ไปเที่ยวภูเก็ตกัน .. ในวันมรสุมเว้นวรรค .. ตอนจบ ..

 

| ตอนแรก | ตอนจบ |

 

ผ่านไปหนึ่งวันแบบที่ยังไม่ได้เที่ยวแบบเป็นชิ้นเป็นอันเลย ขับรถเล่นไปมาหาข้าวกินเข้าที่พักแล้วก็นอน ฮ่าๆๆ .. มาพักผ่อนโดยแท้เลย เช้านี้วางแผนซะดิบดีว่าจะขับรถออกไปกินติ่มซำกินกันซักหน่อย หาข้อมูลร้านดังที่ได้รับการแนะนำจากนักชิมทั่วทุกสารทิศไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว

อาจจะเพราะเมื่อวานนี้นอนกันเร็วก็เลยตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้า รีบๆๆๆ ไปหา หาติ่มซำกินกันซักหน่อย แต่ฟ้าไม่เป็นใจ ปล่อยให้ฝนเทลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตา ตกหนักๆๆๆ กันตั้งแต่ 7 โมงไปจนเกือบ 8 โมงเช้ากันเลย แผนการออกไปกินติ่มซำเป็นอันพับไปโดยปริยาย เปลี่ยนแผนใหม่ลงมาทานอาหารเช้าของรีสอร์ทแทนก็แล้วกัน ไหนๆ ก็รวมอยู่ในค่าห้องพักอยู่แล้ว

อาหารเช้าที่นี่เป็นแบบ ABF ครับ คงไม่ต้องถ่ายรูปมาหรอกนะ เพราะทุกที่มันก็มีเหมือนๆ กันนั่นแหละ ที่นี่จะมีรายการอาหารมาให้เราเลือก check ลงไปในช่องที่ต้องการว่าอยากทานอะไรแบ่งเป็นหมวดหมู่ชัดเจน ผมเลยจัดไข่ดาว 2 ฟอง ออมเล็ต ซอสเซส แฮม เบคอน น้ำส้มคั้นและผลไม้ เพิ่มข้าวต้มทะเลแบบไทยๆ อีกชามด้วย อาหารสดที่ใช้คุณภาพดีถึงดีมาก ทำให้มื้อนี้อร่อยขึ้นมาทันตาเห็น อิ่มแล้วออกไปเดินเก็บภาพรอบๆ เพื่อย่อยอาหารซักหน่อย

ท้องฟ้ายังอึมครึมมัวซัวอยู่เพราะฝนเพิ่งจะหยุดตก แล้วยังมีก้อนเมฆน้อยใหญ่กระจัดกระจายเต็มท้องฟ้า แสงแดดไม่อาจทะลุผ่านมาได้มากนัก ฟ้าเลยดูขาวซีดๆ อากาศแบบครึ้มฟ้าครึ้มฝนคาดว่าวันนี้น่าจะมีฝนตกพายุเข้าอีกแน่ๆ แต่เวลาไม่เคยคอยใคร เราเองก็หยุดไม่ได้เพราะมีเวลาเที่ยวเต็มๆ วันก็วันนี้แค่นั้น พรุ่งนี้ก็ต้องกลับกันแล้ว เลยตกลงใจว่าคงจะขับรถเข้าไปในเมืองตามแผนการเดิมนั่นแหละ


จุดชมวิวแหลมพันวา ..

เลยเดินเก็บภาพอีกนิดหน่อย พอ 10 โมงครึ่งก็ขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวออกไปเที่ยวกัน แวะไปจุดชมวิวแหลมพันวาก่อนเป็นแห่งแรกเพราะอยู่ใกล้ที่สุด มีแดดนะแต่มันไม่สดใสเลยแวะแป๊บเดียวแล้วออกเดินทางเข้าเมืองเพื่อไปชมย่านโอลด์ทวาน์ที่เค้าว่ามีอาคารเก่าแก่ที่เป็นสิ่งปลูกสร้างในแบบสถาปัตยกรรมชิโน-โปรตุกีส ที่ได้รับการโปรโมทให้เป็นเป็นแหล่งท่องเที่ยวแนวประวัติศาสตร์ ขับวนเวียนดูไปเรื่อย แสงไม่สวยเลยขี้เกียจลงไปเดินให้เมื่อยตุ้มเปล่าๆ

  


ขับรถวนเล่นแถวๆ ย่านเมืองเก่า .. ชมสถาปัตยกรรมชิโน-โปรตุกีส ..

เมื่อสภาพแสงไม่อำนวย กอรปกับมีข้อจำกัดในด้านเวลาด้วยเลยต้องยอมจำนน แต่ก็ยังเก็บภาพได้นิดหน่อยแล้วเลยไปดู “พญามังกรทะเล” ที่สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษามหาราชินีฯ ตั้งอยู่ติดกับสำนักงาน ททท. เขต 4 เพิ่งทราบว่าภายในสวนแห่งนี้มีที่จอดรถไว้ให้ผู้ที่จะมาเดินเที่ยวชมย่านโอลด์ทาวน์ สามารถนำรถมาจอดได้นับร้อยคันเลยทีเดียว เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวไปในตัว


สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษาฯ / พญามังกรทะเล ..

เสร็จภารกิจจากย่านเมืองเก่าและชมพญามังกรทะเลแล้ว ก็มาว่ากันเรื่องของอาหารที่มีชื่ออีกอย่างหนึ่งที่จะพลาดชิมไม่ได้ถ้ามาถึงภูเก็ต นั่นก็คือ “บะหมี่ต้นโพธิ์” เค้าเรียกกันอย่างนี้ เป็นเส้นบะหมี่เส้นกลมโตผัดใส่เครื่องแบบรวมอาหารทะเลมีทั้งรสชาติดั้งเดิมและแบบผัดขี้เมาเพื่อให้ถูกใจคนชอบรสจัดจ้าน ร้านนี้เค้ามีชื่อเสียงมานานมากตั้งแต่สมัยที่บ้านเราไปอยู่ภูเก็ตตอนนั้นก็มีขายอยู่แล้ว จนถึงปัจจุบันก็น่าจะไม่น้อยไปกว่า 40 ปีแล้วแน่ๆ ร้านนี้อยู่ติดศาลเจ้าในบริเวณของวงเวียนเลย ต้องจอดริมถนนแถวๆ หน้าร้าน ไม่เช่นนั้นใครจะกินก็ต้องขับเลยไปจอดไกลประมาณซักร่วมๆ 500 เมตรแล้วเดินย้อนกลับมานั่งกิน มาถึงก็ใช่ว่าจะได้นั่งนะ เพราะสังเกตว่าโต๊ะจะเต็มอยู่ตลอด เห็นที่ว่างตรงไหนรีบนั่งไปเลย เราเลยสั่งกลับไปกินที่รีสอร์ทเป็นมื้อเย็นแทน เพราะมันไม่มีที่นั่งเลยจริงๆ

ระหว่างรอก็เดินไปซื้อกาแฟสดแล้วนั่งรอในร้านกาแฟฝั่งตรงข้ามอยู่ในวงเวียนนั่นแหละ ร้านสีขาวสะอาดตา มีทั้งกาแฟและเบเกอรี่ เค้ก ติดแอร์เย็นฉ่ำนั่งเพลินเลย บะหมี่เสร็จแล้วก็ขับรถวนไปรับแล้วก็ไปหาข้าวกลางวันกินกัน มีคน request ว่าจะกิน “ปลามงทอดขมิ้น” กับ “คั่วกลิ้ง” อีก เมื่อวานยังกินไม่สะใจเลย ตกลงมื้อกลางวันก็เลยไปกินที่ร้าน “หมอมูดง” กันอีกมื้อ รูปอะไรไม่ต้องถ่ายกันแล้ว ตอนนี้ขอกินกันก่อนล่ะ

หนังท้องตึง พลังงานเริ่มกลับมาอีกครั้ง ก็เลยคิดว่ายังมีเวลาเหลืออีกเยอะนี่นา วิ่งกลับเข้าเมืองไปขึ้น “เขารัง” กันดีกว่า ขึ้นไปชมทิวทัศน์เมืองภูเก็ตจากบนเขารัง ถ้าเป็นเวลากลางคืนคงจะสวยงามน่าดูไม่ใช่น้อย นักท่องเที่ยวขึ้นมากันหลายกรุ๊ปหลายกลุ่มมาก ทั้งยุโรปทั้งเอเชียพากันขึ้นมาไม่ขาดสาย การขับรถขึ้นเขารังเส้นทางค่อนข้างชันแล้วก็รถใหญ่จะขึ้น-ลงเยอะโปรดใช้ความระมัดระวังในการขับขี่ด้วยนะครับ


ชมเมืองภูเก็ตจากบนเขารัง .. ฟ้าซีดๆ เพราะฝนเพิ่งจะหยุดตกไม่นาน ..


มีร้านอาหารให้บริการ มืดๆ มานั่งกินที่นี่คงโรแมนติกดีเนอะ ..

บนเขารังจะมีเจ้าถิ่นคอยเก็บค่าคุ้มครองอยู่ พวกนี้มีพวกพ้องเยอะมาก ไม่นิยมการเจรจา พอจอดรถปั๊บก็จะมีลูกสมุนมาด้อมๆ มองๆ ทันที แล้วก็จะมีคนเดินเข้าไปจ่ายค่าคุ้มครองให้พวกมาเฟียเหล่านี้ โดยมากหัวน้าจะออกมาเก็บค่าคุ้มครองเอง แล้วนักท่องเที่ยวหลายๆ คนเองก็ยินยอมพร้อมใจ ทั้งยินดีและเต็มใจจะจ่ายนะ เพราะเห็นเตรียมใส่รถกันมาเยอะแยะ มาถึงก็ขนลงมาจ่ายค่าคุ้มครองกันสนุกสนานกระดี๊กระด๊าดูมีความสุขดีนี่ ..


นี่แหละ .. มาเฟียเจ้าถิ่นและลูกสมุนที่คอยมาเก็บค่าคุ้มครอง .. นักท่องเที่ยวก็อยากจ่าย ..

ได้เวลาอันสมควรก่อนจะกลับที่พักเลยไปแวะไหว้ศาลพ่อตาโต๊ะแซะเสียหน่อย อยู่ใกล้ๆ กัน เป็นจุดชมวิวด้วยถนนทางขึ้นไม่ค่อยดีนักและที่สำคัญมีผู้คนมาวิ่งขึ้นเขาออกกำลังกายกันเยอะ ขับช้าๆ ระวังคนด้วย อยู่ไม่นานครับเพราะด้านบนไม่ค่อยมีอะไรแต่ก็มีคนที่เค้าศรัทธาขึ้นมากราบไหว้อยู่ไม่ขาด


ศาลพ่อตาโต๊ะแซะ / สวนสุขภาพและจุดชมวิว ..


แถวๆ นี้แหละ .. มีศาลาชมวิว .. อยู่ใกล้ที่พักของเรานิดเดียวเอง ..

เอาล่ะได้เวลากลับที่พักกันแล้วขับผ่านศาลาชมวิวแถวๆ ที่พักเลยแวะซักหน่อย ก็มีชาวบ้านในท้องถิ่นมานั่งคุยสนทนากันเป็นกลุ่มๆ นับเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจอีกแห่งของเค้า ตรงมาอีกนิดก็ถึงรีสอร์ทแล้ว เจ้านายของผมลงเล่นน้ำอีกแล้ว ผมเลยอาศัยเวลาช่วงนี้เอาภาพที่ถ่ายในวันนี้มานั่งเช็คดู แล้วจดบันทึกบันทึกวัน-เวลา สถานที่ ข้อมูลการถ่ายภาพเก็บเอาไว้กันลืม

นานเท่าไหร่ไม่รู้ แต่เงยหน้าขึ้นมาก็เห็นอาทิตย์ทอแสงสีทองส่องผ่านลอดม่านหน้าประตูห้องเข้ามากระทบพื้นกระเบื้องเป็นประกายวาววับจับตา สัมผัสแรกที่เห็นก็บอกตัวเองว่า มัวอยู่นิ่งไม่ได้แล้ว เห็นควรด้วยว่าจะต้องคว้ากล้องออกไปเก็บภาพพระอาทิตย์ตกดินภาพแรกของทริปนี้ให้จงได้


ถ่ายจากระเบียงริมสระว่ายน้ำหน้าห้องพัก ..

เปิดม่านออกมาเห็นท้องฟ้าสีเหลืองทองสุกอร่ามงามตาเป็นยิ่งนัก มิพักต้องมีใครมาจำนรรค์ให้พลันต้องพาเอาสรรพางค์กายอันอ่อนล้าออกมาชื่นชมความงามดั่งสวรรค์อันเป็นวิมานแห่งทวยเทพ นั้นยิ่งดูน่าอภิรมณ์ยามแสงทองสาดส่องไปทั่วท้องทะเลในเวลาที่น้ำลดอันเผยให้เห็นหาดหินน้อยใหญ่ในรูปทรงแปลกตาโดดเด่นขึ้นมาตัดกับท้องฟ้าที่แปรเปลี่ยนสีสันประหนึ่งอารมณ์อันปรวนแปรแห่งธรรมชาติ ที่มิอาจมีศิลปินคนไหนตวัดปลายพู่กันแต่งแต้มให้ได้ดังนั้นเลยแม้สักผู้เดียว


ย้ายลงมาข้างล่าง แถวๆ กระโจมริมทะเล ..

จากระเบียงหน้าห้องสู่สระน้ำริมหาด เพื่อตามเก็บภาพพระอาทิตย์ตกดิน(น้ำ) เก็บแสงแห่ง Twilight ที่ในวันหนึ่งๆ จะมีให้คุณได้เก็บภาพเช่นนี้เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ผมเลยใช้วิธีเก็บภาพให้ได้มากที่สุดท่าที่จะทำได้แล้วค่อยมาเลือกทีหลัง เวลามีน้อย .. เหลือเกิน .. ผมกดชัตเตอร์เฉพาะภาพพระอาทิตย์ตกดิน(น้ำ)ไปร่วมๆ ร้อยกว่าภาพในเวลาไม่ถึง 10 นาที จนกลั้นใจกดชัตเตอร์ต่อไปไม่ไหวแล้ว เพราะแสงสุดท้ายได้ลับหายไปจากท้องฟ้ายามเย็นจนหมดสิ้น

ความมืดมิดเริ่มคืบคลานเข้ามาแทนที่ในทุกอณูของบรรยากาศ เปลี่ยนภาพที่เคยสวยงามเบื้องหน้าให้กลายเป็นเงามืดที่เราไม่อาจรู้ว่าจะมีอะไรแฝงกายซ่อนเร้นอยู่ข้างในบ้างหรือไม่ จินตนาการเตลิดเปิดเปิงนำพาความประหวั่นพรั่นพรึงเข้ามาเกาะกุมความรู้สึก หัวใจเต้นแรงรู้สึกเย็นสันหลังวาบๆ หางตาสอยส่ายตลอดเวลาเพราะรู้สึกถึงว่ามีสิ่งลี้ลับบางอย่างกำลังเฝ้ามองมองอย่างกราดเกรี้ยว สงสัยจะดูหนังมากเกินไปแฮะเราเนี่ยะ .. เดินกลับขึ้นห้องพักดีกว่า ระหว่างทางเดินผ่านบาร์แอนด์เรสเตอรองส์ของที่นี่ เลยเก็บแสงไฟนุ่มๆ มาเป็นภาพปิดท้ายของวันนี้


ใครชอบดื่มชอบดริ๊งค์ .. ตรงนี้น่าจะเป็นมุมโปรดของคุณแน่ๆ .. มองออกไปเห็นทะเล มีเสียงคลื่นซัดสาด .. สุขใดไหนจะมาเทียบเทียมได้เนอะ ..

กลับขึ้นห้องพักกินบะหมี่ที่แวะซื้อมาเมื่อกลางวันเป็นมื้อเย็น น้ำท่าสารพัดเสบียงเรามีพร้อมเพรียงตั้งแต่เมื่อวานแล้วเลยไม่ต้องขยับตัวไปไหน นอนดูหนังจากทีวีดาวเทียมจนเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

ตื่นตั้งแต่ตี 5 รอเวลาให้ฟ้าสว่างซักนิดแล้วออกมาสูดโอโซนบริสุทธิ์ที่นอกระเบียงหน้าห้องพัก รู้สึกได้ถึงความชุ่มชื้นที่ปะปนอยู่ในอากาศ คาดว่าเมื่อคืนนี้ฝนคงอาจจะตก อากาศดีมากแดดยังไม่ออกแต่ฟ้าเริ่มสว่างขึ้นแล้ว ชีวิตวันใหม่เริ่มต้นอีกครั้ง ผมเดินเล่นรอบๆ ที่พัก ออกมาด้านหน้ามองเห็นถนนโล่งๆ ออกไปยืนถ่ายรูปกันกลางถนนได้โดยไม่ต้องกลัวรถ เพราะนานๆๆๆๆๆๆๆ ถึงจะมีผ่านซักคน เงียบสงบดีจริงๆ ใครที่ไม่ชอบวิถีราตรีของภูเก็ตก็เหมาะนักที่จะมาพักที่นี่ ทั้งเงียบสงบ เป็นส่วนตัว เพราะดูเหมือนทั้งรีสอร์ทจะมีเพียง 19 ห้องเท่านั้น ถ้ามาเที่ยวกันในวันกลางสัปดาห์อย่างพวกเรา ก็จะเหมือนมาเที่ยวรีสอร์ทส่วนตัวโดยแท้


ฝนตกเมื่อคืน .. อากาศชื้นๆ หน่อย แต่สดชื่นน่าดูเลย ..

เดินกลับขึ้นมาที่ห้อง เจ้านายของผมที่ตื่นมาพอดีเห็นผมกำลังเดินท่อมๆ อยู่รอบๆ รีสอร์ท เลยคว้าเอาเลย์ แสต็กกับโค้ก ซีโร่มานั่งรอที่ Pool Bed ริมสระน้ำหน้าระเบียงห้อง นั่งกินกันไปคุยเล่นกันไปตามประสาพ่อลูก ได้ซักพักสมาชิกร่วมทริปก็ทยอยตื่นกันออกมาทีละคน วันนี้ไม่มีแผนจะออกไปไหนกันอยู่แล้ว อยู่ retreat กันที่นี่แหละ

ไหนๆ ก็ตื่นกันหมดแล้วเลยพากันเดินลงไปกินอาหารเช้ากันดีกว่า วันนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่งเป็นอย่างยิ่ง แดดอ่อนๆ มาจากทางด้านตรงข้ามกับหาด ทิศทางของแสงช่วยขับให้สีฟ้าของท้องฟ้ายามเช้าให้ดูสดใสได้ใจยิ่งขึ้น กินเสร็จเลยชวนกันสองคนพ่อลูกออกไปเก็บภาพทะเลสวยๆ วิ่งไล่จับปูลมกันสองคน เล่นเอาผมหอบแฮ่กไปเหมือนกัน ตัวมันเล็กๆ ใสๆ และวิ่งเร็วมากๆ ไม่มีทิศทางการวิ่งแน่นอนอีกด้วย เดายากมากที่จะไปดักหน้ามันได้ วิ่งๆ ตามอยู่ก็เปลี่ยนทางย้อนศรกลับมาซะงั้น กลัวพลาดไปเหยียบเข้าจะต้องมาตายซะเปล่าๆ ปลี้ๆ


ได้ภาพทะเลสวยกับท้องฟ้าสีสดใสซะที .. นึกว่าทริปนี้จะอดซะแล้ว .. เย้ๆๆๆ ..

ที่ข้างบันไดทางลงหาดมีใครไม่ทราบจับเอาปูเสฉวนมาปล่อยไว้ในบ่อหลายตัวเลย เลยได้โอกาสเก็บภาพเจ้าพวกนี้ใกล้ๆ ต้องรอนิ่งๆ ให้มันโผล่ออกมาจากเปลือกหอยที่เป็นเหมือนบ้านของมัน แล้วเรายังเจอหอยทากกำลังปีนบันไดด้วย เจ้านายตัวน้อยของผมก็เลยได้สนุกสนานกับการเก็บภาพเจ้าเพื่อนตัวเล็กๆ เหล่านี้


เพื่อนตัวเล็ก .. ของเจ้านายตัวน้อยของผม ..

แดดเริ่มแรงขึ้นแล้วเลยเลี่ยงจากหาดทรายสวยขึ้นมานั่งรับลมทะเลที่กระโจมริมสระว่ายน้ำ รู้สึกสบายและผ่อนคลายมากๆ อยากให้เวลาเดินช้าลงจะได้ใช้เวลาซึมซับกับภาพบรรยากาศที่ธรรมชาติเสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้นให้เป็นรางวัลกับมนุษย์บนโลกได้มาเก็บเกี่ยวเอาประสบการณ์ความรู้สึกดีๆ เพื่อเติมพลังให้สู้ต่อไปในวันพรุ่งนี้

ได้เวลาอันสมควรก็กลับขึ้นห้องพักเพื่อไปเตรียมตัวอาบน้ำอาบท่าแต่งเนื้อแต่งตัวเก็บข้าวของลงกระเป๋า ตรวจเช็คในห้องพักว่าลืมอะไรไหม? เคลียร์ขยะ เก็บเตียงให้เรียบร้อยหน่อยจะได้ไม่ดูไร้ระเบียบเกินไป และเพื่อที่เราจะได้ตรวจตราทรัพย์สินข้าวของได้สะดวกขึ้นอีกด้วย พร้อมแล้วลงมาเช็คเอ้าท์ตอนเที่ยงตรงพอดี จ่ายค่าพริงเกิ้ลที่เจ้านายตัวน้อยกินไว้ด้วย แฮ่ม ..

แล้วก็ออกเดินทางไปสนามบิน แวะซื้อของฝากนิดหน่อยที่ร้าน “คุณแม่จู้” ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมานานกว่า 50 ปี แล้วก็แวะเติมน้ำมันเต็มถังจากนั้นก็เข้าไปคืนรถที่ร้านเช่า เค้าก็จะขับมาส่งเราที่สนามบินอีกที ยังเหลือเวลาอีกหลายชั่วโมงเลยเดินหาอะไรกินกันเป็นมื้อกลางวัน ก็ได้เชสเตอร์ กริลล์นี่แหละช่วยไว้เพราะร้านอื่นไม่มีที่ขายอาหารประเภทข้าวอยู่เลย แต่คนก็เยอะมากมายๆๆๆ โต๊ะจะนั่งยังหาไม่ได้ต้องมีการยืนรอคิวกันหน้าร้าน แต่อาหารก็ออกเร็วนะ เพียงแต่ออเดอร์เยอะกว่าเลยต้องรอกันนานหน่อย ขายกันจนข้าวหมดหม้อกันไปเลยเชียว

อิ่มแล้วก็มาเดินไปนั่งรอกันที่หน้าเกท ตกใจกับปริมาณผู้โดยสาร ที่นั่งรอบริเวณหน้าเกทเต็มเอี้ยด มาทราบภายหลังว่ามีไฟลท์ของบางกอกแอร์เวย์ออกในช่วงเวลาใกล้กันและใช้เกทเดียวกันด้วย พอ passenger ของบางกอกแอร์เวย์ขึ้นเครื่อง เกทก็ว่างขึ้นเยอะมีที่ให้เหยียดแข้งเหยียดขาสบายหน่อย แต่หางแดงก็ final call ขึ้นเครื่องเหมือนกันเลยพากันเดินไปเข้าแถวขึ้นไปประจำที่นั่งบนเครื่องแอร์บัส เที่ยวบิน FD3030 ออกเดินทางเวลา 16:30 น. ใช้เวลาในการเดินทาง 1 ชั่วโมง 20 นาที

ถึงสนามบินดอนเมืองโดยปลอดภัย ลงมารอรับกระเป๋า+กล่องของฝากที่โหลดมาใต้เครื่องกว่าจะเรียบร้อยก็ 6 โมงกว่าแล้ว เดินออกไปเข้าแถวรอที่ช่องแท็กซี่สนามบิน ดูแล้วการจัดการตรงส่วนนี้ยังวุ่นวายไม่เป็นระเบียบอย่างมาก เข้าแถวยืนรอกว่าจะได้ขึ้นแท็กซี่ก็เสียเวลาไปแล้วเกินกว่าครึ่งชั่วโมง กว่าจะออกมาจากสนามบินดอนเมืองได้ก็ปาไปเกือบทุ่ม มาถึงบ้านที่บางกะปิก็สองทุ่มกว่า สนุกสนานสบายใจมาตลอดทริป มาเสียความรู้สึกก็ที่ดอนเมืองนี่เอง ปรับปรุงการจัดระเบียบตรงส่วนนี้เสียหน่อยก็คงจะสมบูรณ์แบบแล้วครับ

ขอบคุณที่กรุณาติดตามรับชมกันทั้งสองตอน มาถึงบรรทัดสุดท้ายนี้จนได้ เอาไว้พบกันอีกทีกับทริปหน้านะครับ

 

ภาพจากทริปนี้ คลิ๊กที่นี่

อ่านในแบบ Forum ก็ คลิ๊กลิ้งค์นี้ ครับ

 

| ตอนแรก | ตอนจบ |

 

เขียนเมื่อ : วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2555 เวลา 00:08 น. GMT+7 TH
ผู้เขียน : Tombass

Advertisements