ได้มาใหม่อีกอันนึงแล้ว .. Kingston 16GB Class10 UltimateX

จริงๆ แล้วไปซื้อมาตั้งแต่กลางเดือนแล้ว แต่ยังไม่ได้เอาไปออกทริปที่ไหน ก็ได้แต่เอามาลองๆ กดถ่ายเล่นๆ เป็นการเทสการ์ดนิดหน่อยแล้วเก็บใส่กล่องจนลืมไปเลย พอวันนี้ statement ของบัตรเครดิตมา ก็เลยนึกออกว่า เออ .. ตรูยังไม่ได้เอาการ์ดตัวใหม่มาอัพลงบล็อคเลยนี่หว่า ก็สบโอกาสถ่ายรูปแล้วอัพไปเก็บไว้บนอินเตอร์เน็ตพร้อมกันไปเลย

ตัวนี้เป็น Kingston ระดับ class10 เหมือนตัวก่อน แต่ก็ไม่รู้หรอกว่าไอ่เจ้า UltimateX 100X เนี่ย มันดีกว่าธรรมดาตรงไหน แต่ที่แน่ๆ ขนาด 16GB class10 ราคาแค่ 700 กว่าบาท ถึงไม่จำเป็นต้องใช้ตอนนี้ ก็น่าจะซื้อเก็บไว้ล่ะ เพราะเท่าที่ไปเดินๆ ดูเล่นๆ ตามห้างใหญ่ๆ หลายๆ ที่ (มันจะพูดซ้ำๆๆๆๆ ทำไมว๊ะเนี่ย..) จากคราวก่อนที่ซื้อ A-DATA ราคา 690 บาทก็ไม่มีราคาแบบนั้นอีกเลย จะเป็นราคาประมาณพันเศษๆ ถูกหน่อยก็เฉียดๆ พันทั้งนั้น ก็มีที่โลตัสบางกะปิที่ไปเจออันนี้แหละ 738 บาท แล้วบังเอิญว่ามีเหลืออยู่บน shelf แค่ตัวเดียวอีกด้วย

ไปยืนตัดสินใจเลือกอยู่นั่นแหละ เพราะเอาเปรียบเทียบกับ 8GB class4 ที่วางอยู่คู่กันแต่เป็นของ Apacer ในเรื่องของราคาแล้วจะต่างกันอยู่ประมาณร้อยนิดๆ ยืนชั่งใจอยู่นานมากจนพนักงานเดินวนเข้ามาดูสองสามรอบแล้ว ก็เลยคิดว่าเอาก็เอาว๊ะ ลองเสี่ยงดูซักตั้ง เพราะเห็นเค้าเล่ากันว่า Kingston ตอนนี้มีของปลอมอยู่ในตลาดเยอะมาก ยังไงก็ประกัน Synnex แหละ มีปัญหาอะไรก็ยังมี Distributor ให้เอาไปเคลมได้ล่ะน่า

เลยตกลงใจเอาตัว 16GB ด้วยประการฉะนี้ รูดบัตรรับของเดินตัวปลิวดันลืมซื้อของที่ต้องมาซื้อซะหยั่งงั้น จริงๆ แล้วตั้งใจว่าจะทยอยซื้อไปเรื่อยๆ ทุกเดือนๆ ถ้าสภาวะการเงินในกระเป๋ายังพอรับไหว เพราะยังไงเสียก็เอาไปใช้แทน flash drive ได้ด้วยอยู่ล่ะน่า

ผ่านมาจนถึงวันนี้แล้ว ก็ยังไม่ได้พาเจ้าการ์ด Kingston ตัวใหม่ไปวอร์มอัพแบบยาวๆ กันเลยซักทริป กับเวลาที่มันมีอยู่อย่างจำกัดเหลือเกิน ต้องรีบเคลียร์งานที่อิรุงตุงนังอยู่ให้เสร็จก่อน ภายในเดือนหน้านี่แหละคงได้ทดลองเจ้า UltimateX เนี่ยว่ามันแตกต่างจากยี่ห้ออื่นยังไง จริงๆ นะจะว่าไปแล้วเนี่ย ผมซื้อมันก็เพราะมันเป็น Kingston แล้วก็ที่แพ็คเกจมันพิมพ์ว่า UltimateX 100X อยู่ เลยเตะตาผมเข้าจังเบ้อเร่อ เพียงแค่นั้นแหละผมก็เสียตังค์ซื้อมันมาทั้งที่ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ามันดีกว่าชาวบ้านเค้าตรงไหนยังไง .. ??? (หลงเชื่อโฆษณาง่ายดายจริงเชียวแฮะ ..)

เอาน่า ซื้อมาแล้ว ของมันไม่บูดไม่เน่าซักหน่อย เก็บไว้ก็ไม่ได้ขึ้นรานี่หว่า ยังไงเสียมันก็ต้องได้ใช้งานเข้าซักวันนึงล่ะ จบแล้วยังไม่มีสาระอะไรเลย ก็แน่ล่ะ เอนทรี่นี้ไม่มีสาระหรอก แค่อยากมาเขียนบอกเฉยๆ ว่าตรูซื้อมาแล้วก็แค่นั้น

 

เขียนเมื่อ : วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2555 เวลา 21:33 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass

Advertisements

5-7 AUG.,2012 – Sightseeing Singapore, The Final ..

| ตอนที่ 1 | ตอนที่ 2 | ตอนที่ 3 | ตอนที่ 4 |

หลังจากขึ้นรถที่มารับ เราสวนทางกับนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่เพิ่งจะมาถึง อย่างที่บอกแหละครับว่ามีแค่กลุ่มเรากับนักท่องเที่ยวระดับสูงวัยชาวเอเชียอีกสองท่านเท่านั้นที่กลับไปกับรถรอบนี้ แล้วก็แวะรับลูกค้าของทัวร์นี้ตามรายทางอีกไม่กี่คน ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีเท่านั้น รถพาเรากลับมาถึงที่ Singapore Flyer มาถึงก็เดินๆ ขึ้นไปชั้นบนเพื่อจะขึ้นไปชมวิวกัน


เดินตามทางบังคับ โดยเค้าจะจัดให้เราได้เดินผ่านส่วนจัดแสดงเรื่องราวต่างๆ ของประเทศสิงคโปร์ ..

จะเป็นทางบังคับให้เดินผ่านส่วนจัดแสดงต่างๆ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศนี้ในแต่ละทศวรรษที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจที่รุดหน้าอย่างรวดเร็ว มีประวัติความเป็นมานับแต่เริ่มก่อร่างสร้างประเทศจนถึงวันนี้ยังไม่ถึง 100 ปีด้วยซ้ำ แต่ความเจริญของเค้ารุดหน้านำประเทศในแถบเดียวกันไปหลายขุม ผมก็เดินดูไปเรื่อยจัดอะไรให้ดูก็ดูไป แต่ความภูมิใจก็ยังอยู่ที่ประเทศไทยของเรา ที่มีเรื่องราวและวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าเป็นประวัติศาสตร์อันเกรียงไกรมานานหลายชั่วอายุคนนัก


จัดได้น่าเดินน่าชม .. แสงสีเสียงแพรวพราว มีลูกเล่น มีสื่อประสมมากมาย ตระการตาเชียวล่ะ ..

เดินขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุด เราก็จะถูกต้อนให้มายืนให้เค้าถ่ายภาพบนฉาก green screen เชื่อว่าตอนที่เราลงมาจะมีภาพของพวกเราที่เค้าเตรียมตัดต่อไว้ใส่ฉากหลังสวยๆ มาเรียกเงินจากกระเป๋าเราแน่ๆ แล้วถึงให้เราเดินผ่านไปเพื่อขึ้น Flyer กัน เราเดินออกมาจาก Flight Lounge เพียงกลุ่มเดียว แล้วตัว Flyer ก็หมุนมาแล้วด้วย จะมีช่วงเวลาสั้นๆ ให้เราเข้าไปข้างในเพราะจะต้องปิดล็อคจากด้านนอกโดยเจ้าหน้าที่เมื่อเลยจุดที่กำหนด นับเป็นโชคดีที่ไม่มีใครเดินออกมาพร้อมพวกเรา ก็เลยทำให้เราได้เป็นเจ้าของ Flyer นี้แต่เพียงกลุ่มเดียว .. 555+


ห้องสุดท้าย .. ก่อนที่จะออกไปขึ้นเจ้าล้อจักรยานยักษ์ ..

ปกติต่อหนึ่งรอบของล้อจักรยานยักษ์จะใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง เราก็มีโอกาสเก็บภาพรอบๆ ทุกทิศทางได้ตามใจ ไม่ต้องแย่งกับใคร จะนั่งจะนอน จะกลิ้งกันยังไงก็ได้ บรรยากาศโดยรอบก็ดูสวยดี กระจกอาจจะมัวๆ ไปนิด ท้องฟ้าอาจจะไม่ค่อยสดใส แต่ก็น่าประทับใจถ้าใครมาเที่ยวก็ควรจะได้มาลองขึ้นกันดูนะ ถ้าเป็นช่วงค่ำๆ น่าจะสวยงามกว่านี้อีก แต่คงต้องแย่งมุมสวยกันน่าดูล่ะ เพราะคงไม่ได้ Flyer ส่วนตัวแบบนี้แน่ๆ


มองเห็น Marina Bay Sand อยู่ใกล้ๆ แล้วก็สะพาน Helix ด้วย


ลานแสดงแสงสีเสียง ที่จะเริ่มการแสดงประมาณทุ่มครึ่ง ..


มองลงมา .. บรื๋อว์ .. สูงแฮะ .. / เหมือนล้อจักรยานยักษ์หรือเปล่า? ลองดูเอาสิ / เดินออกไปทางนี้ก็จะมีร้านขายของที่ระลึก รูปที่เค้าถ่ายเรามาก็จะอยู่ที่นี่แหละ ..

เอาล่ะ .. หมดรอบแล้ว ออกมาก็เดินไปตามทางจะไปโผล่ที่ร้านขายของที่ระลึก นั่นไง .. มีรูปของเราให้เลือกใส่บนฉากหลังหลายแบบตามใจชอบ แต่เราไม่เอาอ่ะ ดูมัน Fake ไปหรือเปล่า? เลยเดินเลือกของฝากแบบอื่นดีกว่า ดูๆ แล้วก็เป็น Souvenir เหมือนที่อื่นทั่วไป ก็จะเป็นพวกโปสการ์ด, แม็กเน็ต, พวงกุญแจ, ปากกา, นาฬิกา, หมวก, สร้อย, เหรียญ, ไวน์, ของกินเล่น ฯลฯ ซึ่งผมไม่นิยมซื้อซะด้วยสิ เลยเลี่ยงออกไปเดินดูรอบๆ ซึ่งชั้นนี้ก็ไม่มีอะไรให้ดูแล้ว


พื้นที่ในนั้นทั้งหมดเป็นของพวกเราแต่ผู้เดียว ไม่ต้องมีเพื่อนร่วมทางอ่ะ ..

จะว่าไป Singapore Flyer เนี่ยะ .. มีดีที่ล้อจักรยานยักษ์ที่พาเราขึ้นไปชมวิวจริงๆ นะ อย่างอื่นก็งั้นๆ แหละ ไม่ค่อยมี activity อย่างอื่นมาล่อตาล่อใจซักเท่าไหร่ เดินลงไปก็เจอกับนิทรรศการภาพถ่ายเรื่องราวของสิงคโปร์ ท่าทางจะสนับสนุนโดย NIKON นะ ภาพสวยๆ ทั้งนั้น เลยได้เห็นอีกมุมมองหนึ่งของเกาะแห่งนี้ที่ถูกถ่ายทอดออกมาจากความรู้สึกของคนที่นี่ จัดได้น่าดูน่าชมมากๆ แล้วที่พื้นยังมีงานศิลป์จากกล่องนมใช้แล้ว ที่เอามาจัดเรียงสร้างเป็นภาพแผนที่ของสิงคโปร์ อันนี้ไอเดียดีมากจริงๆ เป็นการ reuse ขยะมาสร้างเป็นงานศิลป์ ยกนิ้วให้เลย แต่การจัดแสดงและนำเสนอทำได้ไม่น่าสนใจ น่าเสียดายจริงๆ


แผนที่เกาะสิงคโปร์ ที่สร้างสรรค์จากกล่องนม .. ไอเดียดีจริงๆ


หมดรอบลงบันไดเลื่อนมาก็เจอกับนิทรรศการภาพถ่าย จัดโดยค่ายไหนคงไม่ต้องบอก (อิอิ .. ภาพมันฟ้องอยู่ชัดๆ แล้ว ..) ได้เห็นอีกมุมมองของชาวสิงคโปร์ที่มีต่อประเทศของเค้า สวยดีครับ ..

เดินออกมาจากอาคารก็เลยมานั่งกินไอศครีมกัน เป็นการพักให้สองขาได้ผ่อนคลายหลังจากที่เดินกันมาทั้งวัน เห็น Marina Bay Sand Hotel อยู่ฝั่งโน้นเลยตั้งใจว่าจะข้ามไปขึ้นไปดูข้างบนซะหน่อย ผมเลยเดินออกไปที่ถนนเลียบหาดข้างๆ Singapore Flyer นี่แหละเพื่อดูว่ามันจะเดินไปทางไหน ไกลหรือป่าว? แล้วก็เลยพอจะสรุปได้ว่าสมาชิกขี้เกียจเดินและแบตฯ กล้องก็กำลังจะหมดแล้ว ขึ้นไปคงไม่ได้เก็บภาพอะไรอยู่ดี ครั้งนี้เลยไม่ไปดีกว่า คราวหน้าค่อยมาใหม่ก็แล้วกัน เลยตกลงว่าจะไปแค่สะพาน Helix แล้วรอเก็บภาพตอนมืดก็พอ


ร้านไอศครีม .. อร่อยมาก .. สำหรับราคา .. ผมว่าแพงเลยเชียวล่ะ ..


เห็น Super Tree กับ Marina Bay Sand Hotel จากริมแม่น้ำเลย ..


ถนนเลียบริมแม่น้ำไปออกปากอ่าว .. (ไม่ล่มปากอ่าวครับ .. แต่ส่วนมากจะพาออกทะเลอ่ะ .. 555+) / ล้อจักรยานยักษ์ที่เราเพิ่งลงมานั่นแหละ .. / อีกมุมนึง ..

หลังจากเอร็ดอร่อยกับไอศครีม Gelatissimo แล้วก็เริ่มออกเดินไปตามถนนด้านหน้าแล้วข้ามไปสวนสาธารณะบริเวณสะพาน Helix ก็เลยชวนกันสองคนพ่อลูกพาเดินข้ามสะพานไปฝั่งโน้น เพื่อไปดูว่าเค้ามีอะไรกันบ้าง? เป็นการใช้เวลาระหว่างที่รอให้ฟ้ามืดนี่แหละให้เป็นประโยชน์ เดินกลับมาอีกทีฟ้าก็มืดพอดี สะพานและรอบๆ บริเวณก็เปิดไฟให้เก็บภาพได้พอดี แต่โชคไม่ดีที่แบตฯ กล้องที่เหลืออยู่น้อยนิดก็หมดลงโดยสิ้นเชิง ไม่สามารถกดชัตเตอร์ได้อีกต่อไป จึงต้องหันมาพึ่งน้องไอให้ช่วยเก็บบรรยากาศยามค่ำคืนแทน ก็นับว่าน้องไอทำหน้าที่ทดแทนกันได้เป็นอย่างดีเลยล่ะ


เดินมาถึงสวนสาธารณะ / มีผลงานภาพวาดของเยาวชนแสดงอยู่ / นี่ก็เยาวชน (ของผมเอง) เหมือนกัน .. 555+


มองต่างมุม .. นี่ก็เป็นอีกมุมหนึ่ง / ผมเรียกว่าสะพาน DNA มีเหมือนสาย DNA ที่เห็นในช่อง Discovery เลยอ่ะนะ


เดินมาถึงกลางสะพานแล้ว ..

 
แสงแดดอ่อนๆ ยามเย็น .. / เห็นเค้าบอกว่า .. มันคือดอกบัวอ่ะ .. แต่ผมมองเหมือนชามแตกๆ อ่ะ .. 555+


ข้างในเป็นห้าง .. เลยเข้าไปเดินตากแอร์กันซะหน่อย ..


รูปสุดท้ายก่อนแบตฯ กล้องจะหมดเกลี้ยง ..

 
เปรียบเทียบกันระหว่างกล้องของ iPhone4 (ซ้าย) และกล้อง Compact Fuji J10 (ขวา) … สังเกตุได้ว่าน้องไอทำได้ดีไม่แพ้กล้อง compact เลยนะ ..

ถึงเวลาอันสมควรก็พากันกลับโรงแรม แผนการคือเดินไปที่ Esplanade เพื่อไปขึ้นรถ MRT กลับโรงแรม แต่พอไปถึงก็ยังไม่รู้อยู่ดีแหละว่าจะไปขึ้น MRT ได้ที่ตรงไหน เดือดร้อนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยต้องมาอธิบายให้พวกเราฟัง ต้องขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง มิฉะนั้นคงได้เดินหา MRT กันอีกพักใหญ่เลยล่ะ สถานีที่เราต้องไปขึ้น MRT ก็คือ City Hall ไปลงที่ Lavender ได้เลย แวะกินข้าวเย็นกันเสียหน่อย แต่ละคนหิวโซกันมาเลย ที่เดิมครับไม่ต้องหาที่กินให้ไกลไป ชั่วโมงนี้อยากกินๆ ให้อิ่มๆ แล้วเข้าโรงแรมไปอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวกันเต็มที่แล้ว


ไฟที่พื้นสีสวยๆ หน้าสวนสาธารณะ / ไฟด้านหน้า Esplanade ถ่ายไว้ตอนเดินไปสถานี MRT

ก่อนเข้าโรงแรมต้องแวะซื้อน้ำเปล่าซัก 2-3 ขวด ที่ร้าน Old Changee อยู่ระหว่างทางเดินไปโรงแรมขายขวดละ $1 ถูกที่สุดเท่าที่เห็นในย่านนี้แล้วมั๊ง แล้วสมาชิกก็แวะร้านขายของที่ระลึกอีกหน่อยเพื่อซื้อของฝากคนที่บ้าน พรุ่งนี้จะได้ไม่ต้องไปหาซื้อกันที่สนามบินอีก กลับขึ้นโรงแรมเตรียมเก็บกระเป๋าให้เรียบร้อยกันเสียตั้งแต่คืนนี้ ก็เป็นอันหมดโปรแกรมเที่ยวสิงคโปร์สำหรับทริปนี้แล้วล่ะ .. นอนก่อนดีกว่า พรุ่งนี้จะกลับบ้านกันแล้ว ..


แวะซื้อของฝาก กระจุกกระจิก เล็กน้อยๆ .. / ร้านหัวมุมนั่นคนต่อแถวเยอะแยะเลย .. ขายดีจังวุ๊ย ..

ไม่ต้องรีบตื่นเพราะเครื่องออกตั้งบ่ายสองสี่สิบ ตื่นมาเกือบสิบโมงเช้า กินข้าวกินปลาเก็บข้าวของเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรม แล้วขึ้น MRT ไปสนามบิน แวะคืน Tourist Pass ได้เงินคืนมาใบละ $1 เหรียญ นั่ง Sky Train ไปลง T1 เดินผ่านร้านค้าเกิดมีคนอยากได้ของแถมของ M&M เลยต้องซื้อช๊อคโกแล็ตติดไม้ติดมือกลับบ้านอีกอย่าง แล้วก็เข้าไป drop กระเป๋า จากนั้นก็ไปผ่าน Immigration เสร็จพิธีการอย่างรวดเร็ว ยังเหลือเวลาอีกถมเถให้ไปเดินเล่นถ่ายรูปเครื่องบินกันได้ด้วย


นี่แหละครับ .. ของแถมจาก M&M .. มันคือลำโพงครับ ..


ก่อนเกทจะเปิด มานั่งรอเล่นๆ แถวนี้ .. ดูอะไรต่ออะไรไปเรื่อย ..


อืมมมม .. เห็นมาแต่ไกลเลย สีสันสดใสเตะตาอย่างแรง จนต้องเดินเข้ามาดูใกล้ๆ .. / ส่วนนี่คือตู้ไปรษณีย์อัตโนมัติครับ บร๊ะ .. เข้าท่าแฮะอันนี้ เผื่อใครลืมส่ง post card ถึงตัวเอง ก็จัดการได้ที่ตรงนี้เลย .. หน้าตาเหมือนตู้ ATM บ้านเรา ให้บริการส่งจดหมายได้ แต่กดตังค์ไม่ได้นะจ๊ะ .. 555+

14:40 น. ตามเวลาท้องถิ่น AirAsia FD3504 ก็แท็กซี่ออกไปจอดเข้าแถวรอคิว take-off วันที่เรากลับการจราจรของ Changi Intl. Airport ค่อนข้างหนาแน่นมาก มีเครื่องจอดรอขึ้นอยู่หลายลำ มีเครื่องที่บนวนรอ landing ก็เยอะ เรียกได้ว่ามีขึ้น-ลงสลับกันแทบจะทุกนาทีเลยทีเดียว กัปตันแจ้งว่าเครื่องของเราต้องจอดรอประมาณ 20 นาที แต่ถึงเวลาก็ออกบินได้โดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด


เจ้าหางเหลืองโน่นก็จอดรออยู่เหมือนกัน .. / เครื่องขึ้นแล้วจ้า .. / ท้องฟ้าสีสวย แดดแรงดี ..

เครื่องขึ้นแล้ว บังเอิญคราวนี้ผมได้นั่งริมหน้าต่างก็เลยหยิบน้องไอมาถ่ายรูปนี่โน่นนั่นไปได้ซักพัก ก็เริ่มเปลี่ยนตัวเองเพื่อเข้าสู่ Sleep Mode เหมือนเดิม ตื่นมาอีกทีก็เห็นแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงขดเป็นกระเพาะหมูอยู่ข้างล่างพอดี แสดงว่าเรากำลังจะถึงสุวรรณภูมิในอีกไม่นานนี้แล้ว พร้อมกันกับฝนฟ้าที่พร้อมใจกันตกลงมาต้อนรับการกลับบ้านของพวกเรา แต่การ landing ก็ทำได้ไม่มีปัญหาแต่อย่างใดในเวลา 16:00 น.พอดีๆ เครื่อง A320 ของเราก็วิ่งต๊อกๆๆ มาเข้าที่หลุมจอดพร้อมกับมีงวงช้างให้เราเดินเข้าสู่ตัวอาคารโดยสะดวก ผมยังชอบที่จะใช้วิธีเข้าเครื่องสแกนที่ Immigration เช่นเดียวกับขาไป ก็เลยเสร็จก่อนคนอื่น เดินล่วงหน้าไปรอรับกระเป๋าก่อนใคร


แม่น้ำเจ้าพระยา .. / มาถึงสุวรรณภูมิ .. ฝนตกซะงั้น ..

พร้อมเพรียงกันแล้วก็เดินขึ้นมาออกตรงอาคารผู้โดยสารขาออก เพราะให้ที่บ้านมารับตรงนั้น สะดวกดี หาง่ายด้วย ขากลับเลยถือโอกาสแวะกินเชสเตอร์ กริลล์ซะหน่อยเพราะมื้อกลางวันยังตกถึงท้องกันเลย เด็กน้อยของเราก็ออกอาการบ่นว่าหิวแล้ว พวกเราเองก็อยากกินอะไรที่มันเผ็ดๆ ซักหน่อยเหมือนกัน แล้วสุดท้ายก็กลับถึงบ้านโดยปลอดภัยในเวลา 18:30 น. เป็นการปิดทริป Sightseeing Singapore โดยสมบูรณ์ ..

ขอขอบคุณเพื่อนบล็อคทุกท่าน ที่ติดตามรับชมกันมาตั้งแต่ตอนแรกจนมาถึงบรรทัดนี้ พบกันอีกทีในทริปต่อไปครับ

ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ทุกท่าน สวัสดีครับ

 

ไปอ่านรวดเดียวจบใน Forum ที่ลิ้งค์นี้ครับ ..
http://takeaphoto.netau.net/index.php/topic,85.0.html

ส่วนรูปภาพเพิ่มเติมก็ไปตามลิ้งค์นี้ครับ ..

http://seesod.com/albums/view/index/pmvjmeWbl61344584206

ขอบคุณเพื่อนบล็อคทุกท่าน ที่ติดตามรับชมกันตลอดมาครับ ..

 

| ตอนที่ 1 | ตอนที่ 2 | ตอนที่ 3 | ตอนที่ 4 |

 

เขียนเมื่อ : วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ.2555 เวลา 17:21 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass

5-7 AUG.,2012 – Sightseeing Singapore, Part III

| ตอนที่ 1 | ตอนที่ 2 | ตอนที่ 3 | ตอนที่ 4 |


วันนี้ไป City Tour ครับ  .. ซ้ายหรือขวาดีน๊า?

กลับมาอีกแล้วคร๊าบบบพี่น้อง ..

วันนี้ต้องตื่นแต่เช้าแต่ไม่ได้ตั้งปลุกที่น้องไอไว้ ตื่นมาซะ 7 โมงเลย รีบกันตาลีตาเหลือกเพราะรถของ Agent ที่เราซื้อ City Tour เอาไว้จะมารับตอน 8 โมง เลยรีบๆ ล้างหน้าแปรงฟันแล้วลงไปหาอะไรกินกันก่อน ที่ Kopitiam เจ้าเดิมนั่นแหละ ทำเวลาในการกินมื้อเช้าอย่างรวดเร็ว แล้วรีบขึ้นมาจัดการธุระส่วนตัวยามเช้า พร้อมทั้งเตรียมเสบียงและน้ำดื่มให้ครบครัน เพราะวันนี้กว่าจะได้กลับมาถึงที่พักอีกครั้งก็คงได้เวลาอาหารมื้อเย็น (ค่ำ) พอดี

พร้อมแล้ว !! ก่อน 8 โมงด้วยซ้ำ .. แต่รถก็ยังไม่มา แหมมมๆๆ .. ปล่อยให้ตรูรีบซะแทบแย่ ..


โปรโมชั่น $2 ถ้ามีโอกาสคราวหน้าจะลองให้ได้ / ฝั่งตรงข้ามถนนเค้าขายอะไรหว่า?

ระหว่างรอรถก็เลยพากันเดินเล่นรอบๆ ย่านที่พัก ถ่ายรูปนี่โน่นนั่นกันไปเรื่อย เพิ่งเห็นว่าร้านขายข้าวตรงหัวมุม ที่หมายตาไว้ตั้งแต่มาถึงเพราะเห็นราคาแค่  $2/each นั่นเป็นร้านอาหารแบบแขกนี่เอง ที่ทราบก็เพราะว่า เห็นคนขายเป็นผู้หญิงแขกคลุมผ้าอิย๊าปด้วย เสียดายที่ไม่ได้ลองชิมดู เพราะมีหลายคนไม่คุ้นกับกลิ่นรสของอาหารแขก เลยต้องขอผ่าน แต่คราวหน้าถ้ามีโอกาสจะต้องลองชิมเป็นแน่แท้ เรารอรถของ Agent กันนานมาก เดินเข้าเดินออกโรงแรม ไปนั่งรอที่ล็อบบี้กันหลายรอบแล้ว เลยออกมานั่งทายยี่ห้อรถเล่นกันสองคน ลองทายซิว่ารถยี่ห้อไหนเยอะที่สุด?


ยี่ห้ออะไรกันบ้างนะ? ..  

กว่ารถจะมารับไปเข้าไป 8:40 น. ขึ้นรถได้รีบนั่งหน้าก่อนเลย กลัวใครมาบังแล้วมองไม่เห็นบ้านเมืองของเค้า แล้วเค้าก็ขับวนไปรับลูกค้าที่อีกโรงแรมนึง เราเลยได้ครอบครัวแขกอีก 5 คนเป็นเพื่อนร่วมทางไปด้วยกัน เพิ่งจะรู้ว่ารถเค้ามารับเราเพื่อไปส่งที่ Singapore Flyer ที่เป็น office ของ Agent แล้วค่อยไปขึ้นรถสองชั้นเปิดหลังคาพาชมเมืองอีกที


บ้านนอกเข้ากรุง .. นั่งซะหน้าสุดเลย กลัวไม่เห็น .. / พามาที่ Singaapoer Flyer เพื่อขึ้นรถชมเมืองอีกที ..


ออฟฟิศของ Agent ที่เราซื้อ City Tour / ล้อจักรยานยักษ์ .. Singapore Flyer เดี๋ยวบ่ายๆ ค่อยมาขึ้นไปชมวิว ..

ไปถึงก็เห็นล้อจักรยานยักษ์ตั้งเด่นเป็นสง่าท้าแดดลมอยู่ริมถนนเลียบชายหาด ฝั่งตรงข้ามเป็น Marina Bay ที่เราไปดู Super Tree มาเมื่อวานนี่นั่นแหละ ขั้นแรกต้องเข้าไปที่ office ติดต่อชำระค่าทัวร์ให้เรียบร้อยก่อน แล้วเค้าก็จะให้สติกเกอร์มาแปะไว้ที่เสื้อคนละใบเอาไว้ไปแสดงตัวเพื่อขึ้นรถคันไหนก็ได้ของทัวร์นี้

ที่ทัวร์นี้จะมีรถอยู่ 3-4 แบบให้บริการโดยออกเป็นรอบๆ ตามเวลาที่กำหนด วิ่งวนรอบเมืองทั้งวันแต่ละเส้นทางก็เป็นรถแต่ละสี ผมจำไม่ได้แล้วว่าสีไหนวิ่งไปไหนเพราะมองไปทางไหนในก็เหมือนๆ กันไปหมด แบบแรกที่เตะตาก่อนเลยก็จะเป็นครึ่งรถครึ่งเรือ วิ่งๆ ไปแล้วก็ขับลงไปในน้ำกลายเป็นเรือเพื่อล่องชมอ่าวได้ด้วย .. แต่อันนี้เราไม่ได้ขึ้น .. 555+

รอประมาณเก้าโมงครึ่ง เราก็ได้มาขึ้นคันแรกที่เป็นรถสองชั้น ชั้นบนจะไม่มีหลังคาเพื่อให้เราสามารถนั่งชมเมืองได้แบบเต็มๆ ตา ใช้เวลาขับพาเที่ยวอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงละมั๊ง ก็วนกลับมาจอดที่จุดเริ่มต้นแล้ว จากนั้นก็มาเปลี่ยนไปขึ้นคันที่สอง ดูคล้ายๆ จะวิ่งไปอีกทางนึง สายนี้จะวิ่งเข้าไปที่ Singapore Botanic Garden ด้วยนะ แต่ฝนกำลังลงเม็ด เราก็เลยขอผ่านล่ะ ไม่ลงดีกว่ากลัวเปียกอ่ะ สายนี้ก็ใช้เวลาอีกประมาณครึ่งชั่วโมงเหมือนกัน ..

 


เอาเป็นว่ารูปบ้านเมืองของเค้ามันเยอะน่ะ .. ถ้าจะดูเพิ่มคลิ๊กที่ลิ้งค์นี้แล้วกัน ..

แล้วก็กลับมารอรถคันที่สามจะออกเวลาประมาณ 11:30 น.รถสายนี้จะพาเราวิ่งข้ามไปที่เกาะ Sentosa อันเป็นที่ตั้งของ Universal Studio Singapore สวนสนุกยอดฮิตที่ใครมาแล้วไม่ควรพลาดไปดูไปชม จะไม่เข้าไปเล่นก็ได้แต่ควรข้ามไปดูเสียหน่อยนะ เดี๋ยวเค้าจะว่ามาไม่ถึงสิงคโปร์ เค้าจะขับพาเราข้ามสะพานแล้วลงไปชั้นใต้ดินอันเป็น Transport Terminal ของทั้งเกาะ Sentosa โดยจะเป็นทั้งจุดรับ-ส่งนักท่องเที่ยว เป็นทั้งที่จอดรถ ฯลฯ กว้างขวางมากจริงๆ

 
รถขับผ่านสิงโตหางปลาด้วยนะ .. แต่เป็นตัวเล็ก ด้านหลังอีกต่างหาก .. / ข้ามไปเกาะ Sentosa กันดีกว่า

เราก็เลยลงเดินเตร็ดเตร่ที่ Sentosa ซักหน่อยพร้อมๆ กันกับผู้โดยสารทั้งคันก็ลงที่นี่กันหมด รถจะเข้ามารับอีกทีก็รอบบ่ายสองโน่น เท่ากับเรามีเวลาเดินเล่นที่นี่ 2 ชั่วโมงเลย ถ้าใครอยากอยู่ต่อก็มีรอบสี่โมงเย็นอีกรอบนึงด้วย จากจุดรับ-ส่งของรถสายนี้ เดินย้อนผ่าน Agency ทัวร์ต่างๆ ไปขึ้นบันไดเลื่อน ออกมากลับหลังหันก็เจอ landmark ของ USS หมุนเด่นเห็นแต่ไกล สิ่งที่นักท่องเที่ยวทุกคนทำเป็นอย่างแรกเมื่อมาถึงที่นี่คือถ่ายรูปกับลูกโลก Universal ใบนี้กับเสาประตูโค้งนี่แหละ แค่ลูกโลกใบเดียวก็หามุมถ่ายกันซะรอบกันเลย ถัดมาก็เป็นซุ้มจำหน่ายของที่ระลึก สีเหลืองแสบตาจนต้องเดินเข้าไปดู


ลงมาจุดจอดรถและรับ-ส่งนักท่องเที่ยว ที่อยู่ชั้นใมต้ดิน กว้างขวางใหญ่โต ..

 


อีกมุมหนึ่งของลูกโลกหมุน อันเป็นสัญลักษณ์ของ Universal Studio / เสาประตูก็เป็นอีกที่นึงทีใครๆ ก็ต้องมาเก็บภาพกลับไป ..

เดินเข้ามาอีกนิดก็จะพบกับน้ำพุกับสิงโตหางปลาสีสวยสดใสตั้งอยู่ อืมมม .. ที่นี่ใช้ธีมสีได้ดุเดือดเลือดพล่านจริงๆ สีสันแรงได้ใจตรูมั่กๆ เลยไปก็เป็นสวนหย่อมให้นั่งพักกันก่อน ลึกเข้าไปอีกก็เป็นส่วนของร้านค้า ร้านอาหาร พวกเราก็ได้สวนหย่อมนี่แหละนั่งพักเติมพลังด้วยเสบียงแบบเบาๆ ที่เตรียมมารองท้องทั้งขนมปัง, คุ๊กกี้, แครกเกอร์ น้ำ+นม ฯลฯ ที่ผมรับหน้าที่แบกใส่เป้มาจากโรงแรม


สิงโตตัวนี้ สีแรงดีจริ๊งงงงง .. / เอ๊ะ .. ไกลๆ นั่นอะไรอยู่บนหัวเสา ..? / อร๊ายยย .. น้ำลายไหล .. หวานซะ ..

อิ่มแล้วก็เดินเข้าไปล้างมือล้างหน้าเข้าห้องน้ำกันเสียหน่อย แล้วค่อยเดินเล่นต่อ ตั้งใจว่าจะเดินไปแถวๆ Waterfront ซะหน่อยก่อนจะกลับลงไปรอรถ ปรากฎว่ามองไปเห็นอะไรแขวนอยู่เต็มต้นไม้โน่น ผ่านไปถึงรู้ว่าเป็นด้านหน้าของร้าน Candylicious ที่จัดร้านได้น่ากินมาก มีขนมต่างๆ ให้ได้มาถ่ายรูปคู่กันได้ด้วย เด็กๆ เห็นล่ะก็เป็นได้เสียตังค์ทุกราย แต่ด้วยความที่เป็นร้านขายของหวาน เด็กน้อยของเราตัวอ้วนแล้วเลยให้ซื้อได้อันเดียว จำเป็นต้องจำกัดปริมาณของน้ำตาลเพื่อสุขภาพที่ดีในวันข้างหน้า แต่ M&M มันก็อร่อยดีเหมือนกันนะ ..

 
ซุ้มขายของที่ระลึก สีเหลืองแสบตามากมาย .. / ด้านในก็จะเป็นส่วนของร้านค้า .. / กินเสร็จแล้ว .. ก็เข้าห้องน้ำล้างไม้ล้างมือซะหน่อย ..


ร้าน Candylicious .. ถูกใจคนรักของหวานๆ ..

 
ตรงเข้าไปก็จะเป็น Hard Rock Cafe’ / เดินมาดูแถวๆ Waterfront .. บ่ายๆ อย่างนี้ .. ยังไม่มีอะไรให้ดูเลย ..

เลยมาก็จะเห็น Hard Rock Cafe’ ตั้งอยู่ด้านใน เก็บภาพไว้ได้หน่อยนึง แล้วเดินไป Waterfront ตอนบ่ายๆ อย่างนี้ยังไม่มีอะไรก็เลยพากันเดินกลับ สมาชิกอยากแวะซื้อของที่ระลึกซักหน่อย เสร็จแล้วลงไปนั่งรอรถที่ชั้นใต้ดินเพื่อกลับไปที่ Singapore Flyer

แต่เอ๊ะ .. นี่เราก็ลงมารอก่อนบ่ายสองนี่นา รอจนบ่ายสองกว่าแล้วทำไมรถยังไม่มา หรือว่ารถไปก่อนแล้วหรอยังไงกัน??? เห็นรถออกไปหลายคันแล้ว เลยเดินไปดูอีกป้ายหยุดรถที่อยู่ตรงโน้นก็ไม่ใช่รถของเรานี่หว่า .. !?!?

กว่ารถมาถึงที่นี่ประมาณบ่ายสองครึ่ง มีนักท่องเที่ยวคนมาลงที่นี่อีกเต็มคันรถเลย มีมาเที่ยวกันทั้งวันไม่ขาดสายเลยแฮะ กลุ่มของเราก็ขึ้นรถกลับไปพร้อมกับผู้โดยสารร่วมทางอีก 2 คน เราไม่อยากกลับพร้อมๆ กับคนอื่นๆ เพราะเรามีโปรแกรมขึ้น Singapore Flyer ด้วย ไม่อยากไปขึ้นตอนเย็นเพราะคนคงจะเยอะแน่ๆ เลยกลับก่อนชาวบ้านเค้าดีกว่า ไม่ต้องแย่งกับใคร ถ้าโชคดีอาจได้ขึ้น Flyer แบบส่วนตัวโดยไม่มีคนอื่น ..


โมโนเรล เจ้าหนอนน้อยสีม่วง .. / บ๊าย บายก่อนนะ Sentosa สัญญาว่าจะมาอีกแน่ๆ ..

เอนทรีนี้จบลงที่เกาะ Sentosa แล้วกัน เดี๋ยวเอนทรีหน้าจะพาไปขึ้น Singapore Flyer ชมวิวมุมสูงของเกาะสิงคโปร์แล้วเย็นๆ ก็พาเดินไปดูไฟที่สะพาน Helix กัน

พบกันอีกทีในเอนทรีต่อไปครับ

 

ไปอ่านรวดเดียวจบใน Forum ที่ลิ้งค์นี้ครับ ..
http://takeaphoto.netau.net/index.php/topic,85.0.html

ส่วนรูปภาพเพิ่มเติมก็ไปตามลิ้งค์นี้ครับ ..

http://seesod.com/albums/view/index/pmvjmeWbl61344584206

ขอบคุณเพื่อนบล็อคทุกท่าน ที่ติดตามรับชมกันตลอดมาครับ ..

 

| ตอนที่ 1 | ตอนที่ 2 | ตอนที่ 3 | ตอนที่ 4 |

 

เขียนเมื่อ : วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2555 เวลา 13:22 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass

5-7 AUG.,2012 – Sightseeing Singapore, Part II

| ตอนที่ 1 | ตอนที่ 2 | ตอนที่ 3 | ตอนที่ 4 |

เอนทรีก่อนทิ้งท้ายกันที่พาไปสำรวจห้องพัก ขนาดห้องไม่ใหญ่นะครับ ประเทศเค้าขนาดพื้นที่ไม่มากเลยต้องใช้เนื้อที่อย่างประหยัด โดยมากจะสร้างให้สูงๆ เอาไว้ก่อนเพื่อใช้พื้นที่บนอากาศให้ได้มากที่สุด บ้านเมืองเค้าเลยมีแต่ตึกสูงเต็มไปหมด ใครมีบ้านหลังใหญ่พื้นที่เยอะๆ นั่นแหละคนรวยจริง

กลับมาเข้าเรื่องของเรากันบ้าง


หน้าลิฟท์ครับ .. / ทางเดินลงไปสถานี Lavender ..

หลังจากเช็คอินเข้าพักที่ V Hotel กันเป็นที่เรียบร้อย พอจะมีเวลานอนเล่น ล้างเนื้อล้างตัวให้สดชื่นนิดหน่อย เพราะว่าอีกเดี๋ยวเราจะออกไปนั่งรถไฟเล่นรอบเมือง Tourist Pass ของเราจะใช้ได้ถึงแค่เที่ยงคืนเท่านั้น โดยมีจุดหมายที่สถานีปลายทาง Marina Bay แต่ว่า MRT สายสีเขียว (EastWest) ที่ผ่านสถานี Lavender ไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางที่เราต้องการ ต้องไปเปลี่ยนขบวนเป็นสายสีแดง (NorthSouth) ที่สถานีที่เป็น Interchange ซึ่งก็มีอยู่หลายสถานีเช่น City Hall, Raffle, Jurong East ส่วน Interchange สถานีอื่น ก็จะไปต่อกับ Circle Line (สายสีส้ม) หรือ LRT (สีน้ำเงิน) .. ง่า .. แค่นี้ก็ไปเที่ยวได้ทั่วเมืองแล้วคร๊าบบบบ ..


แล้วจะให้ตรูลงทางไหนดีล่ะ ..ฮึ ..? / อ๋อ .. ก็ลงมาที่เดียวกันนั่นแหละ ..


image from http://www.libotero.com/boat-quay-singapore/ 

ส่วนพวกเราก็เลยนั่งรถไฟเล่น ว่าจะไปลงที่ JooKoon อันเป็นสถานีปลายทางของสายสีเขียวที่เรานั่งอยู่นี่แหละ แต่ว่า เอ่อ .. ทำไมมันไกลจัง ใช้เวลานานตั้งเกือบชั่วโมงแล้วก็ยังไม่ถึงซักที เลยเปลี่ยนใจพากันลงที่สถานี Jurong East ดีกว่าจะได้เปลี่ยนขบวนมาขึ้นสายสีแดง (NorthSouth) จากต้นทางแล้วนั่งรถไฟไปรอบเมืองชมบรรยากาศบ้านเมืองของเค้า โดยจะไปลงที่สถานีปลายทาง Marina Bay ได้เลย ก็ดีไปอย่างนะครับ เพราะเราจะได้เห็นการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนด้วย ความนิยมของคนที่นี่ต่อการใช้บริการขนส่งมวลชนสาธารณะมีสูงมากครับ เพราะระบบได้ถูกวางเครือข่ายมาอย่างดี กระจายได้ทั่วถึงทุกจุดบนเกาะสิงคโปร์ มีการเชื่อมต่อถึงกันหมดทั้งระบบ ทั้งรถไฟฟ้าและรถประจำทาง และที่สำคัญตรงเวลามากจริงๆ


สถานี Jurong East ครับ ไปเปลี่ยนขบวน .. / คนยืนรอกันเยอะเลย มีกระจกกั้นครับ เพื่อความปลอดภัย .. ช่องประตูจะเปิด-ปิดอัตโนมัติเวลารถไฟจอดสนิทแล้ว .. / จะไป Marina Bay ก็ทางนี้เลยครับ ..


สถานี Marina Bay ครับ .. เดินๆๆๆ ตามป้ายไปเลยยย .. / สองข้างระหว่างทางเดิน เต็มไปด้วยร้านค้า คนชอบช็อปปิ้งเดินทั้งวันก็ไม่เบื่อ แล้วก็มีแบบนี้อีกหลายที่หลายสถานีเลยครับ ..

เรามาลงที่สถานี Marina Bay แล้วก็พากันเดินๆๆๆ ไปตามป้าย ขึ้นบันไดเลื่อนโผล่ออกมาก็เจอกับตึก Marina Bay Sand Hotel สูงเด่นเป็นสง่าตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ดูตระการตาเป็นยิ่งนัก พื้นที่ตรงนี้ถูกจัดแต่งให้เป็นสวยงามกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไปอีกแห่ง เดินต๊อกๆๆๆๆ ไปตามทาง เห็น Super Tree แต่ไกล ผ่านไปจนถึงริมน้ำก็เจอกับเจ้าแมลงปอโลหะตัวบิ๊กเบิ้มอยู่กลางน้ำ มีบันไดให้นั่งเล่นรอ Super Tree เปิดไฟ ..


โอ้โห .. สูงใหญ่จริงๆ โผล่ขึ้นมาถึงกับตะลึงเลย .. แหงนกันคอตั้งบ่าเลยอ่ะ ..


ค่ำมืดกว่านี้ จะมีคนมายืน-นั่งจับจองพื้นที่ถ่ายรูปกันเต็มไปหมด ตอนที่ผมไปยังไม่มืดเลยหามุมสงบๆ แบบนี้ได้ / Super Tree  กับแมลงปอเหล็ก .. ไม่รู้ว่ามันเข้ากันตรงหนายยยย ..

มีทางเดินไปข้ามสะพานเพื่อเข้าไปที่ Super Tree ด้วยนะ แต่ใครจะข้ามไปก็ต้องมีค่าธรรมเนียมกันหน่อย แล้วจะได้ถ่ายรูป Super Tree แบบใกล้ชิดสนิทแนบ เห็นคนไปเดินกันเยอะเต็มสะพาน ถ่ายไปคงเห็นแต่หัวคนเต็มเฟรมไปหมด ตรูถ่ายตรงนี้ก็ได้ฟร๊ะ แล้วก็เดินไปด้านของถนนดูบ้าง ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ห้องพักต่างๆ บนโรงแรมเริ่มเปิดไฟกันแล้ว เลยหันมาเก็บแสงด้านนี้บ้าง ส่วน Super Tree ก็เปิดไปแล้วเหมือนกันเลยได้มาอีกภาพ


ก่อนสงสุดท้ายของวันจะหมดลง อาคารต่างๆ เริ่มเปิดไฟ .. / ที่ Marina Bay Sand Hotel ก็เช่นกัน .. 


Super Tree เปิดไฟแล้ว แต่ฟ้ายังไม่มืดสนิท เลยได้มาแค่เนี๊ยะ ขาตั้งกล้องก็ลืมไว้ที่โรงแรมอีก .. เฮ้อ ..


แอบเดินมาอีกด้าน .. ทางฝั่งของถนนบ้าง / ใต้สะพานที่ข้ามเข้าไปที่โรงแรม .. / Marina Bay Sand Hotel ประกบคู่กับ Singapore Flyer

ยิ่งมืดคนยิ่งเยอะ ยุงก็เริ่มแยะตามไปด้วย เพราะมีทั้งน้ำทั้งต้นไม้ต้นหญ้า เลยชวนกันกลับดีกว่า เด็กน้อยเริ่มหิวข้าวแล้ว พากันเดินกลับมาขึ้นรถไฟไปลงที่ City Hall แล้วเปลี่ยนขบวนเพื่อกลับมาลงที่ Lavender เพื่อจบรายการวันนี้โดยฝากท้องเอาไว้ที่ร้าน Kopitiam หน้าทางขึ้นจากสถานีนั่นแหละ


KOPITIAM .. สามวันฝากท้องไว้ที่นี่ทุกมื้อ มีให้เลือกหลายร้านตามใจชอบ สะดวกดี อร่อย สะอาดและไม่แพงมาก ถ้าได้มาพักอยู่แถวนี้ก็ขอแนะนำเลย ..

ราคาอาหารคาวหวานก็อยู่ในระดับพอๆ กันคือ 3-5 เหรียญ น้ำก็ 1-2 เหรียญ ขอบอกเมืองนี้น้ำเปล่าราคาแพงมาก ขวดขนาด 500 cc. ราคาต่ำสุดเท่าที่หาได้ในย่านที่เราพักจะอยู่ที่ราคา 1 เหรียญหรือประมาณ 25 บาท (แพงกว่าที่บ้านเราเยอะเลย) ส่วนถ้าคิดจะหาขวดขนาดใหญ่แบบ 1.5 ลิตรอย่างบ้านเรา ผมหาไม่เจอเลยซักร้านเดียวแม้กระทั่งใน 7-11 ก็เถอะ ใครมาทำธุรกิจน้ำเปล่าบรรจุขวดที่นี่ท่าทางจะขายดีเนอะ ..


ปิดท้ายด้วย Night City Scape แล้วกันนะครับ ..

หมดโปรแกรมสำหรับวันแรกแล้ว พักผ่อนกันให้เต็มที่ พรุ่งนี้มี City Tour, Sentosa, Universal Studio Singapore, Singapore Flyer แล้วปิดท้ายที่ Helix Bridge โปรแกรมเที่ยวเต็มทั้งวันแน่ๆ เอนทรีนี้สั้นหน่อยนะครับ ถ้าเขียนยาวมากเดี๋ยวเพื่อนบล็อคจะเบื่อกันซะก่อน

พบกันอีกทีในเอนทรีต่อไปครับ

 

ไปอ่านรวดเดียวจบใน Forum ที่ลิ้งค์นี้ครับ ..
http://takeaphoto.netau.net/index.php/topic,85.0.html

 

ส่วนรูปภาพเพิ่มเติมก็ไปตามลิ้งค์นี้ครับ ..

http://seesod.com/albums/view/index/pmvjmeWbl61344584206

 

ขอบคุณเพื่อนบล็อคทุกท่าน ที่ติดตามรับชมกันตลอดมาครับ ..

 

| ตอนที่ 1 | ตอนที่ 2 | ตอนที่ 3 | ตอนที่ 4 |

 

เขียนเมื่อ : วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ.2555 เวลา 16:10 น. GMT+7 TH
ผู้เขียน : Tombass

5-7 AUG.,2012 – Sightseeing Singapore

| ตอนที่ 1 | ตอนที่ 2 | ตอนที่ 3 | ตอนที่ 4 |

ช่วงนี้พอมีเวลาอยู่บ้าง ต้องรีบเขียน เพิ่งกลับมาได้ไม่นาน ไฟของนักเดินทางยังครุกรุ่นอยู่ในกาย หากปล่อยให้เนิ่นช้านานไป ความขี้เกียจเริ่มย่างกรายเข้ามาเกาะกุมร่างกายให้ขนหนาปกคลุมทั่วทั้งตัวเมื่อไหร่ละก็ รอไปยาวๆ เลยกว่าจะได้เขียน จากทริปสดๆ ก็เลยกลายเป็นทริปดองเค็มไปซะงั้น เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา มาเริ่มกันเลยดีกว่า ..

ทริปนี้วางแพลนกันมาข้ามปี จากโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบินราคาถูกของหางแดง ที่เป็นคู่ตุนาหงันของเหล่าชนชั้นกลางทั่วไป ในสโลแกนที่ว่า “ใครๆ ก็บินได้ ..” ก็เลยทำให้เราได้บินกันในทริปนี้ เป็นการเที่ยวฉลองวันแม่ไปในตัว อีกอย่างเป็น ช่วง long weekend ด้วยจากวันอาสาฬหบูชาต่อกับวันเข้าพรรษา เลยคิดว่าถ้าพวกเราไปกันตั้งแต่วันพฤหัสฯ ที่เค้าเริ่มหยุดงานกัน ก็มีหวังทริปสิงคโปร์ของตรูคงกลายเป็นเดินเที่ยวตลาดนัดกลายๆ เพราะคงจะเต็มไปด้วยคนไทยเรานี่แหละที่พากันแห่ไปช๊อปปิ้งเต็มเมือง


images from http://www.airasia.com/th/th/home.page

เลยเลี่ยงไปเดินทางในวันที่เค้ากลับกันดีกว่า ไม่ต้องไปแย่งที่กินที่เที่ยวกับใครต่อใครด้วย ก็เลยมาออกเดินทางกันในวันอาทิตย์ด้วยประการฉะนี้ ขนาดวันอาทิตย์นะ ไฟลท์เช้าด้วย ที่นั่งก็ยังเกือบเต็มแทบทุกที่อยู่ดี แหมๆๆๆ .. ขายดีอย่างนี้นี่เอง มิน่าล่ะถึงได้ออกโปรโมชั่นราคาถูกๆ เพื่อเป็นการคืนกำไรให้ลูกค้า มาล่อให้พวกเราเสียตังค์ซื้ออยู่บ่อยๆ พวกเราก็เลยสนับสนุนไปรอบละไฟลท์สองไฟลท์ ปีนึงๆ ก็ปาเข้าไปหลายไฟลท์แล้วว่ะเนี่ยะ กระเป๋าแบนแฟนทิ้งไปตามๆ กัน 555+

โม้เยอะไปแล้วตรู น้ำทั้งนั้น เนื้อหายังไม่ปรากฎ พอจะเข้าเรื่องทีไรก็เริ่มออกทะเลไปซะก่อนทู๊กกกกกกกที อ่านๆ ดูเหมือนตรูเป็นสาวกหางแดงมาแอบโปรโมทเลยว่ะ แต่มิได้เป็นเช่นที่ท่านทั้งหลายคาดเดากันหรอก เพราะป๋มเองก็เสียตังค์ซื้อตั๋วเค้าไปเที่ยวเหมือนกัน ไม่ได้ราคาพิเศษอะไรเลย ที่ไปเที่ยวก็เพราะอยากไป ที่กลับมาเขียนบล็อคนี้ ก็เพราะอยากเขียนอยากเล่า (เหล้า) .. เอิ๊กๆๆ กินแล้วมันมาวววววดีอ่ะ .. แป่ว .. ตึ่ง โป๊ะ ..

มีวี่แววว่าบล็อคนี้ท่าทางจะยาวแฮะ .. เพราะนอกเรื่องเยอะซะเหลือเกิน .. งั้นรวบรัดตัดความมาตอนสุดท้ายเลยแล้วกัน .. ปิดทริปเลยคร๊าบบบบ .. (พลั๊วะ .. ผลั่ก .. เอ็งยังไม่ได้เขียนอะไรเลยนะเว๊ยยยย เจือกจะจบซะแร๊ว .. ทำเป็นมวยล้มต้มคนดูหรือไงฟร๊ะ .. เดี๋ยวปั๊ด .. เหนี่ยว ..)

คร๊าบบบๆๆๆๆๆๆๆ .. จะเขียนเดี๋ยวนี้แร๊ววววคร๊าบบบบบ .. (เฮ้ออออ .. กว่ามันจะเริ่มได้น้ออออ ..)


images from http://www.airasia.com/th/th/home.page 

เช็คอินผ่านอินเตอร์เน็ตไปจากบ้านตั้งแต่ก่อนวันเดินทาง สั่งอาหารบนเครื่องไว้เป็นมื้อกลางวันด้วย เพราะไปถึงก็ปาเข้าไปบ่ายสองตามเวลาท้องถิ่นที่เร็วกว่าบ้านเรา 1 ชั่วโมง พอถึงวันเดินทางเลยไม่ต้องรีบร้อนอะไรนัก แค่ไปรอ drop กระเป๋าอย่างเดียว แล้วก็ไปผ่าน Immigration ตอนนี้เครื่องสแกนติดตั้งให้ใช้งานกันได้แล้วนะครับ เลยขอลองของใหม่ซะหน่อย สะดวกรวดเร็วดีครับ ใช้เวลาไม่ถึงนาทีในการผ่านขั้นตอนต่างๆ ไม่นับเวลารอนะ ถ้ารวมๆ แล้วก็ยังใช้เวลาไม่ถึง 10 นาทีอยู่ดี เร็วมากกกก อาจเพราะแถวที่เข้าตรวจด้วยเครื่องสแกนคนไม่นิยมใช้หรืออย่างไรไม่ทราบ คนน้อยเชียว ลองหันมองไปที่แถวปกติ เอ่อ .. จะเยอะไปไหน? ทำไมไม่เข้าเครื่องสแกนกันหนอ เห็นเจ้าหน้าที่บอกว่า โดยมากเด็กกับคนสูงอายุจะสแกนไม่ค่อยผ่าน หรืออาจจะเพราะลายนิ้วมือไม่ชัดมั๊ง? เลยต้องไปต่อแถวยาวๆ นั่นอยูดี ส่วนผมยังเป็นหนุ่มแน่นๆ อวบๆ เลยผ่านสบายบรื๋อว์ ..

ผ่าน Immigration มาโดยไม่มีปัญหาใดๆ ก็เดินเล่นเรื่อยๆ ไปที่เกท A ไปถึงหน้าเกท ทำไมเกทยังไม่เปิดล่ะ? เลยเดินไปดูเกท B, C ไม่เปิดเหมือนกัน เห็นแต่คนมานอนหลับที่เก้าอี้หน้าเกท ชักเอะใจ หยิบ Boarding Pass ขึ้นมาดู .. บ๊ะ แหล่ว .. มาผิดเกทโว๊ยยยย .. อิ๊บอ๋ายแร๊วววว ไฟลท์ของตรูมันเกท E เว๊ยยยยย .. คนละทางกันเลย เดินอีกเป็นกิโลฯ เลย ต้องรีบโดยด่วนมิฉะนั้นอาจตกเครื่องพลาดเที่ยวบินนี้ได้ สมาชิกทีมเราต่างรีบโกยอ้าวกันน้ำ (เหงื่อ) บาน เดินเร็ววววมากกกจนเรียกได้ว่าวิ่งนั่นแหละ ผ่านร้านไหนตรูม่ายสน ไม่มีอารมณ์จะดูแล้วววว ..

แต่ก็ยังไม่วาย มีสาวน้อยสัญชาติญี่ปุ่น (อันนี้ สังเกตุเอาจากใบหน้า เปรียบเทียบกับหนังญี่ปุ่นที่เคยดู ..) ดูท่าทางกำลังรีบเหมือนกัน เดิน (เร็วๆ) สวนกัน เจ้าหล่อนก็มาทำ Boarding Pass ร่วงตุ้บตรงหน้าตรูซะอีก แหมมมม .. พระเจ้าจะมาเป็นใจให้ไอ้หนุ่มลูกทุ่งไทยใจเกินร้อยอย่างตรูจะได้มาพบรักกับสาวน้อยจากแดนอาทิตย์อุทัยในสถานการณ์แบบนี้เหรอเนี่ย .. (ฝันหวานอีกแร๊ววว .. 555+) เลยได้โอกาสตะโกนเรียกเธอลั่นสนามบิน ดั่งกับหนุ่มคนรักร้องเพรียกหาในเวลาที่ต้องจากกันไกล

Hey, Madam .. Is that your boarding pass ?

Ohhhhhhh, Yesssssss. Thank you. (กรุณาทำเสียงให้เซ็กซี่หน่อยนึง 555+)

ง่า .. แค่เนี๊ยะแหละ .. แล้วก็ต่างคนต่างรีบไปตามทางของตัวเอง .. 555+ กร๊ากกกกก .. ฝันค้างเรยยยย ..  แป่วววว .. สมน้ำหน้า .. เฮ่ย .. ยังไงก็สบายใจได้ทำความดีเว๊ยยยย (ปลอบใจตัวเอ๊ง ..) หากไม่ได้ตรูแล้วเจ้าหล่อนหา boarding pass ไม่เจอ ก็มีหวังอดขึ้นเครื่องแหงๆ .. ว่าแต่ว่าตอนนี้ถ้าขืนตรูมัวแต่ฝันค้างอยู่ .. ก็ตรูนี่แหละที่จะตกเครื่อง อดไปจริงๆ แบบไม่ต้องฝันเลยยยยคราวนี้


Special Thanks for image : http://minamikana.exteen.com/20110629/hongkong

เหล่าสมาชิกของเราไปถึงเกท E พร้อมหน้ากันทันเวลาพอดี กำลังบอร์ดผู้โดยสารกันอยู่เลย ยังมีเวลาเหลือพอที่จะไปเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตาล้างเหงื่อออกซะหน่อย วิ่งมานี่ได้เหงื่อชื้นๆ เลยนะนั่น เหนื่อยทั่วกันเลยเชียว เสร็จแล้วก็ไปยื่นเอกสาร จากนั้นก็เดินไปขึ้นรถที่จอดรอ passenger ชุดสุดท้ายอยู่ รอจนผู้โดยสารครบถ้วนก็ไปขึ้นเครื่องกัน

แบกเป้ใบเล็กใส่ขาตั้งกล้องอันน้อยไปใบนึงจับใส่ช่องวางของเหนือที่นั่งไปก่อนเลย ส่วนกระเป๋ากล้องเอาวางไว้ที่ใต้ที่นั่ง วันนี้ผู้โดยสารข้างๆ เป็นสาวแขกนั่งกับลูกเล็กๆ กำลังช่างพูดช่างคุย ผมนั่งติดทางเดินเลยได้ใกล้ชิดกับน้องๆ บนเครื่อง น่าร๊ากกันทุกคนเลย .. จริงๆ นะ

เครื่อง take off แล้วคร๊าบบบบ กำลังไต่ระดับขึ้นสู่เพดานบินของเรา ได้ยินแว่วๆ ว่าอยู่ที่ 33,000 ฟุตนะ (ถ้าจำไม่ผิด) ไฟสัญญาณรัดเข็มขัดดับแล้ว น้องๆ เริ่มเดินเสิร์ฟอาหารที่สั่งไว้ เตรียม boarding pass ของเราให้พร้อม เพื่อแสดงให้น้องๆ ดูว่าเราสั่งอะไรไว้จะได้เสิร์ฟถูกที่ ผมสั่งข้าวผัดกะเพราไว้ เปิดมา .. โอ้วววว .. กลิ่นหอมฉุยเลย แขกถึงกับงง กลิ่นร้อนแรงของผัดกะเพราแบบไทยๆ อร่อยซะด้วยสิ แป๊บเดียวเกลี้ยงเพราะอร่อยหรือหิวก็ไม่รู้

เสร็จแล้วก็เตรียมเขียน Immigration form ของสิงคโปร์ให้เสร็จทั้งขาเข้าขาออก เรียบร้อยแล้วก็เข้าสู่ sleep mode บรรยากาศบนเครื่องก็เหมือนๆ เดิมนั่นแหละ หลายคนก็ขึ้นเครื่องกันอยู่บ่อยๆ แล้ว มันก็ไม่รู้จะดูอะไร .. ว่าไม๊ล่ะ? ผู้โดยสารส่วนมากก็นอนกันซะเป็นส่วนใหญ่ จะมีเล่นเกมในโทรศัพท์บ้าง ฟัง iPod บ้างก็ตามแต่ความชอบของแต่ละคน แต่ส่วนใหญ่ .. หลับอ่ะจ้ะ ..

เครื่องถึง Changi ตรงเวลาเป๊ะ นาฬิกาบนข้อมือของผมบอกเวลาบ่ายโมง แต่เวลาท้องถิ่นคือบ่ายสองโมงแฮะ น้องไอของผมก็แสดงเวลาบ่ายสองกับเค้าด้วย ช่างรู้มากจริงๆ เลยนะเราเนี่ย เดินผ่านงวงช้างเข้ามาสู่ตัวอาคารสนามบิน เดินไปสู่ Arrival Hall เพื่อทำการตรวจคนเข้าเมือง มีหลายช่อง ว่างช่องไหนเดินเข้าไปได้เลย ยื่นเอกสารปุ๊บ เห็นหน้าผมซื่อๆ ไม่มีพิษมีภัย เลยไม่ถามอะไร เก็บบัตรขาเข้าไป ลงตราใน passport แล้วก็ผ่านไปได้เลย (หรือเค้าจะรู้ว่า ถึงถามมากไป มันก็ฟังไม่รุ๊เรื่อง หน้าตาบื้อซะขนาดน๊านน ภาษาอังกฤษไม่กระดิกหูเลย 555+)

เดินตะล๊อกต๊อกแต๊กไปตามหากระเป๋าของตัวเองกันก่อน สงสัยผ่าน ตม. เร็วไปหน่อย กระเป๋ายังไม่ออกมาเลย ยืนรอก่อนแป๊บนึงกระเป๋าของพวกเราก็ไหลออกมาตามสายพาน กระเป๋าใครที่เป็นยี่ห้อยอดฮิต ทรงมาตรฐาน ทางที่ดีให้แปะสติกเกอร์หรือหาอะไรร้อยหูหิ้วเอาไว้ให้เห็นชัดๆ หรือเลือกที่สีแรงๆ แสบๆ เข้าไว้จะได้ไม่เหมือนใคร เพราะเวลามันอยู่บนสายพานเนี่ยะ มันจะดูคล้ายๆ กันไปหมด ส่วนของผมสีฟ้าสว่างสดใสใบสี่เหลี่ยมจตุรัสมองเห็นแต่ไกล พวกสีเทาสีดำยอดฮิตเนี่ย หยิบผิดหยิบถูกสลับกันไปอยู่คนละประเทศกันมานักต่อนักแล้ว

ได้กระเป๋าก็พากันไปขึ้น sky train เพื่อไป terminal 2 จะได้ไปต่อ MRT เข้าเมืองอีกทีนึง

เอาล่ะมาถึง T2 กันแล้วก็เดินลงไปสถานี MRT เงอะๆ งะๆ งึกๆ งักๆ เป็นปอยฝ้ายเลยตรู เห็นคนเค้าเข้าแถวซื้อตั๋วจากเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติก็เลยลากกระเป๋าเดินไปต่อแถวกับเค้าบ้าง ปรากฎว่าเหรียญไม่พอ แบงค์ก็ใหญ่เกินไป ต้องเดินไปแลกก่อนกลับมาต่อแถวใหม่อีกที ก็ยังซื้อไม่ได้อีก เลยไปที่ช่องขายตั๋วดีกว่า ยังไงๆ ก็ยังได้ถามได้คุยกับเจ้าหน้าที่กันบ้างล่ะน่า สรุปก็เลยเอา passport ไปซื้อ Tourist Pass มา ใช้ได้ถึงเที่ยงคืนของวันนั้น ขึ้นลงสายไหน กี่เที่ยวก็ได้ ราคา 10 เหรียญ ก็ดีเหมือนกัน ไม่ต้องไปซื้อตั๋วทุกสถานี สะดวกดี ได้เวลาไปขึ้นรถไฟกันแล้วคร๊าบบบพี่น้องงงง

จุดหมายปลายทางของเราคือสถานี Lavender แต่เราต้องไปต่อรถไปที่สถานี Tanah Merah ก่อนเพื่อเปลี่ยนขบวน แล้วเราก็มาถึงจุดหมายปลายทางของเราครับ ..  Lavender Station .. เดินขึ้นบันไดเลื่อนมา เลี้ยวขวาตรงไปตามทาง แล้วเลี้ยวขวาอีกทีเดินตรงไปก็จะเห็น V Hotel อยู่ทางขวามือ ไม่ไกลเลยครับ เดินทางสะดวกมาก จะไปเที่ยวไหนก็มี MRT ให้ขึ้นไปได้ทั่วทั้งเกาะเลย เป็นโรงแรมที่เหมาะมากๆ ราคาคืนละสามพันกว่าบาทแลกกับความสะดวกก็โอเคอยู่น๊า

เช็คอินกันก่อน แล้วขึ้นไปชมห้องพักกัน เราได้ชั้น 8 ห้อง 08-58 เอาไปซื้อหวยดีไม๊เนี่ย? อยู่ใกล้ลิฟท์ด้วย ก่อนจะกดชั้นที่เราพัก ต้องเอาการ์ดไปแตะๆ ก่อนถึงจะกดได้นะ ไอ่หนุ่มบ้านนอกอย่างตรูมึนเลย ออกจากลิฟท์ก็เดินไปที่ห้อง ต้องเอาการ์ดไปแตะก่อนคล้ายๆ กัน ถึงจะเปิดเข้าไปได้ ฮ่าๆๆๆ คราวนี้ตรูรู้แล้วเว๊ยยยย 555+

โรงแรมจะให้การ์ดมา 2 ใบ ผมใช้เสียบเพื่อเปิดระบบไฟฟ้าทั้งหมดภายในห้องใบนึง อีกใบนึงเก็บไว้เผื่อออกไปนอกห้องจะได้กลับเข้าห้องได้ เอากระเป๋าวางให้เป็นที่เป็นทาง แล้วเรามาดูห้องพักกัน

ห้องที่ผมพักเป็นห้องแบบเตียง twin แต่สุดท้ายก็เลื่อนเตียงมาติดกันกลายเป็นเตียง double ไปซะ นอนกันสองคนพ่อลูก กว้างขวางสบายใจเฉิบกลมกลิ้งกันได้เต็มที่ มีตู้ใส่เสื้อผ้าให้ ข้างในมีตู้เซฟกับตู้เก็บของแบบใช้ไฟฟ้า ไม่อยากเรียกว่าตู้เย็น เพราะตลอดสามวันที่พักอยู่ที่นั่น มันไม่เคยมีความเย็นปรากฎให้เห็นเลยซักวินาที แม้จะปรับทุกปุ่มทุกวิถีทางแล้วก็ตาม (ฮา .. กริบ ..)

ถัดมาจากตู้เสื้อผ้าก็จะมี LED TV ติดอยู่ที่ผนังห้องด้วยนะ ชอบๆๆ ดูโอลิมปิคชัดดีอ่ะ ใต้ทีวีเป็นที่วางของสัมภารกของผม พร้อมทั้งยังมีปลั๊กไฟที่เป็นแบบ Universal เสียบได้ทุกแบบพร้อมสวิทช์ปิด-เปิดแยกแต่ละตัวเลย โล่งใจน้องไอกับพี่กล้องมีที่เสียบชาร์จแล้วเว๊ย แล้วยังเป็นที่รวมของสวิทชไฟให้แสงสว่างในห้องพักอีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีชา, กาแฟ, กระติกต้มน้ำร้อนพร้อมกับน้ำเปล่า 2 ขวดวางไว้ให้พร้อมสรรพ แถมวางเมนูไว้ให้อ่านเล่นๆ อีก 1 เล่ม เผื่อจะมีใครสั่งอะไรเย็นๆ มาจิบเพลินๆ .. หึหึ .. แต่บอยไม๊ดื่มมมมน๊ะคร๊า ..!!! .. 555+

 

ย้อนกลับมาดูที่ห้องน้ำกันบ้างนะ .. ห้องอาบน้ำเป็นกระจกใสกั้นไว้ เป็นระบบน้ำร้อน-เย็น ไม่มี rain Shower นะ ไม่ใช่รีสอร์ทนี่หว่า ถัดออกมาก็เป็นส้วมชักโครกครับ อันนี้ไม่มีน้ำร้อนนะ เดี๋ยวตรูดจะพองซะก่อน มีเรื่องน่าอายที่ไม่อยากจะบอกเลยว่า เฟอะฟะมากเลยตรู หาที่กดน้ำก็ไม่เจออ่ะ ที่บ้านเราปกติที่กดน้ำมันจะอยู่ใกล้ๆ ส้วมนั่นแหละ แต่ที่นี่มันอยู่ซะสูงเชียว ทีแรกตรูนึกว่าช่องเก็บกระดาษทิชชู่ กว่าจะรู้ว่าเป็นที่กดน้ำก็หากันอยู่นานเลยล่ะ จะโทรลงไปถามก็อ๊าย .. อาย .. เดี๋ยวเค้าจะหาว่าคนไทยนี่ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย .. เสียชื่อหม๊ดดดด .. 555+

แล้วก็มีอ่างล้างหน้าพร้อมกระจกบานยาวใหญ่ มีอุปกรณ์ในห้องน้ำครบครัน แต่ผมก็ยังเตรียมมาเองอยู่ดี ด้วยความเคยชิน แต่ก็ยังเก็บขวดที่ใส่ครีมอาบน้ำ ที่ใส่แชมพูกลับมาบ้านด้วย ฝามันปิดแน่นดี ขวดดูแข็งแรงกว่าขวดพลาสติกแบบถูกๆ ของบ้านเรา เอาใส่ครีมอาบน้ำจากที่บ้านเวลาไปเที่ยวมันจะไม่หกเลอะเทอะ เลยเอากลับมาหมดเลยทั้งที่ใช้และยังไม่ใช้ กลายเป็นของสะสมไปแล้วอ่ะ .. 555+

ออกจากห้องน้ำ หันไปดุที่ประตูจะเจอกับ Floor Plan พยายามจำทางออกฉุกเฉินกับบันไดหนีไฟเอาไว้ให้ดีนะครับ ทำไว้ให้เป็นนิสัยเลยจะดีมาก ถ้ามองไม่ออกดูแล้วไม่เข้าใจ ก็เดินไปดูเลยครับเพื่อความปลอดภัยของเราเอง จะได้ดูว่ามันยังใช้งานได้ดีอยู่ ส่วนข้างประตูห้องน้ำก็จะมีที่เสียบการ์ดเพื่อเปิดระบบไฟฟ้าทั้งหมดของห้องพัก พร้อมกับสวิทช์ไฟห้องน้ำและสวิทช์สองทางของไฟหัวเตียง และสุดท้ายก็เป็นระบบควบคุมอุณหภูมิ ผมตั้งเอาไว้ที่ 25 องศานะ แต่สองคนพ่อลูกก็ยังต้องนอนห่มผ้ากอดกันกลม เพราะว่ามันหนาวหยั่งกับสิบกว่าองศาน่าจะได้ พยายามจะปรับให้อุ่นกว่านี้ก็ไม่เห็นว่ามันจะเย็นน้อยลงเลย .. 555+ (แต่ก็ยังดีกว่าไม่เย็นล่ะน่า .. ว่าไม๊?)

บอกแล้วว่าท่าทางจะยาว ทีแรกว่าจะให้จบในเอนทรีเดียว สุดท้ายก็ไม่สามารถ ยกยอดไปเอนทรีต่อไปแล้วกันนะ ..

 

ถ้าใจร้อนอยากอ่านแบบจบเลย ก็ต้องไปอ่านใน Forum อ่ะ อันนั้นก็ลากยาวเลยกว่าจะจบ โพสกันเมื่อยเลย คนอ่านก็นั่งอ่านกันให้เมื่อยหลังปวดตรูดกันไปข้างนึงล่ะ ดูซิว่าใครจะอึดกว่ากัน .. 555+

ลองไปอ่านกันได้ที่ลิ้งค์นี้เลยครับ .. http://takeaphoto.netau.net/index.php/topic,85.0.html

 

ส่วนรูปภาพเพิ่มเติมของทริปนี้ก็ต้องไปที่ลิ้งค์นี้ครับ

http://seesod.com/albums/view/index/pmvjmeWbl61344584206

ขอบคุณเพื่อนบล็อคทุกท่าน ที่ติดตามรับชมกันตลอดมาครับ ..

 

| ตอนที่ 1 | ตอนที่ 2 | ตอนที่ 3 | ตอนที่ 4 |

 

เขียนเมื่อ : วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ.2555 เวลา 3:25 น. GMT+7 TH
ผู้เขียน : Tombass

20120510-14 .. ทริปลาวใต้ .. สะบายดีปากเซ .. วันที่ห้า .. กลับกรุงเทพฯ กันนะ

| วันแรก | วันที่สอง | วันที่สาม | วันที่สี่ | วันที่ห้า |

 


ได้วีซ่าจากด่านทางช่องเม็กแล้ว .. ต่อไปก็ต้องไปตามล่าที่ด่านทางหนองคายบ้าง .. 555+

วันนี้ (จันทร์ที่ 14 พ.ค.2555) ก็วันที่ห้าแล้ว .. ได้เวลากลับกรุงเทพฯ กันซะทีหนอ จริงๆ แล้วทริปมันจบไปตั้งแต่เอนทรีก่อนแล้วล่ะ แต่มาเขียนเพื่อให้จบการเดินทางทริปนี้โดยบริบูรณ์เท่านั้นแหละ ไม่มีเนื้อหาอะไรเพิ่มเติมแล้ว อ่านผ่านๆ ข้ามๆ ไปก็ได้ครับ ยังไงเสียก็ต้องขอบคุณที่อุตส่าห์ติดตามชมกันจนจบครบถ้วนกระบวนความกันทั้ง 5 เอนทรีเลย

แต่เอาน่าบรรยายความเสียหน่อย เดี๋ยวเอนทรีนี้จะไม่มีสาระไปซะงั้น ..

หลังจากข้ามกลับมานอนที่โรงแรมรีเจ้นท์ในตัวเมืองอุบลฯ แล้ว มื้อเย็นก็พึ่งพาบริการเพื่อนสนิทที่คุ้นเคย ตามสโลแกน “หิวเมื่อไหร่ ก็แวะมา … (เซ็นเซอร์จ้า .. ห้ามโฆษณาเน้อ ..)” หลายๆ อย่างก็อร่อยดีนะ เป็นเพื่อนแท้ยามยากได้จริงๆ เดินถือเข้าโรงแรมมากินในห้องพัก ทำอย่างกับเช่าอพาทเม้นท์รายวันแน่ะ .. 555+


โรงแรมรีเจ้นท์ อุบลฯ สะดวกดีครับ ไม่แพงด้วย ..

ที่เราเลือกพักที่โรงแรมรีเจ้นท์ทั้งขาไปและขากลับ ด้วยเหตุผลสำคัญเลยก็คือ การที่เราต้องการตัดปัญหาเรื่องการจัดหารถรับ-ส่งสนามบิน เพราะที่นี่เค้ามีบริการสำหรับลูกค้าโรงแรมโดยไม่มีการคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแต่อย่างใด ตั้งแต่ส่งรถตู้ของโรงแรมมารับเราที่สนามบินตอนขามา ตามที่เราได้โทรแจ้งไว้ แม้เราจะมาถึงอุบลฯ ในไฟลท์สุดท้ายของวันก็ตาม ส่วนพรุ่งนี้ก็จะมีรถตู้ไปส่งที่สนามบินตามเวลาเครื่องที่เราบินด้วย และอีกเหตุผลก็คือราคาห้องพักอยู่ในระดับที่ไม่แพงเกินไปนั่นแหละ ส่วนเรื่องบริการอื่นๆ ของโรงแรมก็เป็นไปตามมาตรฐานที่ยอมรับได้

พักผ่อนกันแต่หัวค่ำ เพราะเหนื่อยกันมาจากการผจญภัยกับ 3 น้ำตกมหานิยมของลาวใต้ เพื่อที่จะตื่นขึ้นมาอย่างสดใสจะได้กลับบ้านกันเสียที คิดถึงน้องหมาไม่ได้เจอหน้ากันตั้ง 5 วันแน่ะ

เช้าวันนี้ตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้า ดีนะที่เก็บกระเป๋ากันเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อคืน ล้างหน้าล้างตาแล้วรีบลงมาจัดการกับอาหารเช้ากันซะก่อน อาหารยังเพียบเหมือนเคยทั้ง ABF และกับข้าวแบบไทยๆ เสร็จแล้วจะได้ขึ้นไปจัดการธุระส่วนตัว อาบน้ำอาบท่า แต่งชุดหล่อไปรอขึ้นเครื่อง .. 555+ ..


ยังใหม่ๆ กิ๊กๆ อยู่ .. ไม่ค่อยได้ไปต่างประเทศ .. ใจยังรักที่จะเที่ยวเมืองไทยอยู่ .. ไม่ไปไม่รู้ .. จริงๆ ..

รถตู้เที่ยวแรกไปสนามบิน ออกจากโรงแรมประมาณ 7 โมงครึ่งมั๊ง (จำเวลาแน่นอนไม่ได้ เพราะมีแขกบางคนไม่รักษาเวลา ทำคนอื่นรออย่างกระวนกระวายไปด้วย .. ทุกคนต้องรีบไปขึ้นเครื่องกันทั้งนั้น .. เฮ้อ ..) ไฟลท์กลับบ้านของพวกเราเป็น AirAsia FD3321 Depart on 09:00 น. โดยที่เกทจะปิดเวลา 08:40 น. เราต้องไป drop กระเป๋ากันอีก


บอร์ดดิ้งพาสของผมเอง ซื้อน้ำหนักกระเป๋ามาด้วย .. เอาไว้โหลดหมูยอกลับกรุงเทพ ฯ .. หมูยอของอุบลฯ เนี่ย ต้องยอมรับเลยว่า ของเค้าอร่อยจริงๆ นะ .. เอ้า .. ไม่เชื่อลองบินไปชิมดูได้ ..

รถตู้ใช้วลาเดินทางประมาณไม่น่าจะเกิน 15 นาทีนะ ตอนเช้าๆ ในตัวเมืองอุบลฯ นี่ก็มีรถติดเหมือนกัน ก็ยังดีที่สนามบินอุบลฯ อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมมากเท่าไหร่นัก ไปถึงสนามบินก็เลยเวลาเคารพธงชาติตอนเช้าไปนิดหน่อย คนไม่มากแต่ก็ไม่น้อยนะ เพราะมีไฟลท์ที่บินไปเชียงใหม่ออกในเวลาใกล้ๆ กันด้วย ดูเหมือนไฟลท์อุบลฯ-เชียงใหม่จะบอร์ดผู้โดยสารขึ้นเครื่องก่อนไฟลท์เรา แต่เข้าไปนั่งรอในเกทเดียวกัน คนเลยแน่นเต็มเกทจนแทบไม่มีที่นั่งกันเลยทีเดียว แหม .. ขายดีอย่างนี้นี่เอง ถึงได้มีโปรถูกๆ มาให้พวกเราได้บินเล่นกันตลอดทั้งปีเชียว รักหางแดงก็ตรงนี้แหละ 555+


Airbus ลำนี้แหละ ที่พาพวกเราบินลัดฟ้ากลับมาสู่กรุงเทพฯ ..

เอาล่ะ .. ผมต้องไปขึ้นเครื่องแล้ว .. แล้วเจอกันที่กรุงเทพฯ นะครับ .. วันนี้คงต้องขอตัวร่ำลากันไปก่อนสำหรับทริป “สะบายดีปากเซ” แต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณอีกครั้งที่ติดตามกันข้ามวันข้ามคืนและข้ามเดือนกันแบบนี้ ขอบคุณครับ ..


สุวรรณภูมิ .. หน้าตาของประเทศไทย .. ภูมิใจได้เป็นส่วนหนึ่งที่ได้ใช้บริการสนามบินแห่งชาติ .. 555+

 

ชมภาพเพิ่มเติมได้ที่ http://seesod.com/albums/view/index/I37CWqXB8G1338562143 และ http://seesod.com/albums/view/index/js15XJEOgQ1338559372

ไปชมแบบรีวิว มี 2 ตอนนะ
ตอนแรก : http://takeaphoto.netau.net/index.php/topic,47.0.html
ตอนที่สอง : http://takeaphoto.netau.net/index.php/topic,48.0.html

 

| วันแรก | วันที่สอง | วันที่สาม | วันที่สี่ | วันที่ห้า |

 

เขียนเมื่อ : วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ.2555 เวลา 23:55 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass

20120510-14 .. ทริปลาวใต้ .. สะบายดีปากเซ .. วันที่สี่

| วันแรก | วันที่สอง | วันที่สาม | วันที่สี่ | วันที่ห้า |

 

วันนี้ (อาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม 2555) เป็นวันที่สี่ของการเดินทางครั้งนี้แล้วสินะ และเป็นวันสุดท้ายบนผืนแผ่นดินของปะเทดลาวด้วย วันนี้ตามหมายกำหนดการณ์พวกเราจะไปเที่ยวน้ำตก .. น้ำตกแล้วก็น้ำตก สามน้ำตกยอดนิยมอันเป็น landmark ของลาวใต้ แล้วจากนั้นก็มุ่งหน้ากลับ เพื่อไปข้ามด่านให้ทัน 4 โมงเย็น กลับไปนอนที่อุบลฯ อีกคืนก่อนกลับกรุงเทพฯ ในเช้าวันรุ่งขึ้น

เมื่อคืนนอนหลับสบาย แม้แอร์จะดับๆ ติดๆ เพราะเมืองปากเซฝนตกหนักมาตั้งแต่ตอนเย็น โดยตกหนักสลับกับหยุดเป็นช่วงๆ ทีวีเลยไม่ต้องดูกัน แต่อากาศก็ไม่ร้อนนะ กำลังสบายๆ เลยเชียว บวกกับเมื่อตอนกลางวันไปบุกตะลุยฝ่าเปลวแดดอันร้อนระอุที่ท่าเรือบ้านนากะสัง ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำจำนวนมาก ความอ่อนเพลียก็เลยเกาะกุมอยู่ทั่วสรรพางค์กาย พอชาร์จน้องไอทิ้งไว้เรียบร้อย ก็หลับเป็นตายไปได้สนิททั้งคืน

ตื่นแต่เช้าแบบที่อยู่บ้านไม่เคยทำได้ แต่พออกมาเที่ยวกลับกระตือรือล้นที่จะตื่นขึ้นมาเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์ยามเช้าของเมืองปากเซ ได้ตื่นมาชมพระอาทิตย์พ้นยอดเขาออกมา เผยแสงสีทองส่องทาบทาไปทั่วท้องฟ้า เป็นความงามที่ไม่ได้หาพบเจอได้ง่ายๆ ในเมืองหลวงของเรา ออกมานั่งรับแสงแดดอันอบอุ่นที่ระเบียงของโรงแรมจำปาสัก พาเลด พร้อมกับฝรั่งชาวต่างชาติ (เอ๊ะ .. จะว่าไป เราก็เป็นชาวต่างชาติเหมือนกันนะเนี่ย .. ) ออกมานั่งซึมซับแสงแดดจนอิ่มอุ่น เสียแต่ว่าถ้าไม่พ่นควันโขมงก็จะดีมากกว่านี้ สงสัยได้อิ่มอุ่นกับแดดอ่อนๆ จนมากเกินไป จนต้องระบายควันออกจากร่างกายบ้าง 555+


แดดอ่อนๆ ยามเช้า .. อันแสนอบอุ่น ริมแม่น้ำเซโดน ณ เมืองปากเซ ..

วันนี้ต้องรีบลงไปกินอาหารเช้า เพราะเป็นไลน์บุฟเฟ่ท์ เนื่องจากเมื่อบ่ายวานนี้มีกลุ่มทัวร์จากเมืองไทยเข้ามาพักที่นี่ดังที่ได้เขียนไปในเอนทรีก่อนนี้ พอลงมาถึงก็ได้รู้ว่า พวกเราช้าไปเสียแล้ว พี่น้องไทยลงมาถล่มไลน์บุฟเฟ่ท์กันตั้งแต่เริ่มเปิดในเวลาประมาณ 6 โมงเช้า ถึงตอนนี้ก็ 7 โมงเศษอาหารหลายอย่างก็พลันมลายหายไปหมดแล้วหลายอย่าง โดยเฉพาะอาหารหลักๆ ของไลน์อย่างเช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน พวกนี้ไม่ได้เห็นหน้ากันแล้ว เหลือแต่โจ๊ก ข้าวต้ม ขนมปัง ชา กาแฟ น้ำผลไม้ ก็โอเคนะ เพราะเราเองก็ไม่ซีเรียสอยู่แล้ว กินให้เสร็จๆ ไป จะได้กินยา เก็บของ เช็คเอ้าท์ เพราะโปรแกรมวันนี้มี 3 น้ำตกให้ได้ผจญภัยแล้วก็ต้องให้จบครบถ้วนภายใน 4 โมงเย็นด้วย ไม่เช่นนั้นพวกเราจะต้องเสียค่าธรรมเนียมล่วงเวลาในการข้ามด่านอีกโดยไม่จำเป็นเปล่าๆ ปลี้ๆ

เก็บเสื้อผ้า ตรวจตราสิ่งของให้ทั่วห้องว่าไม่ลืมอะไร ก็ลงไปเช็คเอ้าท์ คุณสิทธิ์ขับรถตู้มารอที่หน้าโรงแรมแล้ว เราทำก๊อกน้ำในห้องหักไป 1 อัน ดูตามสภาพเห็นข้างในมันก็สนิมเขรอะจนแทบจะหลุดอยู่แล้ว เห็นปิดแล้วน้ำไม่หยุดไหล ก็เลยไปกดอีกที หักคามือออกมาเลย โดนไป 500 บาท สนับสนุนค่าหัวก๊อกอันใหม่ 555+ แต่ก็ไม่มีปัญหาอื่นใด เช็คเอ้าท์ออกมาเรียบร้อย หลังจากได้เลื่อนบรรดาศักดิ์ไปเป็นเจ้ากับเค้า ด้วยการนอนวังเก่าของเจ้าผู้ครองแขวงจำปาสักมา 2 คืน บัดนี้ก็ได้เวลาอันสมควร ฐานันดรศักดิ์ก็เลยหล่นจากเจ้ามาเป็นชาวบ้านธรรมดาเหมือนเดิม 555+

จุดหมายแรกของการเดินทางในวันสุดท้ายนี้ก็คือ ไปเยือนที่ตาดเยือง อันเป็นน้ำตกใหญ่สวยงามที่มีความสูง 60 เมตร เป็นน้ำตกที่ไม่ควรพลาดหากจะมาเยือนลาวใต้ คำว่าตาด หมายถึงน้ำตก ส่วนคำว่าเยือง หมายถึงเก้ง อันเป็นที่มาของชื่อตาดเยือง โอ้ววว .. ไม่ต้องเป็นเก้งหรอกครับ ต่อให้ช้างตกลงไปก็ไม่รอดเหมือนกันแหละน่า

ไปถึงตอนแรกได้ยินแต่เสียง ไม่เห็นน้ำตก เห็นแต่ลำธารไม่ลึกมาก น้ำใสแจ๋ว มีสะพานให้ข้ามไปเดินเล่นได้ ยังคิดในใจว่า .. บร๊ะ .. ไหนว่า 60 เมตรไง มีแค่นี้เองเหรอ (ว๊ะ)? แล้วเสียงมันดังสนั่นขนาดนั้นไปได้ยังไงกัน? เลยเดินข้ามสะพานไปดู เลาะลัดไปตามโขดหินเล็กๆ อ้อมไปบนชะง่อนผาถึงได้มาถึงบางอ้อ ..

มันจะเห็นน้ำตกได้ยังไงกันล่ะ .. ก็ตรูอยู่บนยอดของน้ำตกนี่หว่า .. !@#$%^&* .. อ๊ากกกซ์ .. มองลงไปเห็นคนที่อยู่ด้านล่างของน้ำตกเหลือตัวนิดเดียว แข้งขาก็พาลจะอ่อนแรง เริ่มสั่นพับๆ อย่างไม่เป็นจังหวะ ต้องรีบตะเกียกตะกายกลับมาที่สะพานโดยพลัน มิฉะนั้นอาจได้เป็นพาดหัวข่าวใหญ่ลงหน้าหนังสือพิมพ์ของปะเทดลาวกันซะเปล่าๆ แต่ด้วยสปิริตและวิญญาณของผู้รายงานบล็อค จึงกลั้นใจทำหน้าที่เก็บภาพหวาดเสียวกลับมาฝากเพื่อนๆ บล็อคได้ชมกัน .. แฮ่ๆๆ .. สุดท้ายป๋มก็ตะกายกลับมาถึงสะพานได้โดยปลอดภัย อย่าประมาทและห้ามเอาเยี่ยงอย่างนะครับ อันตรายมากจริงๆ ป๋มลงไปดูด้วยความไม่รู้จริงๆ พอเห็นแล้วถึงรู้ว่าไม่ควรลงมาเลยตรู .. 555+

 

 

 
เดินข้ามสะพาน .. ลงไปดูลำธาร .. ที่เป็นยอดสูงสุดของตาดเยือง ..


มองลงไปจากยอดน้ำตกตาดเยือง .. ง่า .. สูงอิ๊บอ๋าย .. ศาลาชมวิวอยู่ตรงกลางทางระหว่างชั้นบนสุดกับชั้นล่างสุด ..

ข้ามสะพานกลับขึ้นมาได้ ก็เดินตามนักท่องเที่ยวคนอื่นเค้าไป เพราะทางลงไปด้านล่างของน้ำตกนะ อยู่ด้านหน้าโน่นไม่ใช่ตรงที่ผมลงไปดู ตรงนั้นบนเป็นยอดของน้ำตกต่างหาก พอไปถึงทางลง ก็มีกลุ่มนึงกำลังสวนขึ้นมาพอดี ในสภาพที่ทุลักทุเลสุดๆ เรียกได้ว่าแทบจะคลานกันขึ้นมาเลยทีเดียว มิน่าถึงมีเรือนพยาบาลอยู่ตรงหน้าทางขึ้น-ลง มองทีแรกนึกว่าใครมาสร้างรีสอร์ทไว้ให้เช่านอนเล่นซะอีก


ดูเผินๆ เหมือนไม่มีอะไร ลำธารก็ไม่ได้ลึกเลยซักนิด .. แต่พอพ้นหน้าผาไปเนี่ย .. ตกลงไปข้างล่างเสียงดังสนั่นหวั่นไหวเลยทีเดียว ..

มองเห็นทางลง เป็นบันไดมีราวให้จับเรียบร้อย ไม่ชันเท่าไหร่แต่ลื่นพอสมควร อาจเป็นเพราะความชื้นจากละอองน้ำที่กระจายไปทั่วทำให้พื้นดินปกคลุมไปด้วยความชื้นตลอดเวลา เลยเดินตามเค้าลงไปเรื่อยๆ จนถึงศาลาชมวิว จากศาลาก็มีทางเดินลงไปอีกเพื่อลงสู่ชั้นล่างสุดของน้ำตก ระหว่างทางก็มีจุดถ่ายรูปน้ำตกสวยๆ หลายจุดเลย .. เอาล่ะ .. ไหนๆ ก็มาถึงที่นี่แล้ว สมควรที่จะลงไปสัมผัสกับสายน้ำจากน้ำตกที่อยู่ด้านล่างเสียหน่อย เย็นชื่นใจจริงๆ ครับ ละอองน้ำฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ เอากล้องมาถ่ายได้แป๊บเดียว ละอองน้ำเกาะไปทั่วตัวแล้ว เลยรีบถ่ายแล้วก็เก็บซะดีกว่า จากนั้นก็ดื่มด่ำกับอากาศเย็นสบาย สดชื่น อากาศชื้นๆ เหมือนตอนหลังฝนตกใหม่ๆ เลย


เดินมาตามทางเพื่อลงไปชั้นล่างของตาดเยือง ..


เรือนพยาบาล .. เกือบได้ใช้บริการแล้วไม๊ล่ะตรู .. เฮ้อ ..?


ทางขึ้น-ลงครับ .. อย่างที่เห็นแหละ .. ลื่นพอสมควรเลย .. ระวังให้มากๆ ด้วยนะครับ ..

พอชื่นชมความงามกันพอสมควรแล้ว ก็ได้เวลากลับขึ้นมาด้านบน นี่แหละที่เป็นช่วงเวลาที่สุดหฤโหดแบบนรกสุดๆ จริงๆ ต่างกับตอนเดินลงแบบลิบลับ รู้ซึ้งถึงสภาพร่างกายของตัวเองเป็นอย่างดีก็คราวนี้ เพราะการแบกน้ำหนักตัวเองต้านทานแรงโนมถ่วงของโลกขึ้นมานั้น บันไดที่ดูเหมือนไม่ชันเท่าไหร่ในตอนแรก ตอนนี้ทำไมมันช่างไต่ขึ้นไปได้ยากเย็นนักนะ กว่าจะก้าวขาขึ้นไปได้แต่ละขั้นทำไมมันลำบากยากเย็นเหลือหลาย จุดแวะพักทั้ง 2 จุดจากศาลาชมวิวถึงจุดเริ่มต้นด้านบนมีคนเข้าไปใช้บริการอย่างเนืองแน่น นั่งหอบกันหน้าเขียวหน้าแดง หายใจกันแทบไม่ทัน หัวใจเต้นตึกตักจนแทบจะหลุดออกมานอกหน้าอก แต่สุดท้ายก็ขึ้นมาถึงจนได้ครบทุกคนแบบทุลักทุเลอย่างที่เราเห็นก่อนลงไปนั่นแหละ ขณะนี้เราเองก็อยู่ในสภาพอย่างนั้นนั่นแหละ พร้อมกับสายตาของนักท่องเที่ยวกลุ่มต่อไปที่มองเราแปลกๆ เช่นเดียวกับที่เราเคยมองกลุ่มก่อนหน้าเรานั่นเอง .. 555+


สวยงาม .. ไม่ต้องมีคำบรรยาย ..


ตอนเดินลงไปเนี่ย .. ยังสบายๆ ชิลๆ ..


ชมความงามของตาดเยืองเสร็จแล้ว .. / ตอนขาขึ้นเนี่ย .. โอยยยย .. แทบจะเอาตัวไม่รอด .. ขาแทบจะก้าวไม่ออกเลยเชียว .. ใจสู้อย่างเดียวไม่พอ .. ร่างกายต้องพร้อมด้วยนะครับ .. ไม่อย่างงั้น .. แย่แน่ๆ ..


ดูเหมือนไม่สูงเท่าไหร่นะ .. แต่พลาดพลั้งร่วงลงไป .. คงไม่เหลือชีวิตรอดกลับเมืองไทยแน่ๆ .. >_< ..

ผ่านไปแล้วหนึ่ง ต่อไปก็จะไปต่อกันที่ ตาดฟาน คราวนี้สูงเป็น 2 เท่าของตาดเยือง คือตาดฟานเป็นน้ำตกที่สูงถึง 120 เมตรเลยทีเดียว ง่า .. แค่ 60 เมตร ตรูก็แทบจะพาสังขารขึ้นมาไม่ไหวอยู่แล้ว นี่มันตั้ง 120 เมตร ตรูคงเอาชีวิตไปทิ้งที่ตาดฟานซะละมั๊งคราวนี้ .. เฮ้อ .. คำว่า ฟาน หมายถึงกวาง ตาดฟานก็มีตำนานเช่นเดียวกันกับตาดเยืองนั่นแหละ ความสูงใหญ่ของตาดฟาน ไม่สามารถเข้าไปดูใกล้ๆ ได้เลย จุดชมวิวเป็นพื้นที่ของรีสอร์ท มีบ้านพักหลายหลัง บรรยากาศร่มรื่น อากาศดีมาก น่าจะมานอนค้างซักคืนเพื่อนอนฟังเสียงน้ำตกที่ดังตลอดวันตลอดคืน คงมีความสุขดีแท้หนอ ว่าไม๊?


ป้ายลีสอดใหญ่โต .. สนับสนุนโดยเบยลาว ..


เห็นความสูงของตาดฟานแล้ว .. ตาดเยืองกลายเป็นเด็กน้อยไปเลย .. สูงใหญ่มากๆ ครับ ..


ช่วงหน้าแล้งที่ผมไปเนี่ย .. น้ำไม่มาก .. น้ำตกทางซ้ายเลยไม่ค่อยมีน้ำซักเท่าไหร่ / บ้านพักสวยๆ น่ามานอนฟังเสียงน้ำตกทั้งคืนมากๆๆๆ ..


อยู่แบบนี้ไม่มีเหงาแน่ๆ .. สัญญาณโทรศัพท์มาถึงนะครับ .. เห็นไกด์บุนล้นคุยโทรศัพท์อยู่ ..

เดินพ้นจากจุดชมวิว ก็ผ่านมาในส่วนของที่พักและส่วนต้อนรับของรีสอร์ท แล้วก็จะวนออกมาข้างหน้าบริเวณที่จอดรถที่เราเข้ามานั่นแหละ แนะนำเลยครับ ให้เพิ่มเข้ามาไว้ในรายการที่พักอีกหนึ่งที่หากจะมาออกทริปที่ลาวใต้ ส่วนพวกเราก็เก็บภาพประทับใจกับความสูง 120 เมตรของตาดฟานจนพอใจแล้วก็ได้เวลาออกเดินทางกันต่อ เพื่อไปสู่อีกหนึ่งน้ำตกที่มีชื่อเสียงจนเป็นที่ติดปากของนักท่องเที่ยวชาวไทย ด้วยชื่อที่แปลกในความหมายตามภาษาไทย แต่เป็นชื่อที่ธรรมดาสำหรับพี่น้องชาวลาว นั่นก็คือน้ำตกผาส้วมนั่นเอง


มาถึงน้ำตกผาส้วมกันบ้างนะ ..


ลองๆ อ่านกันดูนะครับ .. ว่าทำไม .. ทำไม และทำไม .. ??????

 


ทางเข้าร้านอาหารของคุณวิมล / มีร้านขายของที่ระลึก มีหนังสือ “เค้าหาว่าผมบ้า” ของคุณวิมลจำหน่ายด้วย เห็นคุณวิมลนั่งอยู่ในร้าน สามารถให้เซ็นต์ชื่อให้ได้เลย / ป้ายแนะนำและชี้แจงที่มีติดอยู่ทั่วบริเวณของอุทยาน ..

ที่นี่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า อุทยานบาเจียง ซึ่งมีนักธุรกิจชาวไทย เจ้าของหนังสือ “เค้าหาว่าผมบ้า” นั่นคือคุณ วิมล กิจบำรุง ได้รับสัมปทานจากทางการลาวให้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยมีทั้งร้านอาหาร รีสอร์ท ที่พัก ศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมอย่างหมู่บ้านชนเผ่า อยู่ในบริเวณพื้นที่เดียวกัน ซึ่งไกด์บุนล้นของเราก็จองโต๊ะสำหรับอาหารกลางวันที่ร้านอาหารของคุณวิมลเอาไว้ด้วย โดยมากกรุ๊ปทัวร์ก็จะมากินข้าวกลางวันกันที่นี่ แล้วพออิ่มก็เดินเข้าชมน้ำตกผาส้วมที่อยู่แทบจะติดร้านอาหารเลย แล้วก็ปิดท้ายก็เข้าชมที่หมู่บ้านชนเผ่าที่เป็นการรวบรวมเอาวัฒนธรรม ที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ชีวิตประจำวันของชนเผ่าต่างๆ กว่า 50 เผ่าที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้งปะเทดลาวมาสร้างอยู่รวมกันไว้ด้วยกัน เพื่อความสะดวกในการศึกษาชาติ-พันธุ์ ก็เป็นอันครบถ้วนสำหรับอุทยานบาเจียง


ภายในร้านอาหาร .. มีไกด์พาลูกทัวร์มากินข้าวกลางวันกันเนืองแน่น .. กับข้าวหมดเติมได้อีกด้วย .. ไม่แพงๆๆ แถมยังคุ้มสุดคุ้ม บรรยากาศดีๆ กินข้าวเคล้าเสียงน้ำตกกันเลย .. 

ร้านอาหารที่นี่ รสชาติเยี่ยมมาก ถูกปากคนไทยอย่างเราๆ อาหารแบบไทยๆ ใครที่จากบ้านมาหลายวันได้มากินอาหารที่นี่ก็พอจะช่วยบรรเทาความคิดถึงบ้านไปได้มากโขอยู่ บริการรวดเร็ว เติมได้อีกเช่นกัน ห้องน้ำก็สวยงาม สะอาดสะอ้าน ไม่เก็บค่าบริการ ดังคำชี้แจงที่คุณวิมลขึ้นป้ายเอาไว้ให้อ่านโดยทั่วกันทั้งบริเวณอุทยาน


ห้องน้ำสะอาดมากๆๆๆ .. มีการดูแลความสะอาดในทุกส่วนของอุทยานเป็นอย่างดี

เราเองก็กินข้าวกลางวันกันที่นี่ เสร็จแล้วก็ไปชมน้ำตกผาส้วม ต่อด้วยเข้าชมหมู่บ้านชนเผ่า ตามเสต็ปมาตรฐาน เลยเก็บเอาภาพมาฝากเพื่อนๆ บล็อคอีกเช่นเคย เอาไว้เพื่อจะได้เป็นแนวทางและมีประโยชน์บ้างสำหรับเพื่อนๆ ในการจัดวางแพลนหากต้องเดินทางมาเที่ยวลาวใต้

 


แล้วก็เดินออกมาทางนี้ เพื่อชมน้ำตกผาส้วม ..


มุมมหาชน .. ใครมาก็ต้องมาเก็บภาพกันที่มุมนี้แหละ ..


อีกมุมหนึ่งของน้ำตกผาส้วม .. / ข้ามสะพานไปออกลานจอดรถได้ด้วย .. เลี้ยวไปชมหมู่บ้านชนเผ่าก่อนก็ดีนะ ..

 


อีกมุม .. ที่ใครๆ ก็ชอบมานั่งตรงนี้ .. เก็บภาพถ่ายแสนสวยกับความทรงจำดีๆ กลับไปบ้าน ..


บ้านของชนเผ่าที่มาสร้างไว้ที่นี่ .. แค่บางส่วนนะ .. ดูๆ แล้วเหมือนเป็นศูนย์ศิลปวัฒนธรรมย่อมๆ เลยล่ะ ..


แวะเข้าไปเรือนของชนเผ่ากะตู (Katoo) เห็นแม่หญิงนั่งทอผ้าอยู่เลยแวะเข้าไปทักทาย .. ขออนุญาติถ่ายรูปมาฝากเพื่อนๆ บล็อคกันหน่อยนึง ..

จากน้ำตกผาส้วม นี่ก็บ่ายสองโมงแล้ว พวกเราก็เลยออกเดินทางเพื่อกลับไปที่ด่านและทำการผ่านแดนให้ทันเวลา 4 โมงเย็นตามคำแนะนำของไกด์ เพื่อกลับเข้าสู่ประเทศไทยกันเสียที ไกด์บุนล้นก็ติดรถกลับมาอุบลฯ กับพวกเราด้วย แล้วจะมีพี่มารับที่โรงแรมรีเจ้นท์ที่พวกเราจะพักในคืนนี้ เห็นบอกว่าวันรุ่งขึ้นจะเดินทางไปเกาะช้างต่อเลย ขอให้เดินทางปลอดภัยนะท้าวบุนล้น ขอบคุณที่ช่วยดูแล ให้ข้อมูลความรู้เรื่องต่างๆ ของปะเทดลาว ช่วยอำนวยความสะดวก จัดการเรื่องอาหารการกินและทุกๆ เรื่อง


โปรโมทให้บุนล้นหน่อยนึงแล้วกันนะ .. 

กลับมาถึงอุบลฯ ประมาณ 6 โมงเย็น แวะไปสั่งหมูยอให้แพ็คใส่กล่องเพื่อโหลดไปกับสัมภาระ เป็นของฝากที่มีชื่อของจังหวัดอุบลฯ ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็เข้าเช็คอินที่โรงแรมรีเจ้นท์อีกครั้ง เพื่อพักผ่อนอีกซักคืน ก่อนที่จะไปขึ้นเครื่องพรุ่งนี้เช้า

วันนี้จากลากับท้าวบุนล้น และคุณสิทธิ์คนขับรถตู้อย่างชื่นมื่น ชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ เป็นที่เรียบร้อย หวังว่าโอกาสหน้าอาจจะทริปที่ได้ร่วมทางกันด้วยความสนุกสนานแบบนี้อีกในคราวต่อๆ ไป และต่อๆ ไป ส่วนวันนี้พวกเราคงต้องขอตัวไปพักผ่อนกันก่อน ขอบคุณเพื่อนๆ บล็อคที่ติดตามอ่านกันมาข้ามวันข้ามคืนยาวเป็นเดือนกันเลย ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ทุกท่าน

ราตรีสวัสดิ์ครับ

 

ชมภาพเพิ่มเติมได้ที่ http://seesod.com/albums/view/index/I37CWqXB8G1338562143 และ http://seesod.com/albums/view/index/js15XJEOgQ1338559372

ไปชมแบบรีวิว มี 2 ตอนนะ
ตอนแรก : http://takeaphoto.netau.net/index.php/topic,47.0.html
ตอนที่สอง : http://takeaphoto.netau.net/index.php/topic,48.0.html

 

| วันแรก | วันที่สอง | วันที่สาม | วันที่สี่ | วันที่ห้า |

 

เขียนเมื่อ : วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ.2555 เวลา 23:48 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass