ปล้น .. นะครับ ..

thief-thanks-03
ภาพจาก http://news.mthai.com

 

“ปัง …”

เสียงดังกัมปนาทจากปลายกระบอกปืนในมือของชายสวมหมวกกันน็อคแบบเต็มใบในร้านสะดวกซื้อย่านชานเมืองหลวงคำรามขึ้นในช่วงดึกอันเงียบสงบของค่ำคืนหนึ่ง เลือดสีแดงคล้ำเป็นลิ่มๆ เริ่มไหลทะลักมากองอยู่บนพื้น ร่างของเด็กหญิงวัยรุ่นคนหนึ่งนั่งกุมท้องน้อยของเธอด้วยความเจ็บปวดแบบสุดจะบรรยาย โดยมีเพื่อนของเธอคอยประคองอยู่ข้างๆ

ห่างออกไปไม่ไกลลูกค้านิรนามยกปืนในมือกวัดแกว่งไปมาพร้อมขู่พนักงานที่เป็นนักศึกษาฝึกงานที่กำลังยืนอยู่หน้าเครื่องบันทึกเงินสดอย่างสุภาพว่าให้ส่งเงินมาให้เขาซะดีๆ จะได้ไม่ต้องมีใครเจ็บตัว

ระหว่างนั้นเลือดของ”อร”ก็ยังไหลออกมาไม่หยุด  เธออยากจะตะโกนใส่หน้าคุณโจรว่า “ไหนบอกว่าจะไม่มีใครเจ็บตัวไง ..? แล้วที่คุณยิงมาโดนหนูนี่ล่ะ .. เจ็บนะเนี่ย คนบ้าเอ๊ย ..!!!”

แต่ก็ทำได้เพียงแค่คิด เพราะเลือดที่ไหลหยดลงบนพื้นเริ่มมากขึ้นเป็นลำดับ เธอตกใจหน้าซีดปากคอสั่นแทบไม่มีแรงจะลุกขึ้น แม้ว่า”นิด”จะพยายามพยุงเธอออกมาให้พ้นจากวิถีแห่งลูกตะกั่วหัวกระสุนที่พร้อมจะระเบิดออกจากรังเพลิงอีกครั้งเมื่อไหร่ก็ได้

หรือนี่เป็นจะครั้งแรกในชีวิตที่เธอถูกยิง มันเจ็บปวดทรมานแบบนี้นี่เอง เคยเห็นแต่ในละครได้มาเจอกับตัวเองก็วันนี้นี่แหละ มันก็คล้ายๆ กับมีดบาดนะ เพียงแต่เป็นมีดปลายแหลมเล่มใหญ่สักร้อยเล่มทิ่มเข้าไปในตัวเราพร้อมๆ กัน เจ็บจี๊ดทีแรกแต่สักแป๊บก็เริ่มชา ความเจ็บจะบรรเทาแต่ความตกใจจะเข้ามาแทนที่ ทำให้ความดันเลือดสูงขึ้นเป็นสาเหตุที่เลือดไหลจากแผลได้เร็วกว่าปกติ

การปล้นยังคงดำเนินต่อไป พร้อมๆ กับที่ลมหายใจของอรที่อ่อนระทวยลงทุกขณะ เธอดูอาการไม่ดีนักแต่ยังฝืนตัวยืนขึ้นเอามือเกาะเชลฟ์โชว์สินค้าถัดจากเคาท์เตอร์จ่ายเงินด้วยอาการโงนเงน รอยเลือดที่หยดบนพื้นเป็นทางยาวแสดงให้เห็นว่าเธอได้รับบาดเจ็บ ส่วนนิดก็คอยพยุงเธออยู่ไม่ห่าง พร้อมกับคอยชะโงกหัวข้ามเชลฟ์เพื่อสังเกตดูสถานการณ์ตลอดเวลา

thief-thanks-02
ภาพจาก https://soclaimon.wordpress.com

ทั้งร้านในคืนนี้ก็มีเพียงอรกับนิดและพนักงานสองคนในร้านพร้อมทั้งผู้บุกรุกยามวิกาลกับอาวุธในมืออีกหนึ่งคน ทำไมสถานการณ์มันช่างเหมาะเจาะที่จะทำการปล้นเสียจริงนะ แต่เสียงปืนนัดแรกที่ลั่นออกจากมือคนร้ายทำให้พลเมืองดีโทรไปแจ้งคอลเซ็นเตอร์ 911 (ที่เพิ่งเปลี่ยนมาจาก 191 เพื่อจะได้เหมือนกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก) ถึงเหตุด่วนเหตุร้ายที่เธอกำลังเผชิญ ตำรวจรุดมาถึงที่เกิดเหตุอย่างทันท่วงทีก่อนที่คุณโจรจะหนีได้ทัน ผิดกับหนังไทยสมัยรุ่นคุณพ่อที่ตำรวจมักจะมาถึงตอนจบเรื่องเสียทุกครั้งไป

และเมื่อเข้าสู่สถานการณ์คับขันเช่นนี้แล้ว ปฏิบัติการจี้ตัวประกันจึงต้องดำเนินต่อเนื่อง หลังจากชายนิรนามได้เงินในเครื่องใส่กระเป๋าสะพายใบเขื่องไปเรียบร้อยแล้ว เขาหันมาเห็นอรที่ยืนหมดสภาพพิงชั้นวางของอยู่ใกล้ๆ เธอจึงถูกเชิญให้ไปเป็นตัวประกันโดยทันที พร้อมกับปากกระบอกปืนจ่อชี้ที่ด้านหลัง อรถูกลากถูลู่ถูกังทั้งที่อ่อนเปลี้ยเสียเต็มประดาออกมายังรถมอเตอร์ไซค์ที่ติดเครื่องรออยู่โดยชายสวมหมวกอีกคนที่ด้านหลังของร้าน พร้อมกับบึ่งออกไปทันทีโดยทิ้งเธอให้นอนหายใจรวยรินอยู่ตรงนั้น

thief-thanks-01
ภาพจาก http://news.mthai.com

หลังเหตุร้ายผ่านไปเจ้าหน้าที่กู้ภัยก็เข้าช่วยเหลือนำเธอส่งโรงพยาบาล ก่อนที่ตำรวจเข้าเคลียร์พื้นที่เกิดเหตุพร้อมกับพานิดและพนักงานในร้านไปให้การที่โรงพัก ส่วนอรก็ออกจากโรงพยาบาลได้ในคืนนั้น

เช้าวันถัดมาเหตุการณ์นี้กลายเป็นข่าวดังในรายการเล่าข่าวเช้านั้นของทุกช่องโทรทัศน์ กับข่าวโจรปล้นร้านสะดวกซื้อเจ็ดแห่งทั่วกรุงในคืนเดียว พร้อมกับมีภาพของคุณโจรยกมือไหว้และกล่าวขอบคุณพนักงานที่ไม่ขัดขืนและให้ความร่วมมือกับการปล้นเป็นอย่างดี

thief-thanks-04
 Edit ภาพโดย Admin

“ทำไมมึงกลับห้องเร็วนักวะ ไหนบอกว่าถูกยิงไง..?” นิดถามหลังจากอรกลับมาที่ห้องเช่าใกล้ที่เกิดเหตุในตอนเช้า

“ทีแรกกูตกใจมากก็เลยนึกว่าไอ้ตั้มมันยิงถูกกู แต่หมอตรวจแล้วไม่เห็นมีแผลตรงไหน .. กูก็ว่าอยู่ว่าทำไมถูกยิงมันเจ็บแป๊บเดียวเองว๊ะ สรุปว่าเลือดเมนส์กูไหลต่างหาก ..!!!..” อรตอบแบบขำๆ แล้วทั้งสองคนกอดคอหัวเราะกันลั่นห้อง

 

สองวันถัดมาเสียงโทรศัพท์ของอรก็ดังขึ้น .. เบอร์ตั้มแฟนหนุ่มของเธอนั่นเอง

“อร .. วันนี้บ่ายสามออกมาเอาส่วนแบ่งที่เดิมนะ ..” เสียงแฟนหนุ่มของเธอบอกเวลานัด

“ครั้งนี้อรได้เท่าไหร่ล่ะ ..?” เธอถาม

“คราวนี้เจ็ดที่ได้มาเยอะอยู่เหมือนกัน .. คนละซักสามหมื่นได้ล่ะ .. ” ตั้มบอกไป

“ดีๆๆ อรจะได้เอาไปซื้อโทรศัพท์ใหม่ กำลังอยากได้ไอโฟนสักเครื่องพอดี ..” เธอบอกด้วยน้ำเสียงดีใจ

“แต่ตั้มเกือบยิงถูกอรซะแล้วนะ ..” เธอต่อว่าแฟนหนุ่ม

“เอ้อ .. นิดมันถามถึงส่วนแบ่งของมันด้วย อย่าลืมซะล่ะ ..” อรออกปากถามแฟนหนุ่มตามที่เพื่อนคอยสะกิดอยู่ข้างๆ

“ก็ให้ไอ้จอมไปแล้วไง นิดเป็นแฟนมันก็ไปเอาที่มันสิ ..” ตั้มตอบน้ำเสียงเรียบ

thief-thanks-05
ภาพจาก http://www.fm91bkk.com

“เอาเป็นว่าวันนี้เจอกัน .. แค่นี้ก่อนนะ .. ตู๊ดดดดด ..” ตั้มต้องรีบพูดตัดบทเพราะ …..

มือของนายตำรวจยศพันตำรวจเอกหัวหน้าชุดสืบสวนที่รับผิดชอบติดตามคดีนี้เอื้อมมากดวางสายโทรศัพท์ของตั้มที่เปิดสปีคโฟนแล้ววางบนโต๊ะข้างหน้าชายวัยรุ่นสองคนที่ถูกใส่กุญแจมือนั่งก้มหน้าอยู่ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจสามนายภายในห้องแคบๆ ห้องนั้น ทุกคำพูดทุกบทสนทนาได้ถูกบันทึกเอาไว้แล้ว และมันก็เป็นหลักฐานสำคัญใช้มัดตัวเธอและเพื่อนสนิทได้เป็นอย่างดี

เมื่อสิ้นเสียงแว๊นนนนนนน จากปลายท่อรถมอเตอร์ไซค์ของคนร้าย นั่นก็หมายถึงการสิ้นสุดอิสรภาพของวัยรุ่นหญิง-ชายทั้งสี่คนด้วยเช่นกัน

 

 

– – – น า ย เ ม ษ า – – –

พฤหัสบดี 17 กันยายน 2558 เวลา 21:45 น.

ปล.ภาพใช้ประกอบเนื้อหาเพื่อความบันเทิงเท่านั้น บุคคลในภาพไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับเนื้อหาทั้งสิ้น

Advertisements

เสียงลึกลับ .. จากในครัว ..


ภาพจาก http://www.mut.ac.th/art_forlife/gallery/LoveThailand/slides/ตลาดน้ำดำเนินสะดวก.JPG

หากลองย้อนเวลากลับไปราวๆ สักสี่สิบปีก่อน ในสมัยที่เมืองไทยยังไม่มีตึกสูงระฟ้าท้าดวงอาทิตย์เหมือนสมัยนี้ รถราหรือก็ยังไม่ได้ขวักไขว่ ชิวิตของคนไทยในต่างจังหวัดกับคนเมืองยังคงใกล้ชิดกันทางวัฒนธรรมอยู่มาก ผู้เฒ่าผู้แก่ในตอนนั้นก็ยังคงนิยมกินหมากกันอยู่ ดังนั้นปูนแดง หมากและใบพลูจึงเป็นสินค้าที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า มีเท่าไหร่ก็ขายหมดเกลี้ยง ทั้งยังสามารถหาซื้อกันได้ทั่วไปทั้งในตลาด ทั้งร้านโชห่วยที่ตั้งอยู่แทบทุกหัวระแหง ซื้อง่ายขายคล่องราวกับซิมทรูมูฟในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นในสมัยนี้เลยทีเดียว

สมัยนั้นผมยังเป็นเด็กอายุยังไม่ถึงห้าขวบด้วยซ้ำ แต่ต้องระหกระเหินย้ายที่เรียนตามพ่อที่รับราชการไปอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ทั่วทุกภาคของประเทศ ครั้นพอถึงปิดเทอมทีนึงพ่อผมก็จะส่งตัวผมและพี่น้องมาอยู่โยงในบ้านสวนของย่าที่อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี จะว่าไปมันก็คล้ายๆ กับได้ไปเรียนซัมเมอร์ในต่างประเทศเลยเชียวล่ะ เพราะนั่นหมายถึงว่าต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับชีวิตแบบชาวสวน เอาตัวเองให้อยู่รอดให้ได้ แต่ยังดีกว่าหน่อยตรงโฮสที่ผมไปอยู่ด้วยนั้นคือญาติผู้ใหญ่ของผมนั่นเอง

บรรยากาศแบบบ้านสวนริมคลองที่สมัยนั้นน้ำในคลองดำเนินสะดวกและคลองซอยต่างๆ ที่ผ่านหน้าบ้านย่ายังใสแจ๋ว สามารถตักมาอาบมาล้างจานชามกันได้อย่างไม่ต้องเคอะเขิน อีกทั้งผมทั้งปลาใหญ่น้อยก็ยังดำผุดดำว่ายดีดน้ำใส่หน้ากันพรึ่บพรั่บอย่างสบายอุรา สมัยผมหัดว่ายน้ำใหม่ๆ ก๋งของผมเอามะพร้าวแห้งสองลูกมาเฉาะเปลือกออกให้เป็นเส้นหนาสักนิ้วนึง โดยที่อีกด้านยังติดอยู่ที่ลูก แล้วเอาเปลือกที่ฉีกออกนั้นมาผูกเข้าด้วยกัน แล้วจับเอาสอดไว้ใต้รักแร้ทั้งสองข้างของผมเพราะมันจะช่วยพยุงตัวเราไม่ให้จมน้ำได้เป็นอย่างดี จากนั้นก็ผลักให้ผมออกไปลอยตุ๊บป่องอยู่กลางคลองหน้าบ้าน ส่วนผมก็ตะเกียกตะกายเลิ่กลั่กทั้งมือทั้งเท้าช่วยกันพุ้ยน้ำจ๋อมแจ๋ม แม้ไม่ได้มีท่าฟรีสไตล์ กบหรือผีเสื้อตามมาตรฐานโอลิมปิคสากลใดๆ แต่มันก็ทำให้ผมว่ายน้ำได้มาจนทุกวันนี้นั่นแหละ

 
ขอบคุณภาพจาก http://i139.photobucket.com/albums/q308/Mucki_girl/Klong%20Tour%2003JUL08/CIMG2404.jpg // http://www.bloggang.com/data/klongrongmoo/picture/1215006118.jpg

ที่ท่าน้ำเล็กๆ หน้าบ้านจะเป็นบันไดลงไปในคลอง มีแผ่นไม้เล็กๆ สี่-ห้าแผ่นขนาดกว้างยาวประมาณเมตรเศษๆ ให้พอนั่งอาบน้ำล้างจานได้ ตลิ่งสูงท่วมหัวเป็นดินโคลนที่ก๋งผมโกยขึ้นมาจากในคลอง และตลอดแนวตลิ่งหน้าบ้านก็จะปลูกต้นมะม่วงอกร่องเอาไว้กินไว้ขายกันไปตามประสาชาวสวน ซึ่งช่วงซัมเมอร์คอร์สของผมทุกปีก็จะมีมะม่วงให้กินกันทุกวันไม่เคยขาดเพราะมีอยู่เป็นสิบต้น และแต่ละต้นก็ติดลูกดกจนกิ่งโน้มลู่ลงมาจนเรี่ยพื้นให้เก็บกินได้ง่ายๆ ไม่ต้องปีนขึ้นไปให้เสียแรง บางทีก็สุกคาต้นจนหล่นลงมาก็มีบ่อยๆ ทั้งกินทั้งแจกกันจนเอียนแล้วก็ยังเหลือขายได้อีกเป็นร้อยๆ กิโล


ขอบคุณภาพจาก https://kerk1234.files.wordpress.com/201102img.0716re.jpg

ตามแนวตลิ่งนั่นก็จะเป็นทางเดินผ่านเข้าไปยังบ้านของเพื่อนบ้านที่อยู่ในสวนถัดๆ เข้าไป ใครเดินผ่านไปผ่านมาถ้าอยากได้มะม่วงไปกินกันก็ตะโกนบอกแล้วชอบลูกไหนก็เด็ดไปได้เลย แบ่งปันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันไปตามวิถีใครมีอะไรก็เอามาปันไปกันกิน สวนไหนจะปลูกอะไรก็ไปลงแรงช่วยกันมันคือภาพความผูกพันอันสวยงามของคนในชุมชนที่ยังชัดเจนในความทรงจำจนถึงทุกวันนี้

ส่วนที่ใกล้ท่าน้ำติดกับทางเดินขึ้นบ้าน ย่าผมก็จะมีพลูที่ปลูกเอาไว้กินเองอยู่สองข้างทาง ลักษณะเป็นกองดินทรงสูงยอดมนมีเสาไม้ขนาดขาผู้ใหญ่สูงราวสอง-สามเมตรอยู่ตรงกลาง รอบๆ ก็จะมีไม้ไผ่ลำย่อมๆ ปักไว้แล้วเอาปลายยอดไปผูกไว้กับเสาไม้ตรงกลางอีกทีเพื่อให้พลูที่ปลูกเลื้อยพันขึ้นไป แต่จะมีลำนึงที่เจาะเป็นรูเล็กๆ ที่ปล้องแล้วเอาไม้ไผ่ผ่าครึ่งเป็นซีกอันสั้นมาเสียบทะลุไว้เพื่อใช้ทำเป็นบันไดเวลาปีนขึ้นไปเก็บพลู และจากบนตลิ่งที่สูงจากพื้นดินระดับอกของผู้ใหญ่กับความสูงของค้างพลูอีกร่วมสามเมตร รวมแล้วจากพื้นดินถึงยอดก็น่าจะเกือบจะห้าเมตรได้ละมั๊ง


ขอบคุณภาพจาก http://img802.imageshack.us/img802/4630/16213258.jpg

พลูกำลังออกใบเขียวสะพรั่งทึบไปทั้งค้างพลูเก็บกินเก็บเคี้ยวกันจนปากเจ่อก็ยังไม่มีทีท่าจะหมดง่ายๆ ก็เกิดไปเตะตาต้องใจไอ่ตี๋น้อยที่คนแถวนั้นรู้จักกันดีในชื่อว่า “ไช้” หลานแป๊ะฮ้วงเจ้าของสวนผักที่อยู่ท้ายคลองเดียวกับบ้านย่าของผม เฮียไช้เป็นลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเลรุ่นที่สาม นั่นก็คือรุ่นเดียวกับผม แต่เฮียไช้จะอายุมากกว่าผมหลายปีเพราะตอนที่ผมอายุห้าขวบเฮียไช้ก็เป็นวัยรุ่นตอนปลายแล้ว แป๊ะฮ้วงอาก๋งของเฮียไช้มารับจ้างเป็นกุลีขุดคลองรุ่นเดียวกับก๋งของผม และเมื่อคลองถูกขุดจนเสร็จเรียบร้อยชาวจีนเหล่านั้นต่างก็พากันเข้าจับจองพื้นที่ทำมาหากินจนทั่วทั้งย่านดำเนินสะดวก ปลูกผักปลูกหญ้าค้าขายผลหมากรากไม้กันไปตามความถนัดของแต่ละคนที่สั่งสมกันมาตั้งแต่ครั้งยังอยู่ที่เมืองจีน

กลับมาว่ากันถึงเฮียไช้พระเอกของเรื่องนี้กันต่อดีกว่า

เฮียไช้เห็นพลูของย่าผมที่ปลูกเรียงรายกันเป็นแถวตามสองข้างทางเข้าบ้านร่วมๆ สิบค้างกำลังออกใบอย่างงาม เฮียแกเลยมาเจรจากับย่าผมว่าจะขออาสามาเก็บไปขายให้แล้วเอากำไรมาแบ่งกัน ซึ่งย่าผมก็ไม่ได้ว่ากระะไรเพราะก็ปล่อยเอาไว้ก็กินไม่หมดอยู่แล้ว ดีซะอีกที่มีคนมาช่วยเก็บให้ไม่ต้องออกแรงปีนให้เมื่อย ดีไม่ดีพลาดพลั้งร่วงลงมาหัวร้างข้างแตกแข้งขาพิกลพิการไปเสียเปล่าๆ แถมยังได้อัฐเล็กๆ น้อยๆ ไว้แลกกับข้าวกับปลาไว้กินอีกด้วย


ขอบคุณภาพจาก http://board.postjung.com/888721.html

โดยเฮียไช้แกจะเข้ามาเก็บพลูในช่วงเย็นๆ หลังจากเสร็จงานประจำของแกที่สวนของแป๊ะฮ้วงเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็จะเอาไปล้างแล้วเรียงซ้อนกันเป็นกองเล็กๆ ราวสักยี่สิบใบ เอามารัดด้วยเปลือกต้นกล้วยที่ลอกออกมาแล้วตัดให้ได้ขนาดชิ้นกว้างสักครึ่งฝ่ามือผู้ใหญ่ จากนั้นมัดด้วยเชือกกล้วยให้เป็นพับเล็กๆ อีกที กว่าจะเสร็จงานเสริมของแกในแต่ละวันก็ปาเข้าไปเกือบสี่ทุ่มโน้น ส่วนย่าผมก็ทำกับข้าวกับปลาไว้เผื่อเฮียแกทุกวัน แล้วก็ตะโกนบอกให้เฮียแกเข้ามากินข้าวแล้วค่อยกลับบ้านนะ จนเป็นที่รู้กันว่าสี่ทุ่มเฮียไช้จะต้องเข้ามากินข้าวในครัวหลังบ้านเสียงจานเสียงช้อนสังกะสีกระทบชามตราไก่ดังโคล้งเคล้งสนั่นลั่นท้องร่องกันทุกวันไป

บางทีผมก็อาศัยออกมานั่งกินกับเฮียแกอีกมื้อเป็นมื้อดึกของวันนั้นก็เลยค่อนข้างสนิทกันอยู่มากพอดู เวลาเฮียแกมาเก็บพลูก็มักจะมีขนุกขนมของกินเล่นมาฝากผมอยู่เสมอๆ ด้วยความที่เฮียไช้แกเป็นคนขยัน ซื่อสัตย์ อดทนและที่สำคัญอัธยาศัยไมตรีดีมากช่างพูดช่างคุยเป็นที่หนึ่ง อีกทั้งแป๊ะฮ้วงก็สนิทสนมกับก๋งของผมเป็นอย่างดี เฮียแกจึงเป็นที่รักและไว้ใจของก๋งกับย่าผมอย่างมาก เวลามีเค้างานบุญกันที่หน้าวัดโชติฯ ทีไร ผมก็ได้เฮียไช้นี่แหละที่พาเดินเลียบเลาะริมคลองไปเที่ยวจนดึกจนดื่นโดยที่ก๋งกับย่าผมไม่มีปริปากบ่นเลยสักคำ นี่คงเป็นการยืนยันถึงความไว้วางใจของผู้ใหญ่ที่มีต่อเฮียไช้ได้เป็นอย่างดี


ขอบคุณภาพจาก http://goratchaburi.com/imahes/content19112555164811.JPG

แต่ก็อย่างที่ใครๆ เคยว่าเอาไว้นั่นแหละว่าวันเวลาแห่งความสุขมักจะอยู่กับเราได้ไม่นาน และช่วงเวลาแห่งความสุขสนุกสนานของผมกับเฮียไช้ก็เช่นกัน

ไม่รู้ว่าเคราะห์กรรมแต่ชาติปางไหนที่กลับมาทวงถามตามคร่าเอาชีวิตที่กำลังดีวันดีคืนของเฮียไช้ให้ต้องดับดิ้นสิ้นใจ เพราะเฮียแกปีนพลาดร่วงหล่นลงมาจากค้างพลูที่สูงร่วมห้าเมตรคอหักตายในช่วงโพล้เพล้ใกล้จะหมดแสงของเย็นวันหนึ่ง จนเป็นที่ตกอกตกใจของคนละแวกนั้นเป็นอย่างมากเพราะการตกจากค้างพลูแค่นั้นไม่น่าจะถึงกับต้องตาย อย่างมากก็น่าจะแค่แข็งขาหัก หลังเดาะกระเพาะยุบ ตับบุบไตบวม หยุดงานนอนพักหยอดน้ำข้าวต้มสักร่วมๆ อาทิตย์ก็น่ากลับมาฟิตเปรี๊ยะวิ่งปร๋อได้เหมือนเดิมแล้ว แต่นี่ถึงกับคอหักตาย สงสัยว่าดวงเฮียแกจะถึงฆาตจริงๆ และการตายแบบนี้แถวบ้านนอกของผมเค้าเรียกกันว่า “ตายโหง” คือยังไม่ถึงเวลาตายแต่ต้องมาตายเสียก่อนที่จะหมดอายุขัย

ผมเองก็ได้ไปร่วมในงานศพของเฮียแกทุกวันตามประสาครอบครัวคนคุ้นเคย ก็ได้ยินคนเฒ่าคนแก่เค้าจับกลุ่มคุยกันว่าวิญญาณตายโหงแบบนี้มักจะเฮี้ยนและดุมากเพราะต้องร่อนเร่พเนจรไปทั่วจะไปเกิดก็ไม่ได้ จะอยู่บนโลกมนุษย์ก็ไม่มีกายหยาบให้สิงสถิตย์เพราะร่างถูกเผาจนกลายเป็นเศษฝุ่นผงธุลีไปหมดแล้ว ไอ่ตัวผมยังเป็นเด็กก็เออออห่อหมกตามพวกผู้ใหญ่เค้าไปอย่างงั้นแหละไม่ได้รู้เรื่องอะไรนักหรอก ขอแค่ได้อาศัยไปวิ่งเล่นสนุกกับเด็กๆ แถวนั้นที่มางานกับพวกผู้ใหญ่บ้าง ไปช่วยงานเป็นลูกมือหยิบโน่นจับนี่บ้าง ช่วยเสิร์ฟน้ำ ช่วยล้างจานบ้างไปตามเรื่องก็พอ แต่ที่สำคัญเมนูรอบดึกที่บรรดาเหล่าจุมโพ่(ตัว)ใหญ่ในครัวช่วยกันบรรจงควงตะหลิวแสดงฝีมือทำออกมาแจกแขกเหรื่อที่มาร่วมงานในทุกๆ คืน มันช่างถึงรสถึงเครื่องอร่อยปากละมุนลิ้นอย่าบอกใครทีเดียวเชียวล่ะ


ขอบคุณภาพจาก http://www.oknation.net/blog/kiddee/2009/08/05/entry-1

งานศพของเฮียไช้ทั้งเจ็ดวันผ่านไปด้วยดีพร้อมๆ กับผมที่อ้วนพีขึ้นจนเห็นได้ชัด ภารกิจฌาปนกิจส่งเฮียแกไปที่ชอบๆ ก็สำเร็จลุล่วง(เพราะถ้าที่ที่เฮียแกไปแล้วแกไม่ชอบ ป่านนี้เฮียแกคงกลับมาแล้วล่ะ ..!!!) ไม่มีเหตุการณ์ระทึกขวัญใดๆ ให้ต้องหวาดผวาอย่างที่คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านเคยมาเตือนเอาไว้ อย่างดีก็มีแค่ได้กลิ่นธูปจางๆ ตอนเข้านอนเท่านั้น ซึ่งก็น่าจะมาจากย่าผมไหว้พระตอนก่อนนอนนั่นแหละ

แต่เรื่องราวของซัมเมอร์นั้นมันไม่ได้สงบราบรื่นไปตลอดน่ะสิ ..!!!

เย็นวันหนึ่งหลังจากงานศพของเฮียไช้ผ่านไปได้สักอาทิตย์นึง ค้างพลูกองหนึ่งริมคลองก็มีเสียงใบพลูสั่นไหว ๆ ดังกราวๆ ซู่ๆ ราวกับมีใครรูดตัวลงจากยอดค้างพลูกองนั้น ตามด้วยเสียงออดแอดๆ ของลำไม่ไผ่ที่ต่อเป็นบันไดยุบฮวบขึ้น-ลงเป็นจังหวะคล้ายคนกำลังปีนขึ้นไป แล้วยังมีเสียงเหมือนของหนักๆ ตกกระทบพื้นดังตุ้บ ตุ้บ ผมลองมองฝ่าแสงสลัวๆ ที่เพิ่งจะเริ่มมืดออกไปก็ไม่เห็นมีอะไร ลมอ่อนๆ ที่พัดอยู่ก็ไม่ได้แรงขนาดที่จะทำให้ลำไม้ไผ้ไหวปลิวยวบได้ขนาดนั้นนี่นา บรรยากาศยามนั้นมันช่างอึมครึมเย็นยะเยือกบวกกับแสงทึมๆ ของตะเกียงริบหรี่จากบ้านเจ๊กเพ้งที่อยู่ตรงข้ามอีกฝั่งคลองห่างออกไปจากค้างพลูนั่นราวๆ สิบเมตรก็ไม่ได้ช่วยให้เห็นอะไรได้ชัดเจนขึ้นสักเท่าไหร่

ผมเริ่มอกสั่นขวัญผวานี่ขนาดยังไม่ทันจะถึงเวลาที่ฟ้ามืดสนิทเสียด้วยซ้ำนะเนี่ย คืนนี้คงไม่ยอมลงไปอาบน้ำที่ท่าน้ำหน้าบ้านแน่ ถึงแม้จะสนิทกับเฮียไช้สักแค่ไหนก็ตาม ก็ขอซักแห้งสักคืนนึงก่อนก็แล้วกัน แต่เอ๊ะ .. หรือว่าเฮียไช้แกจะไม่ชอบที่ที่แกไป .. ถึงได้กลับมาเยี่ยมผมเร็วจังแฮะ ..!!!

ส่วนก๋งกับย่าของผมก็ยังคงออกไปนั่งจัดเตรียมผักผลไม้ที่เก็บมาจากในสวนใส่เรืออยู่ที่ริมตลิ่งตรงท่าน้ำหน้าบ้านเพื่อเอาไว้ไปขายในวันพรุ่งอันเป็นกิจวัตรประจำวันกันตามปรกติ ไม่ได้สะทกสะท้านกับเหตุการณ์แปลกๆ ของค้างพลูเจ้าปัญหาในเย็นย่ำค่ำนี้แต่ประการใด


ขอบคุณภาพจาก http://www.painaidii.com/diary/diary-detail/000687/lang/th/

ตกดึกตามเวลาดีๆ ที่นัดหมาย เสียงดังโคล้งเคล้งจากในครัวหลังบ้านก็ดังขึ้นตามที่คาด เสียงช้อนกระทบชามดังแกร๊กๆๆ เหมือนที่เคยได้ยินอยู่ทุกวัน ผมถึงกับขวัญกระเจิงนั่งร้องไห้กระซิกๆ กอดย่าไม่ยอมห่าง ไม่ว่าจะปวดท้องหนักท้องเบาสักแค่ไหนก็ต้องอั้นเอาไว้ก่อน ไอ่ครั้นจะไปเข้าห้องน้ำห้องท่าที่อยู่หลังบ้านเวลานี้สารภาพตามตรงว่าไม่กล้าพอจริงๆ เพราะต้องเดินผ่านครัวกลัวจะไปเจอเฮียไช้แกกวักมือเรียกให้ไปนั่งกินข้าวมื้อดึกด้วยกันเหมือนเคย จนย่าต้องออกปากตะโกนไปว่า

“อาไช้เอ๊ย .. กินเสร็จแล้วก็ไปซะนะ น้องๆ มันกลัวกันแย่แล้วเนี่ย ย่ารู้แล้วว่าเอ็งมา ..”

พอย่าตะโกนบอกเฮียไช้ เสียงลักลับในครัวก็ค่อยๆ เบาลงจนเงียบหายไปท่ามกลางความดีใจของเด็กๆ ในบ้านทุกคน และหลังจากค่ำคืนสยองขวัญสั่นประสาทในครั้งนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์แปลกๆ อะไรเกิดขึ้นอีกเลย แต่มิวายผมก็ยังระแวงเสียวสันหลัง เย็นวาบๆ ขนลุกซู่ทุกครั้งเวลาที่ลงไปอาบน้ำที่ท่าน้ำใกล้ค้างพลูนั่นอยู่ดี ทั้งที่ก็ไม่เคยได้เห็นหรือได้ยินอะไรจากเฮียไช้อีกเลยก็ตาม

หรือว่าเฮียไช้แกจะเจอที่ที่แกชอบแล้วจริงๆ เลยไม่กลับเคยมาหาผมอีกเลยแม้วันเวลาจะผ่านล่วงเลยมาร่วมสี่สิบปีแล้วก็เถอะ

—– นายเมษา —–

อังคารที่ 8 กันยายน 2558 เวลา 4:09 น. GMT+7 TH

ราชประสงค์


ขอบคุณภาพจาก http://www.springnews.co.th

สิ้นเสียงดังกัมปนาทราชประสงค์
หลายร่างร่วงหล่นลงระงมจ้า
มัจจุราชพรากคนรักให้จากลา
โดยไม่ทันรู้ตัวว่าต้องอาดูร

ด้วยศรัทธามหาพรหมสมใจนึก
มาระลึกนอบประนมบรมไอศูรย์
แต่คนชั่ววางระเบิดศาลฐากูร
หลายชีวิตดับสิ้นสูญมรณา

ที่สิบเจ็ดสิงหาฯ เวลาทุ่ม
๑๙ น.ไฟควันพลุ่งคละคลุ้งร่าง
ครวญโอดโอยเกลื่อนกล่นถนนกลาง-
ราชประสงค์ดั่งสงครามกลางใจไทย

น้ำตาหลั่งหลายชนชาติมาสูญเสีย
เพราะโจรเหี้-สนองแค้นมันควรไหม?
คนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องสิ้นใจ
ทั้งคนไทยแลทุกชาติร่วมประณาม

ไม่มีศาสดาไหนเคยพร่ำสอน
ให้เอาร้อนเทราดไปในเพลิงผลาญ
ไม่เคยสอนให้แก้แค้นในสันดาน
ไอ่โจรร้ายไร้ศาสน์สาส์นจากพระองค์

ขอบารมีองค์มหาพรหมบันดาลให้
ความสุขกลับคืนไปสู่ราชประสงค์
ขอเทวะปกป้องไทยทุกชั้นชน
ทั้งต่างชา-ติพันธุ์พ้นจากภัยพาล

 

ขอไว้อาลัยต่อผู้สูญเสียและครอบครัวในเหตุการณ์ระเบิดที่ราชประสงค์ ยังหวังให้ความสงบสุขปลอดภัยกลับคืนสู่ประเทศไทยโดยเร็ววัน และขอประณามผู้ก่อการและผู้ร่วมขบวนการในการทำร้ายประเทศชาติในครั้งนี้ ขอร่วมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่รัฐและภาคประชาสังคมทุกฝ่ายที่ได้ร่วมแรงร่วมใจในการให้เบาะแสเพื่อนำไปสู่การจับตัวผู้ต้องหาได้โดยเร็ว

ด้วยความอาลัยอย่างยิ่ง
– – –  นายเมษา  – – –
อังคาร 1 กันยายน 2558 เวลา 17:54 น.