เสียงลึกลับ .. จากในครัว ..


ภาพจาก http://www.mut.ac.th/art_forlife/gallery/LoveThailand/slides/ตลาดน้ำดำเนินสะดวก.JPG

หากลองย้อนเวลากลับไปราวๆ สักสี่สิบปีก่อน ในสมัยที่เมืองไทยยังไม่มีตึกสูงระฟ้าท้าดวงอาทิตย์เหมือนสมัยนี้ รถราหรือก็ยังไม่ได้ขวักไขว่ ชิวิตของคนไทยในต่างจังหวัดกับคนเมืองยังคงใกล้ชิดกันทางวัฒนธรรมอยู่มาก ผู้เฒ่าผู้แก่ในตอนนั้นก็ยังคงนิยมกินหมากกันอยู่ ดังนั้นปูนแดง หมากและใบพลูจึงเป็นสินค้าที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า มีเท่าไหร่ก็ขายหมดเกลี้ยง ทั้งยังสามารถหาซื้อกันได้ทั่วไปทั้งในตลาด ทั้งร้านโชห่วยที่ตั้งอยู่แทบทุกหัวระแหง ซื้อง่ายขายคล่องราวกับซิมทรูมูฟในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นในสมัยนี้เลยทีเดียว

สมัยนั้นผมยังเป็นเด็กอายุยังไม่ถึงห้าขวบด้วยซ้ำ แต่ต้องระหกระเหินย้ายที่เรียนตามพ่อที่รับราชการไปอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ทั่วทุกภาคของประเทศ ครั้นพอถึงปิดเทอมทีนึงพ่อผมก็จะส่งตัวผมและพี่น้องมาอยู่โยงในบ้านสวนของย่าที่อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี จะว่าไปมันก็คล้ายๆ กับได้ไปเรียนซัมเมอร์ในต่างประเทศเลยเชียวล่ะ เพราะนั่นหมายถึงว่าต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับชีวิตแบบชาวสวน เอาตัวเองให้อยู่รอดให้ได้ แต่ยังดีกว่าหน่อยตรงโฮสที่ผมไปอยู่ด้วยนั้นคือญาติผู้ใหญ่ของผมนั่นเอง

บรรยากาศแบบบ้านสวนริมคลองที่สมัยนั้นน้ำในคลองดำเนินสะดวกและคลองซอยต่างๆ ที่ผ่านหน้าบ้านย่ายังใสแจ๋ว สามารถตักมาอาบมาล้างจานชามกันได้อย่างไม่ต้องเคอะเขิน อีกทั้งผมทั้งปลาใหญ่น้อยก็ยังดำผุดดำว่ายดีดน้ำใส่หน้ากันพรึ่บพรั่บอย่างสบายอุรา สมัยผมหัดว่ายน้ำใหม่ๆ ก๋งของผมเอามะพร้าวแห้งสองลูกมาเฉาะเปลือกออกให้เป็นเส้นหนาสักนิ้วนึง โดยที่อีกด้านยังติดอยู่ที่ลูก แล้วเอาเปลือกที่ฉีกออกนั้นมาผูกเข้าด้วยกัน แล้วจับเอาสอดไว้ใต้รักแร้ทั้งสองข้างของผมเพราะมันจะช่วยพยุงตัวเราไม่ให้จมน้ำได้เป็นอย่างดี จากนั้นก็ผลักให้ผมออกไปลอยตุ๊บป่องอยู่กลางคลองหน้าบ้าน ส่วนผมก็ตะเกียกตะกายเลิ่กลั่กทั้งมือทั้งเท้าช่วยกันพุ้ยน้ำจ๋อมแจ๋ม แม้ไม่ได้มีท่าฟรีสไตล์ กบหรือผีเสื้อตามมาตรฐานโอลิมปิคสากลใดๆ แต่มันก็ทำให้ผมว่ายน้ำได้มาจนทุกวันนี้นั่นแหละ

 
ขอบคุณภาพจาก http://i139.photobucket.com/albums/q308/Mucki_girl/Klong%20Tour%2003JUL08/CIMG2404.jpg // http://www.bloggang.com/data/klongrongmoo/picture/1215006118.jpg

ที่ท่าน้ำเล็กๆ หน้าบ้านจะเป็นบันไดลงไปในคลอง มีแผ่นไม้เล็กๆ สี่-ห้าแผ่นขนาดกว้างยาวประมาณเมตรเศษๆ ให้พอนั่งอาบน้ำล้างจานได้ ตลิ่งสูงท่วมหัวเป็นดินโคลนที่ก๋งผมโกยขึ้นมาจากในคลอง และตลอดแนวตลิ่งหน้าบ้านก็จะปลูกต้นมะม่วงอกร่องเอาไว้กินไว้ขายกันไปตามประสาชาวสวน ซึ่งช่วงซัมเมอร์คอร์สของผมทุกปีก็จะมีมะม่วงให้กินกันทุกวันไม่เคยขาดเพราะมีอยู่เป็นสิบต้น และแต่ละต้นก็ติดลูกดกจนกิ่งโน้มลู่ลงมาจนเรี่ยพื้นให้เก็บกินได้ง่ายๆ ไม่ต้องปีนขึ้นไปให้เสียแรง บางทีก็สุกคาต้นจนหล่นลงมาก็มีบ่อยๆ ทั้งกินทั้งแจกกันจนเอียนแล้วก็ยังเหลือขายได้อีกเป็นร้อยๆ กิโล


ขอบคุณภาพจาก https://kerk1234.files.wordpress.com/201102img.0716re.jpg

ตามแนวตลิ่งนั่นก็จะเป็นทางเดินผ่านเข้าไปยังบ้านของเพื่อนบ้านที่อยู่ในสวนถัดๆ เข้าไป ใครเดินผ่านไปผ่านมาถ้าอยากได้มะม่วงไปกินกันก็ตะโกนบอกแล้วชอบลูกไหนก็เด็ดไปได้เลย แบ่งปันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันไปตามวิถีใครมีอะไรก็เอามาปันไปกันกิน สวนไหนจะปลูกอะไรก็ไปลงแรงช่วยกันมันคือภาพความผูกพันอันสวยงามของคนในชุมชนที่ยังชัดเจนในความทรงจำจนถึงทุกวันนี้

ส่วนที่ใกล้ท่าน้ำติดกับทางเดินขึ้นบ้าน ย่าผมก็จะมีพลูที่ปลูกเอาไว้กินเองอยู่สองข้างทาง ลักษณะเป็นกองดินทรงสูงยอดมนมีเสาไม้ขนาดขาผู้ใหญ่สูงราวสอง-สามเมตรอยู่ตรงกลาง รอบๆ ก็จะมีไม้ไผ่ลำย่อมๆ ปักไว้แล้วเอาปลายยอดไปผูกไว้กับเสาไม้ตรงกลางอีกทีเพื่อให้พลูที่ปลูกเลื้อยพันขึ้นไป แต่จะมีลำนึงที่เจาะเป็นรูเล็กๆ ที่ปล้องแล้วเอาไม้ไผ่ผ่าครึ่งเป็นซีกอันสั้นมาเสียบทะลุไว้เพื่อใช้ทำเป็นบันไดเวลาปีนขึ้นไปเก็บพลู และจากบนตลิ่งที่สูงจากพื้นดินระดับอกของผู้ใหญ่กับความสูงของค้างพลูอีกร่วมสามเมตร รวมแล้วจากพื้นดินถึงยอดก็น่าจะเกือบจะห้าเมตรได้ละมั๊ง


ขอบคุณภาพจาก http://img802.imageshack.us/img802/4630/16213258.jpg

พลูกำลังออกใบเขียวสะพรั่งทึบไปทั้งค้างพลูเก็บกินเก็บเคี้ยวกันจนปากเจ่อก็ยังไม่มีทีท่าจะหมดง่ายๆ ก็เกิดไปเตะตาต้องใจไอ่ตี๋น้อยที่คนแถวนั้นรู้จักกันดีในชื่อว่า “ไช้” หลานแป๊ะฮ้วงเจ้าของสวนผักที่อยู่ท้ายคลองเดียวกับบ้านย่าของผม เฮียไช้เป็นลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเลรุ่นที่สาม นั่นก็คือรุ่นเดียวกับผม แต่เฮียไช้จะอายุมากกว่าผมหลายปีเพราะตอนที่ผมอายุห้าขวบเฮียไช้ก็เป็นวัยรุ่นตอนปลายแล้ว แป๊ะฮ้วงอาก๋งของเฮียไช้มารับจ้างเป็นกุลีขุดคลองรุ่นเดียวกับก๋งของผม และเมื่อคลองถูกขุดจนเสร็จเรียบร้อยชาวจีนเหล่านั้นต่างก็พากันเข้าจับจองพื้นที่ทำมาหากินจนทั่วทั้งย่านดำเนินสะดวก ปลูกผักปลูกหญ้าค้าขายผลหมากรากไม้กันไปตามความถนัดของแต่ละคนที่สั่งสมกันมาตั้งแต่ครั้งยังอยู่ที่เมืองจีน

กลับมาว่ากันถึงเฮียไช้พระเอกของเรื่องนี้กันต่อดีกว่า

เฮียไช้เห็นพลูของย่าผมที่ปลูกเรียงรายกันเป็นแถวตามสองข้างทางเข้าบ้านร่วมๆ สิบค้างกำลังออกใบอย่างงาม เฮียแกเลยมาเจรจากับย่าผมว่าจะขออาสามาเก็บไปขายให้แล้วเอากำไรมาแบ่งกัน ซึ่งย่าผมก็ไม่ได้ว่ากระะไรเพราะก็ปล่อยเอาไว้ก็กินไม่หมดอยู่แล้ว ดีซะอีกที่มีคนมาช่วยเก็บให้ไม่ต้องออกแรงปีนให้เมื่อย ดีไม่ดีพลาดพลั้งร่วงลงมาหัวร้างข้างแตกแข้งขาพิกลพิการไปเสียเปล่าๆ แถมยังได้อัฐเล็กๆ น้อยๆ ไว้แลกกับข้าวกับปลาไว้กินอีกด้วย


ขอบคุณภาพจาก http://board.postjung.com/888721.html

โดยเฮียไช้แกจะเข้ามาเก็บพลูในช่วงเย็นๆ หลังจากเสร็จงานประจำของแกที่สวนของแป๊ะฮ้วงเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็จะเอาไปล้างแล้วเรียงซ้อนกันเป็นกองเล็กๆ ราวสักยี่สิบใบ เอามารัดด้วยเปลือกต้นกล้วยที่ลอกออกมาแล้วตัดให้ได้ขนาดชิ้นกว้างสักครึ่งฝ่ามือผู้ใหญ่ จากนั้นมัดด้วยเชือกกล้วยให้เป็นพับเล็กๆ อีกที กว่าจะเสร็จงานเสริมของแกในแต่ละวันก็ปาเข้าไปเกือบสี่ทุ่มโน้น ส่วนย่าผมก็ทำกับข้าวกับปลาไว้เผื่อเฮียแกทุกวัน แล้วก็ตะโกนบอกให้เฮียแกเข้ามากินข้าวแล้วค่อยกลับบ้านนะ จนเป็นที่รู้กันว่าสี่ทุ่มเฮียไช้จะต้องเข้ามากินข้าวในครัวหลังบ้านเสียงจานเสียงช้อนสังกะสีกระทบชามตราไก่ดังโคล้งเคล้งสนั่นลั่นท้องร่องกันทุกวันไป

บางทีผมก็อาศัยออกมานั่งกินกับเฮียแกอีกมื้อเป็นมื้อดึกของวันนั้นก็เลยค่อนข้างสนิทกันอยู่มากพอดู เวลาเฮียแกมาเก็บพลูก็มักจะมีขนุกขนมของกินเล่นมาฝากผมอยู่เสมอๆ ด้วยความที่เฮียไช้แกเป็นคนขยัน ซื่อสัตย์ อดทนและที่สำคัญอัธยาศัยไมตรีดีมากช่างพูดช่างคุยเป็นที่หนึ่ง อีกทั้งแป๊ะฮ้วงก็สนิทสนมกับก๋งของผมเป็นอย่างดี เฮียแกจึงเป็นที่รักและไว้ใจของก๋งกับย่าผมอย่างมาก เวลามีเค้างานบุญกันที่หน้าวัดโชติฯ ทีไร ผมก็ได้เฮียไช้นี่แหละที่พาเดินเลียบเลาะริมคลองไปเที่ยวจนดึกจนดื่นโดยที่ก๋งกับย่าผมไม่มีปริปากบ่นเลยสักคำ นี่คงเป็นการยืนยันถึงความไว้วางใจของผู้ใหญ่ที่มีต่อเฮียไช้ได้เป็นอย่างดี


ขอบคุณภาพจาก http://goratchaburi.com/imahes/content19112555164811.JPG

แต่ก็อย่างที่ใครๆ เคยว่าเอาไว้นั่นแหละว่าวันเวลาแห่งความสุขมักจะอยู่กับเราได้ไม่นาน และช่วงเวลาแห่งความสุขสนุกสนานของผมกับเฮียไช้ก็เช่นกัน

ไม่รู้ว่าเคราะห์กรรมแต่ชาติปางไหนที่กลับมาทวงถามตามคร่าเอาชีวิตที่กำลังดีวันดีคืนของเฮียไช้ให้ต้องดับดิ้นสิ้นใจ เพราะเฮียแกปีนพลาดร่วงหล่นลงมาจากค้างพลูที่สูงร่วมห้าเมตรคอหักตายในช่วงโพล้เพล้ใกล้จะหมดแสงของเย็นวันหนึ่ง จนเป็นที่ตกอกตกใจของคนละแวกนั้นเป็นอย่างมากเพราะการตกจากค้างพลูแค่นั้นไม่น่าจะถึงกับต้องตาย อย่างมากก็น่าจะแค่แข็งขาหัก หลังเดาะกระเพาะยุบ ตับบุบไตบวม หยุดงานนอนพักหยอดน้ำข้าวต้มสักร่วมๆ อาทิตย์ก็น่ากลับมาฟิตเปรี๊ยะวิ่งปร๋อได้เหมือนเดิมแล้ว แต่นี่ถึงกับคอหักตาย สงสัยว่าดวงเฮียแกจะถึงฆาตจริงๆ และการตายแบบนี้แถวบ้านนอกของผมเค้าเรียกกันว่า “ตายโหง” คือยังไม่ถึงเวลาตายแต่ต้องมาตายเสียก่อนที่จะหมดอายุขัย

ผมเองก็ได้ไปร่วมในงานศพของเฮียแกทุกวันตามประสาครอบครัวคนคุ้นเคย ก็ได้ยินคนเฒ่าคนแก่เค้าจับกลุ่มคุยกันว่าวิญญาณตายโหงแบบนี้มักจะเฮี้ยนและดุมากเพราะต้องร่อนเร่พเนจรไปทั่วจะไปเกิดก็ไม่ได้ จะอยู่บนโลกมนุษย์ก็ไม่มีกายหยาบให้สิงสถิตย์เพราะร่างถูกเผาจนกลายเป็นเศษฝุ่นผงธุลีไปหมดแล้ว ไอ่ตัวผมยังเป็นเด็กก็เออออห่อหมกตามพวกผู้ใหญ่เค้าไปอย่างงั้นแหละไม่ได้รู้เรื่องอะไรนักหรอก ขอแค่ได้อาศัยไปวิ่งเล่นสนุกกับเด็กๆ แถวนั้นที่มางานกับพวกผู้ใหญ่บ้าง ไปช่วยงานเป็นลูกมือหยิบโน่นจับนี่บ้าง ช่วยเสิร์ฟน้ำ ช่วยล้างจานบ้างไปตามเรื่องก็พอ แต่ที่สำคัญเมนูรอบดึกที่บรรดาเหล่าจุมโพ่(ตัว)ใหญ่ในครัวช่วยกันบรรจงควงตะหลิวแสดงฝีมือทำออกมาแจกแขกเหรื่อที่มาร่วมงานในทุกๆ คืน มันช่างถึงรสถึงเครื่องอร่อยปากละมุนลิ้นอย่าบอกใครทีเดียวเชียวล่ะ


ขอบคุณภาพจาก http://www.oknation.net/blog/kiddee/2009/08/05/entry-1

งานศพของเฮียไช้ทั้งเจ็ดวันผ่านไปด้วยดีพร้อมๆ กับผมที่อ้วนพีขึ้นจนเห็นได้ชัด ภารกิจฌาปนกิจส่งเฮียแกไปที่ชอบๆ ก็สำเร็จลุล่วง(เพราะถ้าที่ที่เฮียแกไปแล้วแกไม่ชอบ ป่านนี้เฮียแกคงกลับมาแล้วล่ะ ..!!!) ไม่มีเหตุการณ์ระทึกขวัญใดๆ ให้ต้องหวาดผวาอย่างที่คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านเคยมาเตือนเอาไว้ อย่างดีก็มีแค่ได้กลิ่นธูปจางๆ ตอนเข้านอนเท่านั้น ซึ่งก็น่าจะมาจากย่าผมไหว้พระตอนก่อนนอนนั่นแหละ

แต่เรื่องราวของซัมเมอร์นั้นมันไม่ได้สงบราบรื่นไปตลอดน่ะสิ ..!!!

เย็นวันหนึ่งหลังจากงานศพของเฮียไช้ผ่านไปได้สักอาทิตย์นึง ค้างพลูกองหนึ่งริมคลองก็มีเสียงใบพลูสั่นไหว ๆ ดังกราวๆ ซู่ๆ ราวกับมีใครรูดตัวลงจากยอดค้างพลูกองนั้น ตามด้วยเสียงออดแอดๆ ของลำไม่ไผ่ที่ต่อเป็นบันไดยุบฮวบขึ้น-ลงเป็นจังหวะคล้ายคนกำลังปีนขึ้นไป แล้วยังมีเสียงเหมือนของหนักๆ ตกกระทบพื้นดังตุ้บ ตุ้บ ผมลองมองฝ่าแสงสลัวๆ ที่เพิ่งจะเริ่มมืดออกไปก็ไม่เห็นมีอะไร ลมอ่อนๆ ที่พัดอยู่ก็ไม่ได้แรงขนาดที่จะทำให้ลำไม้ไผ้ไหวปลิวยวบได้ขนาดนั้นนี่นา บรรยากาศยามนั้นมันช่างอึมครึมเย็นยะเยือกบวกกับแสงทึมๆ ของตะเกียงริบหรี่จากบ้านเจ๊กเพ้งที่อยู่ตรงข้ามอีกฝั่งคลองห่างออกไปจากค้างพลูนั่นราวๆ สิบเมตรก็ไม่ได้ช่วยให้เห็นอะไรได้ชัดเจนขึ้นสักเท่าไหร่

ผมเริ่มอกสั่นขวัญผวานี่ขนาดยังไม่ทันจะถึงเวลาที่ฟ้ามืดสนิทเสียด้วยซ้ำนะเนี่ย คืนนี้คงไม่ยอมลงไปอาบน้ำที่ท่าน้ำหน้าบ้านแน่ ถึงแม้จะสนิทกับเฮียไช้สักแค่ไหนก็ตาม ก็ขอซักแห้งสักคืนนึงก่อนก็แล้วกัน แต่เอ๊ะ .. หรือว่าเฮียไช้แกจะไม่ชอบที่ที่แกไป .. ถึงได้กลับมาเยี่ยมผมเร็วจังแฮะ ..!!!

ส่วนก๋งกับย่าของผมก็ยังคงออกไปนั่งจัดเตรียมผักผลไม้ที่เก็บมาจากในสวนใส่เรืออยู่ที่ริมตลิ่งตรงท่าน้ำหน้าบ้านเพื่อเอาไว้ไปขายในวันพรุ่งอันเป็นกิจวัตรประจำวันกันตามปรกติ ไม่ได้สะทกสะท้านกับเหตุการณ์แปลกๆ ของค้างพลูเจ้าปัญหาในเย็นย่ำค่ำนี้แต่ประการใด


ขอบคุณภาพจาก http://www.painaidii.com/diary/diary-detail/000687/lang/th/

ตกดึกตามเวลาดีๆ ที่นัดหมาย เสียงดังโคล้งเคล้งจากในครัวหลังบ้านก็ดังขึ้นตามที่คาด เสียงช้อนกระทบชามดังแกร๊กๆๆ เหมือนที่เคยได้ยินอยู่ทุกวัน ผมถึงกับขวัญกระเจิงนั่งร้องไห้กระซิกๆ กอดย่าไม่ยอมห่าง ไม่ว่าจะปวดท้องหนักท้องเบาสักแค่ไหนก็ต้องอั้นเอาไว้ก่อน ไอ่ครั้นจะไปเข้าห้องน้ำห้องท่าที่อยู่หลังบ้านเวลานี้สารภาพตามตรงว่าไม่กล้าพอจริงๆ เพราะต้องเดินผ่านครัวกลัวจะไปเจอเฮียไช้แกกวักมือเรียกให้ไปนั่งกินข้าวมื้อดึกด้วยกันเหมือนเคย จนย่าต้องออกปากตะโกนไปว่า

“อาไช้เอ๊ย .. กินเสร็จแล้วก็ไปซะนะ น้องๆ มันกลัวกันแย่แล้วเนี่ย ย่ารู้แล้วว่าเอ็งมา ..”

พอย่าตะโกนบอกเฮียไช้ เสียงลักลับในครัวก็ค่อยๆ เบาลงจนเงียบหายไปท่ามกลางความดีใจของเด็กๆ ในบ้านทุกคน และหลังจากค่ำคืนสยองขวัญสั่นประสาทในครั้งนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์แปลกๆ อะไรเกิดขึ้นอีกเลย แต่มิวายผมก็ยังระแวงเสียวสันหลัง เย็นวาบๆ ขนลุกซู่ทุกครั้งเวลาที่ลงไปอาบน้ำที่ท่าน้ำใกล้ค้างพลูนั่นอยู่ดี ทั้งที่ก็ไม่เคยได้เห็นหรือได้ยินอะไรจากเฮียไช้อีกเลยก็ตาม

หรือว่าเฮียไช้แกจะเจอที่ที่แกชอบแล้วจริงๆ เลยไม่กลับเคยมาหาผมอีกเลยแม้วันเวลาจะผ่านล่วงเลยมาร่วมสี่สิบปีแล้วก็เถอะ

—– นายเมษา —–

อังคารที่ 8 กันยายน 2558 เวลา 4:09 น. GMT+7 TH

Advertisements

ภาพจากงาน Halloween Party @ HJB

ปีนี้ Henry J.Bean’s จัดงาน Halloween Party เป็นเวลา 2 คืน คือในคืนวันเสาร์ที่ 30 และอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2553 แต่วันอาทิตย์เป็น Holiday ของพวกเราก็เลยแปลงร่างกันในคืนวันเสาร์นี้ซะเลย เดี๋ยววันอาทิตย์จะอดเล่น ที่ร้านก็มีการตกแต่งในธีมของ Hank’s Haunted House บ้านผีสิงโดยมีน้องๆ ที่มาให้บริการความสุขแบบผีๆ ส่วนพวกเราก็ยังคงบรรเลงเพลงฟังเพราะๆ และเพลงเต้นรำสนุกๆ ให้ guest ของเราได้ความสนุกความประทับใจกลับบ้านในคืนวัน Halloween แบบนี้

มาชมภาพบรรยากาศความสนุกสนานของงานในวันนั้นกัน

และจงระลึกไว้เสมอว่าความสุขยังมีอยู่ในทุกซอกมุมของบ้านผีสิง Hank’s Huanted House แห่งนี้

รับชมภาพในงานนี้เพิ่มเติมได้ตามลิ้งค์นี้เลย
http://richband.seesod.com/albums/view/index/XwncCNA4f01288474210

ขอแสดงความขอบคุณอย่างยิ่งที่ติดตามชมบล็อคของพวกเรานะครับ ..

เขียนเมื่อ : วันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2553 เวลา 13:35 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass Rich

ผ่านไปแล้ว .. กับ Biker Party .. มาดูบรรยากาศของงานวันนั้นกันนะ ..

ผ่านไปสดๆ ร้อนๆ กับ Motorcycle Madness เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (24/9/53) ขอบอกว่า มีภาพให้ชมเยอะมากกกกก .. เพราะรถที่มาร่วมงานกว่า 200 คันนั้น ไม่ไหวจะถ่ายให้ครบได้จริงๆ เลยได้มาแค่บางส่วนเท่านั้น สำหรับใครที่พลาดงานนี้ บอกได้คำเดียวว่า คุณพลาดเสียแล้ว สำหรับคนรัก Motorcycle แล้วงานนี้สนุกสุดคุ้มเหลือหลาย ไปดูรายละเอียดกันนะ

งานนี้มีเหล่าบรรดาพี่น้องชาว Biker นำรถมาร่วมแสดงในงานนี้ร่วม 200 คัน ทำเอาพื้นที่บริเวณด้านหน้าและชั้นล่างของโรงแรม อมารี วอเตอร์เกท ดูคับแคบลงไปถนัดตา มีร้านค้าของที่ระลึกจากแบรนด์ชั้นนำของโลก มีร้านอุปกรณ์ตกแต่งมาเปิดร้านโชว์ทั้งโช้คอัพ ล้อแม็กซ์และอุปกรณ์เสริมสำหรับรถอันเป็นที่รักของท่านมากมายหลายหลากให้ได้เลือกชมเลือกซื้อหากันได้ในราคาพิเศษสุด


สวยอ่ะ .. คันนี้ ..


เอ๊ะ .. !! .. นั่นอะไร ..?


แบบยาวๆ กันไป .. เวลาขับ .. เค้าจะเมื่อยไม๊หนอ ..?


เทพแห่ง Big  Bike .. ฝันของใครหลายๆ คน ..


หืมมมม .. Big Bike รุ่นนี้ .. มีตะกร้าหน้ารถด้วยเหรอ .. – – ‘

และตามสัญญา พบกับการแสดงสดของวง”ทอย” กับแนวเพลงเพลงฮาร์ดร๊อคหนักๆ ไม่ว่าจะเป็นเพลงดังอันเป็นตำนานคลาสสิคร็อคอย่าง Highway Star ของ Deep Purple, Rock bottom ของ UFO หรือจะเป็นเพลง Money for Nothing จาก Mark Knoflers & Dire Strait และเพลงอื่นๆ ที่รู้จักกันเป็นอย่างดีอีกมากมายหลากหลายบรรยายไม่หมด กระชากวิญญาณความเป็นคนชาวร็อคให้ทะลัก ปลดปล่อยพลังอันยิ่งใหญ่ของชาว Biker ให้โลดแล่นล่องลอยไปกับความมันส์ของบทเพลง


การแสดงสดของ วง”ทอย” .. เสียดายเก็บมาได้ไม่มาก .. ประชากรหนาแน่น ไม่ไหวจะเบียด ..


วงโปรดของเหล่าชาว Biker .. ที่มาร่วมบรรเลงในงานนี้ด้วย ..
ไม่ใช่วงป๋มนะคร๊าบบ .. เค้ามาเล่นโชว์ให้ดู .. ส่วนพวกเรา .. โจ๊ะกันอย่างเดียวจ้ะ ..

มีการแจกรางวัลสำหรับ Mr. & Miss Motorcycle โดยเป็นบัตรกำนัลห้องพักพร้อมอาหารเช้าที่โรงแรม อมารี วอเตอร์เกท ให้กับผู้ชนะทั้งสองท่าน พร้อมกับมอบของที่ระลึกสำหรับทุกท่านที่ออกมาร่วมสนุกเล่นเกมและทำกิจกรรมกับเราอีกด้วย

จากตรงนี้ .. เราชมภาพบรรยากาศในงานกันดีกว่า ..


เฮ้ยยยย .. นี่มันใครหว่า ..? ตกใจแทบแย่ .. (แซวเล่นนะ .. ฮี่ๆๆๆ ..)


กัปตัน แจ็ค สแปร์โรว์ จาก Pirate of the carribean ก็มาด้วยนะเออ ..


แล้วพวกแกเป็นใครล่ะเนี่ย ..? (หนูไม่รู้ .. หนูมากินฟรีอย่างเดียว ..)


น้องๆ Coyote สวยแสนสวย .. (ไอ่คนใส่หมวกไม่เกี่ยวเน้อ ..)


สาวสวย .. กับผู้หลักผู้ใหญ่ในงาน ..


เฮ้ยยยย ๆๆๆๆ .. นั่น ๆๆๆ .. ดูมานดิ .. ทำเนียนซะ ..(อิจฉา ๆๆๆๆ .. )


นั่งดื่ม .. สังสรรค์กันไปแบบสบายๆ .. แต่ได้อรรถรสของความมันส์ ..

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณชาว Biker ทุกท่านที่มาร่วมแสดงพลังกันในงานนี้ ทั้งๆ ที่เช้าวันนี้ต้องเดินทางไปปราจีณบุรีกันแต่เช้าเพื่อร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคมของชมรมอีกด้วย ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพปลอดภัยทุกคันเลยนะ ขอบคุณร้านค้าต่างๆ ที่ร่วมออกร้านในงานนี้ ขอบคุณทุกๆ ผลิตภัณฑ์ ทุกบริษัทที่ให้การสนับสนุนเรามาโดยตลอด เราชาว Henry J.Bean’s และ Amari Watergate Hotel ทุกคนของแสดงความขอบคุณทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจชมภาพเพิ่มเติม ก็ตามลิ้งค์ด้านล่างนี้ไปชมกันต่อได้ที่ ..
http://richband.seesod.com/albums/view/index/jDGkXIOWIu1285359332

เขียนเมื่อ : วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ.2553 เวลา 10:37 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass Rich

 

เจอกันวันศุกร์หน้า .. งาน “Motorcycle Madness” ครั้งที่ 3

ในสัปดาห์หน้า .. วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ.2553 ที่ร้าน Henry J.Bean’s @ Amari Watergate Hotel ย่านประตูน้ำ จะจัดงาน Party สำหรับชาว Biker ทุกท่านได้มาร่วมแสดงพลังเครื่องยนต์ให้ดังกระหึ่มสะใจคอนักบิด ในชื่องาน “Motocycle Madness ครั้งที่ 3” มาชมรถ Big Bike จากตัวแทนหลากหลายค่ายที่แต่งมาอย่างสวยงามอย่างที่คุณไม่เคยได้เห็นที่ไหนมาก่อน พร้อมกับชมและเชียร์การประกวด Miss & Mr. Motorcycle และยังมีการแสดงสดจากวงร็อคชั้นนำ มาให้คุณได้โยกหัวกันแบบชาวร็อค พร้อมร่วมสนุกสุดเหวี่ยงไปกับโชว์ของน้องๆ Coyote สาวสวยเซ็กซี่ที่จะทำให้คุณต้องตะลึง พร้อมกันนั้นยังมีรางวัลมากมายที่นำมาร่วมแจกเป็นที่ระลึกกับผู้โชคดีที่มาร่วมงานในครั้งนี้ อีกทั้งยังมี Happy Hour ที่เป็นช่วง Buy 1 Get 1 Free ในเวลา 17:30 – 20:00 น. และอีกช่วงก็เป็น 23:00 – 24:00 น. ซื้อ 1 ได้ถึง 2 เรียกได้ว่าคุ้มสุดคุ้มจริงๆ

งานนี้ขอขอบคุณผู้สนับสนุนชั้นนำต่างๆ มากมาย อาทิเช่น Coca-Cola, Hieneken, ITAL-THAI, Amari Watergate and more และที่สำคัญขอขอบคุณเหล่าสมาชิกคนรัก Big Bike ทุกกลุ่มที่ให้การสนับสนุนเรามาตลอด

มาปลดปล่อยพลังแห่งความคลั่งไคล้ และระเบิดพลังเครื่องยนต์ให้พ่นเพลิงไฟออกจากปลายท่อ ประกาศศักดาของเหล่า Big Bike ให้เสียงดังกระหึ่มไปทั่วย่านประตูน้ำ งานนี้เรียนเชิญพลพรรคคนรักมอเตอร์ไซค์มาสนุกร่วมกันที่ Henry J.Bean’s ชั้นล่างโรงแรมอมารี วอเตอร์เกท สำรองที่นั่งได้ที่ 0-2653-9000, 0-2653-9048 รายละเอียดเพิ่มเติมที่ อี-เมล์ pornphen@watergate.amari.com หรือที่เวบไซต์ www.amari.com

อย่าลืม .. เรามีนัดกันวันศุกร์ที่  24 กันยายนนี้ แล้วเรามาพบกันนะ ชาว HJB’s จะรอต้อนรับทุกท่าน มาเก็บความประทับใจร่วมกันนะครับ

 

ROOF TOP BAR & MUSIC @ FL.83rd BAIYOK SKY HOTEL

วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2551

สวัสดีครับ … ยินดีต้อนรับ … คนน่ารักทุคน … ที่หลงเข้ามาชมบล็อคของกระผมครับ … อิ๊อิ๊ … ไหน ๆ ก็เข้ามาแล้ว … ก็ช่วยชมให้จบซักหน่อยละกันนะครับ … ช่วยกันหน่อยนะ … นึกว่าช่วยมือใหม่ หัดบล็อค .. ก็แล้วกันนะครับ ..


ROOF TOP BAR & MUSIC บนชั้นที่ 83 ของ โรงแรมใบหยก สกาย

เริ่มงานกับที่ทำงานใหม่ มาร่วมครึ่งเดือนแล้ว … อะไรต่อมิอะไร ก็เริ่มเข้าที่เข้าทางบ้างแล้ว … เลยอยากจะเก็บเอา … ภาพบรรยากาศของที่ทำงานมาฝาก … ลองมาดูสีสันของกรุงเทพฯ ยามราตรี … จากมุมสูงเสียดฟ้า บนยอดตึก “ใบหยก 2 ทาวเวอร์” ย่านประตูน้ำ …

ภาพอาจจะดูเบลอ ๆ ไปบ้างนะครับ … เพราะถ่ายด้วย Speed Shutter ที่ประมาณ 2 – 3.5 วินาที … Exposure ประมาณว่ากว้างสุดเท่าที่ FUJI FinePix F610 จะสามารถทำได้ … Noise เพียบ เพราะจำเป็นต้องตั้ง ISO ไว้ที่ 800 ในร้านค่อนข้างมืด .. ถึงมืดมาก … แล้วก็ไม่ได้ใช้ขาตั้งกล้องอีกด้วย … เพราะคงไม่สะดวกถ้าจะแบกมาที่ทำงานด้วย …

เชิญเข้าชมกันได้ … ตามอัธยาศัย … ผู้ปกครอง ควรให้คำแนะนำในการรับชมแก่เยาวชนด้วย … อิ๊อิ๊ …


มองจากมุมสูงงงงงงงงงง … ด้านข้างของ Stage …


มองออกไปจาก บน Stage สู้โค้งด้านหน้า …


บรรยากาศสบาย ๆ ภายใน ROOF TOP … โซฟา ด้านติดกระจก จะถูกจับจองเต็มทุกโต๊ะ … ตั้งแต่หัวค่ำ …


นี่คือ Stage อันเป็นที่ทำการแสดงของกระผม และเพื่อน ๆ …


Stage ในอีกมุมหนึ่งครับ …


เอกเขนก … จิบเครื่องดื่ม ชมบรรยากาศกรุงเทพฯ ยามราตรี เคล้าเสียงเพลง … คลายเครียดดีแท้ ๆ นะครับ …


เอ่ออออ … แบบว่า … เบลอเชียววววว … ไม่มีคำบรรยายจ่ะ … แหะ ๆ …


ถนนวิภาวดี – รังสิต เชื่อมต่อทางด่วนวิภาวดี … ที่พาดจากซ้ายไปขวา ก็คือ ทางด่วนพระราม 9


อืมมมม … ถนนราชปรารภ ตัดกับ ถนนศรีอยุธยา … มองจากชั้น 83


มุมที่ติดกับกระจกนั่นแหละครับ .. ที่ประจำของกระผมเองครับ …


Stage ครับ … แสดงกันบนนี้แหละครับ …


นี่ก็ Stage ครับ …ปิดไปพาร์ด้านหน้าแล้ว …


ดูกันชัด ๆ อีกที … มองเห็นถนนวิภาวดี – รังสิต หรือเปล่าครับ?


กรุงเทพฯ ด้านทิศตะวันตก แอบเฉียงไปทางเหนือหน่อยๆ ด้วย … อิ๊อิ๊ …


รูปสุดท้ายแล้ว … กรุงเทพฯ ด้านทิศตะวันออก … ใครเห็นอะไรกันบ้าง ? … มาโพสบอกกันสักหน่อยนะครับ ….

ใครว่างก็แวะไปกันได้ที่ ROOF TOP BAR & MUSIC ชั้น 83 โรงแรมใบหยก สกาย …. ทักทายกันได้นะครับ ….

เขียนเมื่อ : วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2551  เวลา 04:47 น. GMT+7 ประเทศไทย
ผู้เขียน : Tombass Rich