ไปเที่ยวภูเก็ตกัน .. ในวันมรสุมเว้นวรรค .. ตอนจบ ..

 

| ตอนแรก | ตอนจบ |

 

ผ่านไปหนึ่งวันแบบที่ยังไม่ได้เที่ยวแบบเป็นชิ้นเป็นอันเลย ขับรถเล่นไปมาหาข้าวกินเข้าที่พักแล้วก็นอน ฮ่าๆๆ .. มาพักผ่อนโดยแท้เลย เช้านี้วางแผนซะดิบดีว่าจะขับรถออกไปกินติ่มซำกินกันซักหน่อย หาข้อมูลร้านดังที่ได้รับการแนะนำจากนักชิมทั่วทุกสารทิศไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว

อาจจะเพราะเมื่อวานนี้นอนกันเร็วก็เลยตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้า รีบๆๆๆ ไปหา หาติ่มซำกินกันซักหน่อย แต่ฟ้าไม่เป็นใจ ปล่อยให้ฝนเทลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตา ตกหนักๆๆๆ กันตั้งแต่ 7 โมงไปจนเกือบ 8 โมงเช้ากันเลย แผนการออกไปกินติ่มซำเป็นอันพับไปโดยปริยาย เปลี่ยนแผนใหม่ลงมาทานอาหารเช้าของรีสอร์ทแทนก็แล้วกัน ไหนๆ ก็รวมอยู่ในค่าห้องพักอยู่แล้ว

อาหารเช้าที่นี่เป็นแบบ ABF ครับ คงไม่ต้องถ่ายรูปมาหรอกนะ เพราะทุกที่มันก็มีเหมือนๆ กันนั่นแหละ ที่นี่จะมีรายการอาหารมาให้เราเลือก check ลงไปในช่องที่ต้องการว่าอยากทานอะไรแบ่งเป็นหมวดหมู่ชัดเจน ผมเลยจัดไข่ดาว 2 ฟอง ออมเล็ต ซอสเซส แฮม เบคอน น้ำส้มคั้นและผลไม้ เพิ่มข้าวต้มทะเลแบบไทยๆ อีกชามด้วย อาหารสดที่ใช้คุณภาพดีถึงดีมาก ทำให้มื้อนี้อร่อยขึ้นมาทันตาเห็น อิ่มแล้วออกไปเดินเก็บภาพรอบๆ เพื่อย่อยอาหารซักหน่อย

ท้องฟ้ายังอึมครึมมัวซัวอยู่เพราะฝนเพิ่งจะหยุดตก แล้วยังมีก้อนเมฆน้อยใหญ่กระจัดกระจายเต็มท้องฟ้า แสงแดดไม่อาจทะลุผ่านมาได้มากนัก ฟ้าเลยดูขาวซีดๆ อากาศแบบครึ้มฟ้าครึ้มฝนคาดว่าวันนี้น่าจะมีฝนตกพายุเข้าอีกแน่ๆ แต่เวลาไม่เคยคอยใคร เราเองก็หยุดไม่ได้เพราะมีเวลาเที่ยวเต็มๆ วันก็วันนี้แค่นั้น พรุ่งนี้ก็ต้องกลับกันแล้ว เลยตกลงใจว่าคงจะขับรถเข้าไปในเมืองตามแผนการเดิมนั่นแหละ


จุดชมวิวแหลมพันวา ..

เลยเดินเก็บภาพอีกนิดหน่อย พอ 10 โมงครึ่งก็ขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวออกไปเที่ยวกัน แวะไปจุดชมวิวแหลมพันวาก่อนเป็นแห่งแรกเพราะอยู่ใกล้ที่สุด มีแดดนะแต่มันไม่สดใสเลยแวะแป๊บเดียวแล้วออกเดินทางเข้าเมืองเพื่อไปชมย่านโอลด์ทวาน์ที่เค้าว่ามีอาคารเก่าแก่ที่เป็นสิ่งปลูกสร้างในแบบสถาปัตยกรรมชิโน-โปรตุกีส ที่ได้รับการโปรโมทให้เป็นเป็นแหล่งท่องเที่ยวแนวประวัติศาสตร์ ขับวนเวียนดูไปเรื่อย แสงไม่สวยเลยขี้เกียจลงไปเดินให้เมื่อยตุ้มเปล่าๆ

  


ขับรถวนเล่นแถวๆ ย่านเมืองเก่า .. ชมสถาปัตยกรรมชิโน-โปรตุกีส ..

เมื่อสภาพแสงไม่อำนวย กอรปกับมีข้อจำกัดในด้านเวลาด้วยเลยต้องยอมจำนน แต่ก็ยังเก็บภาพได้นิดหน่อยแล้วเลยไปดู “พญามังกรทะเล” ที่สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษามหาราชินีฯ ตั้งอยู่ติดกับสำนักงาน ททท. เขต 4 เพิ่งทราบว่าภายในสวนแห่งนี้มีที่จอดรถไว้ให้ผู้ที่จะมาเดินเที่ยวชมย่านโอลด์ทาวน์ สามารถนำรถมาจอดได้นับร้อยคันเลยทีเดียว เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวไปในตัว


สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษาฯ / พญามังกรทะเล ..

เสร็จภารกิจจากย่านเมืองเก่าและชมพญามังกรทะเลแล้ว ก็มาว่ากันเรื่องของอาหารที่มีชื่ออีกอย่างหนึ่งที่จะพลาดชิมไม่ได้ถ้ามาถึงภูเก็ต นั่นก็คือ “บะหมี่ต้นโพธิ์” เค้าเรียกกันอย่างนี้ เป็นเส้นบะหมี่เส้นกลมโตผัดใส่เครื่องแบบรวมอาหารทะเลมีทั้งรสชาติดั้งเดิมและแบบผัดขี้เมาเพื่อให้ถูกใจคนชอบรสจัดจ้าน ร้านนี้เค้ามีชื่อเสียงมานานมากตั้งแต่สมัยที่บ้านเราไปอยู่ภูเก็ตตอนนั้นก็มีขายอยู่แล้ว จนถึงปัจจุบันก็น่าจะไม่น้อยไปกว่า 40 ปีแล้วแน่ๆ ร้านนี้อยู่ติดศาลเจ้าในบริเวณของวงเวียนเลย ต้องจอดริมถนนแถวๆ หน้าร้าน ไม่เช่นนั้นใครจะกินก็ต้องขับเลยไปจอดไกลประมาณซักร่วมๆ 500 เมตรแล้วเดินย้อนกลับมานั่งกิน มาถึงก็ใช่ว่าจะได้นั่งนะ เพราะสังเกตว่าโต๊ะจะเต็มอยู่ตลอด เห็นที่ว่างตรงไหนรีบนั่งไปเลย เราเลยสั่งกลับไปกินที่รีสอร์ทเป็นมื้อเย็นแทน เพราะมันไม่มีที่นั่งเลยจริงๆ

ระหว่างรอก็เดินไปซื้อกาแฟสดแล้วนั่งรอในร้านกาแฟฝั่งตรงข้ามอยู่ในวงเวียนนั่นแหละ ร้านสีขาวสะอาดตา มีทั้งกาแฟและเบเกอรี่ เค้ก ติดแอร์เย็นฉ่ำนั่งเพลินเลย บะหมี่เสร็จแล้วก็ขับรถวนไปรับแล้วก็ไปหาข้าวกลางวันกินกัน มีคน request ว่าจะกิน “ปลามงทอดขมิ้น” กับ “คั่วกลิ้ง” อีก เมื่อวานยังกินไม่สะใจเลย ตกลงมื้อกลางวันก็เลยไปกินที่ร้าน “หมอมูดง” กันอีกมื้อ รูปอะไรไม่ต้องถ่ายกันแล้ว ตอนนี้ขอกินกันก่อนล่ะ

หนังท้องตึง พลังงานเริ่มกลับมาอีกครั้ง ก็เลยคิดว่ายังมีเวลาเหลืออีกเยอะนี่นา วิ่งกลับเข้าเมืองไปขึ้น “เขารัง” กันดีกว่า ขึ้นไปชมทิวทัศน์เมืองภูเก็ตจากบนเขารัง ถ้าเป็นเวลากลางคืนคงจะสวยงามน่าดูไม่ใช่น้อย นักท่องเที่ยวขึ้นมากันหลายกรุ๊ปหลายกลุ่มมาก ทั้งยุโรปทั้งเอเชียพากันขึ้นมาไม่ขาดสาย การขับรถขึ้นเขารังเส้นทางค่อนข้างชันแล้วก็รถใหญ่จะขึ้น-ลงเยอะโปรดใช้ความระมัดระวังในการขับขี่ด้วยนะครับ


ชมเมืองภูเก็ตจากบนเขารัง .. ฟ้าซีดๆ เพราะฝนเพิ่งจะหยุดตกไม่นาน ..


มีร้านอาหารให้บริการ มืดๆ มานั่งกินที่นี่คงโรแมนติกดีเนอะ ..

บนเขารังจะมีเจ้าถิ่นคอยเก็บค่าคุ้มครองอยู่ พวกนี้มีพวกพ้องเยอะมาก ไม่นิยมการเจรจา พอจอดรถปั๊บก็จะมีลูกสมุนมาด้อมๆ มองๆ ทันที แล้วก็จะมีคนเดินเข้าไปจ่ายค่าคุ้มครองให้พวกมาเฟียเหล่านี้ โดยมากหัวน้าจะออกมาเก็บค่าคุ้มครองเอง แล้วนักท่องเที่ยวหลายๆ คนเองก็ยินยอมพร้อมใจ ทั้งยินดีและเต็มใจจะจ่ายนะ เพราะเห็นเตรียมใส่รถกันมาเยอะแยะ มาถึงก็ขนลงมาจ่ายค่าคุ้มครองกันสนุกสนานกระดี๊กระด๊าดูมีความสุขดีนี่ ..


นี่แหละ .. มาเฟียเจ้าถิ่นและลูกสมุนที่คอยมาเก็บค่าคุ้มครอง .. นักท่องเที่ยวก็อยากจ่าย ..

ได้เวลาอันสมควรก่อนจะกลับที่พักเลยไปแวะไหว้ศาลพ่อตาโต๊ะแซะเสียหน่อย อยู่ใกล้ๆ กัน เป็นจุดชมวิวด้วยถนนทางขึ้นไม่ค่อยดีนักและที่สำคัญมีผู้คนมาวิ่งขึ้นเขาออกกำลังกายกันเยอะ ขับช้าๆ ระวังคนด้วย อยู่ไม่นานครับเพราะด้านบนไม่ค่อยมีอะไรแต่ก็มีคนที่เค้าศรัทธาขึ้นมากราบไหว้อยู่ไม่ขาด


ศาลพ่อตาโต๊ะแซะ / สวนสุขภาพและจุดชมวิว ..


แถวๆ นี้แหละ .. มีศาลาชมวิว .. อยู่ใกล้ที่พักของเรานิดเดียวเอง ..

เอาล่ะได้เวลากลับที่พักกันแล้วขับผ่านศาลาชมวิวแถวๆ ที่พักเลยแวะซักหน่อย ก็มีชาวบ้านในท้องถิ่นมานั่งคุยสนทนากันเป็นกลุ่มๆ นับเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจอีกแห่งของเค้า ตรงมาอีกนิดก็ถึงรีสอร์ทแล้ว เจ้านายของผมลงเล่นน้ำอีกแล้ว ผมเลยอาศัยเวลาช่วงนี้เอาภาพที่ถ่ายในวันนี้มานั่งเช็คดู แล้วจดบันทึกบันทึกวัน-เวลา สถานที่ ข้อมูลการถ่ายภาพเก็บเอาไว้กันลืม

นานเท่าไหร่ไม่รู้ แต่เงยหน้าขึ้นมาก็เห็นอาทิตย์ทอแสงสีทองส่องผ่านลอดม่านหน้าประตูห้องเข้ามากระทบพื้นกระเบื้องเป็นประกายวาววับจับตา สัมผัสแรกที่เห็นก็บอกตัวเองว่า มัวอยู่นิ่งไม่ได้แล้ว เห็นควรด้วยว่าจะต้องคว้ากล้องออกไปเก็บภาพพระอาทิตย์ตกดินภาพแรกของทริปนี้ให้จงได้


ถ่ายจากระเบียงริมสระว่ายน้ำหน้าห้องพัก ..

เปิดม่านออกมาเห็นท้องฟ้าสีเหลืองทองสุกอร่ามงามตาเป็นยิ่งนัก มิพักต้องมีใครมาจำนรรค์ให้พลันต้องพาเอาสรรพางค์กายอันอ่อนล้าออกมาชื่นชมความงามดั่งสวรรค์อันเป็นวิมานแห่งทวยเทพ นั้นยิ่งดูน่าอภิรมณ์ยามแสงทองสาดส่องไปทั่วท้องทะเลในเวลาที่น้ำลดอันเผยให้เห็นหาดหินน้อยใหญ่ในรูปทรงแปลกตาโดดเด่นขึ้นมาตัดกับท้องฟ้าที่แปรเปลี่ยนสีสันประหนึ่งอารมณ์อันปรวนแปรแห่งธรรมชาติ ที่มิอาจมีศิลปินคนไหนตวัดปลายพู่กันแต่งแต้มให้ได้ดังนั้นเลยแม้สักผู้เดียว


ย้ายลงมาข้างล่าง แถวๆ กระโจมริมทะเล ..

จากระเบียงหน้าห้องสู่สระน้ำริมหาด เพื่อตามเก็บภาพพระอาทิตย์ตกดิน(น้ำ) เก็บแสงแห่ง Twilight ที่ในวันหนึ่งๆ จะมีให้คุณได้เก็บภาพเช่นนี้เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ผมเลยใช้วิธีเก็บภาพให้ได้มากที่สุดท่าที่จะทำได้แล้วค่อยมาเลือกทีหลัง เวลามีน้อย .. เหลือเกิน .. ผมกดชัตเตอร์เฉพาะภาพพระอาทิตย์ตกดิน(น้ำ)ไปร่วมๆ ร้อยกว่าภาพในเวลาไม่ถึง 10 นาที จนกลั้นใจกดชัตเตอร์ต่อไปไม่ไหวแล้ว เพราะแสงสุดท้ายได้ลับหายไปจากท้องฟ้ายามเย็นจนหมดสิ้น

ความมืดมิดเริ่มคืบคลานเข้ามาแทนที่ในทุกอณูของบรรยากาศ เปลี่ยนภาพที่เคยสวยงามเบื้องหน้าให้กลายเป็นเงามืดที่เราไม่อาจรู้ว่าจะมีอะไรแฝงกายซ่อนเร้นอยู่ข้างในบ้างหรือไม่ จินตนาการเตลิดเปิดเปิงนำพาความประหวั่นพรั่นพรึงเข้ามาเกาะกุมความรู้สึก หัวใจเต้นแรงรู้สึกเย็นสันหลังวาบๆ หางตาสอยส่ายตลอดเวลาเพราะรู้สึกถึงว่ามีสิ่งลี้ลับบางอย่างกำลังเฝ้ามองมองอย่างกราดเกรี้ยว สงสัยจะดูหนังมากเกินไปแฮะเราเนี่ยะ .. เดินกลับขึ้นห้องพักดีกว่า ระหว่างทางเดินผ่านบาร์แอนด์เรสเตอรองส์ของที่นี่ เลยเก็บแสงไฟนุ่มๆ มาเป็นภาพปิดท้ายของวันนี้


ใครชอบดื่มชอบดริ๊งค์ .. ตรงนี้น่าจะเป็นมุมโปรดของคุณแน่ๆ .. มองออกไปเห็นทะเล มีเสียงคลื่นซัดสาด .. สุขใดไหนจะมาเทียบเทียมได้เนอะ ..

กลับขึ้นห้องพักกินบะหมี่ที่แวะซื้อมาเมื่อกลางวันเป็นมื้อเย็น น้ำท่าสารพัดเสบียงเรามีพร้อมเพรียงตั้งแต่เมื่อวานแล้วเลยไม่ต้องขยับตัวไปไหน นอนดูหนังจากทีวีดาวเทียมจนเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

ตื่นตั้งแต่ตี 5 รอเวลาให้ฟ้าสว่างซักนิดแล้วออกมาสูดโอโซนบริสุทธิ์ที่นอกระเบียงหน้าห้องพัก รู้สึกได้ถึงความชุ่มชื้นที่ปะปนอยู่ในอากาศ คาดว่าเมื่อคืนนี้ฝนคงอาจจะตก อากาศดีมากแดดยังไม่ออกแต่ฟ้าเริ่มสว่างขึ้นแล้ว ชีวิตวันใหม่เริ่มต้นอีกครั้ง ผมเดินเล่นรอบๆ ที่พัก ออกมาด้านหน้ามองเห็นถนนโล่งๆ ออกไปยืนถ่ายรูปกันกลางถนนได้โดยไม่ต้องกลัวรถ เพราะนานๆๆๆๆๆๆๆ ถึงจะมีผ่านซักคน เงียบสงบดีจริงๆ ใครที่ไม่ชอบวิถีราตรีของภูเก็ตก็เหมาะนักที่จะมาพักที่นี่ ทั้งเงียบสงบ เป็นส่วนตัว เพราะดูเหมือนทั้งรีสอร์ทจะมีเพียง 19 ห้องเท่านั้น ถ้ามาเที่ยวกันในวันกลางสัปดาห์อย่างพวกเรา ก็จะเหมือนมาเที่ยวรีสอร์ทส่วนตัวโดยแท้


ฝนตกเมื่อคืน .. อากาศชื้นๆ หน่อย แต่สดชื่นน่าดูเลย ..

เดินกลับขึ้นมาที่ห้อง เจ้านายของผมที่ตื่นมาพอดีเห็นผมกำลังเดินท่อมๆ อยู่รอบๆ รีสอร์ท เลยคว้าเอาเลย์ แสต็กกับโค้ก ซีโร่มานั่งรอที่ Pool Bed ริมสระน้ำหน้าระเบียงห้อง นั่งกินกันไปคุยเล่นกันไปตามประสาพ่อลูก ได้ซักพักสมาชิกร่วมทริปก็ทยอยตื่นกันออกมาทีละคน วันนี้ไม่มีแผนจะออกไปไหนกันอยู่แล้ว อยู่ retreat กันที่นี่แหละ

ไหนๆ ก็ตื่นกันหมดแล้วเลยพากันเดินลงไปกินอาหารเช้ากันดีกว่า วันนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่งเป็นอย่างยิ่ง แดดอ่อนๆ มาจากทางด้านตรงข้ามกับหาด ทิศทางของแสงช่วยขับให้สีฟ้าของท้องฟ้ายามเช้าให้ดูสดใสได้ใจยิ่งขึ้น กินเสร็จเลยชวนกันสองคนพ่อลูกออกไปเก็บภาพทะเลสวยๆ วิ่งไล่จับปูลมกันสองคน เล่นเอาผมหอบแฮ่กไปเหมือนกัน ตัวมันเล็กๆ ใสๆ และวิ่งเร็วมากๆ ไม่มีทิศทางการวิ่งแน่นอนอีกด้วย เดายากมากที่จะไปดักหน้ามันได้ วิ่งๆ ตามอยู่ก็เปลี่ยนทางย้อนศรกลับมาซะงั้น กลัวพลาดไปเหยียบเข้าจะต้องมาตายซะเปล่าๆ ปลี้ๆ


ได้ภาพทะเลสวยกับท้องฟ้าสีสดใสซะที .. นึกว่าทริปนี้จะอดซะแล้ว .. เย้ๆๆๆ ..

ที่ข้างบันไดทางลงหาดมีใครไม่ทราบจับเอาปูเสฉวนมาปล่อยไว้ในบ่อหลายตัวเลย เลยได้โอกาสเก็บภาพเจ้าพวกนี้ใกล้ๆ ต้องรอนิ่งๆ ให้มันโผล่ออกมาจากเปลือกหอยที่เป็นเหมือนบ้านของมัน แล้วเรายังเจอหอยทากกำลังปีนบันไดด้วย เจ้านายตัวน้อยของผมก็เลยได้สนุกสนานกับการเก็บภาพเจ้าเพื่อนตัวเล็กๆ เหล่านี้


เพื่อนตัวเล็ก .. ของเจ้านายตัวน้อยของผม ..

แดดเริ่มแรงขึ้นแล้วเลยเลี่ยงจากหาดทรายสวยขึ้นมานั่งรับลมทะเลที่กระโจมริมสระว่ายน้ำ รู้สึกสบายและผ่อนคลายมากๆ อยากให้เวลาเดินช้าลงจะได้ใช้เวลาซึมซับกับภาพบรรยากาศที่ธรรมชาติเสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้นให้เป็นรางวัลกับมนุษย์บนโลกได้มาเก็บเกี่ยวเอาประสบการณ์ความรู้สึกดีๆ เพื่อเติมพลังให้สู้ต่อไปในวันพรุ่งนี้

ได้เวลาอันสมควรก็กลับขึ้นห้องพักเพื่อไปเตรียมตัวอาบน้ำอาบท่าแต่งเนื้อแต่งตัวเก็บข้าวของลงกระเป๋า ตรวจเช็คในห้องพักว่าลืมอะไรไหม? เคลียร์ขยะ เก็บเตียงให้เรียบร้อยหน่อยจะได้ไม่ดูไร้ระเบียบเกินไป และเพื่อที่เราจะได้ตรวจตราทรัพย์สินข้าวของได้สะดวกขึ้นอีกด้วย พร้อมแล้วลงมาเช็คเอ้าท์ตอนเที่ยงตรงพอดี จ่ายค่าพริงเกิ้ลที่เจ้านายตัวน้อยกินไว้ด้วย แฮ่ม ..

แล้วก็ออกเดินทางไปสนามบิน แวะซื้อของฝากนิดหน่อยที่ร้าน “คุณแม่จู้” ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมานานกว่า 50 ปี แล้วก็แวะเติมน้ำมันเต็มถังจากนั้นก็เข้าไปคืนรถที่ร้านเช่า เค้าก็จะขับมาส่งเราที่สนามบินอีกที ยังเหลือเวลาอีกหลายชั่วโมงเลยเดินหาอะไรกินกันเป็นมื้อกลางวัน ก็ได้เชสเตอร์ กริลล์นี่แหละช่วยไว้เพราะร้านอื่นไม่มีที่ขายอาหารประเภทข้าวอยู่เลย แต่คนก็เยอะมากมายๆๆๆ โต๊ะจะนั่งยังหาไม่ได้ต้องมีการยืนรอคิวกันหน้าร้าน แต่อาหารก็ออกเร็วนะ เพียงแต่ออเดอร์เยอะกว่าเลยต้องรอกันนานหน่อย ขายกันจนข้าวหมดหม้อกันไปเลยเชียว

อิ่มแล้วก็มาเดินไปนั่งรอกันที่หน้าเกท ตกใจกับปริมาณผู้โดยสาร ที่นั่งรอบริเวณหน้าเกทเต็มเอี้ยด มาทราบภายหลังว่ามีไฟลท์ของบางกอกแอร์เวย์ออกในช่วงเวลาใกล้กันและใช้เกทเดียวกันด้วย พอ passenger ของบางกอกแอร์เวย์ขึ้นเครื่อง เกทก็ว่างขึ้นเยอะมีที่ให้เหยียดแข้งเหยียดขาสบายหน่อย แต่หางแดงก็ final call ขึ้นเครื่องเหมือนกันเลยพากันเดินไปเข้าแถวขึ้นไปประจำที่นั่งบนเครื่องแอร์บัส เที่ยวบิน FD3030 ออกเดินทางเวลา 16:30 น. ใช้เวลาในการเดินทาง 1 ชั่วโมง 20 นาที

ถึงสนามบินดอนเมืองโดยปลอดภัย ลงมารอรับกระเป๋า+กล่องของฝากที่โหลดมาใต้เครื่องกว่าจะเรียบร้อยก็ 6 โมงกว่าแล้ว เดินออกไปเข้าแถวรอที่ช่องแท็กซี่สนามบิน ดูแล้วการจัดการตรงส่วนนี้ยังวุ่นวายไม่เป็นระเบียบอย่างมาก เข้าแถวยืนรอกว่าจะได้ขึ้นแท็กซี่ก็เสียเวลาไปแล้วเกินกว่าครึ่งชั่วโมง กว่าจะออกมาจากสนามบินดอนเมืองได้ก็ปาไปเกือบทุ่ม มาถึงบ้านที่บางกะปิก็สองทุ่มกว่า สนุกสนานสบายใจมาตลอดทริป มาเสียความรู้สึกก็ที่ดอนเมืองนี่เอง ปรับปรุงการจัดระเบียบตรงส่วนนี้เสียหน่อยก็คงจะสมบูรณ์แบบแล้วครับ

ขอบคุณที่กรุณาติดตามรับชมกันทั้งสองตอน มาถึงบรรทัดสุดท้ายนี้จนได้ เอาไว้พบกันอีกทีกับทริปหน้านะครับ

 

ภาพจากทริปนี้ คลิ๊กที่นี่

อ่านในแบบ Forum ก็ คลิ๊กลิ้งค์นี้ ครับ

 

| ตอนแรก | ตอนจบ |

 

เขียนเมื่อ : วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2555 เวลา 00:08 น. GMT+7 TH
ผู้เขียน : Tombass

Advertisements

ไปเที่ยวภูเก็ตกัน .. ในวันมรสุมเว้นวรรค .. ตอนแรก ..


ชีวิต .. เริ่มออกเดินทางอีกครั้ง ..

| ตอนแรก | ตอนจบ |

 

นี่ก็เป็นอีกครั้งที่เราได้ไปภูเก็ต บ้านเราได้ไปเที่ยวกันทุกปี เพราะหางแดงเค้าจัดโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบินราคาประหยัดออกมาล่อตาล่อใจได้ทุกทีสิน่า ด้วยการดำเนินนโยบายจ่าย(ล่วงหน้า)ปีนี้ ค่อยไปบินปีหน้า(ก็แล้วกันนะ) ทำให้ชาวเราที่อยากเหาะเหินเดินอากาศบินได้ดั่งนก พากันกระหน่ำซื้อตั๋วโปรข้ามปีเก็บไว้เป็นสิบๆ ทริป เอาไว้ทยอยบินไปเที่ยวแบบที่เรียกว่าบินตอนค่ำไปค้างคืนนึงแล้วบ่ายวันถัดมาบินกลับก็ยังมี แค่เปลี่ยนที่นอนเฉยๆ ก็เอาแล้ว

ด้วยความที่ครอบครัวของผมเคยไปรับราชการอยู่ที่ภูเก็ต คุณพ่อคุณแม่ก็เลยมีเพื่อนมีฝูงลูกน้องเก่าแก่ที่สนิทสนมกันอยู่ที่นั่นหลายคน ซึ่งตัวผมเองก็ต้องย้ายนิวาสถานที่พำนักพักพิงตามไปอยู่ด้วย แหม .. ก็ตอนนั้นยังเป็นเด็กน้อยอยู่นี่นา ได้เข้าโรงเรียนอนุบาลครั้งแรกก็ที่ภูเก็ตนี่แหละ การกลับไปเที่ยวภูเก็ตแต่ละครั้งก็เลยให้ความรู้สึกเหมือนได้กลับไปเที่ยวบ้าน ฉะนั้นคงไม่แปลกที่บ้านเราจะไปเที่ยวภูเก็ตกันทุกปี อย่างน้อยก็ต้องมีปีละครั้งล่ะ

ทริปนี้เดินทางกันวันพฤหัสบดีที่ 4 และกลับวันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม 2555 เลือกเดินทางช่วงกลางสัปดาห์จะได้ไม่ต้องไปแย่งที่กินที่เที่ยวกับใครๆ สะดวกสบายทั้งการเดินทางและความเป็นอยู่ ด้วยความที่บินในไฟลท์เช้าเลยต้องรีบออกจากบ้านตั้งแต่ 6 โมงเช้า เรียกพี่แท็กซี่ให้ไปส่งที่สนามบินดอนเมือง แอร์เอเชียย้ายฐานกลับมาประจำการอยู่ที่ดอนเมืองแล้วพวกเราก็มาฉลองเปิดตัวหางแดง(อีกครั้ง)ที่สนามบินดอนเมืองซะเลย

 
พี่คนนี้แหละที่พาเราไปส่งที่สนามบินดอนเมือง .. / Drop กระเป๋าแล้วก็เดินหาอะไรกินรองท้องกันซักหน่อย ..

ถึงดอนเมือง 7:30 น.เช็คอินผ่านเวบมาตั้งแต่ที่บ้านแล้วมารอ drop กระเป๋าอย่างเดียว เสร็จแล้วไปหาอะไรร้องท้องกันประมาณ 8 โมงรีบไปนั่งรอที่เกทเพราะมีประสบการณ์ไปผิดเกทที่สุวรรณภูมิเมื่อครั้งที่บินไปสิงคโปร์เล่นเอาหอบแฮ่กๆ แทบจะวิ่งขึ้นเครื่องกันเลย คราวนี้เลยไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยน่ะ


เครื่องของรอเราอยู่ที่เกท 31 .. / เครื่องขึ้นแล้วเจ้านายของผมกำลังดูรูปที่ถ่ายอยู่ ..

บินด้วยหางแดง FD3201 ออก 8:45 น. ขึ้นเครื่องโดยสวัสดิภาพไม่มีผิดคิวเหมือนคราวก่อน บินแต่เช้ากลางสัปดาห์แบบนี้มีที่ว่างพอสมควร สจ๊วตหนุ่มเดินมาถามว่าอยากเปลี่ยนที่นั่งไปนั่งริมหน้าต่างไม๊? มีที่ว่างอยู่หนึ่งแถวเผื่อเจ้านายผมเค้าจะอยากดูข้างนอกได้บ้าง ก็ตองขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง ประทับใจกับบริการจริงๆ เห็นมีแต่คนเขียนว่าหางแดง ผมขอสวนกระแสขออนุญาตชื่นชมในบริการก็แล้วกัน ก็ผมได้รับบริการดีจริงๆ นี่นา

ถึงสนามบินนานาชาติภูเก็ตในเวลา 10 โมงตรงเป๊ะ รอรับกระเป๋าแล้วโทรหาร้านที่เราเช่ารถเอาไว้พร้อมกับออกมายืนรอด้านหน้า สักครู่ก็มีน้องแจ๊สสีขาวเข้ามาเทียบท่ารับพวกเราไปทำสัญญาที่ร้าน ก็อยู่หน้าสนามบินนั่นแหละ จัดการเรื่องเอกสาร ตรวจสอบเช็ครถ เช็คร่องรอยต่างๆ เช็คระดับน้ำมันเป็นที่เรียบร้อยดีแล้ว ก็เริ่มออกเดินทางกันได้

ครั้งนี้ผมหยิบเอา GPS จากในรถที่บ้านไปเองด้วย เพราะครั้งก่อนที่มาภูเก็ตจำได้ว่า เอา GPS ของบริษัทรถเช่านี่แหละ พากันหลงทั้งคนทั้งเครื่อง ขับรถวิ่งวนรอบเกาะภูเก็ตกันสนุกไปเลย เอะอะอะไรเครื่องมันก็บอกให้ชิดขวาแล้วกลับรถอย่างเดียวเลย แล้วตรูจะไปถึงไม๊เนี่ย? คราวนี้เลยตัดปัญหาเอามาเองเลยดีกว่า

ทีมงานของเราถือคติว่า กองทัพต้องเดินด้วยท้อง(ไม่ใช่หนอนน๊า) หมายถึงต้องอิ่มก่อนแล้วจะเที่ยวไหนก็ค่อยว่ากัน ดังนั้นจุดหมายแรกคือร้านอาหารสิครับ ขับไปก็ปรึกษากันไปกับสมาชิกในทีมก็จำกันได้ว่าครั้งก่อนเพื่อนของครอบครัวที่เป็นเจ้าถิ่นพาไปกินกันที่ร้าน “หมอมูดง” ทุกคนติดใจในรสชาติดุดันแบบชาวบ้านๆ เลยลงความเห็นว่าเอาที่นี่แหละ เลยกดตั้ง GPS แล้วบึ่งกันไปเล๊ยยยยย

พาไปถึงได้แบบหลงๆ นิดนึงเพราะจะให้ตรูขับรถฝ่าหาดทรายไปที่ร้านซะงั้น แทนที่จะพาเข้าไปตามถนน เฮ้อ .. แต่ก็อนุโลมให้เพราะพามาได้ใกล้มากแล้ว แค่เลี้ยวไปหน่อยก็ถึงร้านแล้ว  โอเคๆๆ ไม่เป็นไร ไปถึงจัดการเปิดเมนูสั่งโดยพลัน หากมัวแต่ชักช้าเนิ่นนานไปก็จะมีประชาชีเข้ามาใช้บริการอย่างหนาแน่น อาจทำให้เราต้องรออาหารนานไปอีก นับว่าโชคดีที่มาถึงก่อนเที่ยง เลยได้กินก่อนโต๊ะอื่นที่เริ่มทยอยเดินทางเข้ามาจับจองโต๊ะจนแทบจะเต็มทุกที่นั่ง

อิ่มหนำสำราญกันดีก็ไปเช็คอินเข้าที่พักกันดีกว่า ครั้งนี้ใช้บริการที่ Cloud19 Beach Retreat อยู่บริเวณแหลมพันวา คราวนี้ GPS พาไปถูกต้องเป๊ะๆ วิ่งเข้าถนนเล็กๆ ผ่านหมู่บ้านแล้วเลาะลัดเลียบไปตามเชิงเขา ขึ้นเขาลงห้วยไปซักพัก หากพบศาลาชมวิวถนนอ่าวยนต์-ช่องเขาขาดก็แสดงว่ากำลังจะถึงที่พักแล้ว ก็ยังไม่วาย .. ผมขับเลยอีกซะอย่างงั้น

เข้าเช็คอิน รับ Welcome Drink วันนี้มีพักอยู่ห้องเดียวที่กำลังจะเช็คเอ้าท์ด้วย เรามาถึงก็เท่ากับว่า .. โอ้วววว .. นี่มันรีสอร์ทส่วนตัวชัดๆ เพราะไม่มี Guest ท่านอื่นอีกเลยนอกจากพวกเรา ได้ห้องพักที่ชั้นสอง ห้อง 205 กับ 206 มีสระว่ายน้ำอยู่หน้าห้องเลย แก้ผ้ากระโดดลงสระได้โดยไม่ต้องอายใคร เอากระเป๋าไปเก็บ เจ้านาย Request จะลงสระทันที นั่นก็หมายความว่าคงจะไม่ได้ออกไปไหนแล้วล่ะสำหรับวันนี้

เคลียร์กระเป๋าเอาเสื้อผ้าใส่ตู้ไว้เผื่อหยิบใช้ได้สะดวก เดินเก็บภาพโน่นนี่นั่นในห้องไปเรื่อย ห้องพักใช้โทนสีขาวสะอาดตา ตัดกับสงไฟทังสเตนสีเหลืองจากหลอดดาวน์ไลท์ บางจุดใช้เดย์ไลท์ที่ให้แสงขาว ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเขียนหนังสือ โต๊ะแต่งหน้าแต่งตัวสำหรับคุณผู้หญิง เก้าอี้หวายทุกชิ้นรวมไปถึงเตียงและผ้าปูเตียงใช้โทนสีขาวทั้งสิ้น มี LCD TV รับสัญญาณช่องดาวเทียม ตู้เย็นอยู่ด้านล่าง พร้อมกับน้ำ 2 เหยือกและมินิบาร์วางให้เห็นจะๆ เลือกดื่มได้ถ้าต้องการ เจ้านายของผมเล่นพริงเกิ้ลไปซะแล้วโดยที่ไม่บอกใครซะด้วย จ่ายค่าเสียหายไปในราคาสองเท่าจากราคาปกติ 555+ ถ้าบอกจะได้ไปซื้อที่โลตัสมาคืนให้ เฮ้อ ..

ห้องน้ำแบบชักโครกมีสายยฉีดชำระ ฝักบัวแบบ Rain Shower มีน้ำร้อน-เย็นครบครัน กระจกบานใหญ่ อ่างล้างหน้า 2 อ่าง ตอนเช้าๆ ไม่ต้องแย่งกันแปรงฟัน อุปกรณ์อื่นๆ ในห้องน้ำมีครบถ้วน สะอาดสะอ้านถูกสุขอนามัย สบายใจได้สำหรับคนรักความสะอาด รับประกันขอ Confirm


ห้องน้ำกว้างขวาง ..

 


ภายในห้อง ..

หมดจากในห้องก็ออกมาด้านหน้ากันบ้าง เปิดประตูออกมาก็พบกับสระว่ายน้ำยาวตลอดตัวอาคาร ไม่มีขอบสระมาบดบังทำให้สามารถมองเห็นวิวทะเลได้อย่างชัดเจนจากในสระ เล่นน้ำไปก็ชมพระอาทิตย์ตกน้ำ(ดิน)ไปด้วย จะดื่มจะดริ้งค์ที่ริมสระก็มี Pool Bed พร้อมโต๊ะเล็กๆ ให้วาง Beverage แก้วโปรด นอนเล่นจิบเครื่องดื่นละมุนลิ้นกันเพลินๆ ไม่ต้องออกไปไหนเลย retreat อยู่ได้ในนี้สบายๆ

ปล่อยให้เจ้านายเค้าสนุกสนานกับการดำผุดดำว่ายในสระอันเป็นกิจกรรมโปรด ส่วนตัวผมก็อาศัยเวลาช่วงนี้หลบไปพักสายตาเอาแรงเสียหน่อย เพราะเมื่อคืนก็นอนเกือบเช้า ได้ซักชั่วโมงก็ตื่นมาเตรียมตัวออกเดินทาง ขึ้นเครื่องมาถึงภูเก็ตก็ขับรถจนมาถึงที่พักเนี่ย สมองเริ่มออกอาการเบลอ ตาเริ่มพร่ามัวจะปิดลงเสียให้ได้ เลยขอทดสอบความนุ่มของเตียงเสียหน่อยก่อนที่จะนอนกันจริงๆ ในคืนนี้


Chicken King ที่โลตัส พาร์ค เจ้าฟ้า .. / มานั่งด้านใน .. ดูๆ ไปก็คล้ายกับเชสเตอร์ กริลล์นะเนี่ย ..

ตื่นมาก็พากันออกไปหาอะไรใส่ท้องเป็นมื้อเย็น จะไปซื้อน้ำดื่มที่โลตัสด้วยเพราะแค่ 2 เหยือกที่ให้น่ะมันคงไม่เพียงพอหรอก เลยถือโอกาสออกไปทานข้าวเย็นข้างนอกซะด้วยเลย กด GPS หา LOTUS ใกล้ที่สุด ได้ที่ “โลตัส พาร์คเจ้าฟ้า” มีร้านค้า ร้านอาหาร ธนาคาร ฯลฯ ที่นี่พวกเราได้มีโอกาสลิ้มลองฟาสท์ฟู๊ดแบบ Local ตอนแรกมองผ่านๆ นึกว่าเชสเตอร์ กริลล์ซะอีกแต่ปรากฎว่าเป็น “ชิคเก้น คิงส์” เดินๆ ดูร้านอื่นก็ไม่มีเลย ตกลงก็ลองร้านนี้แหละ รสชาติแปลกๆ ไม่ค่อยคุ้นแต่ก็อร่อยดีเหมือนกันนะ


ข้าวไก่อินโด .. / ชุดเบนโตะ ..

อิ่มท้องแล้วก็ไปเดินย่อยอาหารกันในโลตัสซื้อน้ำ ขนมนมเนย เสบียงกรังต้องให้พร้อมเพรียง เพราะไม่สะดวกที่จะออกมาซื้อบ่อยๆ เส้นทางมืดพอสมควรเลยนะ ต้องขึ้นเขาลงเขาเลาะเลียบไปตามเชิงเขา น่าจะอันตรายสำหรับคนที่ไม่คุ้นเส้นทาง ทางที่ดีซื้อเข้าไปใส่ตู้เย็นเก็บไว้จะดีกว่า ออกจากโลตัสนึกได้ว่าลืมซื้อน้ำแข็งเลยต้องแวะ 7-11 อีกรอบ กว่าจะกลับถึงที่พักก็ได้เวลาละครหลังข่าวพอดี ไม่มีอะไรให้ทำแล้วสำหรับวันแรก กินๆ นอนๆ จริงๆ

เดิมทีตั้งใจว่าจะเขียนให้จบในเอนทรี่เดียว แต่จากเอนทรี่ก่อนเขียนยาวเกินไป รูปเยอะ โหลดนาน หากเข้าชมบล็อคจากทาง Mobile Device จะเกิดอาการหน่วยความจำสำหรับแสดงผลไม่พอ ภาพอะไรก็ไม่ต้องดูกันพอดีล่ะ คราวนี้เลยแบ่งเป็นตอนดีกว่า แล้วก็ขอจบตอนแรกที่ตรงนี้แล้วกัน เอาไว้อ่านต่อตอนหน้านะ

 

ภาพจากทริปนี้ คลิ๊กที่นี่

อ่านในแบบ Forum ก็ คลิ๊กลิ้งค์นี้ ครับ

 

| ตอนแรก | ตอนจบ |

 

เขียนเมื่อ : วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2555 เวลา 14:37 น. GMT+7 TH
ผู้เขียน : Tombass