร์ด อาย วิว เสียด้วยแต่เวลาเซลฟี่ก็ระวังจะพลาดพลั้งร่วงลงมาด้วยล่ะ เดี๋ยวจะกลายเป็นเซลฟี่สุดท้ายไปเสียฉิบ


เป็ดยักษ์ก็มา ..

 
บรรยากาศรอบๆ .. ต้นไม้และสายน้ำ เข้ากับอาคารสไตล์ยุโรปได้อย่างลงตัว ..


มาถึงช็อกโกแลต วิลล์ต้องมาขึ้นประภาคาร .. รับรองวิวสวยไม่ผิดหวังแน่นอน ..

ลงจากประภาคารก็เดินข้ามสะพานเข้าสู่ส่วนของโต๊ะของแขกที่มารับประทานอาหารแล้ว เราไม่ได้มากินอาหารร้านเค้าก็เลยเดินเลี่ยงๆ มาทางขวา ซึ่งเป็นทางไปห้องน้ำและลานจอดรถด้านในที่กว้างขวางกว่าลานจอดด้านหน้าเยอะเลย ตามทางเดินมีมุมเก๋ๆ ให้นั่งเล่น สามารถพักถ่ายรูปกันได้ ในส่วนของห้องน้ำก็ออกแบบดีไซน์ซะไม่กล้าทำเลอะเลย มันสวยและก็เย็นสบายมาก นั่งทิ้งทุ่นระเบิดไปเล่นเกมส์ในโทรศัพท์ไปน่าจะเพลิดเพลินไม่น้อย ด้านหน้ามีนักดนตรีมายืนเป่าทรัมเปต เป่าแซกโซโฟนอีกด้วย ถ้ามืดๆ เดินมาคนเดียวนี่มีหลอนเหมือนกันนะ เพราะปั้นได้เหมือนจริงมากๆ ใกล้ๆ กันก็มียืนเล่นกีต้าร์แหว่งๆ พังๆ อย่างกับถูกหนูแทะอยู่อีกคน(ดึกๆ ตอนร้านปิดแล้ว สามคนนี่เค้าจะมาเล่นแจมกันหน้าห้องน้ำหรือเปล่าเนี่ยะ)

  
มีมุมสวยๆ ให้นั่งพัก .. ถ่ายรูปได้ทุกที่ทุกมุม .. ไม่มีหวง ไม่มีใครมากวน ..

 
ลุงคนนี้ยืนเป่าทรัมเปตอยู่หน้าห้องน้ำ / ส่วนคนตาคนนี้ก็ยืนเล่นกีตาร์ยังไงก็ไม่รู้ .. ปล่อยให้หนูแทะกีต้าร์จนแหว่งไปซะเกือบครึ่งตัวแล้ว ..


พี่คนนี้แกยืนเป่สแซกโซโฟนอยู่ข้างๆ สวน ..

เอาล่ะตอนนี้ดวงอาทิตย์ก็เริ่มลับขอบฟ้าอยู่ลิบๆ โน่น อากาศเริ่มคลายความอบอ้าวลงไปบ้างแล้ว ลูกค้าก็เริ่มเข้ามาทานอาหารกันเยอะแล้ว เราก็ควรจะคืนพื้นที่ให้ร้านเค้าทำมาค้าขายบ้าง เกรงใจลูกค้าที่เค้ามาทานอาหารแล้วก็เกรงใจร้านเค้าด้วย ดังนั้นพวกเราก็น่าจะกลับกันได้แล้ว ปิดทริปเล้กๆ ใกล้ๆ บ้านกันแต่เพียงเท่านี้ ขอขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนที่ไปออกทริปด้วยกัน ถ้ามีโอกาสดีๆ มีเวลาว่างๆ คงได้มีทริปถ่ายรูปแบบนี้อีกแน่นอน

 
เมฆครึ้มมาอีกแล้วหนอ .. / See you again, แล้วพบกันใหม่เช่นกันเมื่อโอกาสอำนวยนะจ๊ะ ..

บ๊าย บาย ช็อกโกแลต วิลล์ .. ขอบคุณที่สร้างสถานที่ดีๆ สวยๆ ให้ได้ไปเก็บภาพประทับใจกันนะครับ ..
ภาพจากทริปนี้ครับ .. https://goo.gl/photos/VjKuACNC7EQsSPpF8

 

เขียนโดย : Tombass
เขียนเมื่อ : วันปิยมหาราช – วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2558 เวลา 15:02 น. GMT+7 TH

20130816 ชัตเตอร์ เอ็กเซอร์ไซส์ .. ในเฟสติวัล วอล์ค .. กับช็อกโกแล็ต วิลล์ .. ตอนที่ 1


ณ มุมเหงาๆ มุมหนึ่ง .. ในวันที่ฟ้าครึ้มซึมเศร้า ..

หลังจากเมื่อวานได้ไปไหว้หลวงพ่อ(จากเอนทรี่ก่อนนั่นแหละครับ) .. แล้วก็เลยไปต่อที่พัทยาตั้งใจอยู่ว่าจะไปกินดินเนอร์สไตล์คนโสดเคล้าเสียงคลื่นสักมื้อแล้วท่องราตรีต่อสักครึ่งคืนค่อยกลับ แต่พอไปถึงฝนตกพายุกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาสุดท้ายก็ต้องมานั่งกินข้าวไก่แซ่บส์เคเอฟซีในเซนทรัลพัทยา หมดอารมณ์ชิลล์ กินเสร็จตีรถกลับเลยดีกว่าเพราะว่าวันรุ่งขึ้นมีนัดไปบริหารชัตเตอร์กล้องตัวเก่งกับทริปเล็กๆ ใกล้บ้านทริปนี้นี่แหละ

วันนี้นัดน้องๆ ร่วมทริปไว้ที่ ม.รามฯ แล้วก็บึ่งออกเลียบทางด่วนจนถึงแยกตัดกับเกษตร-นวมินทร์(ก็ถนนประเสริฐมนูกิจนั่นแหละ) เลี้ยวซ้ายผ่านแยกแรกให้ขับชิดขวาเอาไว้จนเจอแยกถัดไป จัดการกลับรถแล้วชิดซ้ายโดยพลันเพื่อเลี้ยวซ้ายเข้าเฟสติวัล วอล์คอันเป็นจุดหมายแรกของเราในบ่ายวันนี้


ขอบคุณภาพจาก http://www.kaset-nawamin.com

เฟสติวัล วอล์คตั้งอยู่บนถนนประเสริฐมนูกิจ หรือที่เราๆ ท่านๆ ต่างเรียกกันจนติดปากว่าถนนเกษตร-นวมินทร์ เป็นคอมมูนิตี้มอลล์แห่งแรกๆ บนถนนเส้นนี้ อาคารร้านค้าภายในออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมแนวยุโรป มีร้านสวยๆ ให้ไปแชะไปชิมกันมากมายหลายร้าน รับรองว่าต้องเป็นที่ถูกอกถูกใจเหล่าบรรดาโซเชี่ยลเกิร์ลเป็นแน่ เพราะมีมุมสวยให้แอ๊บท่าปลาทองแก้มป่องตากลมโตบ้องแบ๊ว แช๊ะภาพเด็ดอัพขึ้นอินสตาแกรม หรือจะเช็คอินเฟซบุ๊ครีวิวอาหารสถานที่กันไม่มีเบื่อ จนผมต้องตามไปดูให้เห็นด้วยตาตัวเองสักที ว่าจะมีสาวๆ สวยๆ น่ารักโน๊ะเน๊ะมาเซลฟี่กันเยอะแยะสักแค่ไหน และที่นี่ยังใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำมิวสิควีดีโอของนักร้องสาวสวยคนนึงด้วยนะ อยากรู้ว่าเป็นใคร เดี๋ยวผมเฉลยในตอนสุดท้ายก็แล้วกัน

ตามลิ้งค์เข้าไปดูแฟนเพจของที่นี่ได้ครับ .. https://www.facebook.com/NawaminFestival

แต่วันนั้นที่ออกทริปท้องฟ้าไม่เป็นใจแดดไม่ค่อยมี เมฆครึ้มเต็มท้องฟ้า สเปคตรัมของแสงหายเกลี้ยง ภาพที่ออกมานี่สีสันอย่าให้พูดเลยครับ ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วผมก็เลยเอามาปรับโทนสีเปลี่ยนอารมณ์ภาพเสียใหม่ เอาโทนแบบ Nostalgia ให้มันรู้แล้วรู้รอดไป ดูภาพทริปนี้แล้วรู้สึกเหงาเศร้าหม่นหมองคิดถึงใครบางคนกันบ้างหรือเปล่าครับ .. ฮ่าๆๆ ..???

ให้ภาพเล่าเรื่องบ้างดีกว่านะครับ


ร้าน Hobs นี่ผมเคยไปนั่งดื่มชิลล์ๆ ที่สาขาพัทยานะ .. ขอบอก ใครชอบดนตรีสดต้องห้ามพลาด .. แต่สาขาเฟสติวัล วอล์คยังไม่เคยเข้าไปลองนะครับ ..

 
พื้นที่ในโครงการถูกจัดแต่งไว้อย่างร่มรื่นสวยงาม .. / เหมือนจะมีคลองเล็กๆ อยู่หน้าร้านด้วย .. แหม .. น่าไปนั่งชิลล์กับหนังสือเล่มโปรด(หนังสือน่ะเอาไว้หนุนหัวนะ ..!!! .. ฮ่าๆๆ)

 
มีร้านสวยๆ บรรยากาศดีๆ เยอะแยะเลยครับ .. / ถ้าในน้ำยังมีปลา .. ในแววตาฉันก็จะมีแต่เธอ .. ฮิ๊ววววว ..

 
อยากจะบอกว่า .. เคเอฟซี ก็มีมานะเออ .. / ศิลปะอยู่ทุกที่ .. ไม่เว้นแม้เก้าอี้ริมทาง ..


น้ำพุแบบนี้มีหลายแห่งในโครงการ .. ช่วยคลายร้อนไปได้เป็นอย่างดี .. ฟังเสียงน้ำไหล ปล่อยใจให้จินตนาการกระเจิดกระเจิง ..


มุมนี้ถูกใจผมจริงๆ .. น่ามานั่งจิบชายามบ่ายแล้วผ่อนคลายกับหนังสือสักเล่ม ..

 
อีกมุมหนึ่งที่เงียบสงบ ..  / ร้านนี้ สังเกตจากชื่อร้าน คาดว่าเจ้าของน่าเป็นนักออกแบบตกแต่งภายใน ..

 
เทปม้วนใหญ่ขนาดนี้ แล้วผมจะเอาเครื่องเล่นเทปที่ไหนล่ะเนี่ยะ .. !!! / ป้ายบอกทางภายในโครงการ .. ยังมีดีไซน์เลย .. 


เส้นสายที่นำสายตาไปหา HOBS .. ถึงยามค่ำคืนเมื่อเปิดไฟแล้วคงสวยงามไม่น้อย ..

เอาล่ะ ใกล้ๆ กันถ้าเดินออกไปด้านข้างของเฟสติวัล วอล์คแค่ข้ามถนนก็จะพบกับนวมินทร์ ซิตี้ อเวนิว ที่เป็นคอมมูนิตี้มอลล์ มีของกินของใช้ให้เลือกจับจ่ายกันอีกด้วย ทั้งร้านค้า ธนาคาร คีออสที่จอดเรียงรายกันเต็มไปหมด มีสินค้าหลายหลากมากชนิด ใครใจไม่แข็งพอรับรองมีควักตังค์ซื้อกันจนหมดกระเป๋าได้ง่ายๆ เลยล่ะ


หลังคาของอาคารหลักที่อยู่ตรงกลาง .. ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นแลนด์มาร์กของที่นี่นะ ..


ถูกใจร้านไหนก็แวะเข้าไปนั่งดื่มกินกันตามอัธยาศัย .. ตกเย็นคงจะคนเยอะแน่นอน ..

จริงๆ แล้วไม่ได้ตั้งใจมาเดินที่นี่หรอก แต่เห็นแม็คโดนัลด์อยู่ข้างหน้าแล้วก็มีโปร 1 แถม 1 อยู่ด้วยเลยข้ามมาพักดื่มน้ำดื่มท่านั่งกินเฟรนช์ฟรายกันให้คลายเมื่อยเท่านั้น เลยไม่ได้เดินไปหามุมถ่ายรูปสักเท่าไหร่ เอาไว้คราวหน้าจะสำรวจอย่างจริงจังสักทีแล้วจะเอามาเขียนลงบล็อคให้อ่านกันเพลินๆ

เดี๋ยวเราไปปิดทริปนี้ที่ช็อคโกแลตวิลล์กันในตอนหน้าก็แล้วกันนะครับ ส่วนเอนทรี่นี้ผมก็ขอร่ำลากันไปด้วยมิวสิควีดีโอของน้องหลิว อาราดา กับเพลง ปัดโทะ! .. (ผมเฉลยให้แล้วน๊าาาาา ..)

มีความสุข สนุกกับชีวิตกันทุกคนนะครับ ..

 

เขียนโดย : Tombass
เขียนเมื่อ : วันพุธที่ 21 ตุลาคม 2558 เวลา 7:58 น. GMT+7 TH

20130815 ทางแยกแห่งศรัทธา .. ที่ต่างนำมาซึ่งสิ่งดีๆ ..


โบสถ์ใหม่ .. วันนี้เมฆกระจัดกระจายดีแท้หนอ ..

กลับมาจากไปเตร็ดเตร่ยามค่ำมืดที่ใจกลางกรุงฯ ก็เลยได้มีเวลาว่างสักวันนึง ตั้งใจมานานหลายปีแล้วว่าจะกลับไปไหว้หลวงพ่อโสธรที่แปดริ้วสักครั้ง ซึ่งผมเองได้ไปฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกหลวงพ่อท่านมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กเล็ก ตอนนั้นอายุประมาณสอง-สามขวบนี่แหละ เวลาผมเป็นไข้ไม่สบายทีไร จะเป็นหนักตัวร้อนมากจนชักตาตั้งอยู่บ่อยๆ เกือบจะลาโลกไปซะก็หลายครั้งหลายหน ไม่ว่าจะเลี้ยงยังไงตัวก็ยังเล็กนิดเดียวไม่ยอมโต (ซึ่งผิดกับตอนนี้โดยสิ้นเชิง) พ่อ-แม่ก็เลยเอาผมไปยกให้เป็นลูกหลวงพ่อจะได้ให้ท่านช่วยคุ้มครอง จนผมเอาชีวิตรอดและเติบใหญ่มาได้จนทุกวันนี้

เมื่อครั้นโตขึ้นมาอีกนิดก็มีโอกาสได้ไปอยู่ที่แปดริ้วหลายปีจนจบประถมหกที่นั่น แต่อำเภอที่ผมอยู่มันห่างจากตัวเมืองสักสี่-ห้าสิบกิโลเมตรนี่แหละ สมัยนั้นยังเด็กเกินกว่าจะนั่งรถแดงหวานเย็นเข้ามากราบหลวงพ่อโดยลำพัง จนเข้ามาเรียนต่อชั้นมัธยมที่กรุงเทพฯ ก็เลยยิ่งไม่มีโอกาสได้ไปอีกเลย

ซึ่งตอนนั้นโบสถ์ใหม่ยังไม่มีโครงการจะสร้างเลย วัดเองก็ยังไม่ได้ใหญ่โต ไม่มีพุทธุรกิจพุทธุรกรรมที่่อิงผลประโยชน์กันมากมายจนเกิดเป็นข่าวไม่ดีไม่งามเป็นที่เสื่อมเสียต่อศรัทธาของพุทธมามกะอย่างเช่นทุกวันนี้ หลวงพ่อท่านอยู่ในโบสถ์ของท่านเฉยๆ แต่ต้องแบกรับข้อครหาที่เกิดมาจากเหลือบริ้นที่คอยเกาะกินสูบเลือดจากผู้คนที่ศรัทธาในหลวงพ่อ มันยุติธรรมแล้วแน่หรือ?

 
คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักวัดโสธรเน๊อะ .. / สวยงาม ยิ่งใหญ่อลังการมากๆ ..

แต่สำหรับผมแล้วนั้น อย่างไรเสียวัดกับคนไทยก็ยังคงเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่เคียงคู่กันไม่เสื่อมคลาย ในยามท้อยามหมดหวัง ต้องการกำลังใจ หรือต้องการที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ วัดยังคงมีสิ่งเหล่านั้นให้กับคนที่ทุกข์ท้อกับเรื่องราวในชีวิตอยู่เสมอ วัดเป็นที่สงบร่มเย็น เป็นที่พักพิง เป็นที่ศึกษา เป็นที่ค้นหาความจริง เป็นที่พักพิงเพื่อพิจารณาตัวตนของเรา คำสอนของพระพุทธองค์ไม่เคยล้าสมัย เพียงแค่เราทำความเข้าใจและนำมาปรับใช้กับชีวิตของเราให้ได้ เพราะธรรมะเป็นสิ่งที่จริงแท้แน่นอนของโลก เราไม่อาจปฏิเสธความเป็นไปของชีวิตที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้เอาไว้เมื่อสองพันกว่าปีก่อนได้หรอก

กลับมาสู่เรื่องราวการเดินทางกลับไปไหว้(หลวง)พ่อของผมกัน ครั้งนี้ไปแบบสงบสุภาพ อาจไม่ได้เก็บภาพมากมายอะไร แต่สิ่งที่ได้ไปเก็บกลับมาคือความสดชื่นเย็นสบายใจ แม้อากาศจะร้อนอบอ้าว แดดออกสลับกับฝนตลอดทั้งวันก็เถอะ แต่ในใจมันชุ่มชื่นดีแท้

 
บนยอดมณฑปเป็นยอดฉัตรทองคำหนัก 77 กิโลกรัม .. !!!! / เดินมาจากทางหลังโบสถ์เก่าก็จะเจอหลังโบสถ์ใหม่ ใครไปเข้าห้องน้ำห้องท่าเดินออกมาก็เจอมุมนี้แหละครับ ..

ออกเดินทางกันตอนสายๆ เหมือนเดิม เพราะผมไม่นิยมออกไปจอดติดอยู่บนถนนยามเช้าวันอังคารที่ยังเป็นวันทำงานของชาวกรุง มุ่งหน้าไปตามถนนเสรีไทย ผ่านมีนบุรี หนองจอก เข้าสู่จังหวัดฉะเชิงเทราหรือที่คนบ้านๆ รุ่นราวคราวเดียวกับผมจะเรียกกันจนติดปากว่า “แปดริ้ว”

คำว่า “แปดริ้ว” นี่มันมีที่มานะครับ ไม่ใช่ว่าจู่ๆ นึกอยากจะเรียกขึ้นมาเฉยๆ .. มาสิๆ ล้อมวงกันเข้ามาผมขออาสาจะเล่าให้ฟัง

เรื่องนี้ครูสมัยประถมของผมสอนมาอีกที แต่จะอ้างชื่อของท่านคงไม่เหมาะ และอีกอย่างผมเองก็จำชื่อท่านไม่ได้แล้วด้วย ก็ตอนนั้นผมเพิ่งจะอยู่ชั้นประถมห้า อายุก็น่าจะประมาณแปด-เก้าขวบละมั๊ง (ลองนับเวลาก็ผ่านมาได้เกือบจะสี่สิบปีแล้วนี่นะ) เรื่องมีอยู่ว่า ..

สมัยครั้งยังอยู่ในยุคอดีต บ้านเมืองสยามยังไม่ได้เป็นปึกแผ่น หัวเมืองใหญ่ๆ แต่ละแว่นแคว้นเขตคามดาษดื่นก็มีวัฒนธรรมประเพณีรวมไปถึงการเมืองการปกครองเป็นแบบเฉพาะของตัวเอง และเมื่อความเจริญรุ่งเรืองเริ่มทวีมากขึ้นก็มีการขยับขยายอาณาเขตกันกว้างขวางใหญ่โตจนตั้งเป็นอาณาจักรต่างๆ ได้ เช่นอาณาจักรโยนก อาณาจักรหริภุญชัย อาณาจักรล้านนา อาณาจักรทวารวดี อาณาจักรละโว้ แล้วแต่ละอาณาจักรก็ได้รับอิทธิพลทางความเชื่อจากชนชาติต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียงแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่

ขอบคุณภาพจาก http://pantip.com

ซึ่งเมืองแปดริ้วเองนั้นก็ได้รับอิทธพลของอารยธรรมขอมจากอาณาจักรทวารวดีที่แผ่ขยายอำนาจครอบคลุมแถบลุ่มแม่น้ำของภาคกลางเช่นกัน ซึ่งจะว่าไปในยุคนั้นอารธรรมขอมรุ่งเรืองมากแผ่ขยายเข้ามาทางตะวันออกกินอาณาบริเวณเกือบทั้งดินแดนสุวรรณภูมิเลยทีเดียว ดังจะเห็นปราสาทแบบขอมถูกสร้างขึ้นมากมายทั้งในภาคกลางและอีสาน ถ้าใครเคยอ่านวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง “หุบเขากินคน” ก็คงจะมองภาพอาณาจักรฟูนันอันยิ่งใหญ่ที่เป็นต้นกำเนิดของอาณาจักรขอมอันรุ่งโรจน์ในอดีตกาลได้เป็นอย่างดี ซึ่งชะตากรรมของอาณาจักรขอมเองก็ไม่ได้ต่างจากกรีกหรือโรมัน คือเมื่อรุ่งเรืองถึงขีดสุดก็จะล่มสลายไปในบั้นปลาย เพราะอะไรก็ลองไปวิเคราะห์กันดูนะครับ

ไม่รู้ว่าอาณาจักรรัตนโกสินทร์ของเราจะล่มสลายไปเพราะผู้นำบางคนที่ขาดไร้ความสามารถ ยังกล้าเสนอตัวมาถือหางเสือนำพารัฐนาวาจนเกือบจะอัปปาง เดินตามรอยกรีกและโรมันไปติดๆ ถ้าไม่ได้ผู้นำน้ำดีที่เข้ามาเด็ดหัวคนชั่วๆ ป่านนี้เราคงได้ลิ้มรสความวอดวายเฉกเช่นเดียวกับที่อาณาจักรใหญ่ๆ ได้รับรู้มาแล้วเป็นแน่

กลับมาเรื่องของเรากันต่อครับ .. แต่เดิมเมืองแปดริ้วมีชื่อเป็นภาษาเขมรว่า “สตึงเตรง” หรือ “ฉทึงเทรา” แปลว่าคลองลึก ซึ่งก็น่าจะหมายถึงแม่น้ำบางปะกงอันเป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านใจกลางเมืองนั่นเอง แต่คนไทยเราได้ยินไม่ถนัดเพราะไม่คุ้นกับสรรพเสียงสำเนียงแบบเขมรก็เลยเรียกเพี้ยนกันไปเป็น “ฉะเชิงเทรา” หรือ “แซงเซา”

ในสมัยนั้นเมืองฉทึงเทราเป็นเมืองหน้าด่านที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก ในน้ำมีปลาในนามีข้าว จนเป็นที่ร่ำลือกันไปทั่วเขตแคว้นแดนขวานทองว่าปลาช่อนในคลองลึกนั้นตัวใหญ่มาก เวลาจับได้ชาวบ้านก็จะใช้วิธีถนอมอาหารแบบพื้นบ้านด้วยวิธีแล่เป็นริ้วๆ แล้วเอาไปตากแดดให้แห้งเก็บไว้กินได้หลายเดือน แต่เพราะความที่เจ้าปลาช่อนของเมืองฉทึงเทรามันตัวใหญ่มากๆๆๆ เหลือเกินจนแล่ออกมาได้ถึงแปดริ้วเลยทีเดียว (อันนี้คนโบราณเค้าเล่าต่อๆ กันมาครับ ผมไม่ขอคอนเฟิร์มนะจ๊ะ เพราะผมเองก็ไม่เคยเห็นปลาช่อนตัวใหญ่ขนาดนั้นเหมือนกัน)


ปลาช่อนตากแห้ง แต่นี่ไม่ถึงแปดริ้วหรอกนะ .. (ขอบคุณภาพจาก http://www.weekendhobby.com)

ลองนึกภาพปลาช่อนแห้งนะครับ ถ้าเราขอดเกล็ดควักไส้แล้วเอามีดกรีดที่หลังของตัวปลาเป็นแนวตามความยาวจากหัวไปหาง ส่วนตรงกระดูกกลางตัวก็กรีดแบบเดียวกันให้ถึงท้องของตัวปลาเลย โดยก้างปลาก็ทิ้งให้ติดอยู่กับเนื้อปลาอย่างนั้น คุณก็จะได้ปลาช่อนที่แบออกเป็นสองข้างโดยมีแค่ส่วนของท้องและแนวด้านล่างของตัวปลาที่ยังติดกัน จากนั้นทาเกลือให้ทั่วแล้วเอาไปตากแดดแรงๆ วิธีนี้จะช่วยตากปลาให้แห้งได้อย่างทั่วถึงแล้วยังสะดวกในการพลิกให้โดนแดดทั้งสองข้างอีกด้วย แต่ถ้าใครนึกไม่ออกเย็นนี้ลองออกไปร้านขายกับข้าวแล้วซื้อมาลองทอดกินกันดู ปลาช่อนแดดเดียวควันกรุ่นสะเด็ดน้ำมันจากกระทะกินกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยอย่าบอกใครเชียว ไม่ต้องไปหากับข้าวอื่นมาเพิ่มให้สิ้นเปลืองเลยล่ะ


ปลาช่อนแดดเดียวทอดกรอบๆ กลิ่นหอมเย้ายวนใจจนน้ำลายสอ .. ตักข้าวสวยร้อนๆ มารอกันได้เลยครับ .. (ขอบคุณภาพจาก http://uppic.kaweeclub.com)

กว่าจะถึงตำนานปลาช่อนแปดริ้ว ผมก็พาเพื่อนๆ ออกไปค้นประวัติชื่อ “ฉะเชิงเทรา” เสียด้วยเลย ไหนๆ ก็พูดกันเรื่องชื่อทั้งสองชื่อของจังหวัดนี้อยู่แล้ว
(ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก http://rrulocal.rru.ac.th)

กลับสู่ปัจจุบัน .. สมัยนี้มีอาคารจอดรถของวัดสูงใหญ่หลายชั้นตั้งอยู่ตรงข้ามโบสถ์ใหม่ เลยเข้าไปจากที่จอดรถด้านหน้าที่อยู่บริเวณตลาดหน้าวัดที่พ่อค้าแม่ขายเอาสินค้ามาวางขายกันนั่นแหละ อาคารจอดรถกว้างขวางสะดวก ปลอดภัย ไม่เก็บค่าบริการ เพียงแต่ต้องเดินไกลขึ้นอีกนิดนึง(นิดนึงจริงๆ นะ ..)กว่าจะมาถึงริมถนนเพื่อข้ามไปไหว้หลวงพ่อ แต่ถ้าวันไหนแดดแรงๆ หน่อยก็เรียกเหงื่อพอให้เสื้อชื้นๆ ได้เหมือนกัน ส่วนในระหว่างทางก็มีร้านค้าเรียงรายขายของกินของฝากให้ได้บริหารข้อมือควักกระเป๋าตังค์ออกมาจับจ่ายมากมายละลานตาจนเลือกซื้อกันไม่หวาดไม่ไหว ถูกใจร้านไหนก็เข้าร้านนั้นครับ สินค้าเหมือนๆ กันแทบจะทั้งตลาด

หลังจากไหว้หลวงพ่อองค์จำลองที่โบสถ์เก่าเสร็จเรียบร้อย ก็ต้องเดินเข้าไปไหว้หลวงพ่อองค์จริงที่ในโบสถ์ใหม่ด้วย เพราะในโบสถ์ใหม่ไม่อนุญาตให้จุดธูปเทียน ให้วางดอกไม้ได้อย่างเดียว เพราะฉะนั้นถ้าใครจะมาจุดธูปไหว้หลวงพ่อ เช่าบูชาวัตถุมงคล บริจาคค่าน้ำค่าไฟ เสี่ยงเซียมซี ฯลฯ หรือจ้างละครไปรำแก้บนก็ไปทำที่โบสถ์เก่า หากใครประสงค์จะไหว้หลวงพ่อไม่ได้มาทำพุทธุรกิจกรรมอื่นๆ ก็เข้าโบสถ์ใหม่ได้เลย


ผมนั่งแอบอยู่ข้างเสา .. มุมนี้ก็เห็นหลวงพ่อชัดเจนเหมือนกัน ..

ผมเข้าไปนั่งจุ้มปุ๊กกราบหลวงพ่ออยู่ข้างเสาต้นแรกทางซ้ายมือของประตูทางเข้าซึ่งจะมองเห็นหลวงพ่อได้ชัดเจนพอสมควร ไม่ต้องเบียดเสียดแย่งกันเข้าไปนั่งพื้นที่ด้านหน้าหลวงพ่อที่มีคนเข้าไปนั่งกันจนเต็มแน่นเอี้ยดแล้ว ตรงที่ผมนั่งอยู่ไม่ค่อยมีใครมานั่งเบียดด้วย ก็เลยนั่งพักสบายๆ ไม่ต้องรีบลุกออก อากาศภายในโบสถ์สงบร่มเย็นน่านอนมากต่างกับข้างนอกราวฟ้ากับเหว ผมอ่านบทสวดอารธนาหลวงพ่อโสธรที่ผู้มีจิตศรัทธาทำมาบริจาคให้โดยทำเป็นแผ่นป้ายพลาสติกแข็งติดตั้งเอาไว้ข้างองค์หลวงพ่อ

ผมนั่งพินิจพิจารณาซึมซับความงดงามขององค์หลวงพ่อโสธรอยู่พักใหญ่ พลันนึกถึงประวัติความเป็นมาขององค์หลวงพ่อที่เกี่ยวเนื่องกับตำนานเรื่องของพระพุทธรูปสามพี่น้อง ที่ผมจะเล่าให้ฟังจากย่อหน้านี้เป็นต้นไป ตามสไตล์ของผมที่ออกไปเที่ยวก็ต้องพร้อมจะเก็บเกี่ยวสาระดีๆ ติดไม้ติดมือกลับมาด้วย


ดูกันใกล้ๆ ชัดๆ ครับ .. องค์หลวงพ่อท่านงดงามไร้ที่ติจริงๆ ..

พระสามพี่น้องเป็นพระพุทธรูปติดอันดับหนึ่งของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ พระสามพี่น้องที่จะกล่าวถึงก็คือพระสามพี่น้องที่สร้างปาฏิหาริย์ลอยน้ำมาขึ้นในจังหวัดต่างๆ ซึ่งก็คือ หลวงพ่อวัดบ้านแหลม (วัดเพชรสมุทรวรวิหาร) จังหวัดสมุทรสงคราม, หลวงพ่อโสธร วัดโสธรวรารามวรวิหาร จังหวัดฉะเชิงเทรา และหลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่ในจังหวัดสมุทรปราการ

มาเริ่มที่ตำนานเรื่องแรกกันก่อนครับ

ตำนานเล่าว่าพระสามพี่น้องนี้เป็นพระที่สร้างขึ้นโดยพี่น้องสามคนเพื่อเป็นพุทธบูชา โดยพี่ชายคนโตเป็นคนที่เกิดวันพุธ จึงสร้างพระปางอุ้มบาตร, คนกลางนั้นเกิดวันพฤหัสบดีจึงสร้างพระปางสมาธิ, ส่วนน้องคนสุดท้องสร้างพระปางมารวิชัย แล้วต่อมาก็ว่ากันว่าพระพุทธรูปทั้งสามองค์นี้ถูกนำมาซ่อนในแม่น้ำเพื่อหลบพม่า หรือบ้างก็ว่าเกิดอุบัติเหตุจากการขนย้ายทางเรือ แต่สุดท้ายแล้วพระพุทธรูปทั้งสามองค์นั้นก็เป็นพระที่อยู่ในแม่น้ำเหมือนกัน เมื่อพระพุทธรูปทั้งสามอยู่ในแม่น้ำทางภาคเหนือก็แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ล่องลอยมาตามแม่น้ำ และแต่ละองค์ได้เลือกสถานที่ต่างๆ เป็นที่ประดิษฐานมาจวบจนทุกวันนี้


ขอบคุณภาพจาก http://www.aecnews.co.th

หลวงพ่อวัดบ้านแหลม (วัดเพชรสมุทรวรวิหาร) หรือ วัดศรีจำปาในอดีต โดยตำนานเล่าว่าชาวบ้านแหลม ได้ไปจับปลาในปากอ่าว ในขณะที่ลากอวนจับปลาอยู่นั้นก็ได้ลากติดพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรขึ้นมาหนึ่งองค์ ชาวประมงต่างดีใจอาราธนาท่านขึ้นประดิษฐานบนเรือ แล้วรีบตีกลับในทันทีในขณะที่กำลังกลับลำเรือจะมุ่งหน้ากลับตำบลแม่กลอง ผ่านหน้าวัดศรีจำปาก็ได้เกิดเรื่องประหลาดขึ้นคล้ายๆ กับว่าหลวงพ่อท่านประสงค์ที่จะขึ้นประดิษฐานที่วัดนี้ จึงบันดาลให้เกิดพายุฝนกระหน่ำอย่างรุนแรง ทำให้เรือที่บรรทุกหลวงพ่อมานั้นทนคลื่นลมไม่ไหว ก็เอียงโคลงไปโคลงมา จนหลวงพ่อท่านเคลื่อนตกจากเรือจมหายไปอีกครั้ง

ชาวประมงบ้านแหลมต่างช่วยกันดำน้ำหาอยู่หลายวันก็ไม่พบ ชาวบ้านศรีจำปาทราบข่าวก็ช่วยกันดำน้ำค้นหากันอีกครั้ง ด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อที่ได้เลือกที่ขึ้นประดิษฐานและจะอยู่เป็นมิ่งขวัญของชาวบ้านแถวนี้ ท่านก็ได้ปรากฏองค์ให้เห็นอีกครั้งตรงจุดเดิมที่ท่านจมลงไป ชาวบ้านศรีจำปาจึงช่วยกันอาราธนาท่านขึ้นแล้วนำไปประดิษฐานไว้ที่วัดศรีจำปา  แต่ชาวบ้านแหลมมีข้อแม้ว่าจะต้องเปลี่ยนชื่อวัดเสียใหม่เป็นชื่อว่า “วัดบ้านแหลม” เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้จดจำว่าเป็นกลุ่มแรกที่ได้พบพระพุทธรูปองค์นี้ จากนั้นวัดศรีจำปาจึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น “วัดบ้านแหลม” นับแต่นั้นเป็นต้นมา

หลวงพ่อโสธร (วัดโสธรวรารามวรวิหาร จังหวัดฉะเชิงเทรา) หลวงพ่อโสธรนี้ถือว่าเป็นพระสามพี่น้ององค์กลาง ที่ลอยตามกระแสน้ำมาออกที่แม่น้ำบางปะกง แล้วจากนั้นก็ได้ลอยวนไปวนมาผุดขึ้นตรงบริเวณหน้าวัดหงส์ ซึ่งเล่ากันว่าตรงจุดที่หลวงพ่อลอยวนอยู่หน้าวัดหงษ์นั้นเดิมมีเสาใหญ่ยอดหงษ์ วัดนี้จึงถูกเรียกว่าวัดหงส์ ต่อมาหงษ์บนยอดเสาได้ชำรุดหักลงทางวัดจึงได้นำธง 8 ริ้วไปติดไว้บนยอดเสาแทน จนชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า แปดริ้ว

พอหลวงพ่อโสธรมาลอยวนหยุดอยู่บริเวณนี้ก็ทำให้ชาวบ้านตื่นตกใจ ช่วยกันฉุดชักขึ้นฝั่งแต่ก็ไม่สำเร็จ จนต้องมีผู้รู้มาแนะนำให้ตั้งศาลเพียงตาบวงสรวงกล่าวคำอัญเชิญชุมนุมเทวดามาอาราธนาท่านขึ้นจากแม่น้ำ โดยใช้เพียงสายสิญจน์คล้องที่พระหัตถ์เท่านั้นก็สามารถอาราธนาท่านขึ้นมาบนฝั่งได้สำเร็จ ชาวบ้านต่างดีใจพร้อมใจกันอัญเชิญหลวงพ่อท่านไปประดิษฐานที่วัดโสธรวรารามวรวิหารนับแต่นั้นมา

พระสามพี่น้ององค์เล็กปางมารวิชัยคือ หลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่ใน (วัดพลับพลาชัยชนะสงคราม) อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ โดยผุดขึ้นที่ปากคลองสำโรง แล้วชาวบ้านแถวนั้นได้อาราธนาขึ้นจากน้ำโดยใช้แพลากจูง อีกทั้งยังอธิษฐานว่าจะขึ้นฝั่งประดิษฐานเป็นมิ่งขวัญที่ใด ก็ขอให้แพหยุดอยู่กับที่ไม่เคลื่อนไหวตรงนั้นแล้วแพก็มาหยุดนิ่งไม่ยอมเคลื่อนไหวหน้าวัดบางพลีใหญ่ใน ชาวบ้านเลยอาราธนาขึ้นประดิษฐานที่วัดนี้ ตำนานอาจจะแตกต่างมีการผิดเพี้ยนไปบ้างกันไปบ้าง ซึ่งเป็นธรรมดาของการบอกเล่าปากต่อปากที่เล่าสืบต่อกันมา

ที่มา: http://www.lucksiam.com
สยามเมืองยิ้ม (Thailand: Land of Smile)

เอาล่ะ .. ผมยังมีตำนานอีกเรื่องหนึ่งที่นับว่าได้รับความเชื่อถือศรัทธาเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน เป็นตำนานเล่าขานเรื่องของหลวงพ่อลอยน้ำ 5 พี่น้องครับ

กาลครั้งหนึ่งมีพี่น้องชาวเมืองเหนือ 5 คน บวชเป็นพระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนาและได้สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดาบันมีฤทธิ์อำนาจทางจิตมาก ได้พร้อมใจกันตั้งจิตให้สัจจะอธิษฐานว่า

“เกิดมาชาตินี้จะขอบำเพ็ญบารมีช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ แม้ตายไปแล้วก็จะสร้างบารมีช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ต่อไปจนกว่าจะถึงซึ่งนิพพาน”

ครั้นพระอริยบุคคลทั้งห้าองค์นี้ดับขันธ์ไปแล้วก็เข้าสถิตอยู่ในพระพุทธรูปทั้งห้าองค์ มีความปรารถนาจะช่วยปลดเปลื้องทุกข์ให้คนทางเมืองใต้ จึงพากันแสดงฤทธิ์ปาฏิหาริย์ให้พระพุทธรูปทั้งห้าองค์ลอยน้ำมาทางใต้ตามแม่น้ำสายหลักของภาคกลางทั้ง 5 สาย ชาวบ้านชาวเมืองตามริมฝั่งแม่น้ำเห็นพระพุทธรูปทั้งห้าองค์ลอยน้ำมาก็พากันเลื่อมใส จึงได้นำพระพุทธรูปเหล่านั้นขึ้นฝั่งและอาราธนาให้ขึ้นประดิษฐานอยู่ตามวัดต่างๆ ที่ใกล้เคียงกับจุดที่ชะลอองค์พระขึ้นจากแม่น้ำ

โดยพระพุทธรูปองค์แรก ลอยมาตามแม่น้ำบางปะกงแล้วขึ้นประดิษฐานอยู่ที่วัดโสธรวรารามวรวิหาร อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา เรียกว่า “หลวงพ่อโสธร”
พระพุทธรูปองค์ที่สอง ลอยมาตามแม่น้ำนครชัยศรี ขึ้นประดิษฐานอยู่ที่วัดไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม เรียกว่า “หลวงพ่อวัดไร่ขิง”
พระพุทธรูปองค์ที่สาม ลอยมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา ขึ้นประดิษฐานอยู่ที่วัดบางพลีใหญ่ใน อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เรียกว่า “หลวงพ่อโต”
พระพุทธรูปองค์ที่สี่ ลอยมาตามแม่น้ำแม่กลอง ขึ้นประดิษฐานอยู่ที่วัดเพชรสมุทรวรวิหาร (วัดบ้านแหลม) อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม เรียกว่า “หลวงพ่อบ้านแหลม”
และพระพุทธรูปองค์ที่ห้า ลอยมาตามแม่น้ำเพชรบุรี ขึ้นประดิษฐานอยู่ที่วัดเขาตะเครา อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี เรียกว่า “หลวงพ่อ (ทอง) เขาตะเครา”

ที่มา : http://www.dhammajak.net


แลนด์มาร์กของวัดสมานรัตนาราม .. “พระพิฆเนศ ปางเสวยสุข องค์ใหญ่ที่สุดในโลก” ..

เอาล่ะเที่ยงแล้ว ได้เวลากราบลาหลวงพ่อโสธร เพื่อมุ่งหน้าไปยังวัดชื่อดังอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นที่เลื่องลือกันในโลกโซเชี่ยลจนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ไปแล้ว และนั่นก็คือ “วัดสมานรัตนาราม” ที่เป็นอีกแยกหนึ่งของสายธารแห่งศรัทธา ตั้งอยู่ที่ตำบลบางแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา นี่่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีของส่วนผสมแห่งความลงตัวที่เหมาะเจาะระหว่างธุรกิจกับความศรัทธาในศาสนา

“เจ้าแม่กวนอิม ปางประทานบุตร” .. แฮ่ๆๆ .. แดดตรงหัวพอดี เงยกล้องขึ้นไปย้อนแสงเต็มๆ ..

วัดสมานรัตนารามเป็นวัดเก่าแก่ที่มีการบริหารจัดการในเชิงรุกแบบสมัยใหม่เพื่อสร้างความอยู่ดีกินดีและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับชุมชน ดังนั้นจึงต้องสร้างจุดขายที่มีเป้าหมายอย่างชัดเจน และนับเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งที่จะนำพาคนทุกเพศทุกวัยให้เข้าวัดได้อย่างไม่ต้องเคอะเขิน ปรับเปลี่ยนทัศนคติของเด็กรุ่นใหม่ที่เห็นว่าวัดเป็นเรื่องของคนแก่ให้มองวัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสามารถเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจได้ ไม่ปล่อยเวลาให้เสียไปกับสิ่งมัวเมาล่อตาล่อใจในสังคมทุนนิยมอย่างเช่นปัจจุบัน ช่วยให้คนเราเข้าใกล้วัดได้มากขึ้น การขัดเกลาหล่อหลอมจิตใจและพฤติกรรมก็จะทำได้ง่ายดายขึ้น สามารถที่จะสอดแทรกธรรมะให้ซึมซาบเข้าไปยังเด็กรุ่นใหม่โดยที่เค้าไม่ทันรู้ตัวผ่านกระบวนการจัดการอย่างเป็นระบบของทางวัด(ความคิดเห็นของผู้เขียน)

จุดเด่นอันเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีของวัดสมานฯ ก็คือ พระพิฆเนศ ปางเสวยสุของค์ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ใครๆ ก็ต้องไปถ่ายรูปกลับมาแชร์กันจนทั่วจนกลายเป็นแลนด์มาร์กของวัดนี้ไปเสียแล้ว แต่ที่จริงวัดสมานฯ มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกมากมายหลายองค์ให้ได้ไปกราบไหว้บูชาเพื่อเป็นสิริมงคลกับตัวเอง เช่น พระพิฆเนศ 108 กร, องค์ท้าวมหาพรหม, พระราหู, พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ, องค์เจ้าแม่กวนอิมปางประทานบุตร, องค์ท้าวเวสสุวรรณ, บามครูพ่อแก่, องค์พระศิวะและองค์พระแม่อุมาเทวี ฯลฯ ซึ่งเห็นชัดเจนว่าเน้นไปที่เทพต่างๆ ตามความเชื่อและศรัทธาอีกสายหนึ่งที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว

 
พระราหู .. อยู่ด้านหน้าวัดเลยครับ .. / ใกล้กันก็มีพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ..

อ๊ะๆ .. เดี๋ยวก่อนนะครับ อาจมีหลายคนที่เห็นต่าง อาจมองว่าวัดสมานฯ เน้นทำพุทธุรกิจจนจะกลายเป็นศาสนบริษัทมากกว่าศาสนสถานเสียแล้ว ซึ่งต้องขอบอกก่อนเลยว่าเอนทรี่นี้ เนื้อหาในส่วนของวัดสมานฯ เป็นมุมมองและความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้น ขอยืนยันว่าไม่ได้ตั้งใจเขียนเพื่อจะเชียร์หรือรับค่าตอบแทนใดๆ จากใครทั้งสิ้น แค่อยากรู้และบังเอิญว่ามีโอกาสได้เดินทางไปดูให้เห็นด้วยตาตัวเองเท่านั้น

 
องค์ท้าวมหาพรหม .. องค์ใหญ่กำลังสร้างอยู่ด้านหลังตำหนักนี้ .. / พญานาคคู่นี้ พ่นน้ำได้จริงนะครับ .. อยู่ริมแม่น้ำติดกับตลาด ..

ในความคิดของผมมันแสดงให้เห็นชัดเจนว่ามีการสร้างงานให้คนในชุมชนที่อาศัยอยู่โดยรอบวัดอย่างมากมาย สร้างโอกาสทางการค้าขายและสร้างธุรกิจให้กับคนท้องถิ่นจากการท่องเที่ยว ความเจริญที่ตามเข้ามาจากถนนหนทางที่ปรับปรุง คุณภาพชีวิตของชาวบ้านเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดี มีการร่วมมือกันมากขึ้นระหว่างชุมชนและหน่วยงานรัฐโดยมีวัดเป็นเสมือนตัวกลาง อำนาจต่อรองของท้องถิ่นมีสูงขึ้น ชุมชนสามารถพึ่งตัวเองได้มากกว่าเดิม และทั้งหมดนี้นั้นจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้หากไม่มีวัดและศรัทธาเป็นกลจักรในการขับเคลื่อน ผมถึงบอกว่านี่เป็นตัวอย่างของความลงตัวของธุรกิจและศาสนาดังที่กล่าวไปแล้ว

 
อยากอธิษฐานขออะไรก็กระซิบใส่หูหนูฝากไปบอกองค์เทพได้เลย แต่เวลากระซิบก็ให้เอามือปิดหูอีกข้างของหนูเอาไว้ด้วย ไม่งั้นหนูจะทำเป็นเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา คำขอจะไปไม่ถึงเอานา .. / ตรงนี้เป็นตลาด .. เอ๊ะ .. เรียกว่าศูนย์อาหารดีกว่า อยู่ติดกับพญานาค ถัดจากองค์พระพิฆเนศมานิดนึง ..

แวะเข้าไปเยี่ยมชมเวบไซต์ของวัดสมานรัตนารามได้ที่นี่ครับ
http://www.watsaman56.com

บ่ายนี้บอกลาทางแยกแห่งศรัทธา ร่ำลาฉทึงเทราย้อนกลับสู่เส้นทางสายเก่าเข้าสู่บางปะกงที่น้ำยังคงขึ้นๆ ลงๆ เช่นเดียวกับใจอนงค์ที่ยังคงเลอะเลือนกะล่อน ผมนั่งหลังพวงมาลัยนั่งฮัมเพลง “รักจางที่บางปะกง” ของสดใส ร่มโพธิ์ทอง ไปตลอดทางสู่พัทยาอันเป็นจุดหมายปลายทางในค่ำคืนนี้

ขอให้มีความสุขทุกท่านนะครับ เจอกันใหม่ยามที่หัวใจถวิลหาและเมื่อเวลาดีๆ มีมาให้พากันออกไปกอดเมืองไทยให้คลายเหงา

 

เขียนโดย : Tombass
เขียนเมื่อ : วันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2558 เวลา 0:22 น. GMT+7 TH