เดินเรื่อยๆ กับวันว่างๆ .. ที่วัดพระแก้ว ..

 
บนรถ ปอ.สาย 60 / ถึงหน้ารามฯ แล้ว

ทริปนี้เป็นช่วงฝนเว้นวรรค หลังจากที่บรรจงตกแบบไม่ลืมหูลืมตามาเกือบทั้งเดือนกันยายนนี้ เลยได้ช่องสบโอกาสเหมาะๆ ออกไปเดินเรื่อยเปื่อย ซึมซับกับความวิจิตรงดงามตระการตามิอาจจะหาใดมาเทียบเทียมได้ของ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือที่เรารู้จักกันในชื่อของ “วัดพระแก้ว” อันเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกต อันเป็นที่เคารพสักการะบูชาของปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า

เริ่มกันในวันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน 2555 เลือกไปเข้าวัดเข้าวากันในวันพฤหัสฯ เพราะเป็นวันอธิบดี ตั้งใจทำอะไรในวันนี้จะสัมฤทธิ์ผลด้วยดีไม่มีอุปสรรคใดๆ มากั้นขวาง เหล่ามารร้ายภัยพาลจะอ่อนกำลังไม่อาจมากร้ำกรายให้ร้ายกับเราได้(พูดเป็นหมอดูเลยเนอะ ..)


แยกคลองตัน / นวัตกรรมแห่งความกลมกลืนระหว่างอดีตและปัจจุบัน / ถึงประตูน้ำแล้วจ้า ..


ผ่านสะพานขาวเข้าถนนหลานหลวง / พิพิธภัณฑ์พระบามสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว / ป้อมนี้มีชื่อว่าอะไรใครตอบได้บ้าง?

ไม่ขับรถไปเองเพราะขี้เกียจไปหาที่จอดให้ลำบากลำบน ออกเดินทางกันตอนประมาณ 10 โมงครึ่ง โดยใช้บริการรถเมล์สาธารณะปรับอากาศของ ขสมก. ปอ.สาย 60 ที่วิ่งผ่านเส้นทางแถวๆ หน้าบ้านจากเกือบต้นสายแล้วก็ไปลงที่สนามหลวงอันเป็นจุดหมายของเราในวันนี้ก็เกือบสุดปลายสายพอดี ได้นั่งสบายๆ คุ้มจริงๆ จากบ้านที่บางกะปิ วิ่งฝ่าเข้าไปในเมืองผ่านรามคำแหง, คลองตัน เข้าถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ตรงยาวเรื่อยไปถึงประตูน้ำ ผ่านราชเทวี สะพานยมราช เข้าสะพานขาว ตรงเข้าถนนหลานหลวงไปออกถนนราชดำเนิน ผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แล้วก็เลี้ยวเข้าสนามหลวง ป้ายแรกอย่าเพิ่งลงนะครับ เดินไกล ให้ลงป้ายถัดไป (อันนี้พี่ พกส.เค้าบอกมาครับ .. ขอบคุณครับ)


โลหะปราสาทที่วัดราชนัดดา / นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เอาชื่อใส่ใน To do list ไว้ก่อน คราวหน้ามาเจอกันแน่นอน

แล้วก็ถึงสนามหลวงตอนตะวันตรงหัวประมาณเที่ยงนิดหน่อย พอลงรถแล้วก็เดินต่อไปอีกนิดก็จะถึง “ศาลหลักเมือง” ถ้ามีเวลาก็เข้าไปไหว้กันซะก่อนก็ได้ แต่ผมเก็บไว้ทริปหน้าเพราะวันนี้ตั้งใจมาวัดพระแก้วอย่างเดียวจริงๆ ไม่มีใจให้ใครอื่นอีกแล้ว หน้าศาลหลักเมือง มองข้ามถนนไปจะเห็นอนุสาวรีย์ช้างชนกัน(อันนี้ไม่ทราบว่าเค้าเรียกว่าอะไร ผมเลยตั้งเองซะเลย)อยู่กลางแยก และเห็นวัดพระแก้วอยู่ทางซ้ายมืออีกที ข้ามถนนไปเลยครับ ระวังรถด้วยนะ ไปถึงช้างแล้วก็ถ่ายรูปเอาไว้ซะหน่อยก็ดี รอจังหวะให้ไฟแดงแล้วข้ามถนนอีกทีไปยังฝั่งกำแพงวัดพระแก้ว แล้วเดินเลาะเลียบเรื่อยไปตามกำแพงก็จะเจอกับ “ประตูมณีนพรัตน์” เราเป็นคนไทยได้สิทธิพิเศษเข้าทางประตูนี้ได้ครับ ส่วนชาวต่างชาติต้องเดินไปเข้าประตูถัดไปครับ


ลงรถเมล์แล้วเดินมาหน่อยนึงก็จะถึง “ศาลหลักเมือง”


เห็นอนุสาวรีย์ช้างชนกันอยู่กลางแยก ถัดไปทางซ้ายก็จะเห็นวัดพระแก้วอยู่แค่เอื้อม

 
มาดูใกล้หน่อยซิ .. / ประตูมณีนพรัตน์ คนไทยเข้ากันได้ทางนี้แหละ / เข้ามาแล้วเลี้ยวซ้ายเดินไปตามทางนี้แหละ ห้องน้ำจะอยู่ด้านซ้ายมือนี่เอง

เข้าประตูแล้วให้เดินเลี้ยวซ้ายนะครับไปตามทาง ถ้าใครร้อนอยากจะล้างหน้าล้างตาหรือจะพาน้องไปร้องไห้ก็แวะก่อนได้ครับ ห้องน้ำสะอาดอยู่ทางซ้ายมือมีไว้บริการทุกท่าน เดินต่อไปจะพบกับมุมมหาชน เจดีย์ใหญ่ตั้งเรียงกันอย่างเป็นระเบียบสวยงาม ใครได้เห็นก็อดใจไม่ไหวต้องควักกล้องของตัวเองขึ้นมากดชัตเตอร์กันคนละภาพสองภาพ ได้ภาพจนพอใจแล้วก็เดินกันต่อเถอะครับ


มุมมหาชน ถ่ายเก็บเอาไว้เสียหน่อย เดี๋ยวเพื่อนแซวว่ามาไม่ถึง ..


ประกาศข้อปฏิบัติในการเข้าชมวัดพระแก้ว เป็นภาษาไทยเอาไว้ให้คนไทยเรานี่แหละ .. อ่าน ..

ไปตามทางจะบังคับเลี้ยวขวาเดินตรงต่อไปจะพบประตูอีกประตูหนึ่งอยู่ตรงข้ามกับสำนักงานของวัด แต่ไม่เปิดนะครับประตูนี้ ให้เดินต่อไปอีกจะพบทางเข้าต้องเดินผ่านเจดีย์คู่เข้าไป จะเจอกับป้ายแจ้งข้อปฏิบัติในการเข้าชม อ่านให้เข้าใจแล้วช่วยกันปฏิบัติตามเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้นักท่องเที่ยวอื่นๆ ด้วย

ผ่านประตูเจดีย์คู่เข้าไป เดี๋ยวผมจะพาไปรู้จักกับยักษ์แต่ละตนที่ยืนเฝ้าประตูต่างๆ ของวัด ว่าแต่ละตนมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอย่างไรกันบ้าง ส่วนประวัติของแต่ละตนลองไปค้นกันเองดูก่อนนะครับ ถ้ามีโอกาสแล้วจะรวบรวมเป็นอีกเอนทรี่หนึ่งแยกต่างหากให้ได้รับชมกัน ก่อนจะไปต่อก็จัดหาซื้อดอกไม้ธูปเทียนมาไหว้พระเพื่อเอาฤกษ์เอาชัยเป็นศิริมงคลกับชีวิตตัวเรากันก่อน แล้วค่อยไปกันต่อ ตรงประตูต่างๆ ทุกๆ ประตูจะมียักษ์ยืนเฝ้าอยู่ประตูละ 2 ตน เริ่มที่ประตูนี้ยักษ์สีฟ้าชื่อ” “วิรุฬหก” และยักษ์สีเขียวชื่อ “มังกรกัณฐ์” และที่ตั้งอยู่ถัดไปทางซ้ายก็เป็น “หอคันธารราษฎร์” เดินอ้อมไปอีกหน่อยจะพบกับ “หอระฆัง”


ยักษ์สีเขียวชื่อ “มังกรกัณฐ์” / ยักษ์สีฟ้าชื่อ “วิรุฬหก”


“หอคันธารราษฎร์” / “หอระฆัง”

สังเกตได้ว่างานสถาปัตยกรรม, ประติมากรรมแต่ละชิ้นนั้น จะถูกบรรจงเสกสรรค์ปั้นแต่งอย่างเพียรพยายามและด้วยฝีมืออันเจนจัดชำนิชำนาญในกระบวนวิชาแต่ละด้าน ทำให้ชิ้นงานที่ออกมานั้นงดงามอ่อนช้อยเปรียบเสมือนดั่งมีชีวิต เพราะช่างสิบหมู่ในยุคนั้นได้ใส่จิตวิญญาณของตัวเองเข้าไปในงานแต่ละชิ้นด้วยความอุตสาหะทุ่มเท และคงไว้เป็นมรดกแห่งความภูมิใจให้กับลูกหลานไทยรุ่นต่อมาจนปัจจุบัน อันที่ได้สร้างชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ขนาดที่ว่าฝรั่งต่างชาติต้องยอมเสียเงินเสียทองบินข้ามน้ำข้ามทะเลนับพันไมล์เพื่อขอให้ได้เข้าชมซักครั้ง

 
งดงามเพียงใดก็ลองชมเอาเองนะครับ / ยักษ์สีแดงชื่อ “ทศคีรีธร” / ยักษ์สีเขียวชื่อ “ทศคีรีวัน”

กลับมาว่าเรื่องของเรากันต่อดีกว่า

จากหอระฆังเดินต่อมาจะพบประตูทางเข้าอีกทาง ซึ่งก็แน่นอนล่ะว่าย่อมต้องมียักษ์เฝ้าประตูอยู่อีก 2 ตน โดยยักษ์สีแดงชื่อ “ทศคีรีธร” ส่วนยักษ์สีเขียวชื่อ “ทศคีรีวัน” ซึ่งถ้าใครเคยได้ไปใช้บริการสนามบินสุวรรณภูมิ ก็จะพบทั้งสองตนนี้เช่นกัน เพราะทั้งสองไปรับจ๊อบยืนเฝ้าสนามบินอีกด้วย ใกล้ๆ กันก็จะมีใบเสมา ตามคติทางพุทธศาสนา พื้นที่ในขอบขัณฑ์พัทธสีมา เป็นบริเวณประกอบกิจของสงฆ์ ผมลองค้นมาให้อ่านกันครับ เอาไว้ประดับความรู้

ใบเสมาโบราณของไทย

แต่ครั้งโบราณกาล เสมามีความสำคัญต่อพุทธสถานอย่างยิ่ง การที่จะเรียกว่าวัดนั้นเป็นวัดได้ จะต้องมีหลักแบ่งเขตชัดเจนสำหรับการทำพิธีกรรมทางศาสนา และหลักที่ปักเพื่อแบ่งเขตที่ว่านี้ มีชื่อเรียกว่า “ใบเสมา”

เสมา หรือที่มีนักวิชาการบางท่านเรียกว่า “สีมา” ตามพจนานุกรมพุทธศาสน์ หมายถึง เขตกำหนดความพร้อมเพรียงของสงฆ์ หรือเขตชุมนุมของสงฆ์ หรือเขตที่สงฆ์ตกลงไว้สำหรับภิกษุทั้งหลายที่อยู่ภายในเขตนั้นจะต้องทำสังฆกรรมร่วมกัน

เสมา แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ
1. พัทธสีมา แปลว่า แดนที่ผูก ได้แก่ เขตที่พระสงฆ์กำหนดขึ้นเอง
2. อพัทธสีมา แปลว่า แดนที่ไม่ได้ผูก ได้แก่ เขตที่ทางราชการกำหนดไว้ หรือเขตที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเป็นเครื่องกำหนด และสงฆ์ถือเอาตามเขตที่กำหนดนั้น โดยไม่ได้ทำหรือผูกขึ้นใหม่

ความสำคัญของการมีเสมานี้ เนื่องจากพระพุทธเจ้าได้ทรงกำหนดให้พระภิกษุต้องทำอุโบสถ ปวารณา และสังฆกรรมร่วมกัน โดยเฉพาะการสวดปาฏิโมกข์ ซึ่งต้องสวดพร้อมกันเดือนละ 2 ครั้ง จึงเกิดหลักแดนในการที่สงฆ์จะร่วมกันกระทำสังฆกรรม โดยมีหลักบ่งชี้คือใบเสมา

หากต้องการอ่านเพิ่มเติมคลิ๊กลิ้งค์นี้ครับ

เอาล่ะเดินย้อนขึ้นมาเดินบนระเบียงโบสถ์ มองเห็นพระเจดีย์แต่ไกลเลย แต่ยังไม่ไปนะครับ ขอเดินเลาะไปตามระเบียงโบสถ์ก่อน มองซ้ายมือจะเห็นทางขึ้นปราสาทพระเทพบิดร เดี๋ยวเราเดินไปดูด้วยกันเลยครับ

 


ทางขึ้น “ปราสาทพระเทพบิดร” / เจดีย์นี้อยู่ทางขวาของทางขึ้นจะเห็นมีทั้งยักษ์ทั้งลิงช่วยกันแบกอยู่

ขึ้นบันไดไปก็จะพบกับทางเข้า “ปราสาทพระเทพบิดร” แต่ปิดครับไม่ได้ให้เข้าชมด้านใน ทางขวาเป็นเจดีย์มียักษ์กับลิงช่วยกันแบกไว้ แต่เราเดินวนซ้ายดีกว่า ก่อนจะไปถึงเจดีย์ใหญ่ที่เราเห็นในตอนแรกก็ต้องผ่าน “พระมณฑป” ซะก่อน แล้วก็ตามด้วย .. เอ่อ .. เค้าเรียกว่าอะไรน๊า .. จำไม่ได้ครับ ขอโทษด้วย ใครทราบช่วย reply บอกผมด้วยนะครับ


“ปราสาทพระเทพบิดร” / เข้าไปดูใกล้ๆ หน่อย / ก่อนจะเดินไปถึงพระเจดีย์

 
“พระมณฑป” / ทางขึ้นพระมณฑปแต่ปิดไว้ครับ .. / อันนี้เรียกว่าอะไรผมจำไม่ได้ .. ใครทราบช่วยเข้ามาบอกหน่อยนะครับ


“พระศรีรัตนเจดีย์”

จากนั้นเดินต่อไปก็จะไปถึงพระเจดีย์ใหญ่สีทองอร่ามตา มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “พระศรีรัตนเจดีย์” ตรงนี้นักท่องเที่ยวจะเยอะหน่อย ใครๆ ก็จะมาถ่ายรูปคู่กับพระเจดีย์กันตรงนี้และยังมีบันไดตรงด้านหน้าพระเจดีย์เลย กลายเป็นมุมมหาชนไปอีกหนึ่งมุม เวลาถ่ายรูปก็ทำหน้าตาบ้องแบ๊วเป็นปลาทองอมบ๊วยกับท่าทางประหลาดๆ คู่กับพระเจดีย์ (เอ่อ .. มันเข้ากันตรงไหร(ว๊ะ)ครับ?) ถ้าเป็นชาวต่างชาติก็ยกไว้เพราะอาจจะไม่ทราบไม่เข้าใจถึงวัฒนธรรมประเพณีของเรา แต่กับคนไทยนี่สิ มันช่างไม่รู้จักกาลเทศะเอาซะเลย อยากจะถ่ายรูปมาให้ดูจริงๆ แต่ไม่อยากถูกฟ้องร้องเพราะไปละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของใครๆ .. เฮ้อ ..

มีเรื่องให้บ่นจนได้สิหนอ สงสัยเราจะหน้าแก่แล้วยังหัวเก่าอีก บอกตรงๆ ว่าไม่ได้ต่อต้านหรอกนะ ผมก็เห็นว่ามันก็ดูน่ารักดีนะ ถ้าจะอยู่ในสถานที่และเวลาที่ถูกต้องถูกกาลเทศะ ผมก็เห็นดีเห็นงามด้วยนั่นแหละ แต่นี่มัน .. เอ่อ .. แบบว่า .. ยังไงดีล่ะ? .. พอดีกว่า เข้าวัดทั้งทีทำจิตใจให้เบิกบาน มองข้ามเรื่องไร้สาระของคนไร้ความคิดไปซะ เดินไปต่อกันดีกว่า


ยักษ์สีขาวชื่อ “จักรวรรดิ” / ยักษ์สีม่วงชื่อ “อัศกรรณมารา”

ผ่านพระศรีรัตนเจดีย์มาก็เจออีกประตูนึง เช่นเดิมมียืนกันอยู่ 2 ตน เดินลงไปดูกันหน่อยซิ ยักษ์สีขาวชื่อ “จักรวรรดิ” และยักษ์สีม่วงชื่อ “อัศกรรณมารา” เดินต่อไปก็เจออีกประตูแล้ว ประตูต่อไปนี้มียักษ์ชื่อกระฉ่อนโลกยืนเฝ้าอยู่พร้อมกันกับญาติอีกหนึ่งตน ยักษ์สีเขียวคงรู้จักกันดีนั่นก็คือ “ทศกัณฑ์” ส่วนยักษ์สีขาวเป็นญาติกันชื่อ “สหัสสเดชะ”


ยักษ์สีเขียวนี่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว ก็คือ “ทศกัณฑ์” นั่นเอง / ที่ยืนอยู่ข้างๆ กันก็เป็นญาติสนิทชื่อ “สหัสสเดชะ”

เดินกลับขึ้นมาด้านบนระเบียงของปราสาทพระเทพบิดรกันต่อ มองลงไปเห็นนักท่องเที่ยวมากมายเยอะแยะไปทั่วบริเวณ ใครมาเที่ยวเมืองไทยแล้วไม่มาเที่ยวชมวัดพระแก้ว ก็เหมือนมาไม่ถึงเมืองไทยเนอะ .. ว่าป่ะ .. ตามระเบียงของปราสาทฯ ก็จะมีรูปสัตว์หิมพานต์ยืนเรียงรายตามทางเดินรอบๆ เป็นระยะๆ ลองสังเกตรอบๆ จะพบได้มากมายทีเดียว

แล้วก็มาถึงอีกประตูนึง ไปดูกันหน่อยซิว่าตนไหนเฝ้าประตูนี้อยู่ ยักษ์สีม่วงมีชื่อว่า “มัยราพณ์” ส่วนยักษ์สีน้ำเงินมีชื่อว่า “วิรุญจำบัง” แล้วก็ลองเดินลงบันไดไปดูด้านล่างกันบ้างซึ่งเป็นที่ตั้งของ “หอพระนาก” จะมีตุ๊กตาหินที่ล่องสำเภามาจากแดนไกลจีนโพ้นทะเล เพื่อมาขึ้นฝั่งที่กรุงรัตนโกสินทร์แห่งสยามประเทศ แล้วก็มายืนเฝ้าสวนอยู่ในวัดพระแก้วข้างๆ ปราสาทพระเทพบิดรแห่งนี้ พร้อมกับผองเพื่อนที่บินมาจากป่าหิมพานต์โดยมาเข้าประจำการอยู่ก่อนแล้ว เดินเก็บภาพจนพอใจก็เดินกลับขึ้นไปบนระเบียงของปราสาทเพื่อเดินไปต่อ จวนจะครบรอบปราสาทเทพบิดรแล้วล่ะ


ยักษ์สีม่วงชื่อ “มัยราพณ์” / ส่วนยักษ์สีน้ำเงินชื่อ “วิรุฬจำบัง”


ตุ๊กตาหินที่ล่องสำเภามาจากเมืองจีน / สัตว์หิมพานต์ตัวนี้ชื่ออะไรใครช่วยบอกทีนะ / “หอพระนาก”

กลับขึ้นมาบนระเบียงปราสาทฯ ก็พบกับความอลังการงานสร้างอีกชิ้นหนึ่ง นั่นก็คือ “นครวัดจำลอง” ขนาดย่อส่วน แต่ขอโทษเถอะครับ ทำได้ละเอียดลออมากมายแสดงถึงฝีมืออันสูงส่งของช่างได้เป็นอย่างดี เอาล่ะเดินอ้อมมาจนเกือบถึงเจดีย์ที่ยักษ์กับลิงช่วยกันแบกไว้ดังที่เห็นกันในตอนแรกแล้ว พอดีเดินขึ้นมาก็เจอกับสัตว์หิมพานต์อีกก็เลยเก็บภาพเอาไว้ซักหน่อย ลองดูเอานะครับเป็นงานประติมากรรมที่แสดงความมีศิลปะในความคิดสร้างสรรค์สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นสัตว์ในจินตนาการที่ไม่เคยมีใครเห็นตัวจริง แต่ก็ยังสามารถปั้นแต่งออกมาได้อย่างงดงาม รู้สึกได้ถึงความมีอยู่ของแต่ละตัวอย่างชัดแจ้ง


“นครวัดจำลอง”


พบได้ตามริมระเบียงรอบๆ ปราสาทพระเทพบิดรครับ ..

เอาล่ะมาถึงเจดีย์กันซะทีแสดงว่าเดินจนครบรอบแล้ว มาดูกันครับ คิดว่าน่าจะสร้างจากคติความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ที่อยู่เคียงคู่กับวัฒนธรรมของชาวพุทธอย่างกลมกลืนจนแยกไม่ออกมาแต่ครั้งอดีตกาล พระเจดีย์นี้มีทั้งยักษ์ทั้งลิงมาช่วยกันแบกเอาไว้ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวไหนเป็นลิง ตนไหนเป็นยักษ์กันล่ะ ผมได้ไปถามท่านเจ้าหน้าที่ ท่านก็ให้ความอนุเคราะห์เล่าให้ฟังว่า การสังเกตแบบง่ายๆ มองแว๊บเดียวก็ทราบได้ทันที ให้เราดูจากเท้าครับ เพราะถ้าเป็นยักษ์จะใส่รองเท้า ส่วนถ้าเป็นลิงจะไม่ใส่รองเท้า มองง่ายสุดครับ ส่วนอื่นๆ ก็ลองมองที่หน้าก็พอจะทราบได้ไม่ยาก เอาไว้เป็นความรู้นะครับ เวลาไปดูมีข้อมูลไปบ้างจะได้เดินเที่ยวอย่างสนุกสนานยิ่งขึ้น


แบกกันเข้าไป .. เอ้า .. ฮึ๊บ ..


ลิงไม่ใส่รองเท้า .. ส่วนยักษ์จะมีรองเท้าใส่ด้วยนะ .. (ส่วนเสื้อเหลืองๆ ที่อยู่ไกลๆ โน่นไม่ต้องไปดูนะครับ .. เพราะเธอใส่ได้บางซะเหลือเกิ๊นเชียว .. ติดเข้ามาในเฟรมโดยไม่ได้ตั้งใจ ขออภัยครับ .. ตั้งใจให้ดูข้อแตกต่างของลิงกับยักษ์น่ะครับ)

เอาล่ะแล้วก็เดินมาถึงประตูสุดท้าย(แล้ว .. มั๊ง) ก็จะต้องขนาบข้างด้วยยักษ์เฝ้าประตูอีก 2 ตนนั่นก็คือยักษ์สีแดงจะชื่อ “อสุรยาภพ” ส่วนยักษ์สีเขียวชื่อ “อินทรชิต” หวังว่าคงจะครบถ้วนทุกประตูแล้วนะครับ จากตรงนี้เราก็เดินเข้ามาสู่พระอุโบสถอันเป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกตกันซะที


ยักษ์สีแดงชื่อ “อสุรยาภพ” / ส่วนยักษ์สีเขียวชื่อ “อินทรชิต”

ก่อนเข้าไปบนพระอุโบสถ ต้องถอดรองเท้าก่อนนะ แยกไว้ชัดเจนระหว่างคนไทยกับชาวต่างชาติ ไม่ใช่มาผสมปนเปกันมั่วไปหมดไม่ได้นะ มีชั้นวางรองเท้าให้อย่างเรียบร้อย เสร็จแล้วเดินขึ้นไปบนพระอุโบถ มองเห็นพระแก้วมรกตอยู่ไกลๆ ในโบสถ์ แสงด้านในไม่พอแน่นอน เพราะฉะนั้นถ้าจะไปถ่ายรูปวัดพระแก้วห้ามลืมขาตั้งกล้องแบบผมโดยเด็ดขาด เพราะผมไปครั้งแรกและคิดว่าถ่ายกลางวันเลยขี้เกียจแบกขาตั้งกล้องไป งานนี้เลยต้องอาศัยวางพาดกับอะไรแถวๆ นั้นเพื่อให้ได้ภาพ แต่ก็มีตู้อะไรไม่รู้ตั้งโด่เด่ขวางอยู่กลางภาพ งานนี้ต้องพกเทเลไวแสงไปด้วยอีกตัวถึงจะครบสูตร จะได้ภาพที่คาดหวังจะเอาไปใช้งานได้จริง แต่ถ้าขี้เกียจแบกขี้เกียจพกไป ก็จะได้ภาพประมาณที่ผมได้มานี่แหละหนอ


ภาพจากด้านหน้าทางเข้าพระอุโบสถ .. เค้าเรียกกันว่า “ครุฑยุดนาค” .. อ่านเพิ่มเติมคลิ๊กลิ้งค์นี้ครับ


องค์พระแก้วมรกต .. ช่างงดงามเหนือคำบรรยาย .. เป็นบุญตาของผมจริงๆ

ถ่ายได้แต่เฉพาะจากด้านนอกเท่านั้น เอากล้องเข้าไปได้แต่ห้ามถ่ายด้านใน และเข้าไปนั่งชมได้เฉยๆ ในพื้นที่ที่จัดเอาไว้ให้เท่านั้น ผมก็ได้เข้าไปนั่งดื่มด่ำกับความงดงามตระการตาขององค์พระแก้วมรกตและภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถ ต้องไปเห็นเองครับแล้วจะทราบว่าอาการตะลึงพรึงเพริดมันเป็นเช่นไร จิตสำนึกถูกปลุกขึ้นมาให้รู้สึกตระหนักถึงความรักและหวงแหนสมบัติล้ำค่าของชาติขึ้นมาในบัดดล

ยังนึกถึงตอนที่มีกีฬาสีกลางกรุง ที่มีไอ่ชาติชั่วตัวหนึ่งที่มันรับคำสั่งจากใครบางคนให้ทำเลวระยำคิดเอาปืนมายิงถล่มเพื่อหวังจะทำลายวัดคู่บ้านคู่เมืองที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อันไม่อาจประเมินค่าได้แห่งนี้ แต่ด้วยบุญบารมีของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองปกป้องภยันตรายให้ชาวไทยเป็นเหตุให้พวกมันกระทำการไม่เป็นผลสำเร็จ ขอสาปแช่งให้มันจงตายไปทั้งชาติตระกูลทั้งคนสั่งคนทำ ขอจงไม่ได้ผุดได้เกิดอีกต่อไป ลงไปชดใช้กรรมที่มันก่อไว้กับประเทศชาติในนรกอเวจีที่มีแต่ความทุกข์ทรมานด้วยเถิด ขอโทษด้วยที่สบถคำรุนแรงเพราะยังแค้นไอ่คนคิดทำเรื่องแบบนี้ไม่หาย (บอกไว้เลยว่าย่อหน้านี้เป็นความเห็นส่วนตัว ใครคิดจะมาคอมเม้นท์เรื่องนี้ก็ไม่ต้องมาเขียนที่นี่ ขอบคุณ)

ปิดสวิตช์ความโกรธกลับมาสู่อารมณ์ปรกติ เกือบจะจบทริปอยู่แล้วเชียว .. อารมณ์เสียว่ะ ..


“พระฤาษีชีวกโกรมารภัจจ์” ด้านหน้าของปู่ฤาษีจะเป็นหินบดยา ..

ออกจากพระอุโบสถ ก่อนจะกลับบ้านกันก็เดินไปกราบ “พระฤาษีชีวกโกมารภัจจ์” ที่รูปปั้นของท่านนั่งอยู่ด้านท้ายโบสถ์ พร้อมหินบดยา ใครเจ็บป่วยไข้ไม่สบายก็ลองไปขอให้ท่านช่วยดูสิ ของแบบนี้ต้องมีศรัทธานะครับจึงจะบังเกิดผล จะมากจะน้อยก็แล้วแต่กำลังและความตั้งใจ หากใครแค่หวังจะมาลองของลองดี ก็ไม่เกิดผลใดๆ หรอกครับท่าน

วันนี้ก็คงจะพอก่อนเพียงเท่านี้แหละ นี่ก็ล่วงเลยมาจนบ่ายสามโมงเข้าไปแล้ว ผมเดินออกมาทางเดิมกับที่เข้ามานั่นแหละครับ เดินย้อนกลับไปตามทางแวะล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นคลายเหนียวหน้าเหนียวตัวไปบ้าง พร้อมกับพาน้องไปร้องไห้ซะให้เรียบร้อย เพราะขากลับคงต้องนั่งรถกันยาวนานแน่นอน เรียบร้อยก็เดินออกมาทางประตูมณีนพรัตน์ที่เราเข้ามาเมื่อตอนกลางวันนั่นแหละ ท้องฟ้าก็เริ่มครึ้ม เมฆฝนเริ่มลอยตัวลงต่ำชี้ให้เห็นว่าถ้าไม่ถูกลมพัดไปที่อื่นตัวข้านี้จะเทลงมาตรงนี้แล้วนะ ป้ายรถเมล์ที่สนามหลวงก็ไม่มีหลังคาเสียด้วยเพราะกลัวจะบดบังภูมิทัศน์

เอาล่ะสิ รอมาครึ่งชั่วโมงกว่าแล้ว รถประจำทางปรับอากาศ ปอ.สาย 60 ก็ยังไม่มาสักที เห็นท่าไม่ดีนั่งรถเมล์ธรรมดาสาย 60 ก็ได้ ขืนยังดื้อดึงยืนรออยู่แถวนั้นแล้วยังไม่ได้ขึ้นรถ มีโอกาสจะเปียกมะล่อกมะแล่กสูงมาก อย่างไรเสียถ้าขึ้นรถตั้งแต่ที่สนามหลวงยังไงก็ได้นั่งอยู่แล้ว แต่ดันไปนั่งตรงโพรงล้อพอดี เลยนั่งขดเป็นกุ้งเมื่อยขาเมื่อยก้นมาตลอดทาง แล้วก็มาถึงบ้านโดยปลอดภัยในเวลาประมาณ 5 โมงเย็น

เป็นอันว่าจบทริปนี้ไปอย่างเรียบร้อยดี ใช้เงินไปไม่ถึง 40 บาท จ่ายเฉพาะค่ารถเมล์ปรับอากาศ(ขาไป)แล้วก็รถเมล์ธรรมดา(ขากลับ) เท่านั้น ข้าวปลาอาหารกินก่อนออกจากบ้าน น้ำท่าไม่ต้องกินเพราะขี้เกียจถือให้วุ่ยวายเลยไม่ต้องจ่ายค่าอะไรอีกเลยซักบาทเดียว ประหยัดจริงๆ

ขอบคุณที่ติดตามครับ

ไปอ่านในแบบ Forum คลิ๊กที่นี่ ครับ ..

ชมภาพเพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่เลยครับ

 

เขียนเมื่อ : วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2555 เวลา 23:12 น. GMT+7 TH
ผู้เขียน : Tombass

Advertisements

Dream Comes True .. Welcome NIKON D90 ..

เปิดโพสนี้ขึ้นมาใหม่เพื่อต้อนรับนายคนนี้ .. NIKON D90 ที่เข้ามาประจำการตั้งแต่วันพุธที่ 19 กันยายน 2555 โดยที่ต้นกำเนิดเรื่องนี้มาจากทางเวบไซต์มีชื่อแห่งหนึ่ง .. เรื่องมันก็มีอยู่ว่า ..

กาลครั้งหนึ่ง .. เมื่อเช้านี้ (วันพุธที่ 19 ก.ย.2555) ตื่นมาก็เปิดโน้ตบุ๊คดูราคาหุ้น, กองทุนไปเรื่อยตามประสา ก็ลอง search หา D90 ที่อยากได้มาตั้งแต่ 4 ปีที่แล้วเพราะเห็นว่าช่วงนี้ D7000 กำลังมาแทนรุ่นพี่ด้วยความละเอียดและคุณภาพไฟล์ที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด หลายคนจึงปล่อย D90 ของตัวเองเพื่อขยับขึ้นไปเล่นเจ้า D7000 ทำให้ราคา D90 ลดลงมาอย่างมากกกกก

เทียบกับคุณภาพและความเก๋าของมันที่ต่อกรกับคู่ต่อสู้ทั้งระดับ Entry และ Semi-Pro ของค่ายอื่นๆ มาได้หลายปี หลายรุ่น หลายซีรี่ย์มากมาย แต่ในช่วงอายุของมันตั้งแต่เปิดตัวในปี 2008 จนเพิ่งเสียตำแหน่งไปในปีหลังๆ นี่ยังหาตัวไหนในระดับเดียวกันเคี้ยวมันลงได้เลยซักตัวเดียว ไม่ว่าจะเป็นคู่ปรับโดยตรงอย่าง 50D ในยุคเดียวกันที่มี Resolution มากกว่าก็ยังน็อค D90 ไม่ลง หรือจะเป็น E620 ตัวแทนจากค่ายโอลี่ ก็ถูก D90 น็อคคว่ำหมดท่าไปโดยง่ายดาย (เดี๋ยวสาวกโอลี่จะเคืองผมซะก่อน แต่ต้องยอมรับนะครับว่า โอลี่แพ้เรื่อง noise กระจาย เจ้า D90 ที่ออกมาก่อนทำได้ดีกว่าเยอะแยะ แม้บริษัทแม่ของโอลี่เองก็ยังหันไปเอาดีทาง 4/3 กับ micro 4/3 เลย)

จะว่าไปในปี 2009 ที่ผมกลับมาถ่ายรูปใหม่ๆ อีกครั้ง หลังจากที่เรียนกับเพื่อนๆ ที่ ม.กรุงเทพตั้งแต่ปี 35 (1992) ตั้งแต่ยุคกล้องฟิล์มและระบบออโต้โฟกัสเพิ่งเริ่มออกมาใหม่ๆ ก็ไม่ได้ใช้งานมานานจนกลับมาเริ่มใหม่ในยุคดิจิตอล ยอมรับได้เลย ไม่เคยบิดพลิ้ว ขอสารภาพตามตรงเลยว่า ตัวผมเองอยากได้เจ้า D90 มาตั้งแต่มันเริ่มเปิดตัวใหม่ๆ ในปี 2008 ผมก็ติดตามข่าว ตรวจสอบสเป็คต่างๆ แล้วมันช่างตรงกับความต้องการเสียจริง เรียกได้ว่าเป็นกล้องในฝันเลยตอนนั้น แต่มันติดอยู่ที่ราคาค่าตัวที่นิคไทยตั้งเอาไว้มันออกตัวแรงมาก ตัวกล้องพร้อมคิทเทพ 18-105 VR ยกกล่องน่ะสี่หมี่นกว่าเลยครับท่าน คนหาค่ำกันเช้า (ของอีกวันนึง) อย่างผมก็ได้แต่ยืนมองตาละห้อยน้ำลายไหลย้อยไปตามระเบียบ แต่ตั้งปณิธานไว้ว่า .. ซักวันนึงเถอะ(เมิง) ตรูจะต้องเป็นเจ้าของแกให้ได้ ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ก็ตาม .. จะทำยังไงได้ ก็ไม่ได้เกิดมาบนกองทอง พ่อแม่พี่น้องก็คน ประชาชนเดินดิน .. 555+ ร้องเพลงซะเลย ..

วันนั้นผมเลยต้องตัดใจไปถอยเจ้า D5000 มาแทน มันก็สเป็คน้องๆ D90 นี่แหละ เซ็นเซอร์ตัวเดียวกันเป๊ะ Expeed II เหมือนกัน จอพับหมุนได้ 270 องศาอีกต่างหาก (แอบถ่ายได้สะดวก .. อ๊ะจึ๋ย ..) จะขาดไปก็แต่การควบคุมกล้องที่ยังสู้เจ้า D90 ไม่ได้, ไม่มีมอเตอร์ในกล้องและไม่มีระบบควบคุมแฟลช CLS แค่นั้นแต่ถูกกว่ากันเป็นหมื่น เอาน่ายังไงเสียก็ได้คุณภาพไฟล์เดียวกันกับกล้องในฝันน่านนนนแหละ แล้วจากวันนั้นผมก็เลยได้ใช้ชีวิตร่วมกับน้อง D5000 มาจนถึงทุกวันนี้ ไปสมบุกสมบันด้วยกัน ลุยกันมาหลายทริป ไปกันมาทั้งในและนอกประเทศ ทั้งแดด ฝน ฝุ่น ลมพายุ สารพัดสารพัน แต่ก็ไม่เคยจะงอแงให้พลาดพลั้งเสียท่ากันกลางทริปเลยแม้แต่ครั้งเดียว ถึงวันนี้ก็จะครบ 3 ปีพอดีในวันที่ 28 กันยายน 2555 นี้แล้ว แต่เชื่อได้ว่าน้องเค้ายังพร้อมจะรับใช้ผมต่อไปเคียงคู่กับพี่ชายคนใหม่ที่เข้ามาร่วมทีมในครั้งนี้

กลับมาว่ากันถึงเจ้า D90 กันบ้าง บังเอิญเปิดเข้าไปดูในเวบแห่งหนึ่ง เห็นกระทู้ลงประกาศขาย D90 ในราคาไม่แรงมาก ชัตเตอร์ยังไม่เยอะด้วย เกินครึ่งหมื่นไปนิดหน่อย เลยโทรไปติดต่อนัดแนะดูของต่อรองราคากันเป็นที่เรียบร้อย ว่าเดี๋ยวเย็นๆ จะเข้าไปรับของ จริงๆ แล้วคือผมมีราคาในใจที่ตั้งงบประมาณเอาไว้อยู่แล้ว โดยเทียบจากราคาที่หลายๆ กระทู้ หลายๆ เวบโพสขายแล้วผมเก็บข้อมูลติดต่อกันมาระยะหนึ่ง หากเทียบกับจำนวนชัตเตอร์และสภาพตัวกล้องที่เรียกได้ว่า Mint มากๆ (mint ในภาษาของคนซื้อขายมือสองก็คงหมายถึง สภาพดีมาก 90% ขึ้นเลยล่ะ) กับอายุกล้องประมาณปีครึ่งและเป็นกล้องประกันร้าน ก็เรียกได้ว่าสมราคาแล้วล่ะ

หากเป็นสมัยก่อนที่นิคไทยทำตลาดอยู่ การซื้อกล้องประกันร้านคงต้องคิดหนักเพราะหากจำเป็นต้องเข้าศูนย์นิคไทยแล้วต้องถูกดองไว้ก่อนเดือนนึง (นโยบายนี้ชาวนิครุมสวดสรรเสริญเจริญพรกับความคิดแบบไม่เอาลูกค้าของตัวแทนกันถ้วนหน้า ..) จนถึงวันที่นิคอนประเทศไทยเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ดำเนินงานโดยบริษัทแม่จากญี่ปุ่นเข้ามาทำตลาดเอง เปิดออฟฟิศเอง เซอร์วิสเอง ทำให้ชาวนิคได้เฮที่จะได้หลุดพ้นบ่วงกรรมที่ตัวแทนเดิมทำเอาไว้ นิคอนประเทศไทยยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่าบริษัทรับเซอร์วิสกล้องนิคอนทุกตัวไม่ว่าจะมากจากที่ไหนบนโลกนี้ เพียงแต่ถ้าเป็นของศูนย์ไทยก็ได้ส่วนลดพิเศษพ่วงไปด้วย แต่ไม่ว่าจะประกันที่ไหนก็ได้รับบริการเท่าเทียมกัน ไม่มีระบบสองมาตรฐานลูกเมียน้อยเหมือนแต่ก่อน

แสดงว่าสิ่งที่พวกเราชาวนิคได้สวดอ้อนวอนพระเจ้ามาเป็นเวลาแรมปีนั้นได้ไปถึงหูของบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น เพราะหลายๆ เคสที่เป็นมหากาพย์ในโลกไซเบอร์ที่ลูกค้าโพสความเห็นผ่านกระทู้ตันเรื่องแล้วถูกบริษัทตัวแทนในไทยฟ้องเรียกค่าเสียหายไปตามๆ กัน (ไม่เล่าดีกว่า .. ไม่อยากฟื้นฝอยหาตะเข็บ .. เดี๋ยวตรูจะโดนฟ้องไปด้วย .. อิอิ .. ตอนนั้นผมก็เข้าไปรุมสกรัมตัวแทนในบ้านใหญ่เสียหนักหนาสาหัสเหมือนกัน แต่ผมเขียนแบบระวังตัว ต้องตั้งสติให้ดี คิดก่อนจะเขียน เขียนเสร็จแล้วก่อนจะกดโพสก็ต้องอ่านอีกหลายๆ รอบ มีหลายครั้งที่เขียนไปแล้วต้องลบทิ้งเพราะมันล่อแหลมเกินกว่าจะโพสโดยปลอดภัย ใครจะหาว่าผมป๊อดก็เอาเหอะ ลูกผ๊มยังเล็กนี่หว่า .. ไม่ได้สับแหลกอย่างเมามันแบบหลายๆ ท่าน แต่อย่างไรผมก็แนวร่วมเดียวกับพวกน้าๆ ที่โดนฟ้องนั่นแหละ ..)

แหมมมม .. พอเขียนถึงเรื่องนี้แล้วมันติดลมแฮะ .. ว่าจะเขียนเรื่อง D90 ประกันร้าน ไหงพาออกทะเลไปเรื่องตัวแทนและคดีความกันซะหยั่งงั้น แค่จะบอกว่า D90 ตัวนี้เป็นกล้องประกันร้านแล้วถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงต้องคิดหนักในการตัดสินใจซื้อ แต่พอถึงวันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป เหล่าพลพรรคสายมารอย่างพวกเราสามารถซื้อกล้องประกันร้านมาใช้ได้อย่างสบายใจ แม้จะเป็นตลาด Gray Market นิคอนประเทศไทยก็ดำเนินนโยบายดูแลอย่างทั่วถึงได้ใจลูกค้ากลุ่มนี้ไปเต็มๆ รวมทั้งผมด้วย

ตอนนั้นถึงแม้ผมจะเข้าไปสับตัวแทนเดิมไว้อย่างไร ผมเองก็ยังต้องซื้อ D5000 ประกันศูนย์จากตัวแทนในประเทศนั่นแหละครับ ถือเสียว่าซื้อความเสี่ยงซึ่งก็ถือว่าได้ใช้ส่วนต่างที่จ่ายแพงกว่านั้นไปคุ้มแล้ว เพราะเดือนแรกที่ซื้อมาก็มีปัญหาที่จอ LCD เป็น dead pixel เอาเข้าไปเคลมศูนย์สั่งเปลี่ยนจอใหม่ ล้างฝุ่นบนเซ็นเซอร์ด้วย อันนี้ถ้านับเป็นราคาคงหลายพันอยู่ล่ะ เพราะแค่ล้างเซ็นเซอร์อย่างเดียวก็ 1,000 บาทแล้ว แต่ผมไม่ต้องจ่ายซักแดงเดียว (คนที่เคยไปเข้าศูนย์จะรู้ว่า ค่าใช้จ่ายของศูนย์นิคไทยจะเป็นราคาแบบลงท้ายด้วยเลขกลมๆ) ต่อมาพอผ่านไป 6 เดือนโดยไม่มีปัญหาอะไร จะมีก็แต่ความมือบอนของผมเองที่เห็นฝุ่นบน Focusing Screen เลยกระหน่ำไปด้วย Cotton Bud + กระดาษเช็ดเลนส์ ผลคือลายพร้อยไปทั้งชิ้นแต่ไม่มีปัญหากับภาพที่ถ่ายออกมาอยู่แล้ว เลยยังไม่เปลี่ยนล้างแต่เซ็นเซอร์กับล้างปุ่มชัตเตอร์ที่ชอบลั่นเองติดกัน 2-3 ครั้ง จนมาถึงครั้งสุดท้ายก็ 2-3 วันก่อนจะหมดประกันเลยรีบเอาเข้าศูนย์ไปล้างเซ็นเซอร์อีกซักที ทำความสะอาด View Finder ด้วย แล้วก็สั่งเปลี่ยน Focusing Screen ไปด้วยเลย ครั้งนี้ผมจ่ายค่าความมือบอนของผมไป 1,000 บาท .. 555+

รวมสามครั้งที่ไปเข้าศูนย์คงคุ้มราคาที่จ่ายเพื่อซื้อการรับประกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นไปแล้ว ส่วนการให้บริการนั้นก็เป็นไปตามมาตรฐานที่คาดหวังจะได้รับจากศูนย์บริการนั่นแหละ เอ้า .. จบเรื่องศูนย์บริการซะทีนะ เอาเป็นว่า ณ ตอนนี้ เวลานี้ก็ไม่ต้องห่วงอีกแล้วว่ากล้อง NIKON ของเราไม่ว่าจะเป็นประกันร้านจากญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์หรือหิ้วมาเองจากที่ไหนๆ ทั่วโลก จะไม่ต้องมีปัญหาเรื่องของศูนย์บริการอีกต่อไป ใช้ได้อย่างสบายใจกันซะที ..

กลับมาถึงกล้องในฝันของผมกันต่อดีกว่า ..

วันนี้ฝันของผมเป็นจริงแล้ว (โดยที่ไม่ต้องแจกรถเข็นขายของจากรายการที่สนับสนุนโดยผงซักฟอกยี่ห้อหนึ่ง) ผมได้ครอบครองเป็นเจ้าของสมดังตั้งใจ ทำตามความฝันที่ยาวนานร่วม 4 ปีได้สำเร็จแล้ว วันนี้ผมมีความสุข อิ่มเอิบใจอย่างบอกไม่ถูก กลับมามีความรู้สึกเหมือนตอนเด็กที่ได้ของเล่นใหม่ เอามานั่งกดๆ เล่น นั่งลูบๆ คลำๆ ปรับโน่นนี่นั่นตามคู่มือไปเรื่อย แต่งค่าโน่นค่านี่ให้สะดวกรวดเร็วในการเข้าถึงและเหมาะกับแนวทางการถ่ายภาพที่เราชอบ เดินออกไปถ่ายโน่นนั่น ถ่ายซ้ำแล้วซ้ำอีกทั้งที่มีอยู่ไม่กี่มุมเดิมๆ นั่นแหละ แต่มันก็มีความสุขที่ได้ยินเสียงชัตเตอร์ลั่น ได้ดูรูปที่ตัวเองถ่ายมา สั่นบ้าง เบลอบ้าง ชัดบ้างไปตามประสาคนเห่อของเล่นใหม่ .. 555+

ดีใจนะที่ได้เพื่อนใหม่มาร่วมทางกันออกไปค้นหาความหมาย ถ่ายทอดความสวยงามแห่งชีวิต ที่จะถูกเก็บบันทึกไว้เป็นประสบการณ์ที่จะยังคงฝังตรึงในจิตใจตลอดไป .. ในวันที่ฝันเป็นจริง ..

ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ .. อาจจะดูเพ้อเจ้อ แต่น่าจะมีหลายคนที่ยังประทับใจกับวันแรกของสัมผัสที่เย้ายวนของการถ่ายภาพ จนพาให้เราก้าวเดินมาได้ยาวไกลจนถึงวันนี้ .. ขอบคุณเพื่อนคู่ใจหลายๆ ตัวที่ร่วมรับใช้ถ่ายทอดซึ่งประสบการณ์ดีๆ ออกมาเป็นภาพและตัวหนังสือทุกตัวบนบล็อคแห่งนี้ และจะยังคงดำเนินต่อไปตราบเท่าที่โอกาส, สังขารและเวลาจะอำนวยให้ ..

ขอบคุณครับ ..

 

ภาพเพิ่มเติมที่ http://seesod.com/albums/view/index/sUkRcx0OHh1348375292

 

เขียนเมื่อ : วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ.2555 เวลา 21:15 น. GMT+7 TH
ผู้เขียน : The Eleventh of April

แดดดีๆ แบบนี้ .. ขับรถไปเดินเล่น .. พระราชวังบางปะอิน ..

ทริปนี้เกิดขึ้นจากพาสมาชิกใหม่ในทีมงานที่เพิ่งต้อนรับกันไปในเอนทรี่ก่อน ออกไปทำความคุ้นเคยกัน โดยพอดีกับจังหวะที่มีแดดดีๆ เป็นช่วงเว้นวรรคของฝนที่ตกหนักติดๆ กันมาหลายวันแล้ว ฉะนั้นก็จึงอย่ารอช้าไปใย รีบหาเรื่องออกไปโดยไว ที่ไหนก็ได้ที่ใกล้ๆ กรุงเทพฯ ใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 1 ชั่วโมง มองซ้ายมองขวากำหนดเป้าหมายไว้ได้ที่อยุธยา แต่ด้วยความที่ไม่มีเวลามากมายนัก จึงไม่เหมาะที่จะไปเดินท่อมๆ แวะตามวัดต่างๆ ในเกาะเมืองซึ่งน่าจะต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่ถจึงจะครบถ้วน เลยสรุปเป้าหมายแบบไปที่เดียวครบจบในตัวเองเลยโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางต่อเนื่องไปอีก เพราะคาดว่าช่วงบ่ายๆ เย็นๆ ฝนก็คงน่าจะตกลงมาให้เฉอะแฉะเหมือนทุกวันและอาจจะเป็นอันตรายขณะเดินทางกลับได้ เมื่อตกลงใจกันได้ลงตัวตามข้อจำกัดต่างๆ แล้ว ก็เลยเลือกเอาว่าเราจะไปลุยเดี่ยวเที่ยวทริปนี้กันที่ “พระราชวังบางปะอิน” นั่นเอง


ใช้ถนนกาญจนาภิเษก(วงแหวนตะวันออก)/ ด่านเก็บค่าผ่านทางธัญบุรี

วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ.2555 หลังจากหาข้อมูลเพิ่มเติมจากอินเตอร์เน็ต ทั้งประวัติความเป็นมาของสถานที่น่าสนใจในบริเวณพระราชวังเพื่อเพิ่มอรรถรสในการเที่ยวชมประวัติศาสตร์ได้อย่างสนุกสนานยิ่งขึ้น รวมถึงแผนที่การเดินทางและพิกัด GPS ได้เป็นที่เรียบร้อย ก็เริ่มออกเดินทางกันในเวลาประมาณ 10 โมง 45 นาที ออกจากบ้านมุ่งหน้าเรื่อยไปตามแนวถนนเสรีไทย เพื่อไปเลี้ยวซ้ายเข้าถนนวงแหวนตะวันออก(กาญจนาภิเษก) จ่ายค่าธรรมเนียมใช้เส้นทางจำนวน 30 บาท ก็สามารถขับตรงยาวๆ ไปออกที่ทางออกบางปะอินได้โดยสะดวกและรวดเร็วอย่างยิ่ง

การเดินทางไปพระราชวังบางปะอินในครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกของผม ไม่คุ้นเคยเส้นทางแม้แต่น้อยเลยต้องขับตาม GPS และสังเกตุป้ายบอกทางไปพร้อมกันด้วย ดูจะทุลักทุเลไปสักหน่อยเพราะเดินทางคนเดียวไม่มีคนช่วยมองโน่นนี่นั่น แต่ก็สามารถไปถึงจุดหมายได้โดยปลอดภัยทุกประการในเวลาประมาณเที่ยงวันพอดี


GPS พาไปได้ทุกที่ .. แต่จะไปถึงหรือเปล่ามันก็อีกเรื่องนึง .. / ค่าบริการจอดรถ 20 บาทครับ ..

เลี้ยวเข้าไปจอดรถในสถานที่จอดรถบริเวณสำนักงานของพระราชวังที่อยู่ทางด้านซ้ายมือตรงข้ามกับโรงเรียน ก่อนจะถึงพระราชวังฯ ประมาณซัก 50-60 เมตรได้ เป็นลานจอดกว้างขวางเข้า-ออกสะดวกแต่เสียอย่างเดียวที่ไม่มีร่มไม้หรือหลังคาใดๆ ช่วยกันแดดกันฝนเลย เก็บค่าบริการจอดรถคันละ 20 บาท เพื่อความปลอดภัยต่อทรัพย์สินและเพื่อที่เราจะเดินเที่ยวชมได้อย่างสบายใจเรียกได้ว่าไม่แพงเลยสักนิด ก็น่าจะดีกว่าไปจอดตามริมถนนให้เสี่ยงต่อการถูกฉี่ยวชนหรือเพิ่มโอกาสตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพในการโจรกรรมอีกด้วย

จอดรถเรียบร้อยเดินออกมาจ่ายค่าจอดที่ป้อมรักษาการณ์ด้านหน้า ก่อนจะเลี้ยวซ้ายเดินไปตามถนนเพื่อไปพระราชวังฯ วันนี้ที่โรงเรียนฝั่งตรงข้ามสำนักงานรู้สึกจะจัดกิจกรรมอะไรกันซักอย่าง มีศิลปินมาเล่นคอนเสิร์ตกันด้วยแฮะ แต่ผมไม่ได้แวะหรอกได้ยินแต่เสียงดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ ไปกันต่อดีกว่า ..


เดินเลี้ยวซ้ายออกจากที่จอดรถบริเวณสำนักงานพระราชวังฯ จะเห็นประตูทางเข้าพระราชวังฯ อยู่ไม่ไกล ..

ถึงพระราชวังฯ เดินเข้าประตูทางด้านขวานะ ด้านซ้ายเฉพาะเจ้าหน้าที่เท่านั้น เข้าไปก็ซื้อบัตรเข้าชมกันซะก่อน ผู้ใหญ่ 30 บาทครับ ถูกมากๆ ได้บัตรเข้าชมมาพร้อมกับโบรชัวร์สี่สีสดสวยแนะนำสถานที่น่าสนใจ เป็นการช่วยกันสนับสนุนหน่วยงานเพื่อที่จะได้มีทุนทรัพย์มาดูแลรักษาโบราณสถานเหล่านี้ให้คงอยู่คู่ความภูมิใจของคนไทยกันต่อไปนานเท่านาน ยื่นบัตรเข้าชมให้เจ้าหน้าที่แล้วเดินเข้าไปชมด้านในกัน


บัตรอนุญาตเข้าชม ราคา 30 บาท/ ยินดีต้อนรับ ..

ถ้าไปไหนไม่ถูก เพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มกันตรงไหนก่อน ก็ลองเดินไปตามทางเลี้ยวขวามุ่งหน้าเข้าหาแผนที่แสดงสถานที่สำคัญต่างๆ ภายในบริเวณพระราชวังบางปะอินกันก่อน ถ้ากลัวจำไม่ได้ก็ถ่ายรูปเก็บเอาไว้เลยครับเพราะป้ายแผนที่เค้าทำได้ใหญ่โตมโหราฬเต็มตามากๆ บริเวณแถวๆ นั้นก็จะมีรถกอล์ฟไว้ให้บริการด้วย สำหรับผู้สูงอายุหรือคนที่ขี้เกียจเดินเพราะร้อนมากมายจริงๆ แดดแรงแต่ท้องฟ้าไม่ค่อยสดใส ฟ้าขาวๆ ไม่เป็นสีฟ้าอย่างที่ใจต้องการเพราะอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่นที่กระหน่ำเข้าถล่มภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายต่อหลายลูกติดๆ กันในช่วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมา อันส่งผลให้ประเทศไทยของเราเลยโดนหางเลขไปด้วยนั่นแหละ

  
ไปไม่ถูกก็ไปยืนดูแผนที่กันก่อน ../ เดินไปตามทางนี้แหละ ../ แวะเป็นที่แรกเลย “หอเหมมณเฑียรเทวราช”


ฝั่งตรงข้ามก็จะเป็น “สภาคารราชประยูร”

แต่ผมเดินเอาครับเพื่อจะได้แวะเก็บภาพสถานที่ต่างๆ ให้ได้ครบถ้วน จะแวะนานๆ ก็ไม่ต้องกลัวจะต้องเสียค่ารถกอล์ฟหลายชั่วโมงเพราะชั่วโมงๆ นึงก็หลายบาทอยู่นะ เดินไปตามทาง สองข้างทางมีต้นไม้เขียวสบายตาเชียว แต่ทำไมมันไม่รู้สึกว่าเย็นขึ้นเลยหว่า? เดินมาพบเจอกับสถานที่แรกจะอยู่ด้านซ้ายริมสระน้ำใหญ่เลยนั่นก็คือ “หอเหมมณเฑียรเทวราช” ส่วนถ้ามองข้ามสระน้ำไปฝั่งตรงข้ามก็จะเป็น “สภาคารราชประยูร” เดี๋ยวผมจะพาไปดูใกล้ๆ ในตอนท้าย


พบสามแยกก็จะเห็น “กระโจมแตร” อยู่ทางซ้าย ../ ส่วนทางขวาก็จะเป็นทางเดินกลับมาจากเขตพระราชฐานชั้นใน โดยทั้งพื้นที่ของพระราชวังฯ จะมีทหารมาคอยดูแลความปลอดภัยและให้ความสะดวกสำหรับข้อมูลต่างๆ บางส่วนด้วย

จากตรงนี้เดินต่อไปจะพบกับ “กระโจมแตร” และมีทางแยกให้เลือกเดิน ผมเลยเลือกเดินข้ามสะพานไปทางซ้าย จากสะพานจะมองเห็น “พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์” ตั้งอยู่กลางน้ำทางขวามือ เดินข้ามไปจนสุดสะพานถ้าเลี้ยวซ้ายก็จะไปสภาคารราชประยูร ส่วนเลี้ยวขวาแล้วเดินไปตามถนนพระนารายน์จนสุดถนนก็จะไปถึง “พระที่นั่งวโรภาษพิมาน” ก่อนจะเข้าไปชมด้านในก็ถอดรองเท้าไว้ด้านหน้าพระที่นั่งฯ กันด้วยนะ เข้าไปชมข้างในกันดีกว่า แอร์เย็นสบาย แต่ห้ามถ่ายรูปนะครับ ตอนที่ผมเดินเข้าไปดูก็มีเด็กๆ มาทัศนศึกษาอยู่ด้วย เจ้าหน้าที่ก็มาช่วยบรรยายเรื่องราวความเป็นมาให้ฟังด้วยเป็นความรู้รอบตัวได้อีกเรื่อง


ข้ามสะพานไปก็เข้าสู่ถนนพระนารายน์ ../ ทางขวานั่นเรียกว่าอะไรไม่ทราบ ในโบรชัวร์ไม่มีบอกด้วย แต่ที่แน่ๆ หากเปิดออกไปด้านหลังก็จะเป็น “ประตูเทวราชครรไล” หรือตรงวงเวียนที่เป็นจุดเริ่มต้นของเขตพระราชฐานชั้นในนั่นเอง


ตุ๊กตาปูนปั้นศิลปะของฝรั่งที่เข้ามาแพร่หลายอย่างมากในยุคสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นการแสดงถึงว่าสยามเราไม่ได้เป็นพวกล้าหลังบ้านป่าเมืองเถื่อน ให้ฝรั่งใช้มาเป็นข้ออ้างในการเข้ามาครอบครองเป็นเจ้าอาณานิคม สยามจึงรอดพ้นจากการตกเป็นเมืองขึ้นของชนชาติมหาอำนาจทั้งหลายในยุคนั้นมาได้โดยปลอดภัย


“พระที่นั่งวโรภาษพิมาน” ใช้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองในยุคนั้น และยังใช้มาจนถึงในยุคปัจจุบันด้วย ../ ถนนพระนารายน์ ../ สระน้ำด้านข้างของพระที่นั่งวโรภาษพิมาน มีเรือนแพอยู่ด้วยนะ

อากาศภายในพระที่นั่งวโรภาษพิมานที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำเล่นทำเอาผมไม่อยากจะออกมาเจอกับอากาศอันอบอ้าวที่ด้านนอกเลย แต่ถ้ามัวโอ้เอ้เอ้อระเหยลอยชายอยู่ที่นี่ วันทั้งวันคงชมพระราชวังฯ ไม่ทั่วแน่ เลยจำต้องออกมาแล้วเดินเลาะไปตามทางด้านขวาของพระที่นั่งเพื่อไปด้านข้าง ด้านนี้จะมีเรือนแพอยู่ในสระน้ำด้วย แล้วเลี้ยวขวาอีกทีเพื่อเดินเลียบสระน้ำไปออกยังวงเวียนด้านหน้าของ “ประตูเทวราชครรไล” ซึ่งจะเป็นจุดที่ผ่านเข้าสู่พระตำหนักส่วนใน


บริเวณวงเวียนอันเป็นจุดเริ่มต้นเข้าสู่เขตพระราชฐานชั้นใน

 
“ประตูเทวราชครรไล” ../ “พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร” ..

จากที่เราออกมาจากทางเดินด้านข้างนั้น ถ้าเราเลี้ยวขวาผ่านสวนหย่อมริมสระน้ำก็จะไปสู่ทางออกย้อนกลับไปที่แยกกระโจมแตรในตอนแรกนั่นแหละ หากเราตรงข้ามวงเวียนไปก็จะไปสู่พระตำหนักของเจ้านายฝ่ายใน แต่ผมจะเดินไปทางซ้ายก่อนเพื่อจะได้เข้าชมพระที่นั่งต่างๆ ทางด้านนี้ก่อน เพราะสุดท้ายแล้วเราก็ต้องเดินวนมาออกที่วงเวียนนี้อีกทีจากทิศทางตรงหน้านั่นเอง

เอาล่ะมาตามไปดูพร้อมๆ กันเลยครับว่าเขตพระราชฐานชั้นในจะมีอะไรให้ชมกันบ้าง

เมื่อเลี้ยวซ้ายมาแล้วก็จะพบกับ “พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร” อยู่ทางขวามือ ส่วนฝั่งตรงข้ามด้านซ้ายก็จะเป็นอาคารเรือนไม้แบบเข้ากับยุคสมัยนั้น เป็นสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มคลายร้อน นั่งพักผ่อนให้หายเหนื่อยกันก่อนได้ที่นี่ เมื่อหายเหนื่อยหายเพลียจากการเสียน้ำกันแล้วก็เริ่มออกเดินกันต่อดีกว่า

เดินไปตามทางจะผ่านสวนหย่อมที่จัดไว้อย่างสวยงามจนไปถึงทางแยกอีกที จากตรงนี้เลี้ยวซ้ายจะไปสู่ห้องน้ำที่ผมได้ไปทดลองใช้มาแล้ว ล้างหน้าล้างตาช่วยคลายร้อนไปได้เยอะเลย ในห้องน้ำติดแอร์เย็นฉ่ำชื่นใจ สะอาดมาก ไร้กลิ่นไม่พึงประสงค์ใดๆ ทั้งสิ้น คงเพราะได้รับการดูแลใส่ใจเป็นอย่างดี บรรยากาศด้านหน้าห้องน้ำนั้นเป็นอะไรอยากจะบอกว่าร่มรื่นมากๆ น่ามานั่งเล่นจริงๆ เสียแต่ว่าที่นั่งพักด้านหน้ามีน้อยไปสักนิด ไม่อย่างนั้นจะนั่งเล่นให้เย็นใจเพราะเป็นสถานที่ที่ดูร่มรื่นที่สุดเท่าที่พบในตอนนี้เลย

เมื่อเสร็จภารกิจลดความร้อนในร่างกายกันเป็นที่เรียบร้อย เก็บคืนความสดชื่นได้อีกครั้งก็พร้อมจะลุยกันต่อ ออกจากห้องน้ำก็เดินกลับสู่ทางแยกเดิมให้เดินตรงไปเลยครับเพราะถ้าเลี้ยวขวาก็จะกลับไปทางเดิมที่เราเพิ่งผ่านมา พอเดินตรงไปก็จะเข้าสู่อาณาบริเวณของ “พระที่นั่งเวหาศจำรูญ” พระที่นั่งที่สร้างในแบบสถาปัตยกรรมจีนจะอยู่ด้านซ้ายมือ ใครที่อยากจะขึ้นไปชมบนพระที่นั่งฯ ก็สามารถทำได้แต่ผมไม่ได้ขึ้นไปหรอก อาศัยเก็บภาพรอบๆ พระที่นั่งฯ ไว้ก่อนแค่นั้น


“พระที่นั่งเวหาศจำรูญ” สุดยอดสถาปัตยกรรม การผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมจากต่างชา-ติ พันธุ์ ..


ด้านข้างของพระที่นั่งเวหาศจำรูญ ../ อีกด้านจะเป็นทางเดินข้ามสะพานเพื่อไปยัง “หอวิฑูรทัศนา” ที่ตั้งอยู่กลางสระน้ำ

ส่วนถ้ามองมาทางด้านขวาก็จะเห็น “หอวิฑูรทัศนา” ตั้งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่กลางสระน้ำใหญ่โดยจะมีสะพานให้ข้ามไปได้จากบริเวณของพระที่นั่งเวหาศจำรูญนั่นเอง เดินข้ามไปขึ้นหอวิฑูรทัศนากันครับ เดินขึ้นบันไดเวียนเพื่อขึ้นไปสู่ชั้นบน(เกือบสุด) จะสามารถมองเห็นบรรยากาศโดยรอบของเขตพระราชฐานส่วนในได้เกือบทั่วถึง อากาศด้านบนค่อนข้างเย็นสบาย ลมพัดโกรกตลอดเวลาช่วยบรรเทาให้หายคลายร้อนไปได้เยอะทีเดียว ผมก็ยืนชื่นชมซึมซับบรรยากาศโดยรอบอยู่นานเลย จนกระทั่งมีนักท่องเที่ยวชาวเอเชียกลุ่มใหม่เริ่มเดินขึ้นมาผมเลยสละพื้นที่ให้ชาวต่างชาติได้มาชื่นชมความวิจิตรตระการตาและประวัติอันน่าหลงใหลของไทยในยุคเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วกันบ้าง


ขอบโค้งแบบฝรั่งกับอาคารทรงกลม ../ พร้อมบันไดเวียนให้เดินขึ้นไปชมบรรยากาศด้านบน แต่ไม่ให้ขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุดนะ เพราะอาคารเก่าแก่เป็นร้อยปีอาจมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยได้ เลยให้ขึ้นไปได้แค่เท่าที่ยังปลอดภัยอยู่ ../ กรอบหน้าต่างแบบโค้งอีกเช่นกัน ..


มองเห็นพระที่นั่งเวหาศจำรูญจากมุมสูง งดงามอ่อนช้อยด้วยโค้งหลังคาแบบจีน ศิลปะตะวันออกนี่ช่างมีเสน่ห์จริงๆ

ลงมาจากหอวิฑูรทัศนา ก็เดินข้ามสะพานออกมาอีกทางเพื่อเข้าสู่ส่วนของพระตำหนักของเจ้านายฝ่ายใน โดยก่อนที่จะไปถึงตรงนั้นเราจะต้องผ่านด้านข้างอีกด้านของพระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร โดยจะมีทางแยกไปทางขวาให้เราเดินออกไปยังทางที่เราเพิ่งเดินเข้ามา แต่ถ้าเราไปทางซ้ายก็จะเลียบไปทางด้านหลังของพระที่นั่งอุทยานฯ แล้วเลี้ยวซ้ายอีกทีเพื่อข้ามสะพานไปสู่เขตพระตำหนักฝ่ายใน โดยที่สุดปลายสะพานจะพบกับ “อนุสาวรีย์ราชานุสรณ์” และ “อนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์” ให้เดินเลี้ยวซ้ายไปจะพบทางแยกทางซ้ายเดินไปอีกไกลจะพบพระตำหนักของเจ้านายฝ่ายในเรียงรายต่อเนื่องกันไปจนสุดทาง


ด้านข้างของพระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร ../ “อนุสาวรีย์ราชานุสรณ์”/ “อนุสสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์”


เดินตรงไปทางซ้ายก็จะพบเห็นตำหนังของเจ้านายฝ่ายในตั้งเรียบรายกันไปห่างๆ ตลอดทางเดินนี้ / ตำหนักของพระองค์ใดก็ต้องลองไปชมกันดีกว่าครับ ..


ข้ามสะพานกลับมาอีกที ยืนกลางสะพานมองทางขวาก็จะเห็นหอวิฑูรทัศนากับพระที่นั่งเวหาศจำรูญตั้งเรียงเคียงกัน

เดินข้ามสะพานกลับมาบริเวณกลางสะพาน หันมองทางขวาก็จะเห็นหอวิฑูรทัศนาและพระที่นั่งเวหาศจำรูญตั้งอยู่เรียงเคียงกันได้มุมที่สวยงามพอดี พอข้ามกลับมาจนสุดแล้วเดินไปทางซ้ายลัดเลาะเลียบด้านข้างของพระที่นั่งอุทยานฯ ที่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ก็จะไปออกที่วงเวียนอันเป็นจุดเริ่มต้นของเขตพระราชฐานชั้นใน ก็ของแถวๆ ประตูเทวราชครรไลนั่นเอง คราวนี้เราก็จะเลี้ยวซ้ายเดินผ่านสวนหย่อม หากมองไปทางขวาก็จะเห็นพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพอาสน์ในอีกด้านหนึ่ง เดินต่อไปตามทางก็จะไปบรรจบกับสามแยกกระโจมแตรในตอนแรกนั่นเอง หากเดินตรงไปทางซ้ายก็จะออกไปด้านหน้าตรงที่เราซื้อบัตรเข้าชมนั่นแหละ


อีกด้านหนึ่งของพระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร ../ ป้ายบอกทางไปพระตำหนักของเจ้านายฝ่ายในหลายๆ พระงค์ อันเป็นเขตพระราชฐานชั้นในนั่นเอง


เดินออกมาอีกทาง ผ่านสวนหย่อมที่จัดไว้อย่างสวยงาม มองไปกลางน้ำก็จะเห็นพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ สังเกตุให้ดี ตรงกลางของพระที่นั่งฯ จะประดิษฐานพระบรมรูปของรัชกาลที่ 5 เอาไว้ด้วย

แต่เรายังไม่ออกทางนี้หรอก เพราะเราจะพากันเดินข้ามสะพานอีกรอบแล้วเลี้ยวซ้ายกันบ้าง จะเป็นทางเดินเลียบสระน้ำใหญ่ที่มีน้ำพุ เส้นทางนี้มีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นตลอดทางเดิน เพื่อที่เราจะไปชม “สภาคารราชประยูร” กันแบบใกล้ชิดเห็นกันแบบชัดๆ แล้วเดินต่อไปตามทางก็จะพบกับ “ตำหนักกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์” อยู่จนเกือบจะสุดทางเดินแล้ว


เด็กที่ไหนมาเททราบเล่นนะเนี่ย ../ ข้ามสะพานมาอีกทีแล้วเลี้ยวซ้ายจะเป็นทางเดินเลียบสระน้ำใหญ่ ตรงนี้ก็น่าจะเป็นถนนพระนารายน์เช่นกัน เพราะถ้าเลี้ยวขวาก็จะกลับไปที่พระที่นั่งวโรภาษพิมาน ../ พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนๆ ก็งดงามไร้ที่เปรียบจริงๆ


สระน้ำใหญ่ มีน้ำพุที่เปิดตลอดเวลา ช่วยบรรเทาความร้อนอบอ้าวของอากาศในบริเวณพระราชวังฯ ไปได้เยอะเลยทีเดียว ..


“สภาคาร ราชประยูร” เดินชมได้ใกล้ๆ เลยนะ ..


“ตำหนักกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์”/ โรงจอดและซ่อมบำรุงรถกอล์ฟ ..

จากทางเดินนี้ถ้ามองด้านขวานอกจากจะเห็นพระที่นั่งและตำหนักฯ แล้ว มองเลยไปด้านหลังจะเห็นเป็นแม่น้ำ ที่ฝั่งตรงข้ามกับพระราชวังโดยข้ามแม่น้ำไปก็จะเป็น “วัดนิเวศธรรมประวัติ” ที่มีโบสถ์ที่สร้างแบบคริสต์แต่ประดิษฐานพระพุทธรูปเป็นการหลอมรวมทางวัฒนธรรมได้อย่างกลมกลืนอย่างแท้จริง แต่ไม่มีทางให้ข้ามไปจากในพระราชวังหรอกนะ ต้องออกไปด้านนอกตรงแถวๆ บริเวณที่เราจอดรถนั่นแหละ(มั๊ง .. เพราะผมก็ไม่ได้ข้ามไปที่วัดเหมือนกัน)

กลับมาเดินๆๆๆ กันต่อดีกว่า ก็ปรากฎว่าหมดแล้วเพราะสุดทางเดินเมื่อสักครู่ก็จะสุดสระน้ำพอดี แล้วเลี้ยวซ้ายก็จะได้พบกับโรงจอดและซ่อมบำรุงรถกอล์ฟอยู่ทางขวามือ กับที่ริมสระน้ำก็มีที่ให้นั่งพักกันอีกด้วยเผื่อใครเหนื่อยก็นั่งก่อนได้ มองตรงไปจะพบประตูทางออก(ของเจ้าหน้าที่) ส่วนเราก็ต้องเดินผ่านป้อมรักษาการณ์ไปทางซ้ายเพื่อไปออกตรงทางที่เราเข้ามานั่นแหละ

แต่ไม่ใช่จะเลี้ยวขวาออกไปกันได้ง่ายๆ นะ ต้องไปออกตรงข้าง Currency Exchange ของธนาคารไทยพาณิชย์ โดยเดินขึ้นบันไดแล้วเลี้ยวซ้ายผ่านเข้าไปตูไปยังร้านจำหน่ายของที่ระลึก ด้านในติดแอร์เย็นสบาย มีร้านกาแฟอยู่ด้วย มานั่งพักดื่มกินกันให้สดชื่นอีกครั้งได้ที่นี่ เข้าห้องน้ำห้องท่า ล้างหน้าล้างตาชำระคราบเหงื่อไคลออกไปบ้าง เมื่อได้ของที่ระลึกที่ถูกตาต้องใจกันแล้วก็ได้เวลาร่ำลาพระราชวังบางปะอินเพื่อเดินทางกลับบ้านกันเสียที


เดินเลียบสระน้ำมาทางซ้ายมือผ่านป้อมรักษาการณ์จะมาเจอกับทางที่เราเข้ามาพอดี ทางออกอยู่ข้างๆ Currency Exchange ของธนาคารไทยพาณิชย์ เข้าไปก็จะเป็นร้านของของที่ระลึก ..

เดินออกมาทางประตูเดิมที่เราเข้ามานั่นเอง กลับไปที่ลานจอดรถที่เวลานี้คงจะร้อนสุดๆ อะไรที่ถูกอบอยู่ในรถก็คงจะสุกได้ที่แล้ว กินกันได้พอดีแหละ รีบสตาร์ทรถเปิดแอร์ เปิดกระจกระบายความร้อนในรถออกไปบ้าง เพราะเบาะนั่งร้อนมากเกินกว่าจะทนนั่งไปได้ในเวลานี้ เมื่อทุกอย่างโอเคแล้วก็ได้เวลาเดินทางกลับในเวลาประมาณบ่ายสามโมงนิดหน่อย


ป้ายชื่อของพระราชวังฯ พร้อมบอกกำหนดเวลาเปิด-ปิดอย่างชัดเจน ใครจะมาดูให้ดีจะได้ไม่ต้องมาเสียเที่ยวเปล่าๆ

ขับออกมาได้นิดเดียว จากท้องฟ้าที่แดดแรงๆ เมื่อสักครู่ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นขมุกขมัว เมฆดำทะมึนเริ่มก่อตัวปกคลุมท้องฟ้าของอำเภอบางปะอินไปจนถ้วนทั่ว ออกมาได้ยังไม่ถึง 15 นาทีเลย ฝนก็ตกลงมาอย่างหนักแบบไม่ลืมหูลืมตา ยิ่งไม่ค่อยคุ้นเส้นทางอยู่แล้วด้วยเลยต้องค่อยๆ คลำทางกลับ โดยขับไปตามป้ายบอกทางกระทั่งมาเข้าถนนวงแหวนตะวันออกจนได้ ฝนก็หยุดตกไปซะเฉยๆ เหลือทิ้งไว้เพียงแค่ถนนเปียกๆ ที่มีน้ำขังเฉอะแฉะเป็นหย่อมๆ ให้รถมันเลอะเทอะเล่นซะงั้น


ฝนตกอีกจนได้ .. ตกๆ หยุดๆ ไปตลอดทางนั่นแหละ ..

แต่ทว่าท้องฟ้าก็คงยังอึมครึม ปกคลุมครึ้มไปด้วยเมฆสีเทา แล้วก็ยังคงมีฝนตกลงมาประปรายเป็นช่วงๆ ตลอดเส้นทาง จนกระทั่งเริ่มขับผ่านเลยด่านเก็บค่าผ่านทางธัญบุรีมาได้ ถึงจะเริ่มเห็นแสงทองของดวงอาทิตย์ที่เผยแดดอ่อนๆ อันอบอุ่นเป็นเส้นสายสวยงามเล็ดลอดผ่านก้อนเมฆรูปทรงแปลกตาออกมาจากทางทิศตะวันตก เปล่งประกายตัดกับคลังน้ำมันที่ตั้งสูงเด่นอยู่ริมขอบฟ้าของถนนวงแหวนตะวันออก เป็นภาพที่สวยงามจับใจเกินกว่าที่จะสามารถอรรถาธิบายถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดให้เห็นภาพได้ชัดเจนทั้งหมดไปได้


บริเวณคลังน้ำมันลำลูกกา .. ขาดไม่ได้เลยนะที่นี่ ..

แต่ผมก็ไม่ได้จอดรถเพื่อเก็บภาพเหล่านั้นหรอกนะ เพราะก็มีให้เห็นแค่แว่บเดียวเอง ครั้นพอจะหยิบกล้องตัวเล็กขึ้นมาถ่ายแสงก็พลันหายหมดไปสิ้นเลยได้แต่ภาพคลังน้ำมันเฉยๆ อีกทั้งตั้งใจจะรีบกลับให้ถึงบ้านก่อนที่การจารจรในเมืองหลวงจะเริ่มติดขัดขึ้นอีกครั้งในเวลาหลังเลิกงานตอนเย็น อันจะเป็นเหตุทำให้เราต้องเพิ่มเวลาในการเดินทางขึ้นจากเดิมอีกเป็นชั่วโมงนั่นเอง เป็นอันว่าทริปขับรถเล่นในครั้งนี้ ก็จบลงด้วยการเดินทางกลับถึงบ้านโดยปลอดภัยในเวลาประมาณ 16:40 น.

กับระยะทางไป-กลับประมาณ 120 กิโลเมตรค่าน้ำมันประมาณไม่เกิน 200 บาท, ค่าธรรมเนียมผ่านทางของด่านธัญบุรีไป-กลับ 60 บาท, ค่าบัตร+ค่าจอดรถอีกอีก 50 บาท ซื้อกาแฟกินอีก 2 แก้วก็ประมาณ 80 บาท ค่าของที่ระลึกไม่ต้องเสียเพราะผมไม่ใช่คนชอบช็อปปิ้งอยู่แล้ว สะระตะแล้วรวมทั้งสิ้นก็ 390 บาทเท่านั้น ใกล้ๆ แค่นี้ ขับสบายๆ เพลินๆ เป็นส่วนตัวไม่ต้องนั่งเบียดกับใครๆ ก็ไปเที่ยวได้แล้วด้วยค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงมาก แนะนำเชิญชวนให้ออกไปเที่ยวกันนะครับ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยวหัวใจใหม่ให้เข้มแข็ง รักษ์หวงแหนชื่นชมและคงรักษาไว้ซึ่งความภาคภูมิใจในภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยิ่งใหญ่ของชนชาติไทยของเรา

ขอบคุณครับ

 

ชมภาพเพิ่มเติมที่ http://seesod.com/albums/view/index/IJnl47XKTV1348253553
ไปชมเรื่องราวทริปนี้ใน Forum ได้ที่ http://takeaphoto.netau.net/index.php/topic,103.0.html

 

เขียนเมื่อ : วันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2555 เวลา 22:12 น. GMT+7 TH
ผู้เขียน : Tombass

ออกมาถ่ายดอกบัวหน้าบ้าน .. แล้วสักวันฉันจะลองดู ..

 

โพสนี้เป็นการเอาน้อง D5000 ไปยืดเส้นยืดสาย หลังจากไม่ได้ไปไหนกันซะนานเพราะมีภารกิจตลอดไม่ได้มีช่วงว่างๆ ให้พากันไปออกกำลังชัตเตอร์กันเลย กอรปกับช่วงที่ผ่านมาก็มีพายุถาโถมเข้ามาหลายต่อหลายลูก พร้อมกับนำพาเอาสายฝนตกหนักมาเยี่ยมเยือนให้หนาวอกหวั่นใจเล่น กลัวว่าจะเป็นเหมือนปีที่แล้วที่ต้องพากันหนีน้ำกันจ้าละหวั่นกันทั่วทั้งเมืองกรุงฯ หลายจังหวัดในภาคกลางของเราต่างต้องระทมช้ำ กับน้องน้ำที่มาขอผ่านกลางกรุงเพื่อไปลงทะเลที่ปากอ่าวไทย

เอ้า .. พูดมาตั้งเยอะแยะยังไม่เกี่ยวกับโพสวันนี้เลย  ก็ขออารัมภบทให้โพสนี้มันยาวๆ เล่นไปซะหยั่งงั้นเอง ก็มันยังกลัวอยู่นี่นา มาเข้าเรื่องกันดีกว่า

 

หลังจากอยู่โยงกับบ้านเป็นเด็กดีเพราะไม่มีปัญญาจะออกไปไหนต้องติดฝนทนมานานหลายเดือน ก็รู้สึกว่าร่างกายเกิดความต้องการไปเที่ยวอย่างมาก แต่ยังติดอยู่ที่ว่าฝนยังไม่เว้นช่วงซักไหร่ เลยต้องหาวิธีการบำบัดเพื่อบรรเทาอาการ need ให้เบาบางลงไปบ้าง ไปไหนไม่ได้ก็ออกไปเดินหน้าบ้านนี่แหละ(ว๊ะ) ออกไปรดน้ำต้นไม้หน้าบ้านอยู่ทุกวัน เห็นดอกบัวบานอยู่ทุกเช้า ไฉนจึงได้มองข้ามผ่านไปได้ล่ะเนี่ยเรา ดอกไม้เป็นสิ่งที่สวยงามอยู่ในตัวเอง สีสันเย้ายวนชวนให้หยิบกล้องออกไปถ่ายภาพสวยๆ ของเหล่าดอกบัวน้อยที่ชูช่อระหงขึ้นมารับแสงแดดอันอบอุ่นของวันดีๆ ที่ไม่ได้มีบ่อยนักในช่วงนี้

ว่าแล้วก็พลันรีบขึ้นไปหยิบน้อง D5000 ตัวเก่งคู่มือคู่ใจที่ร่วมทุกข์สุขกันมาร่วม 3-4 ปี ไปทุกที่ทุกทริปมาด้วยกัน ไม่เคยทำให้ผิดหวัง ไม่เคยงอแงหรือตายกลางอากาศแต่อย่างใด กลับมาต่อกันเถอะ เดี๋ยวจะออกนอกเรื่องกันไปไกลซะอีก .. พากันลงมาแล้วตรงดิ่งไปที่หน้าบ้านโดยด่วนก่อนที่แดดแรงๆ จะมลายหายกลายเป็นเมฆฝนครึ้มไปซะอีก รีบๆ กดๆๆๆๆๆ ชัตเตอร์ให้ได้มากที่สุด(ทั้งที่มีอยู่ไม่กี่ดอกเท่านั้นแหละ..555+)

ถ่ายดอกบัวคราวนี้ เน้นที่ Close-up ซะมากกว่า ตั้งใจจะลองถ่ายใกล้ๆ ดูบ้าง เพราะปกติก็จะเน้นไปทางถ่ายภาพวิวซะมากกว่าเพื่อนำมาประกอบเรื่องราวในบล็อค การถ่ายภาพคนหรือภาพระยะใกล้นั้นยอบรับโดยดีว่ามีโอกาสได้ถ่ายน้อยมาก การเขียนบล็อคท่องเที่ยวเนี่ย ก็จะเน้นการเก็บภาพบรรยากาศกว้างๆ เพื่อให้ได้เห็นถึงความสวยงามแปลกตาของสถานที่ต่างๆ ที่ไปเที่ยวมาซะมากกว่า ภาพคนก็ไม่ค่อยได้ถ่ายเพราะนายแบบกิติมศักดิ์ก็ถือกล้องไปตะลุยถ่ายรูปนี่โน่นนั่นเหมือนกันเลยไม่ค่อยจะมีเวลามาเป็นแบบให้ บางทีทั้งทริปไปด้วยกันแท้ๆ กลับมีแต่ภาพวิวสถานที่เที่ยวนั้นๆ หารูปเราทั้งคู่กันแทบจะไม่เห็นเลย ต่างคนก็ต่างไปถ่ายมุมที่ชอบของแต่ละคน เอาไว้คราวหน้าต้องจับมาถ่ายรูปคู่กันแบบพ่อลูกเก็บไว้เป็นที่ระลึกบ้างซะแล้ว

คราวนี้ก็เลยขอลองถ่ายแบบ Close-up ดูบ้าง ก็เป็นไปตามคาดเพราะการถ่ายใกล้ๆ ตัวแบบ เป็นการทำให้ระยะชัดในภาพมีน้อยมากตามไปด้วย การขยับตัวเพียงแค่นิดเดียว(จริงๆ) ก็จะทำให้ตำแหน่งที่เราโฟกัสนั้นเปลี่ยนระนาบไปแล้ว ซึ่งทำให้ถ่ายยากเอาเรื่องจริงๆ หากกล้องตัวไหนที่มีระบบเช็คระยะชัดก็จะช่วยได้ในระดับหนึ่ง เพราะเราสามารถจะกดปุ่มเพื่อหรี่รูรับแสงให้ไปอยู่ตรงค่าที่เราตั้งไว้ และตรวจสอบผลของระยะชัดที่เราต้องการได้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการมืดลงของภาพที่เห็นในวิวไฟน์เดอร์ ซึ่งจะเป็นไปตามขนาดของรูรับแสงที่เราใช้ ก็ต้องหมั่นสังเกตุเอาหน่อยจะชินไปเอง

อีกอย่างนึง ผมต้องขอยอมรับความอดทนของนักถ่ายภาพกลุ่ม Macro/Close-up เลยจริงๆ พับผ่าเถอะ เพราะกว่าจะได้แต่ละภาพนั้นมันแสนจะยากลำบาก ต้องอดทนรอคอยทั้งจังหวะ แสง ลม สภาพอากาศ ฯลฯ ลองนึกดูสิว่า ไปก้มหน้าถ่ายแมลงถ่ายดอกไม้ในทุ่งกว้างท่ามกลางแสงแดดอันร้อนระอุที่ทะลุผ่านเสื้อผ้าอาภรณ์ของเราประหนึ่งจะแผดเผาผิวเราให้มอดไหม้ในบัดดล แล้วยังต้องรอจังหวะลมนิ่งเพื่อให้เจ้าดวงดอกไม้นั้นสั่นไหวน้อยที่สุด หรือรออย่างสงบนิ่งให้เจ้าแมลงตัวนั้นตัวนี้หรือตัวน้อยที่เป็นแบบเข้ามาในตำแหน่งที่ต้องการ ทั้งต้องรอแสงแดดที่เข้าทำมุมที่ถูกต้องอีกด้วยเพื่อให้ได้ภาพที่สวยงามดังที่ตั้งใจไว้ เป็นการปรับตัวโอนอ่อนเข้ากับธรรมชาติอย่างแท้จริง มิน่าล่ะ..นักถ่ายภาพกลุ่มนี้จะตัวดำกันซะเป็นส่วนใหญ่ เพราะต้องตากแดดอย่างยาวนานทั้งวันนี่เอง 555+ นับถือๆๆๆ

ส่วนผมก็คงถ่ายวิว ถ่ายแลนด์สเคปไปเหมือนเดิมแหละ อายุเยอะแล้วสายตาก็ไม่ค่อยดี โอกาสหลุดโฟกัสมีสูงมาก อีกทั้งก้มหน้ากลางแดดนานๆ มีหวังคงเป็นลมเป็นแล้งไปก่อนจะได้ภาพสวยแน่ๆ มันจะพาลไปลำบากเพื่อนฝูงพี่น้องต้องมาปฐมพยาบาลกันซะอีกเปล่าๆ ปลี้ๆ ด้วยประการฉะนี้เลยขอกลับไปถ่ายตามที่ถนัดดีกว่า ได้เข้าหาธรรมชาติเหมือนกัน

แต่สักวันถ้ามีโอกาสอันดี หวังว่าผมคงจะได้มีภาพสวยจากชัตเตอร์กล้องคู่ใจเป็นรูปของเพื่อนตัวน้อยในโลกใบเล็กใบนี้กับเค้าสักครั้ง

 

เขียนเมื่อ : วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ.2555 เวลา 23:58 น. GMT+7 TH
ผู้เขียน : Tombass

นั่งดูรูปตอนไปตรุษจีนปีนี้ .. ขอเขียนถึงย่าหน่อยนะ ..

เมื่อต้นปี (22 ม.ค.2555) ไปไหว้ตรุษจีนที่บ้านต่างจังหวัด (ดำเนินสะดวก, ราชบุรี) ก็ไปรวมญาติกันเหมือนทุกๆ ปีนั่นแหละ ได้เจอหน้าปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา พี่ๆ น้องๆ ที่พร้อมใจกันมาไหว้บรรพบุรุษ พวกเราอยู่กรุงเทพฯ ไกลจากญาติๆ เวลาไปแต่ละทีก็จะต้องมีของกินของฝากให้กลับมากินกันเพียบซะทุกครั้งไป เป็นน้ำใจ, ความเป็นห่วงใยและหวังดีที่มีให้กันอย่างไม่เคยเสื่อมคลายจากญาติพี่น้อง แม้ว่าทุกวันนี้แต่ละคนจะมีลูกๆ หลานๆ โตเป็นหนุ่มเป็นสาวกันไปหมดแล้ว

เดี๋ยวผมจะบรรยายด้วยภาพประกอบเอนทรี่นี้ไปพร้อมๆ กันเลย .. อ่านแล้วอย่างเพิ่งงงกันนะครับ .. 555+

เนื้อเรื่องกับคำบรรยายภาพอาจไม่ค่อยเกี่ยวกันเท่าไหร่ เพราะเดิมทีผมแค่อยากจะเขียนถึงย่าเพราะคิดถึงแค่นั้น แต่พอดูภาพแล้วเลยอยากจะเล่าเรื่องราวเก่าๆ ให้ฟังด้วย เลยเขียนลงไปตรงคำบรรยายภาพแทน ทำไปทำมาปรากฎว่า ตอนนี้คำบรรยายภาพจะเยอะกว่าเนื้อหาไปแล้วเนี่ยะ


บ้านลุงเหลียว (เฉลียว) ลุงของป๊ะป๋า .. อยู่ริมคลอง ยังสามารถใช้การสัญจรทางน้ำกันได้อยู่ด้วย .. แต่ถนนก็ตัดผ่านเข้าถึงรั้วบ้านแล้วล่ะ สะดวกสบายขึ้นเยอะเลย หากเป็นสมัยก่อนถ้าจะเข้ามาบ้านนี้ ก็ต้องเดินเลาะมาตามคันดินริมคลองผ่านมาตามท้องสวนของเพื่อนบ้าน .. หรือไม่ก็ต้องใช้เรือเท่านั้น ..

 
ร่องสวนของบ้านลุงเหลียว ยังคงความเป็นธรรมชาติ ปลูกผลหมากรากไม้อยู่เหมือนเดิม / ลำคลองที่มีอยู่ในสมัยก่อน ก็ไม่ได้หายไปไหน ผู้คนแถวนั้นก็ยังคงใช้สัญจรไปมากันตามปกติ

ถ้าเห็นเสาไฟฟ้าแบบนี้ มีเรือพายอยู่บนหัวเสา .. ก็เป็นอันรู้ได้เลยว่าที่ไหน ..? เมื่อก่อนไม่มีหรอก แค่เสาไม้ผุๆ กับสายไฟเส้นเล็กๆ สองเส้นก็ดีถมไปแล้วสำหรับบ้านสวนแบบนี้ แต่พอตลาดน้ำเป็นที่โด่งดังขึ้นมา เลยเปลี่ยนใหม่ให้ไฉไลกว่าเดิม

ขอเล่าความทรงจำเก่าๆ หน่อยนึงละกัน ..

ภาพของแสงไฟสลัวๆ ดวงเล็กๆ ยามค่ำคืนยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำอยู่เลย เพราะความสว่างจากหลอดกลมแบบไส้ดวงเล็กๆ ที่ให้แสงช่างริบหรี่เหลือทนและรอบๆ ข้างก็มีแต่ร่องสวนดำมืดทะมึนกับต้นมะพร้าวสูงใหญ่ที่ยืนตระหง่านตัดกับท้องฟ้าที่สว่างโพลงไปทั่วด้วยแสงจันทร์ยามค่ำในคืนข้างขึ้นกอรปกับสายลมอ่อนๆ พัดให้ใบพริ้วไหวแกว่งโยกเยกไปมาเกิดเสียงแกรกกรากบาดความรู้สึกเสียเหลือเกิน มองไปมันชวนให้ขวัญผวาจิตใจกระเจิดกระเจิงไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เวลาได้ยินเสียงมะพร้าวหล่นตุ้บลงมา บรื๋อว์ .. หัวใจแทบหยุดเต้น อยากจะกรี๊ดให้ดังๆ แล้วรีบวิ่งไปให้พ้นๆ จากบริเวณนั้น เพราะเหมือนเจ้าต้นมะพร้าวมันจะเปลี่ยนหน้าตาเป็นอย่างอื่นแล้วเดินง่อนแง่นตามเรามาติดๆ .. อ๊ากกกซ์ .. สยอง .. ขนลุกเลยอ่ะ ..) เวลาที่พ่อผมขับรถไปหาย่าแล้วต้องเอารถไปจอดฝากไว้ที่ท่ารถ (ตรงที่เป็นตลาดน้ำนั่นแหละ สมัยก่อนเค้าจะมีข้าวของผลผลิตต่างๆ จากชาวสวนแถวๆ นั้นมาขึ้นที่ท่านี้ จะมีรถสิบล้ออีซูซุหน้ายิ้มของเหล่าพ่อค้าที่มาจอดนอนรอรับซื้อผลผลิตกันที่นี่แหละ ต่อมาภายหลังก็เลยกลายเป็นตลาดน้ำชื่อดังจนทุกวันนี้ ..)

แล้วก็เดินๆๆๆๆ ออกมารอขึ้นรถสองแถวยามค่ำคืนเพื่อไปลงหน้าวัด มันช่างเป็นเวลาที่อึดอัดทรมานใจผมเป็นที่สุดเพราะบังคับใจไม่ให้จินตนาการถึงความน่ากลัวนั้นไม่ได้ ถ้ามาหลายๆ คนก็พอว่าอยู่ แต่ถ้ามาคนเดียวเมื่อไหร่ ผมจะต้องขอเข้าไปนั่งด้านในสุดของรถสองแถว ไม่ยอมนั่งด้านท้ายโดยเด็ดขาด ทั้งที่ประมาณไม่ถึงกิโลก็ถึงหน้าวัดแล้ว

จากนั้นก็เดินข้ามสะพานหน้าวัดโชติฯ เข้าไปตามคลองจนสุดทางเพราะบ้านย่าจะอยู่หลังสุดท้ายปลายคลองก่อนจะเลี้ยวไปบ้านลุงเหลียว สะพานไม้ที่เดินเข้ามาจะสุดแค่กลางคลองแค่นั้น แล้วต้องข้ามสะพานไม้แผ่นเดียวลงมาเดินที่ทางเล็กๆ เอาแผ่นไม้ปูพอเป็นทางไว้ไม่ให้รองเท้าหนังสวยๆ ต้องมาเลอะดินเทอะโคลน เดินเลาะเลียบไปตามริมคลองจนไปสุดที่บ้านย่า และจากนั้นหากใครจะเดินเข้าไปบ้านข้างในก็ต้องเดินไปตามคันดินผ่านร่องสวนไปเรื่อยๆ หากไม่งั้นก็ต้องพายเรือเข้า-ออกแทน

เอ้า .. กลับมาเข้าเนื้อเรื่องกันต่อ ..

จากรุ่นปู่ย่า .. มาถึงรุ่นพ่อแม่ จนมาถึงรุ่นของเราและกำลังผ่านไปสู่รุ่นของลูกหลาน จากรุ่นสู่รุ่นที่มีสายเลือดร่วมกัน แม้จะแบ่งแตกแขนงแยกวงศาคณาญาติออกไปอีกหลายสาย ต่างคนต่างก็มีครอบครัวของตัวเอง แต่อย่างไงเสียก็ยังคงมีบรรพบุรุษร่วมกัน เมื่อถึงวันสำคัญแบบนี้ก็ได้มาเจอกัน ได้ร่วมกินข้าวด้วยกัน พูดคุยไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ ได้เล่าเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่ของแต่ละคนแบ่งปันให้พี่ๆ น้องๆ ได้รับรู้ความเป็นไปล่าสุดของแต่ละคน เพราะทุกคนเนี่ยะเมื่อก่อนก็แก้ผ้ากระโดดน้ำคลองวิ่งเล่นตามร่องสวนตากแดดจนตัวดำมาด้วยกันทั้งนั้น เพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์ไม่ให้มันห่างเหินกันไปตามหมู่เหล่าตระกูลที่เพิ่มเข้ามา


หลังบ้านลุงเหลียวก็ติดคลองอีกเหมือนกัน แถมยังมีทางเดินปูนกว้าง ให้เดินไปมาหาสู่กันได้โดยสะดวก ไม่ต้องไปเดินตามคันดินร่องสวนกันอีกแล้ว เหล่ารถมอเตอร์ไซค์เลยได้อานิสงฆ์มาใช้ทางเส้นนี้วิ่งร่วมกันกับคนเดินเท้าด้วยอีกต่างหาก / คลองนี้เมื่อก่อนเป็นหน้าบ้าน ตอนนี้เป็นข้างบ้านไปแล้ว สมัยเด็กๆ ถ้าไม่เดินมาจากหน้าวัดโชติฯ แล้วเดินเลาะร่องสวนมา ก็พายเรือมาตามตลองนี้แหละ / ถึงมีถนนตัดผ่านพัดพาเอาความเจริญเข้ามาถึงในบ้านสวนแล้ว แต่ชีวิตประจำวันของคนที่นี่ก็ยังคงผูกพันอย่างลึกซึ้งกับแม่น้ำลำคลองเหมือนเช่น 30-40 ปีก่อนโน้นอยู่เช่นเดิม

ในบ้านหนึ่งๆ ก็จะมีอย่างน้อย 2 เชื้อสายแล้วที่เข้ามารวมกัน ซึ่งในแต่ละสายก็จะต้องมีต้นตระกูลของตัวเอง ดังนั้นวันปีใหม่แบบนี้ สำหรับพวกเราอย่างน้อยๆ ก็ต้องไปไหว้กันสองที่แหละ คือไปไหว้ตาทวดของเอแคลร์ที่เป็นทางฝ่ายคุณย่าเอแคลร์ที่นครชัยศรีก่อน แล้วจากนั้นก็เลยไปไหว้ย่าทวดของเอแคลร์ที่เป็นฝ่ายทางคุณปู่เอแคลร์ที่ดำเนินสะดวกต่ออีกที พวกเราเลยต้องออกเดินทางกันแต่เช้ามืดเพื่อไปไหว้ให้ทันทั้งสองที่


พี่น้องรุ่นนี้ 3 คนอายุรวมกันเกิน 180 ปีแล้วเนี่ย .. นี่ยังถ่ายมาไม่ครบนะ .. ยังแข็งแรงกันทุกคน / จุดประทัดให้เสียงดังๆ จะได้มีชื่อเสียงโด่งดังขจรไกล เป็นที่นับถือนิยมชมชอบ (หรือเปล่าก็ไม่รู้ .. อันนี้ผมเดาเอาเองอ่ะ ..)


อิ่มกันแล้ว .. เลยชวนน้องเอแคลร์ไปเดินเล่นย่อยอาหารกันในสวน .. / แดดร้อนนะ .. แต่ไม่อบอ้าว เพราะต้นไม้ใหญ่เยอะแยะ มีร่องสวน มีน้ำ มีคลอง สมัยนี้คงต้องไปเสียเงินเข้าพักแพงๆ ตามรีสอร์ทที่พยายามจัดแต่งขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ลูกค้าได้ซึมซับบรรยากาศแบบนี้ แต่พวกเราโชคดีที่ไม่ต้องซื้อหาแต่อย่างใดเหมือนที่ใครๆ ต่างโหยหากันในปัจจุบัน / ต้นมะพร้าวสูงใหญ่ ทั้งสวนมีหลายต้น อีกหนึ่งในผลผลิตที่ไม่ต้องการดูแลอะไรมากมาย แต่มีให้ขายได้ตลอด

เอแคลร์โชคดีที่ยังโตขึ้นมาทันก่อนย่าทวดจะเสียไป ยังได้อยู่กับย่าทวดจนอายุได้ 4-5 ขวบเลยยังจำย่าทวดได้ ตอนเอแคลร์เกิด ย่าทวดก็ 80 กว่าแล้วแต่ยังแข็งแรงดี ไม่หลงไม่ลืม ยังอ่านหนังสือพิมพ์ได้รู้เรื่อง ยังได้ช่วยเลี้ยงเอแคลร์ตอนเล็กๆ อยู่เลย ตอนนั้นเอแคลร์ยังเพิ่งจะหัดคลาน ย่าทวดยังบอกเลยว่าคลานเร็วจริงๆ ตามไม่ทัน จนย่าทวดมาเสียไปเมื่อซัก 3-4 ปีที่แล้วนี่เอง พอตรุษจีนทีนึงก็ได้กลับไปไหว้ย่าทวดกันพร้อมหน้าพร้อมตาที่ดำเนินฯ ส่วนไปทำบุญกระดูกที่วัดโชติฯ ก็ไปกันทุกปีอยู่แล้ว


บ่ายๆ ก็ลงมานั่งคุย นั่งเล่นที่ศาลาริมน้ำแบบนี้ ที่นี่จะมีศาลาแบบนี้กันแทบทุกบ้านอยู่แล้ว เดี๋ยวๆ ก็มีเรือผ่านมาขายของกินให้ได้ซื้อกินเพลินๆ ทั้งวัน / จะออกไปไหนก็เอาเรือลง แล้วพายไปเองไม่ต้องเปลืองน้ำมัน เด็กบ้านสวนต้องพายเรือกับว่ายน้ำเป็นกันทุกคนอยู่แล้ว จะมีแถมเพิ่มมาก็ปีนต้นมะม่วง ยิงหนังสติ๊ก ดีดลูกหิน ทอยตุ๊กตุ่น ตกปลาและอื่นๆ ก็ตามความถนัดเพิ่มเติมของแต่ละคน


เด็กรุ่นเดียวกับน้องเอแคลร์นี่ยังไม่เคยได้สัมผัสบรรยากาศแบบเด็กชาวสวน ความสนุกแบบบ้านๆ ที่เด็กๆ ไม่ว่าที่ไหนก็เข้าถึงได้อย่างไม่ยากเย็น วิ่งเล่นตะลุยไปตามสวน ปีนต้นไม้ เตะต้นกล้วย จับจักจั่น หน้าน้ำท่วมก็ลงมาวิดปลาไล่จับกันสนุกสนานเลอะเทอะเปรอะเปื้อนโคลนดินกันไปตามประสา ซึมซับกลิ่นอายของวิถีชนบทกล่อมเกลาจิตใจให้อ่อนโยน รู้สึกติดดินใกล้ชิดกับธรรมชาติ ผมถึงพยายามพาน้องเอแคลร์ไปทุกครั้งที่มีโอกาส


เวลาเดินช้า ชีวิตแบบสบายๆ ไม่ต้องเร่งรีบให้ร้อนอกร้อนใจ ไปเก็บเกี่ยวความอบอุ่นในหมู่ญาติพี่น้อง / ปลีกล้วย .. ไม่ได้เห็นมานานแล้ว ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในเมือง อยากกินก็ไปหาในห้าง .. สะดวกซื้อ สบายจ่าย ..

จริงๆ แล้วไม่มีอะไรหรอก แค่พอเห็นรูปตอนไปตรุษจีน ก็เลยคิดถึงย่าทวด (ของเอแคลร์ แต่เป็นย่าของป๊ะป๋าว่ะ) ขึ้นมา ย่าทวดเลี้ยงเด็กในครอบครัวนี้มา 3 รุ่นเลยตั้งแต่รุ่นพ่อของป๊ะป๋า(ลูก) จนมาถึงรุ่นป๊ะป๋า(หลาน) แล้วยังได้เลี้ยงน้องเอแคลร์(เหลน)อีกด้วย

พวกเรายังคิดถึงย่าอยู่เสมอนะครับ ..

 

เขียนเมื่อ : วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ.2555 เวลา 19:05 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass