น้องแจ๊ส .. ได้ป้ายทะเบียนมาแล้วนะ ..

วันนี้ (เสาร์ 28 ก.ค.2555) นัดกับเซลล์ที่ฮอนด้า ว่าจะเข้าไปเปลี่ยนป้ายทะเบียน คืนป้ายแดงให้ศูนย์ไปซะ แล้วหันมาใช้ป้ายทะเบียนของเราเองซะทีเนอะ หลังจากที่รอ ร๊อ รอกันมานานเกือบ 3 เดือน ก็ออกรถเมื่อวันแรงงานพอดี (1 พฤษภาคม) แล้วเราก็เถลไถลไปเรื่อย รอจนให้เปิดจองหมวดอักษรใหม่จะได้เป็นเลข 3 หลัก ซึ่งเท่าที่ตามข่าวก็คือจะเปิดจองในวันที่ 1 มิถุนายน

ก็เลยรอไปก่อน 1 เดือนแล้วรีบออกไปจองเลขที่ชอบได้มาตามใจปรารถนา ตามที่โพสไปในบล็อคก่อนโน้น ได้มาแล้วกว่าจะส่งเอกสารให้เซลล์ก็ปาไปวันที่ 15มิถุนายนเข้าไปแล้ว กว่าที่ศูนย์จะไปทำเรื่องจดทะเบียนเสร็จเรียบร้อย เซลล์เพิ่งโทรมาบอกเมื่อต้นสัปดาห์นี้เองว่า ได้ป้ายมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้เข้ามาเปลี่ยนเอาป้ายใหม่ไปได้เลย

ด้วยประการฉะนี้ ก็เลยได้นัดกันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าวันเสาร์นี้ (28 กรกฎาคม 2555) เวลา 10 โมงเช้าจะเอาน้องแจ๊สเข้าไปเปลี่ยนป้ายที่ศูนย์ หลังจากไปส่งน้องเอแคลร์ไปเรียนพิเศษแล้วก็มุ่งหน้าไปตามที่นัดหมาย ไปถึงที่ศูนย์ (ลำลูกกา) ตรงตามเวลานัดพอดี ใช้เวลาในการทำเรื่องคืนป้ายแดง น้องเซลล์อีกคนก็ลงมาเปลี่ยนป้ายให้เป็นที่เรียบร้อย รับเล่มทะเบียน, รับเงินค่าป้ายแดงคืน และรับเอกสารขอคืนภาษีรถคันแรกทุกอย่างเป็นอันเรียบร้อยดี

เพิ่งมาเห็นว่า .. เมื่อวานตอนกลับบ้านที่ถูกมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวกันชนด้านหน้า มันเป็นรอยยาวเลย มันน่าโมโหนักเชียว ช่องจะให้ไปก็แทบจะไม่มีอยู่แล้ว ก็ยังมุดยังเบียดแทรกอยู่ได้ แล้วก็มาเฉี่ยวรถกรูซะเป็นรอยอย่างงี้ แล้วขับหนีไปหน้าตาเฉย ไม่รับผิดชอบอะไรซักอย่าง นิสัยแย่มากๆ เลย อารมณ์เสียว่ะ ก็เลยต้องไปบ่นไว้ที่โพสก่อนนี้นั่นแหละ

เมื่อไหร่ไอ่พวกเห็นแก่ตัว ไม่มีระเบียบวินัย ไม่เคารพกฎแบบนี้มันจะหมดไปจากสังคมซะทีว๊ะ สร้างแต่ความเดือดร้อนให้คนอื่นอยู่ร่ำไป เซ็งจริงๆ เล๊ยยย ..

 

เขียนเมื่อ : วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2555 เวลา 23:58 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass

Advertisements

ผู้ร้ายตัวจริง .. กรรมของคนขับรถยนต์ ..

เมื่อวานตอนเย็น เป็นวันศุกร์ปลายเดือน กำลังขับรถกลับบ้านอยู่บนถนนรามคำแหงนี่แหละ ช่วงหน้ารามก่อนถึง กกท.นิดหน่อย รถกำลังติดสนิท จอดนิ่งๆ ดูสายฝนที่ตกลงพรำๆ พื้นถนนก็เปียกแฉะลื่นแสนจะลื่น เพราะถึงจะอยู่ใต้ทางยกระดับรามคำแหงก็เถอะ แต่รถที่จะเข้ามาผ่านหน้ารามฯ ก่อนจะเข้ามาวิ่งอยู่ใต้ทางยกระดับเนี่ย แต่ละคันก็เปียกชุ่มๆ กันมาทั้งนั้นแล้วล่ะ พาให้พื้นถนนกำลังลื่นได้ที่ทีเดียว เปิดวิทยุฟังข่าว ฟังเพลง ฟังอะไรไปเรื่อยเปื่อย

ก็ยังคิดอยู่ว่า .. ทำไมพวกมอเตอร์ไซค์จะต้องมุดช่องโน้น ป่ายไปมาช่องนั้นช่องนี้ มุดซ้ายออกขวา ตัดหน้าคันโน้นทีคันนี้ที ช่องระหว่างรถที่จอดติดอยู่บนถนนก็ไม่ได้จะกว้างนักหนา ก็ยังจะดิ้นรนพยายามโยกซ้ายโยกขวาเบี่ยงหลบกระจกคันนั้นคันนี้ เพื่อจะไปให้ได้ แล้วก็ไม่ได้ขี่กันช้าๆ เลยนะ แต่ละคันใส่กันเข้ามาแบบว่า ข้าแน่ว๊อย เซียนอยู่แร๊ว กรูชัวร์ไม่มีโดนหรอก โยกซ้ายโยกขวากันพรึ่บพรับ เห็นแล้วเป็นห่วงรถตัวเองชิบเป๋ง กลัวว่าวันไหนไอ่บ้านั่นมันเกิดดวงแตก ไถลมาเฉี่ยว เกี่ยวรถกรูเป็นรอยขึ้นมาจะทำยังไง ใครจะรับผิดชอบ เห็นมาหลายเคสแล้ว เป็นเรื่องทีไรหนีหายไปโดยเร็วก่อนคู่กรณีจะลงจากรถซะด้วยซ้ำ

ฟังเพลงอยู่เพลิน .. แล้วความซวยก็มาเยือนจนได้ มีมอเตอร์ไซค์คันนึงซ้อนผู้หญิงมาด้วย มุดเข้าช่องมาอย่างเร็วเลย แล้วก็พลาดมาเฉี่ยวกันชนรถกรู ได้ยินเสียงดังครืด .. จากนั้นก็แถไปข้างหน้าจนเกือบล้ม เพราะถนนมันเปียกน้ำก็ลื่นอยู่แล้วยังขับฉวัดเฉวัยนอีก ดีที่ยังทรงตัวอยู่ไม่งั้นอัดท้ายคันหน้าแหงๆ .. แล้วทำยังไงต่อรู้ไม๊? .. หันหน้ามามอง แล้วรีบขี่หนีไปอย่างเร็วเลย เอาล่ะสิ .. ทีนี้จะไปตามเอาค่าเสียหายกับใครที่ไหนดีล่ะ เพราะคนที่ทำมันหนีไปแล้ว ทำผิดแล้วไม่ยอมลงมาเคลียร์ ไม่รับผิดชอบแบบนี้ คนแบบนี้ควรจะเรียกว่าอะไรดี จะลงจากรถวิ่งตามไปก็คงจะไม่ทันเป็นแน่ จะขับตามไปก็ไม่ได้เพราะรถจอดติดอยู่บนถนนขยับไปไหนไม่ได้เลย

ใครจะว่าผมเรื่องมากหรือซีเรียสมากเกินไปหรือเปล่าก็ตามใจคุณจะคิดเถิดนะ แต่เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง เดี๋ยวเคลมประกันก็ซ่อมสีใหม่ได้ ขอโทษเถอะครับมันเป็นเรื่องที่ผมควรต้องมาจ่ายค่า accept หรือไง ใครที่ควรจะต้องมาจ่ายให้ผม เพราะทำผิดเต็มประตูเห็นๆ อยู่ ก็เพราะคนไทยคิดว่าเรื่องแค่นี้ โอ๊ย .. เล็กน้อยมาก แต่การที่จะปล่อยให้คนขับรถที่มีพฤติกรรมการขับขี่ประเภทนี้ ทั้งประมาท ทั้งเห็นแก่ตัว ไม่เคารพกฎจราจรออกมาใช้ถนนร่วมกับคนที่เค้าทำตามกฎ มันก็หมายถึงคุณปล่อยให้อันตรายเข้ามาใกล้ตัวคุณ และวันนึงก็อาจเกิดกับคุณได้ในทุกเวลานาที

ผมคนนึงล่ะที่ไม่ขอส่งเสริมให้คนไร้วินัยและไม่ปฏิบัติตามกฎออกมาสร้างอันตรายในถนนที่มีผู้คนใช้กันอย่างสาธารณะแบบนี้หรอก ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุซะเอง ก็ยังคงเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุอื่นๆ ได้อีกเช่นกัน เพราะว่าคนแบบนี้ไม่เคยเคารพกฎจราจรนั่นเอง แล้วจากนี้ไปล่ะ .. ผมจะต้องทำยังไง เพิ่งออกรถมายังไม่ครบ 3 เดือนเลย ป้ายยังแดงอยู่เลยอ่ะ ต้องเอาไปทำสีเพราะความประมาทของคนนิสัยแย่ๆ ที่ไม่เคารพกฎจราจร มาสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอยู่ร่ำไปแบบนั้นเหรอ จะตามไปจับที่ไหนดีล่ะ ก็รีบขับหนีไปซะอย่างงั้น ไม่เคลียร์ ไม่คุย ไม่จ่าย ผิดก็ไม่จ่าย ไม่ให้จับด้วย แจ้งตำรวจก็คงไม่ได้เรื่องอะไรขึ้นมาหรอก เพราะทุกวันงานของท่านก็มีมากจนล้นมืออยู่แล้ว สุดท้ายก็คงได้แต่ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานแล้วถ่ายเก็บไว้ดูต่างหน้า จะจับปรับใครก็ไม่ได้เพราะหาคู่กรณีไม่มี ก็เพราะมันหนีไปนานแล้ว สุดท้ายก็ต้องจ่ายค่า accept  เอาเอง .. ไม่ได้ส่วนลดประวัติดีสำหรับปีหน้าอีก .. รับไปเต็มๆ ทั้งขึ้นทั้งล่อง

กรณีแบบนี้คงมีไม่ใช้น้อย หลายคนก็คงเจอมา หรือโดนแบบนี้กันมาเหมือนๆ กัน .. นี่แหละหนาที่ว่า .. กรรมของคนขับรถล่ะ .. ส่วนผู้ร้ายตัวจริง ก็ชิ่งหนีไปนานแล้วตามระเบียบเหมือนทุกๆ ครั้งนั่นแล

ขอโทษเพื่อนๆ บล็อคทุกท่านนะครับ โพสนี้ขอระบายซักหน่อย เบื่อหน่ายกับคนที่มีพฤติกรรมแบบนี้จริงๆ ส่วนคนที่ขับดีๆ ก็จงทำดีต่อไปนะครับ การไปสั่งสอนคนแบบนั้น มันคงช้าเกินไปเสียแล้ว เพราะความเห็นแก่ตัวมันพอกหนาเข้าไปในส่วนลึกของพฤติกรรมเสียแล้ว คงทำได้เพียงแค่ปฏิบัติตัวเราให้อยู่ในกฎระเบียบที่ดี เพื่อความสุขความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของเราเองเท่านั้น ท่องกันให้ขึ้นใจระลึกไว้ตลอดเวลาที่ใช้รถใช้ถนน “กฎจราจร คือกฎแห่งความปลอดภัย .. ขับรถตามกฎ ช่วยลดอุบัติเหตุ”

ขอความปลอดภัยจงมีแก่ทุกท่านที่ช่วยกันรักษากฎ แคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง ที่อาจเกิดจากบุคคลเหล่านั้น

ส่วนคนเหล่านั้นก็ขอให้ได้สติ คิดได้เสียที อย่าให้ถึงกับต้องให้เกิดความสูญเสียกันก่อน แล้วถึงจะค่อยรู้สึกตัวเลยนะ วันนี้คุณอาจจะยังโชคดีอยู่ แต่พรุ่งนี้เทพีแห่งโชคอาจจะไม่อยู่ข้างคุณ แล้วเมื่อถึงวันนั้นคำว่าเสียใจ คงจะไม่เพียงพอซะแล้ว

 

เขียนเมื่อ : วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2555 เวลา 21:51 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass

ลองมาตั้งค่า DNS ด้วยตัวเองกันดีกว่า .. ง่ายนิดเดียว ..

จากโพสเรื่องของปัญหา DNS เมื่อวานนี้ เข้ามาอ่านคอมเม้นท์ที่เพื่อนๆ บล็อคทิ้งไว้เมื่อบ่ายนี้ ก็มีเพื่อนบล็อคบอกให้เขียนวิธีการตั้งค่า DNS ให้ดูที เพราะมีปัญหากับทรูเช่นเดียวกัน ผมก็สัญญาว่าเดี๋ยวเย็นนี้กลับบ้านมาจะรีบเขียนให้โดยด่วนจี๋ เผื่อจะช่วยบรรเทาปัญหาของเพื่อนบล็อคไปได้บ้างไม่มากก็น้อยล่ะ


ขอปิดรูปของเพื่อนบล็อคเอาไว้นะครับเพราะยังไม่ได้ขออนุญาตเพื่อนๆ เลย ..

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา .. เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าเนอะ ..

ก่อนนอน .. เอ๊ย .. ก่อนอื่นเราต้องเปิดเครื่องกันก่อนครับ .. (น่านปะไร .. เอาอีกแล้ว .. เอ็งจะยียวนกวนบาทาเพื่อนๆ ทำไมว๊ะ .. แหะๆ ..  อย่าถือโทษโกรธผมเลยนะครับ .. มันเป็นสไตล์การเขียนของผมเอง เขียนแบบกวนๆ นิดๆ อยากให้รู้สึกว่าเรื่องยากๆ มันก็สามารถเข้าใจได้ง่ายๆ น่ะครับ ^_^ ) แล้วก็รอให้บูตเข้าสู่วินโดว์จนสำเร็จความตามประสงค์ (ดูมันๆ .. ยังไม่เลิกกวนอีกแน่ะ .. ;-p ) ระหว่างรอบูตเครื่องก็ลองลุกไปซิทอัพซัก 20-30 ที เพื่อเป็นการลดพุงที่กำลังใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากการที่นั่งเล่นคอมฯ ทั้งวัน ไม่ได้ขยับก้นออกไปไหนกันเลย .. 555+

เอาล่ะ มาดูกันที่หน้า Desktop .. ลองมองหาไอค่อน My Network Place เจอไม๊ครับ .. ถ้าเจอแล้วก็คลิ๊กขวาที่ไอค่อน My Network Place แล้วเลือกที่ชอร์ทคัท Properties แต่บางคนก็บอกว่า .. เฮ้ย .. บนหน้า Desktop ของตรูมันไม่มีไอ่เจ้าไอค่อนตัวนี้เว๊ย ..

โอ๋ๆๆๆ ไม่ต้องเสียใจที่วินโดว์ของเราไม่เหมือนชาวบ้านเค้า งั้นลองไปคลิ๊กที่ปุ่ม Start ดูสิ แล้วมองหา My Network Place อีกทีซิ .. นั่นแน๊ .. แอบอยู่นี่เอง เจอแล้วก็คลิ๊กขวาเลือก Properties เหมือนกัน ..

แต่มีทริคเล็กๆ อยู่นิดนึง ถ้าเรามองเรื่อยลงมาจาก My Network Place อีกซัก 2-3 ขั้น ก็จะเจอกับคำว่า Connect to แล้วก็มีสามเหลี่ยมเล็กๆ ด้านท้าย ถ้าเราคลิ๊กเข้าไปดูก็จะเห็น Connection ที่เราใช้ในเครื่องเรียงกันอยู่ข้างใน คลิ๊กขวาบน Connection ที่เราใช้ต่ออินเตอร์เน็ตแล้วเลือก Properties ก็จะข้ามหน้าของ My Network Place เข้าไปสู่หน้าของการตั้งค่าได้เลย (เห็นม๊ะ ว่าวินโดว์ของเราไม่เหมือนชาวบ้านเพราะได้ config ให้เพิ่มความสะดวกรวดเร็วมากขึ้นกว่าแบบธรรมดาตะหาก .. อิอิ .. )

ใครที่คลิ๊กขวาเลือก Properties ของ My Network Place ก็จะมาเข้าที่หน้าของ Network Connection  ก็ให้เลือก Connection ที่เราใช้ต่ออินเตอร์เน็ต คนไหนใช้ Wi-Fi เชื่อมต่อก็เลือก Wireless LAN ใครใช้การเชื่อมต่อผ่านสายแลน ก็เลือกที่ LAN .. โดยคลิ๊กขวาที่ Connection ของเราแล้วเลือก Properties (อีกเช่นเดิม) ..

ส่วนใครที่เลือกทางลัด ที่มุดเข้ามาทาง Connect to แล้วคลิ๊กขวาเลือก Properties กับคนที่มาทางตรงผ่าน My Network Place ก็จะมาเจอกันที่จุดแวะพักระหว่างทางที่ตรงนี้ ..

นั่นคือ .. หน้าต่างที่เราจะเข้าไปตั้งค่ากัน .. แวะดื่มน้ำ ปัสสาวะ (ดื่มเข้าไปได้นังไงว๊ะ .. น้ำปัสสาวะ .. แหวะ .. ) กันให้เรียบร้อย พร้อมกันแล้วก็ออกเดินทางกันต่อ (ทำหยั่งกะไปเที่ยวกันแน่ะ .. เนอะๆๆๆ .. )

ที่หน้านี้ .. ในช่องหน้าต่างตรงกลาง ให้เลื่อนสกอร์ลบาร์ลงมาจนเจอ TCP / IP ซึ่งเป็นโปรโตคอลที่ใช้รับส่งข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตที่เค้าใช้กันเป็นสากลโลก ที่ไม่มีใครใช้ภาษาอื่นๆ ในการสื่อสารกัน เพราะมันจะคุยกับคนอื่นอีกหลายพันล้านคนบนโลกนี้ไม่รู้เรื่องน่ะสิ .. 555+

เลือกที่โปรโตคอล TCP / IP เสร็จแล้ว ก็กดปุ่ม Properties (อีกแล้วเหรอเนี่ยะ) ได้เลยคร๊าบบบบ .. ^_^ ..

เอาล่ะเข้าสู่ช่วงสำคัญกันแล้ว .. โปรดอย่ากระพริบตา เพราะอาจพลาดช๊อดเด็ดไปได้ .. 555+ (นั่นแน๊ .. จ้องกันใหญ่เลยอ่ะดิ๊ .. ) ไม่มีอะไรมากหรอกครับ .. เขียนให้ตื่นเต้นไปหยั่งงั้นแหละ .. (พลั่ก .. โอ๊ยยย .. เพื่อนคนเดิมจากโพสที่แล้ว มันกระโดดถีบผมซ้ำอีก ฐานที่มาทำให้เพื่อนๆ บล็อคตื่นเต้นโดยไม่มีเหตุอันควร .. )

จริงๆ แล้วมันก็สำคัญน๊า .. ไอ่หน้าต่างต่อไปเนี่ยะ .. เพราะมันเป็นหน้าต่างของ TCP / IP Properties ที่เราต้องเข้าไปกำหนดค่าให้เครื่องคอมฯ ของเรามันวิ่งเข้าไปหาเครื่อง Name Server ที่เราระบุไว้ ไม่ใช่วิ่งเข้าไปตามที่พี่ทรูสั่งให้ไป เป็นการบอกให้เครื่องคอมฯ ของเราขัดขืนคำสั่ง ประท้วงไม่ยอมไปตามเส้นทางที่กำหนด ด้วยวิธีแบบอหิงสา ดื้อแพ่งอย่างสงบและไร้อาวุธหรือความรุนแรง พร้อมกับยื่นข้อเรียกร้องว่า พวกเราเป็นประชาธิปไตย เป็นเสียงส่วนใหญ่ของระบบ ต้องการจะไปที่เครื่อง Name Server ตัวที่ต้องการ โดยไม่ต้องการไปตามที่รัฐบาลทรูสั่งการโดยเด็ดขาด .. ไม่งั้นพวกกรูจะยิง nuke ไปเผาเครื่องเมิง .. เผาเลยครับพี่น้อง ผมรับผิดชอบเอง .. 555+

คนพูดได้เป็นอำมาตย์ไปแล้ว ส่วนเพื่อนร่วมรบตกกระป๋อง โดนเด้งออกไปสู้อยู่แต่เพียงเดียวดาย ทุรนทุรายอยู่ข้างถนนเช่นเดิม จะรอดคุกรอดตะรางได้หรือเปล่ายังไม่รู้เลย .. เอ้า .. ฮา .. กันล่ะเหว๋ย ..

ง่า .. วกมาเรื่องการเมืองได้ยังไงว๊ะนั่น .. กลับมามุดเข้าไปในเครื่องคอมฯ กันต่อดีกว่า ..  ย่อหน้าที่ผ่านมาช่างหาสาระไม่ได้เอาซะเลยจริงจริ๊งงง .. เฮ้อ ..

เอ้า .. ถึงไหนแล้วเนี่ย .. ลืมเลย ..

เอาล่ะในหน้าของ TCP / IP Properties ดูที่ด้านบนนะ .. ให้ทำงานอยู่ในแท็บ General แล้วให้เราลองมองมาที่ด้านล่างของหน้าต่างนี้ จะมีเรดิโอบ๊อกซ์ถูกเลือกอยู่ที่ Obtain DNS server address automatically ให้เราปลี่ยนไปเลือกอีกตัวเลือกหนึ่งก็คือให้เลือกที่ Use the following DNS server address: เพื่อที่เราจะได้ใส่ ip ของเครื่อง Name Server ที่เราต้องการได้ ซึ่งจะมีให้เราใส่ได้ 2 ค่า ..

ให้ใส่ทั้งสองช่องเลย .. ช่อง Preferred DNS server นี้จะเป็น ip ของเครื่อง Name Server ที่จะวิ่งเข้าไปหาก่อนเป็นอันดับแรก หากหาไม่เจอถึงจะว่าไปหาต่อที่ Alternate DNS server อีกทีนึง

เดิมทีค่านี้ ทางพี่ทรูแกก็จะส่งการตั้งค่าอัตโนมัติมาพร้อมกับการที่เรา connect เข้าไปสู่เครือข่ายของทรู โดยปกติจะใช้ 203.144.207.49 และ 203.144.207.29 และต่อมาเมื่อไม่นานนี้ ก็เกิดปัญหากับเครื่อง Name Server ทั้งสอง ไม่สามารถให้บริการแปลงข้อมูลชื่อให้เป็น ip ให้ถูกต้องได้

ดังนั้นเมื่อมีการเรียกหาเวบปลายทางโดยใช้ชื่อเวบไซต์ตามระบบ Domain Name เมื่อ URL ถูกส่งเข้ามา แต่เครื่อง Name Server ไม่สามารถแปลงให้เป็น ip ได้ ก็ไม่สามารถบอกทางให้ไปสู่จุดหมายได้อย่างถูกต้อง เลยแสดงผลกลับมาที่เครื่องเราโดยบอกว่า กรูม่ายรุ๊จัก URL ที่เมิงร้องขอว่ะ สงสัยโดเมนที่คุณเมิงเรียกหาอยู่นี้อาจจะยังไม่ได้ลงทะเบียนไว้ .. ยูสเซอร์อย่างเรา พออ่านเจอแบบนี้ก็เกิดอาการงงเป็นไก่ตาแตกยังไงล่ะคร๊าบบบ เมื่อก่อนกรูยังเข้าดูได้อยู่เลยนี่หว่า ..

งงงง งงงงงงงง งงงงงงงงงงงงงงงง .. ลองทายซิมี งอ งู กี่ตัว .. 555+ (มีโฆษณาคั่นรายการด้วยเว๊ยเฮ้ย ..)

ก็เลยพาให้เกิดการเขียนโพสนี้ขึ้นมาให้เพื่อนๆ บล็อคได้มานั่งอ่านกันอยู่ตรงนี้นี่แหละ

เอาล่ะ เราลองมาใส่ ip ใหม่ของเครื่อง Name Server ของพี่ทรูกันดูดีกว่านะ พี่ทรูแกก็เขี้ยวน่าดู กลัวคนจะย้ายไปใช้เครื่อง Name Server เครื่องใหม่กันเยอะหรือยังไงไม่ทราบ แอบทำงุบงิบๆ ไม่บอกใคร ไม่มีการแจ้งใดๆ เกี่ยวกับปัญหานี้เลย สงสัยอยากให้คนโทรเข้าไปหาคอลเซ็นเตอร์กันเยอะๆ แฮะ แต่ผมก็ไปได้ ip นี้มาจากการ search หาในอินเตอร์เน็ตนี่แหละ มีหลายๆ คนที่เค้าคงเจอปัญหาคล้ายๆ กันมาก่อนผม แล้วก็เอามาแบ่งปันกันไว้ ต้องขอบคุณหลายๆ ท่านที่เอามาแชร์กันนะครับ

ค่า ip ใหม่ของพี่ทรูที่ใช้งานได้ ณ ขณะนี้ก็คือ 203.144.207.72 และ 203.144.207 71

ค่าแรก 203.144.207.72 ใส่ที่ช่อง Preferred DNS server

ส่วนค่าถัดมา 203.144.207.71 ให้เอาไปใส่ที่ช่อง Alternate DNS server

จากนั้นก็กดปุ่ม OK ตอบตกลงเรื่อยๆ จนกลับออกมาสู่หน้า Desktop ก็เป็นอันสำเร็จเสร็จสิ้นครบถ้วนทุกกระบวนความ

 

หากแต่ใครต้องการใช้ ip สำหรับเครื่อง Name server สาธารณะของกูเกิ้ล ก็สามารถลองใช้ดูได้ที่ ip ดังนี้

Preferred DNS server : 8.8.8.8

Alternate DNS sever : 8.8.4.4

ถ้าหากว่าแบบรักพี่เสียดายน้อง ก็ใช้มันทั้งสองที่แบบผมเลยก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด (แบบว่าผมโลภมากอ่ะ .. 555+) จริงๆ แล้วมัน add เพิ่มได้อีกตั้งหลายต่อหลาย ip เลย ถ้าใครสนใจจะลองทำดู ก็กดปุ่ม Advanced นั่นแหละ แล้วไปที่แท็บ DNS จากนั้นก็เข้าไปใส่ค่า ip ที่ต้องการและก็กดปุ่ม add เข้าไปได้ตามใจ แถมยังสามารถจัดลำดับได้อีกด้วยนะจะบอกให้ ..

ทดลองใช้กันดูได้ .. ถ้าไม่ถูกใจจะเปลี่ยนกลับใช้ของพี่ทรูก็ไม่ยากเย็นแล้วนี่ครับ .. ในเมื่ออ่านมาจนถึงบรรทัดนี้แล้ว เรื่องแค่นี้กลายเป็นเรื่องหมูๆ ไปแล้วเนอะ .. ว่าไม๊ล่ะคร๊าบบบบ

 

เขียนเมื่อ : วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2555 เวลา 22:08 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass

แล้วก็ค้นพบว่า .. ปัญหาเกิดจาก ISP ..

ช่วงเดือนที่ผ่านมา ไม่ค่อยมีเวลาได้อัพบล็อคใดๆ เลย เพราะมีภารกิจสำคัญให้ทำหลายเรื่อง เวลาที่จะมาอัพบล็อคให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันก็น้อยลงไปด้วย กอรปกับเคยเข้ามาเพื่อเช็คดูว่าทั้งบล็อค ทั้งบอร์ดยังอยู่ดีมีสุขกันหรือเปล่า?

ก็ปรากฎว่า .. เฮ้ยยย .. รูปภาพในบล็อคมีกลับไม่ยอมแสดงตัวกันซะอย่างงั้น เช็คไปที่ URL ปลายทางของรูป ก็เข้าไม่ได้ พยายามเข้าไปที่หน้าเวบของ server ที่ฝากรูปไว้ ก็เข้าไม่ได้อีกเหมือนกัน กลับถูก redirect ไปหน้า parked domain ตลอดเลย

เอาล่ะสิ .. ทำยังไงดีหว่า?  .. นี่มานเกิดอรายขึ้นกับช๊านนนนน ..

ความที่เป็นแค่ user ธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ได้มี skill ด้านคอมฯ ที่ดีนัก ก็เลยสันนิษฐานจากหลักฐานและพยานแวดล้อมผู้เห็นเหตุการณ์แล้ว ปรากฎว่าน่าจะได้ข้อสรุปว่าเกิดจาก server ที่ฝากรูปมีปัญหา เพราะเวบอื่นก็ยังคงเข้าได้ตามปกติ ก็เลยคิดว่า .. ถ้าเป็นเช่นนี้ admin ของเวบคงทราบเรื่องแล้วและคงกำลังแก้ไขอยู่ วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำได้ตอนนี้ก็คือ รอ ร๊อ รอ นั่นเอง 555+

ก็เลยเป็นสาเหตุสำคัญที่เห็นควรด้วยว่า เราควรจะหยุดกิจกรรมการอัพเดทบล็อค หรืออัพรูปใดๆ ทุกอย่าง จนกว่า server จะกลับมาใช้งานได้เป็นปกติ ก็เลยดูเหมือนว่าผมได้หายตัวไปจากบล็อคและเวบบอร์ดด้วย แต่เปล่าเลยครับ ไม่ได้ไปไหนหรอก ก็ยังคงติดตามสถานการณ์ของการแก้ไขอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ได้อัพให้ได้เห็นกันแค่นั้น

จนมาถึงวันนี้ หลังจากเคลียร์งานส่วนใหญ่ไปได้เยอะแล้ว เลยพอจะมีเวลามาวิเคราะห์ปัญหานี้อย่างจริงจังซะที เพราะตั้งแต่รู้เรื่องจนถึงวันนี้ นี่ก็รอมานานกว่าครึ่งเดือนแล้ว ก็ยังไม่มีทีท่าว่าปัญหาจะถูกแก้ไขให้ลุล่วงไปเสียที ก็คิดว่าจะลองแก้ปัญหาเอง แบบสไตล์บ้านๆ นี่แหละ อย่างไรก็ไม่มีอะไรจะเสียไปกว่านี้อยู่แล้ว แก้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรเพราะยังไงก็ใช้ไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าแก้ได้ก็โชคดีไป

จากความรู้แค่หางอึ่งเท่าที่พอจะมีติดตัวกับเค้าอยู่บ้าง ก็พอจะวิเคราะห์ปัญหาออกมาได้ว่า มันน่าจะเกิดได้อีกทางหนึ่งก็คือเรื่องของ DNS ที่ผมมองข้ามไปตั้งแต่ตอนแรก เพราะเชื่อมั่นในเสถียรภาพระบบของทรู (ตรูไปเชื่อมั่นได้ยังไงว๊ะเนี่ย?) แต่มาถึงตอนนี้คงต้องลองมาเช็คดูอีกทีแล้ว เพราะถ้าไม่ได้เกิดจากทาง server ฝากรูปที่ใช้ อีกทางที่จะเกิดขึ้นได้ก็เรื่องของ DNS นี่แหละ

ดูจากอาการที่เข้าเวบได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ส่วนเวบอื่นๆ ก็ยังเข้าได้เป็นปกติ บางเวบก็มีปัญหา บางเวลาอยู่ๆ ก็ใช้ได้ขึ้นมาซะอย่างงั้น  เอ๊ะ .. มันยังไงกันหว่า?  ไปเข้าที่สถาบันด้วยระบบอินเตอร์เน็ตของมหาวิทยาลัย ก็เข้าใช้งานได้ดีนี่นา แต่พอมาลองเข้าจากที่บ้านกลับใช้งานไม่ได้อีกซะแล้ว .. แบบนี้ .. ชัวร์เลยว่าต้องเป็นที่ระบบอินเตอร์เน็ตของเราแหงๆ

เอ๊ะ .. แต่ทำไมเวบอื่นๆ ก็ยังเข้าได้ล่ะ มีแค่บางเวบที่เข้าได้บ้าง ไม่ได้บ้าง อืมมมม .. อย่างนี้แล้ว .. ก็อาจจะเป็นไปได้ที่ Name Server ของ ISP จะมีปัญหาอยู่หรืออาจจะกำลังอัพเดท Name Server อยู่ก็เป็นได้ เลยเข้าไปหาข้อมูลในเวบไซต์ของทรูอินเตอร์เน็ต ก็ไม่มีการแจ้งว่าจะมีการอัพเดทใดๆ ทั้งสิ้น มีแต่การจะอัพเกรดเป็น IPv6 เพื่อทดแทนการขาดแคลน IP ของอินเตอร์เน็ตในปัจจุบันแค่นั้น

แต่เอ๊ะ .. นั่นก็อาจจะเป็นสาเหตุของปัญหาก็เป็นได้นะ .. เพราะเดิมทีระบบอินเตอร์เน็ตที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ยังใช้ IPv4 กันอยู่ เป็น IP แบบ 32 bit ที่ใกล้จะเต็มแล้ว เลยมีการสร้างระบบ IPv6 ขึ้นมารองรับ ซึ่งเป็น IP แบบ 128 bit ซึ่งจะมีปริมาณ IP ให้ใช้กันพอเพียงไปได้อีกนาน (แต่จะนานแค่ไหน ก็ยังไม่มีใครรู้)

อ้าว .. เดี๋ยวก่อนสิ .. แล้วไอ้เจ้า IPv4 กับ IPv6 มันต่างกันยังไงล่ะ?

ถ้าตอบแบบกำปั้นทุบดินไปตรงๆ เลยก็จะบอกว่า ก็ IPv6 มันก็มีปริมาณ IP ให้เราใช้ได้มากกว่า IPv4 น่ะสิ ไม่งั้นเค้าจะคิดกันขึ้นมาใหม่ทำไม .. ตอบแบบนี้ใครอยู่ใกล้ๆ ผม คงกระโดดถีบผมตกโต๊ะบัดเดี๋ยวนั้นแน่ๆ .. 555+

งั้นอธิบายแบบง่ายๆ ให้ชาวบ้านร้านช่องเข้าใจแบบไม่ต้องคิดลึกกันให้มากเรื่องมากความ ก็พอจะสรุปได้ว่า ..

ระบบ IP เดิมที่เราใช้กันมานานแสนนานแล้วเนี่ยะ เป็นระบบ IPv4 ที่มีโครงสร้างในการระบุตำแหน่งของเครื่องคอมพิวเตอร์บนอินเตอร์เน็ตเป็นแบบนี้ XXX.XXX.XXX.XXX เป็นตัวเลข 4 กลุ่มคั่นด้วย . (จุด) และแต่ละกลุ่มมีค่าตั้งแต่ 0-255 รวมทั้งสิ้น 256 ค่าซึ่งเท่ากับ 2^8 (2 ยกกำลัง 8) ดังนั้นเมื่อรวมกันทั้ง 4 กลุ่มแล้ว IPv4 จะมี IP ให้ใช้งานได้ถึง 2^32 หรือเท่ากับ 4,294,967,296 ค่า (อู้ววววส์ .. ตั้ง 4 พันกว่าล้าน IP ยังไม่พอใช้เลยอ่ะ) โดย IPv4 นั้นจะมีค่าได้ตั้งแต่ 0.0.0.0 จนถึง 255.255.255.255 ส่วนจะแบ่งเป็น class อะไรก็ช่างมันก่อนเหอะ

คราวนี้มาถึง IPv6 กันบ้าง ทางเทคนิคแล้ว IPv6 จะเป็น IP ในระบบ 128 bit มีจำนวน IP ให้เราสามารถเอาไปใช้งานได้ถึง 2^128 (2 ยกกำลัง 128 ซึ่งจะเท่ากับ .. เอ่อ .. เท่าไหร่ว๊ะ .. ลองไปกดเครื่องคิดเลขดูเอาแล้วกัน รู้แต่ว่ามันมากกว่าเดิมมากกกกกกกกกกกกกกก .. ก็แล้วกัน) โครงสร้างจะเป็นแบบนี้ ..

XXXX:XXXX:XXXX:XXXX:XXXX:XXXX:XXXX:XXXX คั่นด้วย : (โคลอน)

ไม่ต้องพูดกันมาก เพราะมันไม่สัมพันธ์กับโครงสร้าง IP แบบเดิมแน่นอน ดังนั้นจึงต้องมีการแปลง IPv4 ให้เป็น IPv6 โดยต้องอาศัยความสามารถของเจ้า Name Server นี่แหละ อย่างไรเสีย .. การเปลี่ยนระบบ IP นี้ในทางเทคนิคนั้น ปากก็บอกว่าไม่มีปัญหา .. No Problem .. แน่นอน แต่ในทางปฏิบัติมันไม่เป็นไปตามทฤษฎีเป๊ะๆ เช่นนั้นน่ะซี๊ เพราะอาจจะมีผลกระทบกับผู้ใช้งานส่วนหนึ่ง ซึ่งใช้ IP แบบเดิมที่ยังไม่ได้ถูกแปลงเป็น IP แบบใหม่

คราวนี้มาว่ากันจำเพาะเจาะจงลงไปที่ True Internet เลย เพราะเป็น ISP ที่ผมใช้บริการอยู่ ปัญหามันเกิดอยู่ที่ DNS ตัวเดิมที่ใช้กันมานาน (ip : 203.144.207.49 และ 203.144.207.29) มันไม่ยอมทำการแปลง IP ที่เราเรียกเข้าไป เลยไม่สามารถเข้าหน้าเวบปลายทางที่ต้องการได้ ต้องเรียกไปที่ DNS ตัวใหม่คือ 203.144.207.72 และ 203.144.207.71 แทนถึงจะใช้งานได้

อุเหม่ .. หลงไปโทษ server ที่ฝากรูปซะตั้งนานสองนาน .. ที่แท้ก็เกิดปัญหาที่พี่ทรูอินเตอร์เน็ตของเรานี่เอง .. เฮ้อ .. พี่ทรูเองก็ทำเงียบ ไม่แจ้ง .. ไม่บอก .. ไม่กล่าว .. ไม่อะไรทั้งสิ้น ปล่อยให้ยูสเซอร์อย่างผมนั่งมึนๆ ควานหาทางแก้เอาเองแบบนี้ มันจะดีเหรอค๊าบบบบเพ่ค๊าบบบบ ..

ส่วนค่า config ผมก็เลยตั้งเป็นแบบนี้ .. preferred DNS เป็น 203.144.207.72 นี่เป็นของทรูและ alternate DNS เป็น 8.8.8.8 อันนี้เป็นของกูเกิ้ล เผื่อถ้าของพี่ทรูเกิดเน่าขึ้นมาอีกจะได้ย้ายไปใช้อีกตัวหนึ่งเป็นทางเลือกได้ทันเวลา ส่วนวิธีการตั้งค่า DNS ก็คิดว่าทุกคนน่าจะทำเป็นกันอยู่แล้ว เลยไม่ขอเอามะพร้าวหาวมาขายสวนดีกว่า

แต่ถ้าใครไม่เคยทำก็ไม่เป็นไร เอาไว้โพสหน้าผมจะมาอธิบายขั้นตอนแบบบ้านๆ โดยละเอียดให้ทราบโดยทั่วกัน เพราะโพสนี้เริ่มยืดยาวเยิ่นเย้ออีกแล้ว เขียนบล็อคทีไร ยาวหลายหน้าทู๊กกกทีหนอเรา .. เฮ้อ ..

มีความสุข สนุกกับชีวิตทุกท่านนะคร๊าบบบบบ ..

 

เขียนเมื่อ : วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2555 เวลา 20:40 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass

20120510-14 .. ทริปลาวใต้ .. สะบายดีปากเซ .. วันที่สอง

Trip : LAOS PDR; Pakse, Champasak
Route : Bangkok – Ubon Rachathani – Pakse
Duration : 5D4N
Depart : THU.10 MAY,2012
Arrive : MON.14 MAY,2012
Destination : Wat Pu Temple, Don Det, Don Khon, Li Phi, Khon Pha Peng, Tad Yuang, Tad Fane, Pha Souam, Tribe Village


ปราสาทวัดพู


ดอนเดด


ดอนคอน


หลี่ผี


คอนพะเพ็ง


ตาดเยือง


ตาดฟาน


น้ำตกผาส้วม


หมู่บ้านชนเผ่า

| วันแรก | วันที่สอง | วันที่สาม | วันที่สี่ | วันที่ห้า |

 

วันที่สอง (ศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม 2555) กลับมาต่อกันเลยครับ เช้านี้งัวเงียตื่นขึ้นมาแบบไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าไรนัก แหม .. ก็มันยังไม่ 6 โมงเช้าเลยนี่นา .. ความขี้เกียจเลยยังเกาะกุมไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย มานึกขึ้นได้ว่านี่ตรูสู้อุตส่าห์เดินทางมาตั้งไกลหลายร้อยกิโลเมตร เพื่อมาเปิดหูเปิดตารับโลกใบใหม่ จะมัวมานอนขี้เกียจอยู่เช่นนี้ เห็นทีคงจะไม่ได้การเป็นแน่ เลยลุกขึ้นอาบน้ำอาบท่า ทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยแล้วก็ปลุกเอแคลร์ขึ้นมาจัดการตัวเองบ้าง ส่วนป๊ะป๋าก็เก็บกระเป๋ารอไปพลางๆ เสร็จพร้อมๆ กันก็จะได้ลงไปกินอาหารเช้าซะที


กินอาหารเช้ากันที่นี่ครับ ..

รายการอาหารเช้าของที่นี่ เป็นบุฟเฟ่ท์มีทั้งไทยทั้งฝรั่งเลือกกินกันได้ตามใจชอบ เทียบค่าห้อง+อาหารเช้าแบบนี้ก็คุ้มแล้วล่ะกับราคาไม่ถึงพัน อีกทั้งยังมีรถรับ-ส่งสนามบินอีกต่างหาก ไม่ต้องหรูมาก ราคาสมเหตุสมผลแบบนี้ก็คบกันได้ยาวๆ ไปเลย


ชา กาแฟ น้ำผลไม้ครบครัน / Section ของไข่ก็มีครบทุกแบบ แต่ถ่ายมาแค่เนี๊ยะเพราะรีบไปนั่งกิน รถตู้จะมารับอยู่แล้ว




สลัด, ขนมปัง / หรือจะเป็นกับข้าวแบบไทยๆ

กินเสร็จก็ขึ้นไปเอากระเป๋า ตรวจตราข้าวของในห้องอีกทีว่าไม่ได้ลืมอะไรไว้ แล้วลงลิฟท์ไปรอเช็คเอ้าท์เลย เพราะรถตู้จะมารับตอน 8 โมงเช้า พวกเราเหมารถตู้จากฝั่งอุบลฯ ของทีมงานอุบลแบงค์ ข้ามไปเที่ยวตลอดการเดินทางในปะเทดลาวทั้ง 3 วัน 2 คืน พร้อมกับไกด์ลาวด้วยอีกคนเพื่อพาเราเที่ยวและให้ข้อมูลสถานที่เที่ยวต่างๆ พร้อมกับช่วยอำนวยความสะดวกด้านอื่นๆ ด้วย

คนขับรถตู้ชื่อคุณสิทธิ์ ขับรถดีมาก นั่งแล้วรู้สึกปลอดภัยทั้งสูงวัยและอ่อนวัย เราออกเดินทางจากตัวเมืองอุบลฯ ประมาณ 8 โมงกว่า ขับผ่านไปหลายอำเภอผมจำชื่อไม่ได้ซักอำเภอ เพื่อจะไปข้ามแดนที่ด่านช่องเม็ก เอกสารผ่านแดนคุณสิทธิ์ก็ช่วยเป็นธุระไปจัดการมาให้ แล้วก็ยังช่วยเขียนอีก เราเองก็เขียนไม่ค่อยเป็นเลยต้องอาศัยผู้ชำนาญการมาคอยจัดการให้ พวกเราใช้พาสปอร์ตเลยสะดวก ไม่ต้องเสียเวลาไปทำ Border Pass เขียนเสร็จคุณสิทธิ์ไปจัดการเรื่องขั้นตอนพิธีการตรวจเอกสารผ่านแดน แล้วก็มาเรียกพวกเราให้ลงไปเดินผ่านด่านกันเอง ส่วนคุณสิทธิ์จะขับรถตู้ผ่านด่านไปรอที่ฝั่งลาวเลย


ออกเดินทางกันแล้ว ..


แล้วก็มาถึงด่านช่องเม็ก


Departure เข้าประตูนี้ / รถตู้ของพวกเราเอง .. / ในหลวงอันเป็นที่รักของคนไทยทุกคน ..

ผ่านด่านมา ก็เดินลงอุโมงค์ลอดไปขึ้นที่ฝั่งปะเทดลาว เดินตามเค้าไปเรื่อยๆ จะมีไกด์ลาวที่ติดต่อกันไว้มายืนรอรับพวกเราที่ทางออก แล้วพาไปนั่งรอในร้านดาวเรือง เป็น Duty Free ตั้งอยู่ที่หน้าด่านนั่นแหละ แล้วไกด์จะเอาเอกสารและพาสปอร์ตของพวกเราไปดำเนินการ,ประทับตราที่ด่านในฝั่งลาว ส่วนพวกเราก็เดินดูของรอกันไปตามอัธยาศัย


สุดเขตประเทศไทยแล้วจ้า .. / ลงอุโมงค์นี้แหละ ..


ในอุโมงค์ / ขึ้นมาก็เดินออกมาทางนี้ / เจอป้อมรักษาการณ์ก่อนเลย ..


ใช้พาสปอร์ตอยู่ได้ 30 วันไปได้ทั่วปะเทดลาว

ผ่านประตูเข้าไป สองคนพ่อลูกก็พากันเดินถ่ายรูปโน่นนี่นั่นไปจนทั่วร้าน เดินแวะไปเข้าห้องน้ำผ่านร้านกาแฟสดที่ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนใจ ชวนให้ลิ้มลองสัมผัสรสชาติกาแฟลาวที่ขึ้นชื่อในเรื่องความเข้มข้นจัดจ้านในรสชาติ คุณอาเลยต้องลองซัก 1 แก้วใหญ่ อร่อยเข้มได้ใจจริงๆ

 
ร้านดาวเรือง เป็นร้านค้ายกเว้นพาสี / ร้านกาแฟลาว .. รสชาติเข้มได้ใจ ..

ด้วยความสะเพร่าที่ไม่รู้จักสังเกตุป้ายห้ามที่แปะอยู่ที่หน้าประตูทางเข้า เลยโชว์เกรียนด้วยการเดินถ่ายรูปไปทั่วร้าน ทั้งๆ ที่เค้าห้ามถ่ายรูป มิน่าล่ะ .. ทำไมมีแต่คนมองเราด้วยสายตาแปลกๆ ทำเสียชื่อคนไทยตั้งแต่เริ่มเหยียบแผ่นดินปะเทดลาวเลยตรู มารู้ก็ตอนที่คุณอาเดินมาบอกว่าห้ามถ่ายรูปนั่นแหละ เฮ้อ .. โชคยังดีที่เจ้าหน้าที่เค้าไม่จับโยนออกมานอกร้าน เลยแก้เก้อด้วยการแกล้งทำเขินเดินออกมาถ่ายรูปโน่นนั่น เก็บบรรยากาศที่นอกร้านแทน 555+ .. อายจังวุ๊ย .. !*#%$


เดินถ่ายโน่น ..


เดินถ่ายนี่ ..

 


สุดท้ายก็ต้องออกไปเดินถ่ายนั่น ..

ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง ไกด์ก็เดินมาเรียกพวกเราให้ไปขึ้นรถตู้กันได้แล้ว พร้อมออกเดินทางได้ เดินออกมาจากร้านดาวเรือง ก็มีแม่ค้าขายซิมโทละสับ มาเสนอขายซิมบอกว่าสามารถใช้ 3G ได้ 100 MB ราคา 60 บาทมีเงินให้ในซิม 15 บาทมั๊ง คุณอาเลยซื้อไว้เผื่อจะได้ลองใช้ 3G ของปะเทดลาวดูบ้าง และที่สำคัญก่อนออกจากหน้าด่านรถทุกคนต้องไปเข้าแล็บปฏิบัติการพ่นยาฆ่าเชื้อทุกล้อกันซะก่อน ถึงจะไปต่อได้


ซิมโทละสับ 3G ในปะเทดลาว .. ลองดู สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้ ..


จุดฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อ / นี่คือแล็บปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ ..

ออกจากด่านมาก็มุ่งหน้าเข้าเมืองปากเซกันก่อนเลย นั่งมองถนนหนทางและสภาพความเป็นอยู่ ทำให้นึกถึงบ้านที่อยู่สมัยผมยังเด็กๆ บ้านของคนลาวจะปลูกกันอยู่ห่างๆ ถนราดยางวิ่งสวนกันเหมือนถนนในหมู่บ้านตามต่างจังหวัด การจราจรเบาบาง มีหมูเห็ดเป็ดไก่วัวควายเดินกันตามริมถนน บางครั้งก็เดินข้ามถนนกันเป็นฝูงใหญ่ ก็ต้องจอดรอให้เค้าข้ามไปให้หมดก่อน ถ้าหากรถไปชนสัตว์เลี้ยงเหล่านี้เข้า คนขับต้องจ่ายค่าเสียหายให้เจ้าของเหมือนซื้อสัตว์ตัวนั้นไปเลยอ่ะ คนลาวจะใช้รถจักร (มอเอตร์ไซค์) และรถถีบ (จักรยาน) เป็นพาหนะหลักในการเดินทาง แต่พอเข้าเขตเมืองก็มีความเจริญมากขึ้นตามลำดับเช่นเดียวกับไทยเรานี่แหละ

ไกด์เล่าให้ฟังว่า คนลาวขี่รถไม่เคยมองหลังหรอก อยากจะเลี้ยวก็เลี้ยว อยากไปซ้ายไปขวาก็ไปโลด ขับรถใหญ่ต้องระวัง เพราะรถใหญ่ชนรถเล็ก รถใหญ่ผิด แต่รถเล็กชนรถใหญ่ รถใหญ่ก็ผิดอีกเหมือนเดิม อ้าวววว .. ไหงเป็นงั้นหว่า ?!?!?


มีป้ายบอกชัดเจนใหญ่โต .. จากปากเซไปเที่ยวที่ไหน? ระยะทางเท่าไหร่?


สภาพบ้านเรือนของชาวบ้านบริเวณด่าน

ไกด์ยังเล่าต่ออีกว่า ระดับฐานะของคนลาวจะดูได้จากบ้านที่อยู่นี่แหละ คนส่วนมากโดยทั่วไปจะเป็นบ้านไม้ ส่วนถ้ามีฐานะขึ้นมาหน่อยก็จะปลูกเป็นครึ่งไม้ครึ่งปูน ส่วนคนมีอันจะกินก็จะอยู่บ้านปูนกัน ที่เป็นเช่นนี้เพราะอุปกรณ์ก่อสร้างที่ลาวจะราคาแพงมาก ต้องนำเข้าเท่านั้นไม่สามารถผลิตได้เอง และทรัพย์สินอีกอย่างที่บ่งบอกฐานะของชาวลาวได้ดีก็คือสัตว์เลี้ยงนั่นเอง ใครมีวัวควายมากก็หมายถึงคนนั้นมีฐานะดี เรียกได้ว่าเป็นคนมีตังค์ว่างั้นเถอะ เวลาจะไปขอแต่งเมียลาวเนี่ย นอกจากเงิน,ทองแล้วอาจจะมีวัวหรือควายนี่แหละพ่วงไปด้วยเป็นหน้าเป็นตากับทั้งสองฝ่าย


บ้านไม้ สำหรับคนทั่วๆ ไป / บ้านปูน สงวนไว้เฉพาะคนมีตังค์ (เยอะ) เท่านั้น ..


เข้าในเมืองปากเซแล้วนะ ที่เจอก่อนเลยคือ กุ่มบลิสัด ดาวเรือง / วุดทิ-สักก็มี / ไอทีซิตี้ก็มาเปิดให้บลิกานด้วยเช่นกัน

เกือบเที่ยงแล้วพวกเราเดินทางมาถึงเมืองปากเซ ก่อนจะเข้าโรงแรมก็บอกให้ไกด์ช่วยพาไปหาอะไรง่ายๆ กินกันเป็นมื้อกลางวันก่อน ตกลงกันได้ว่าไปกินก๋วยเตี๋ยวแล้วกัน ที่ลาวเรียกว่าเฝอแฮะ สั่งมากินกัน 5 ชาม หน้าตามันก็เหมือนกับบะหมี่เกี๊ยวบ้านเรานี่เองนี่หว่า แต่ราคาสุดโหดมื้อนี้มีบะหมี่เกี๊ยว (เฝอ) 5 ชาม ชาเขียว 2 ขวด น้ำแข็ง 5 แก้ว รวมทั้งหมด 590 บาท เอ่อ .. มันแพงกว่า Food Court ในห้างดังของบ้านเราซะอีกนะนั่น


เฝอมื้อแรกในปะเทดลาว .. ไม่อร่อยเล๊ยยย ..

มานั่งคำนวณดู อืมมมม .. ชาเขียวขวดละ 40 บาท น้ำแข็งแก้วละ 2 บาท ถ้างั้นเฝอก็ชามละ 100 บาทนะสิ ง่า .. ขอโทษเถอะครับถ้าอร่อยจะไม่เสียดายเงินเลย แต่นี่บะหมี่เกี๊ยวที่กินที่อุบลฯ เมื่อค่ำวานนี้ ราคาแค่ 30 บาทเองนะตะเอง แถมยังอร่อยกว่าเยอะแยะด้วย เล่นตีหัวเข้าบ้านแบบนี้ ประทับใจสุดๆ เลยอ่ะนะ มื้อแรกก็โดนซะแล้วพวกเรา เฮ้อ ..


โรงแรมจำปาสัก พาเลด

เสียอารมณ์ว่ะ .. รีบไปเช็คอินดีกว่า จองโรงแรมจำปาสัก พาเลดเอาไว้ 2 คืน อยากจะเป็นเจ้ากับเค้าซักครั้ง เลยจองที่นี่เพราะจะได้ลองนอนในวังกันบ้างซักที ที่นี่เดิมทีเคยเป็นวังที่ประทับของเจ้าบุญอุ้ม ที่เป็นเจ้าผู้ครองแขวงจำปาสักองค์สุดท้ายก่อนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2518 ด้านหน้าของโรงแรมหันหน้าสู่แม่น้ำโขง ด้านหลังติดแม่น้ำเซโตน วิวสวยมากมองเห็นแม่น้ำได้ทั้งสองด้านและยังเห็นวิวของเมืองปากเซอย่างชัดเจนอีกด้วย


เป็นวังเก่าของเจ้าบุญอุ้ม

มาม๊ะเดี๋ยวจะพาไปชมห้องพักของเราบนชั้น 3 อันเป็นชั้นสูงสุดที่คนทั่วไปจะพักได้ ส่วนชั้นที่สูงขั้นไปกว่านี้ก็จะเป็นห้องพักของแขกระดับ VIP, ผู้นำประเทศ หรือแขกบ้านแขกเมือง สมเด็จพระเทพฯ ก็ทรงมีห้องประทับส่วนพระองค์ที่ชั้นบนสุดของโรงแรมนี้ด้วยเหมือนกัน

  
บรรยากาศดี กว้างขวาง ไม่อึดอัด ..


มองเห็นวิวเมืองปากเซชัดเจน ..

ห้องพักของพวกเราคือ 305 เป็นห้องแบบเตียง Twin แต่เราขอเตียงเสริมด้วยเพราะนอนกัน 3 คน เตียงเสริมเป็นเตียงเหล็กพับ ที่นอนกับหมอนที่เสริมมาเนี่ยะ .. นิ่มมากกกกกก นอนแล้วอาจจะปวดหลังได้ง่ายๆ แต่ห้องกว้างขวางมาก เอ๊ะ .. น่าเรียกว่าทั้งกว้างทั้งยาวจะเหมาะกว่า มีทีวี ตู้เย็น โคมไฟ โต๊ะแต่งหน้าทาปาก และโต๊ะเก้าอี้อีกชุด ห้องน้ำมีอ่างอาบน้ำ น้ำร้อน-เย็นครบครับ ส้วมเป็นแบบชักโครก มีสายฉีดชำระพร้อม ปลั๊กไฟมีหลายจุดให้คุณชาร์จสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต หรือแล็ปท๊อปได้สบายๆ โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์แปลงหัวปลั๊กแต่อย่างใด ในตู้เย็นมีมินิบาร์ให้ส่วนหนึ่งมีราคาแจ้งไว้ชัดเจน พร้อมน้ำเปล่าให้ 3 ขวดต่อวัน (ห้องผมเสริมเตียงเลยได้มากกว่าห้องอื่น) ส่วนอีกห้องคือห้อง 307 ภายในเหมือนกันทุกแพทเทิร์นขนาดเท่ากัน แต่ห้องนี้คุณปู่กับคุณย่านอนกันแค่ 2 คนเท่านั้น


เตียงแบบ Twin, เตียงเสริมตั้งริมหน้าต่างด้านในสุดนั่นแหละ ..


โต๊ะเก้าอี้ชุดนี้ย้ายไปไว้ข้างทีวี เพราะเป็นที่ของเตียงเสริม / ในตู้เย็นมีอะไรบ้างเอ่ย?


ในห้องน้ำ / ชักโครก มีสายชำระด้วย / อ่างอาบน้ำมาตรฐาน


กระติกต้มน้ำร้อน, น้ำ 2 ขวด (ตอนเค้าเอาเตียงเสริมมา maid ก็เอาน้ำมาเพิ่มให้อีก), แก้ว 2 ใบ พร้อมใบแจ้งราคามินิบาร์ในตู้เย็น / หนังสือนำเที่ยวเมืองลาว เอาไว้นอนอ่านเพลินๆ


โคมไฟหัวเตียง มีปลั๊กไฟให้เสียบชาร์จอุปกรณต่างๆ (มีหลายจุดเลยล่ะ) / ตู้เซฟไว้เก็บของมีค่าสำคัญ / ทีวีรับช่องของไทยได้ครบทุกช่อง ไม่พลาดละครหลังข่าวเรื่องโปรดแน่นอน

ไกด์นัดเวลาเจอกันบ่ายสามโมง โปรแกรมไปเที่ยวกันวันนี้คือปราสาทหินวัดพู ที่อยู่ก่อนถึงเมืองปากเซ หลังจากอาบน้ำอาบท่ากันให้สบายตัวคลายร้อนจากแสงแดดเปรี้ยงของเมืองปากเซเมื่อกลางวันนี้ไปแล้ว เปิดทีวีดูไปพลางๆ รอเวลานัด เจอแต่รายการจากประเทศไทยล้วนๆ ทีวีไทยมีทุกช่อง ใครติดละครหลังข่าว รับรองไม่มีพลาดแน่นอน ละครช่อง 3 กับช่อง 7 ได้รับความนิยมสูงสุด คนลาวจะชอบดูมาก ดูเหมือนจะมากกว่าช่องของลาวสตาร์ซะด้วยซ้ำ ส่วนตอนนี้มีเวลาเหลือเยอะ ผมก็ขอพักสายตาซักชั่วโมง เพราะเพลียแดดแล้วยังตื่นเช้าอีกด้วย

 
ด้านหลังโรงแรมติดแม่น้ำเซโดน


มองเห็นเมืองปากเซแบบเต็มๆ ตา ..

15:00 น. ไกด์โทรขึ้นมาตามให้ไปเที่ยวกันได้แล้ว ถึงได้เยื้องกรายออกจากห้องลงลิฟท์แก้วมากันโดยพร้อมเพรียง ปราสาทหินวัดพูอยู่ห่างจากเมืองปากเซประมาณ 30 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางไม่นานก็ถึงแล้ว แดด (ยังไม่) ร่ม แต่ลมตกแล้ว ไกด์เข้าไปซื้อปี้ก่อน 4 คนเด็กไม่ต้องจ่ายปี้ แล้วก็ซื้อปี้ลดก๊อฟด้วยเพราะจะให้เดินเข้าไปก็คงไม่ไหว .. ไกลเอาเรื่องนะนั่น ส่วนพวกเราก็ไปเข้าห้องน้ำกันเสียหน่อย ต้องแสดงหลักฐานลงหลักปักเขตแดนเอาไว้ ให้ชาวโลกได้รู้ว่าตรูมาถึงที่ปราสาทวัดพูแล้วนะเว๊ยเฮ้ย .. ห้องน้ำสะอาดดีครับ สร้างซะสวยเชียวน๊า ..


รูปปราสาทหินวัดพูที่เราจะไปกัน / นั่งรอที่ล็อบบี้กันก่อน / ข้ามสะพานย้อนกลับไปทางที่เรามา เพราะทางไปปราสาทหินวัดพูอยู่ก่อนถึงตัวเมืองปากเซ

 
ขายบัดเข้าชิม เอ๊ย .. บัดเข้าชม / เดินเข้ามา .. จงเดินเข้ามา .. / แวะเข้าห้องน้ำกันก่อน ห้องน้ำเค้าสร้างไว้ซะสวยเชียว ..


ผมอ่านเป็นลิงทะบวมตลอด / คอยเก็บปี้ ..


ปี้เข้าชมวัดพู แบบ One day pass / ปี้ลดก๊อฟ


ลดก๊อฟพาไปส่งข้างใน .. แล้วเดินต่อเอง ..

จากจุดจอดลดก๊อฟ ก็ต้องเดินๆๆๆๆ เข้าไปอีกไกลเชียวแหละ เดินกันไปเรื่อยๆ สเต็ปแรกยังเป็นทางราบชันเล็กน้อย พื้นยังเรียบๆ อยู่ หยั่งงี้ยังเดินได้สบายบรื๋อว์ ถึงจุดแวะพักจุดแรก ไหว้พญานาค 7 หัวก่อนเพื่อขอให้เปิดทางให้เราขึ้นไปต่อ จากนั้นก็ขึ้นบันไดด้านข้างเพื่อไปต่อกัน ชักเริ่มชันขึ้นอีกนิดหน่อย แต่พื้นเริ่มไม่เรียบซะแล้วเดินลำบากขึ้นนิดนึง แต่ก็บ่ยั่นเดินขึ้นกันไปอีก ถึงจุดพักที่สอง จุดนี้ไหว้พระกันก่อน ตรงนี้มีแม่ค้ามาขายน้ำดื่มกันด้วย

จากจุดนี้ขึ้นไปนี่แหละของจริง เส้นทางเดินลำบากจริง ต้องเดินขึ้นทางชันฝ่าหินระเกะระกะไปจนสุดทาง เพื่อไปขึ้นบันไดขั้นห่างๆ ที่พื้นบันไดแคบๆ ไม่มีราวจับและชันมากเพื่อขึ้นไปสู่ชั้นบนสุด ค่อนข้างอันตรายทีเดียว ควรใช้ความระมัดระวังให้มาก กว่าจะตะเกียกตะกายขึ้นไปถึงชั้นบน เล่นเอาหน้ามืด เหนื่อยหอบแฮ่กๆ ลมสวาทจะรับประทานเอาให้ได้ หัวใจเต้นตึกตักๆๆๆ แทบจะหลุดออกมานอกหน้าอก คนเป็นโรคหัวใจอย่างผมแทบจะหมดลมเสียให้ได้ ดังนั้นจึงควรประเมินสภาพร่างกายของตัวเองให้ดีก่อนจะขึ้นไปนะครับ ศรัทธาอย่างเดียวไม่พอนะครับที่นี่

 
ปราสาทด้านนอก ตอนนี้เหลือแต่ฐานรากแล้ว ..


ที่จุดจอดลดก๊อฟ .. ใครกลัวร้อนก็มีร่มให้ยืม (แต่จ่ายตังค์ให้คนให้ยืมด้วยนะ .. 555+)


วันที่ไปมีคณะดูงานจากที่ไหนซักแห่งมาเที่ยวชม ก็เลยมีการมาติดตั้งป้ายผ้าต้อนรับกันอยู่ / แผนที่บริเวณปราสาท รับรองไม่มีหลง / ห้ามลัดผ่านนะจ๊ะ ..


ไกลเอาเรื่องเลย / บูรณะซ่อมแซมอยู่ ..


พญานาค 7 หัวเฝ้าทางขึ้นอยู่ .. ต้องไปไหว้ขอทางกันก่อน ..


ขึ้นไปกันต่อ / หญิงนอนหงาย-ชายนอนคว่ำ

ส่วนเอแคลร์กับไกด์ขึ้นไปถึงกันก่อนนานแล้ว ยังเด็กอยู่พลังงานเลยเยอะ ส่วนคนแก่อย่างผมขอค่อยๆ ตามขึ้นไปจะดีกว่า ความยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามก็อยู่ที่นั่น .. และแล้วสุดท้ายผมก็พาสังขารอันระทดระวยขึ้นไปถึงชั้นบนสุดจนได้ โย่วๆๆ หันไปมองรอบๆ เห็นคนนั่งพักกันเพียบเพราะเพิ่งขึ้นมาถึง ยังเดินต่อไม่ไหวเหมือนกัน

แต่เห็นไกด์ทั้งบ่าวทั้งนางเดินขึ้นเดินลงกันหน้าตาเฉย ไม่มีทีท่าจะเหนื่อยอะไรกันเลย หรือเพราะขึ้นลงกันบ่อยๆ เลยชินแล้ว เอาน่าไกด์ก็ยังหนุ่มๆ สาวๆ กันอยู่ แต่พ่อใหญ่แม่ใหญ่ที่ขึ้นมาขายของนี่สิ เท่าที่ประเมินด้วยสายตาอายุน่าจะซัก 50 กว่าปีกันแล้วทั้งนั้น ไม่ได้เดินขึ้นกันมาแบบตัวเปล่าๆ นะ แบกเอาของขึ้นมาขายกันด้วย ทั้งน้ำแข็ง ลังน้ำอัดลม ของกินสารพัดสารพัน โอ๊ยยยยย .. เค้ายังสามารถแฮะ .. แข็งแรงกันจริงๆ หนอ เล่นเอาคนหนุ่มๆ (เหลือน้อย) เฉกเช่นชาวเมืองอย่างเราๆ เนี่ย ถึงกับอายม้วนกันไปเลยทีเดียว


อีกชั้นนึง .. แวะไหว้พระกันก่อน ..

 
พื้นหินแบบนี้เดินลำบากจริงๆ / บันไดชันๆ ขั้นห่างๆ พื้นแคบๆ / เทียบกับเท้าของผมแล้วจะเห็นว่ามันแคบแค่ไหน พลาดพลั้งไปคงจบไม่สวยแน่ๆ โปรดใช้ความระมัดระวังให้มากๆ ด้วย

เอ้า .. ไปเที่ยวกันมาตั้งครึ่งวันแล้ว ยังไม่ได้แนะนำไกด์ของเราให้รู้จักกันเลย ไกด์ของเราชื่อ ท้าวบุนล้น พวงมะนี เรียนจบมาทางด้านการท่องเที่ยวโดยตรง มีประสบการณ์เป็นไกด์นำเที่ยวมาหลายปีดีดักแล้ว อัธยาศัยไมตรีดีมาก ช่างพูดช่างคุย จัดการเรื่องต่างๆ ให้พวกเราแทบทุกเรื่อง ช่วยทำให้ทริปนี้ของเราสะดวกสบายขึ้นเยอะแยะ บริการดีมากจริงๆ ขอ Confirm หากใครมีโปรแกรมจะไปเที่ยวลาว อย่าลืมเรียกใช้บริการท้าวบุนล้นได้นะครับ


โฉมหน้าของ ไกด์บุนล้น พวงมะนี / ติดต่อใช้บอลิกานได้ตามนามบัตรเลยครับ

หลังจากพักจนหายคลายเหนื่อยกันไปบ้าง ก็ได้เวลาเข้าไปไหว้พระกัน แล้วก็เดินไปดูบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ใต้ชะง่อนผาด้านหลังปราสาท เค้าว่ากันว่าเจ็บป่วยปวดเมื่อยตรงไหน ตั้งจิตอธิษฐานให้มั่นแล้วรองน้ำที่ไหลมาประพรมลูบไล้ไปตรงนั้น แล้วความเจ็บป่วยจะถูกบรรเทาให้คลายหายไป อันนี้ก็ต้องตามแต่ศรัทธาความเชื่อของแต่ละบุคคล ผมก็เอามาลูบหน้าลูบตาเพื่อเป็นสิริมงคลต่อตัวเองเหมือนกัน


วิวสวยคุ้มค่ากับที่ตะเกียกตะกายขึ้นมา ..


ปราสาทหินวัดพู .. ที่เราเพียรพยามยามปีนขึ้นมาเพื่อสักการะกัน ..


ผู้สร้างต้องเปี่ยมด้วยพลังแห่งศรัทธาล้วนๆ ..


บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ .. อยู่ใต้ชะง่อนผานั่นแหละ ..

แล้วก็เดินอ้อมไปดูรอบๆ ปราสาท เก็บภาพอีกนิดหน่อย แล้วก็ได้เวลาเดินลงกันซะที นักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นที่มาก่อนก็ลงไปกันหมดแล้ว แต่ก็ยังมีอีกกลุ่มที่กำลังเดินสวนขึ้นมาอยู่เหมือนกัน ตอนนี้มันก็สี่โมงกว่าแล้ว รีบกลับดีกว่า ออกมาน้องๆ พนักงานทยอยกลับบ้านกันไปบางส่วนแล้ว ก็เค้าเลิกงานกันแล้วนี่นา ส่วนเราออกมาก็ว่าจะเข้าไปล้างหน้าล้างตาเสียหน่อย ปรากฎว่าห้องน้ำได้ปิดน้ำไปเรียบร้อยแล้ว น้ำไม่ไหลแล้วอ่ะ ง่า .. เลยต้องกลับแบบเหนียวๆ ทั้งหน้าทั้งแขนหยั่งงั้นแหละ


เดินไปดูรอบๆ ปราสาทกันซักหน่อย ..


ง่า .. ตอนลงนี่ต้องระวังตัวมากขึ้นอีกด้วยนะ  เพราะอะไรก็ดูเอาสิ .. ???


ลงมาถึงโดยปลอดภัย .. อย่าประมาทก็ละกัน


นางทั้งหลายกลับบ้านกันไปเกือบหมดแล้ว .. / นั่งรอเราอยู่หรือเปล่า? / เหลือรถตู้ของเรากับอีกคันแค่นั้น ..

ใช้เวลาไม่นานก็ข้ามสะพานเข้าสู่ตัวเมืองปากเซในเวลาเย็นๆ ผ่านสะหนามหลวงแล้วก็ไปแวะร้านโทละสับที่อยู่ตรงข้ามโรมแรมจำปาสัก พาเลด เพื่อให้เค้าตั้งค่าเครื่อง SAMSUNG Galaxy S2 ของคุณอาให้ใช้กับซิมที่ซื้อที่หน้าด่านให้ที เพราะพยายามลองตั้งค่าเองแล้ว ลองโทรไปถามคอลเซ็นเตอร์ก็แล้ว เล่นพูดแต่ภาษาลาวไม่มีภาษาอังกฤษบ้างเลย บางคำเค๊าก็มะเข้าใจน๊าตะเอ๊ง เฮ้อ .. แต่ปรากฎว่าร้านบอกให้รีเซ็ตเครื่องซะงั้น จะใช้ที่ลาวแค่ 3 วันต้อง Reset Factory Setting กันเลยเหรอ ถ้าหยั่งงั้นก็ขอบคุณนะคร๊าบบบบ .. ไม่ต้องดีกว่านะ ..


อาทิตย์อัสดง .. ที่ปะเทดลาว


ภูเขาหัวนมสาว อิอิ .. ผมเรียกเองแหละ (จริงๆ รู้สึกจะชื่อภูนางนอนนะ) .. เหมือนป่ะ? ถ้ามองให้ได้มุมของเค้า จะดูเป็นรูปผู้หญิงหุ่นดีเชียว กำลังนอนหงาย คล้ายมากกกกก .. คนเรานี่ก็ช่างจินตนาการกันไปเนอะ .. แต่ผมก็ชอบนะ แปลกดี ..


สองหลังนี่คือบ้านของลูกเจ้าบุญอุ้ม .. ทางการมายึดไปแล้ว ..

กลับโรงแรมดีกว่า เริ่มมืดแล้วด้วย ไกด์บุนล้นก็นัดเวลาแบบ 6-7-8 แล้วก็แยกย้ายกัน พวกเราก็ขึ้นห้องพัก อาบน้ำล้างตัวแช่น้ำอุ่นเพื่อคลายกล้ามเนื้อเสียหน่อย แล้วมาถึงมื้อเย็นครั้นจะออกไปหาอะไรกินก็เหนื่อยเมื่อยเหลือหลาย จากการที่ได้ขึ้นเดินปราสาทเมื่อบ่ายนี้ ไม่มีใครอยากจะเดินกันแล้ว เลยตกลงปลงใจจะสั่งอาหารจากห้องอาหารของโรงแรมขึ้นมากินบนห้องกันดีกว่า อืมมมม .. รสชาติดีแฮะ ราคาไม่แพงมากด้วย อร่อยกว่าเฝอแพงเทพเมื่อกลางวันเป็นร้อยเท่า

สำราญกับอาหารมื้อเย็นกันเต็มที่ไปแล้ว ก็ได้เวลาพักผ่อนเสียที สลบไสลหมดเรี่ยวแรง ชาร์จน้องไอทิ้งไว้แล้วหลับไปอย่างง่ายดายทั้งสามคน เป็นอันจบวันที่สองของการเดินทางแต่เพียงเท่านี้ ฝันดีนะครับทุกคน ..

พรุ่งนี้มาต่อวันที่สามกันครับ ..

ชมภาพเพิ่มเติมได้ที่
http://seesod.com/albums/view/index/I37CWqXB8G1338562143 และ
http://seesod.com/albums/view/index/js15XJEOgQ1338559372

ไปชมแบบรีวิว มี 2 ตอนนะ
ตอนแรก : http://takeaphoto.netau.net/index.php/topic,47.0.html
ตอนที่สอง : http://takeaphoto.netau.net/index.php/topic,48.0.html

 

| วันแรก | วันที่สอง | วันที่สาม | วันที่สี่ | วันที่ห้า |

 

เขียนเมื่อ : วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2555 เวลา 15:43 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass

20120510-14 .. ทริปลาวใต้ .. สะบายดีปากเซ .. วันแรก

Trip : LAOS PDR; Pakse, Champasak
Route : Bangkok – Ubon Rachathani – Pakse
Duration : 5D4N
Depart : THU.10 MAY,2012
Arrive : MON.14 MAY,2012
Destination : Wat Pu Temple, Don Det, Don Khon, Li Phi, Khon Pha Peng, Tad Yuang, Tad Fane, Pha Souam, Tribe Village


ปราสาทวัดพู


ดอนเดด


ดอนคอน


หลี่ผี


คอนพะเพ็ง


ตาดเยือง


ตาดฟาน


น้ำตกผาส้วม


หมู่บ้านชนเผ่า

| วันแรก | วันที่สอง | วันที่สาม | วันที่สี่ | วันที่ห้า |

 

ติ๊ก .. ต่อก ..  นั่งดูนาฬิกา นับวันรอให้ถึงเวลาของทริปนี้ซะที คุณอาจองตั๋วแอร์เอเชียกันข้ามปีกับโปร Free Seat ได้มา 5 ที่ บินไปลงอุบลฯ แล้ววางแพลนไว้ว่าจะไปตะลอนทัวร์ลาวใต้กันซักครั้ง ในช่วงที่น้องเอแคลร์ปิดเทอมใหญ่

ก่อนเดินทาง 1 สัปดาห์ก็มาเริ่มหาที่พัก หารถตู้ จัดตารางทัวร์กัน ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นผู้ช่วยหลักในการค้นหา เพราะทุกอย่างหาได้ในโลก Cyber พวกเราจองที่พัก Booking.com ทั้งที่อุบลฯและปากเซเลย ส่วนการติดต่อจองรถตู้และไกด์ก็ขอรับบริการจากทีมงานอุบลแบงค์ บริการดีครับ สะดวก ปลอดภัย เชื่อถือได้ .. คอนเฟิร์ม !!!


ลากกระเป๋า .. บินไปตะลุยลาวใต้ ..

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2555 บ่ายกว่าๆ ก็เรียกรวมพลคนที่บ้านให้อาบน้ำแต่งตัว เตรียมตัวออกเดินทางกันได้แล้ว ต้องรีบไปสนามบินสุวรรณภูมิเพราะนัดคุณอาเอาไว้ตอน 4 โมงครึ่ง คุณอาออกมาจากที่ทำงาน ส่วนพวกเราออกไปจากบ้าน เดี๋ยวค่อยโทรหากันเรื่อยๆ

3 โมงครึ่งเดินออกมาเรียกรถแท็กซี่หน้าปากซอย บอกจะไปสนามบินสุวรรณภูมิ ส่ายหน้ากันทุกคันมันเป็นอะไรกันนักหนา ยืนเรียกอยู่ครึ่งชั่วโมงก็มีคันนึงยอมไปส่งให้ เฮ้อ .. เล่นตัวกันจริ๊งพ่อคุ๊ณณณ .. ยังไม่หมดเคราะห์อีก แท็กซี่คันที่นั่งไปก็เกิดแก๊สจะหมดซะอีก ต้องเลยไปเติมแก๊สก่อนแล้วค่อยย้อนกลับมาเข้าถนนวงแหวนตะวันออก ตอนเย็นๆ แบบนี้รถก็ไปติดแหง่กอยู่ที่หน้าด่านเก็บเงินทับช้างอีก เอาเข้าไป .. กว่าจะผ่านมาได้ก็ 4 โมงกว่าแล้ว พอพ้นด่านไปได้ก็วิ่งฉิว ไปถึงสนามบินเกือบจะ 5 โมงแล้ว คุณอายืนรออยู่ด้านในของประตู 3


สนามบินสุวรรณภูมิ .. รถก็เยอะ / คนก็แยะ ..

วันนี้แถวเช็คอินของแอร์เอเชียยาวจริงแฮะ (อืมมม .. หรือว่าทุกวันก็ยาวแบบนี้อยู่แล้ว .. 555+) ขนาดเช็คอินผ่านเวบมาจากที่บ้านแล้วนะ แค่เอากระเป๋ามา drop อย่างเดียวก็ยืนรอกันจนเมื่อยแล้ว ทั้งที่เปิดตั้งหลายช่องนะ เพราะมีเที่ยวบิน inter ออกใกล้ๆ กันด้วยมั๊ง คนเลยเยอะ จะย้ายไปแถว Domestic พอหันไปดู ง่า .. แถวยาวกว่าอีกแน่ะ งั้นตรูรอตรงนี้แหละ ไม่ย้ายแล้ว ..


เดินเข้ามาต่อแถว drop กระเป๋าที่ช่อง E07 / อุ๊ยๆๆ .. ชุดแดงเดินผ่านไป .. น่ารักด้วย ..

 

ทุกชาติ ทุกภาษา  ต่างมาใช้บริการ ..


พนักงานหน้าเค้าเตอร์คนสวย .. ที่ช่อง E07 / เอแคลร์ยืนยิ้มกรุ้มกริ่ม .. 

ระหว่างรอเข้าแถว drop กระเป๋า เบื่อๆ เซ็งๆ เลยให้คุณอายืนเฝ้าแถวไปคนเดียวก่อน ป๊ะป๋ากับเอแคลร์ก็แอบไปเดินถ่ายรูปยักษ์ในสนามบินเล่นเพลินๆ กันสองคนดีกว่า สนามบินนานาชาติสมชื่อ มีทุกชาติทุกภาษา มีคนมาใช้บริการเยอะจริงๆ ละลานตาไปหมด 😉 เดินส่องโน่นนี่นั่นไปทั่วจนเจ้าหน้าที่แถวนั้นนึกว่าเป็นผู้ก่อการร้ายมาถ่ายรูปสนามบินหรือเปล่า? เลยเลิกดีกว่ากลับมาต่อแถวเหมือนเดิมละกัน

 

ถ่ายรูปคู่กับยักษ์ซักหน่อยซิ / ยักษ์ตนนี้ชื่ออะไรเอ่ย? / แถวยังยาวเหมือนเดิม ..


ใครนึกชื่ออกมาช่วยบอกที .. ว่ายักษ์ทั้งสองตนนี้ .. มีชื่อว่าอะไรบ้าง? / Sawasdee ..

ซื้อน้ำหนักกระเป๋าเอาไว้เลย drop มันทุกใบเลย แต่ละคนเดินขึ้นเครื่องกันตัวปลิวเชียว แล้วเดินไปที่เกทดีกว่า ตอนนี้ก็ 6 โมงกว่า เกทก็น่าจะเปิดแล้วล่ะ เข้าไปนั่งรอในเกทสบายกว่า นั่งอ่านหนังสือเรียนภาษาลาวจนจบแล้ว (รู้เอาไว้ใช้อ่านป้ายต่างๆ ได้นะ) เหลือเวลาว่างอีกเยอะ เลยถ่ายรูปหลังคาสนามบินมาฝากซะเลย (แกจะบ้าถ่ายมันทุก location เลยป่ะนั่น? 555+)


นั่งรอในเกท / อยู่ว่างๆ ก็อ่านเล่มนี้แหละ ..


หลังคาสนามบิน .. ไม่รู้จะถ่ายมาทำไมเหมือนกัน .. !?!?


บอร์ดดิ้งพาสของผมเองครับ ..

FD3322 ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิในเวลา 18:50 น. ถึงสนามบินนานาชาติอุบลราชธานีเวลา 20:00 น. โทรหารถตู้ของโรงแรมที่มารอรับเราอยู่ที่สนามบิน รับกระเป๋าเสร็จเรียบร้อยก็เดินออกมาขึ้นรถตู้ไปโรงแรมรีเจ้นท์ อุบลฯ ที่พวกเราจะเข้าพักในคืนนี้ ที่เลือกพักที่นี่ทั้งขาไปและขากลับก็เพราะว่าสะดวกที่ไม่ต้องหารถไปรับ-ส่งที่สนามบินเพราะที่นี่มีรถตู้ให้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม ตัดปัญหาเรื่องรถรับ-ส่งไปได้เรื่องนึง

 
สนามบินอุบลฯ / แอร์บัสลำนี้แหละที่บินมาส่งพวกเรา ..


รอรับกระเป๋ากันก่อน / มองๆ ดู ทำไมมันว่างโล่งแบบนี้หว่า? / ก็มาไฟลท์สุดท้ายของวันนี่เนอะ


รถตู้ของโรงแรมรีเจ้นท์ อุบลฯ มารอรับพวกเรา .. / นั่งรถตู้ไปโรงแรมกัน ..

จากสนามบินอุบลฯ ใช้เวลาประมาณ 5 นาที พวกเราก็เดินทางมาถึงโรงแรม เช็คอินเสร็จก็ขึ้นไปห้องพักกันก่อนจะออกไปกินข้าวเย็นกัน เอาล่ะ .. ไหนๆ ก็ขึ้นมาแล้ว เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเที่ยว เข้าไปดูห้องพักของเรากันซักหน่อยดีกว่าเนอะ


โรงแรมรีเจ้นท์ อุบลราชธานีครับผม .. / หน้าโรงแรม .. 


ล็อบบี้ ..


มาดูในห้องของเรา .. เป็นเตียง Twin นะครับ / ทีวี หระจก กาต้มน้ำร้อน น้ำ 2 ขวด ..


อ่างล้างหน้า .. แบบนี้ก็ดี ไม่ต้องเปลืองเงินซื้ออ่าง แต่เปิดน้ำแต่ละที มันกระเด็นเปียกตรูหมดล่ะ .. แต่ก็ชอบดีไซน์ของเค้านะ / ส้วมชักโครก กับฝักบัว+น้ำอุ่น


ประตูของห้องเรา ล็อคแล้วเปิดจากข้างนอกไม่ได้อ่ะ ไขกุญแจก็เปิดไม่ออก สงสัยลูกบิดใกล้จะพังแล้ว / มีเก้าอี้กับโต๊ะอีกตัว ใช้เฟอร์ฯแบบหวาย ดูไม่ค่อยกับห้องที่รีโนเวทเป็นบูติคโฮเทล .. / นอกหน้าต่างเป็นระเบียงครับ .. แต่ไม่มีประตูให้ออกไป .. หน้าต่างก็ถูกปิดล็อคตายไว้เปิดไม่ได้อีกเหมือนกัน แล้วจะมีระเบียงไว้ทำอารายคร๊าบบบทั่น ..

เอาล่ะ .. ก็ชมห้องพักของเราในคืนนี้ไปกันพอหมอปากหอมคอกันแล้ว ตอนนี้เหล่าสมาชิกร่วมทริปต่างส่งเสียงกันมาแล้วว่าให้ออกไปหาอะไรกินกันดีกว่า เพราะท้องเริ่มร้องจ๊อกๆๆๆ กันแล้ว มาถึงอุบลฯ ซะค่ำมืดเลย ข้าวเย็นก็ยังไม่มีใครได้กินกันเลยซักคน เลยพากันเดินๆๆ ออกจากโรงแรมไปหาอะไรง่ายๆ ตามข้างทางกินกัน ไม่ต้องพิถีพิถันมาก เอาแค่พออิ่มท้องแล้วก็ต้องรีบเข้านอน เพราะพรุ่งนี้รถตู้ที่ติดต่อเช่าไว้เพื่อข้ามไปเที่ยวลาวในทริปนี้จะเข้ามารับตอน 8 โมงเช้า


ปากซอนชยางกูร 3 อยู่ใกล้ๆ กับโรงแรม / บะหมี่เกี๊ยวเจ้านี้ บอกได้คำเดียวว่า .. อร่อย ..

ออกมาหน้าโรงแรม เลี้ยวซ้ายเดินตรงมาจนถึงปากซอยชยางกูร 3 มีบะหมี่เกี๊ยวเจ้านี้ขายอยู่ เลยไม่ต้องคิดมากนั่งกันเลยคร๊าบบบพี่น้อง ถัดไปนิดนึงก็มี 7-11 ด้วย เกิดมีคน request จะกินข้าวผัดปูก็เลยต้องเดินไปซื้อมาเพิ่มให้อีกกล่อง ว่าจะกินกันเป็นมื้อเบาๆ ไหงกลับกลายเป็นมื้อหนักไปซะแล้ว เฮ้อ ..


เอแคลร์ไปช่วยเป็นนายแบบให้ .. / ส่วนนี่ก็เจ้าของร้าน .. ลวกบะหมี่เก่งมาก .. เหนียวนุ่มกำลังดีเลย .. สุดยอดอ่ะ ..


กินไปกินมา ชามเปล่าเต็มโต๊ะเลยให้เก็บไปรอบนึงก่อน ไม่มีที่วางชามต่อไป .. / ช่วยกันขายกันสองคน .. ถ้าใครมีโอกาสได้ไปอุบลฯ ลองแวะไปชิมกันนะ .. อร่อยจริงๆ นะ .. คอนเฟิร์ม ..

ร้านนี้สอบถามได้ว่า คนขายเนี่ยมาจากศรีสะเกษมาอยู่ที่อุบลฯ กันสองคน เดิมทีตรงนี้น้าชายเป็นคนขายอยู่ก่อน พวกเค้าเพิ่งย้ายมาอยู่ที่อุบลฯ ได้ 3 เดือนเอง (นั่นปะไร .. ช่างเจรจาจริงหนอ ไปสืบข้อมูลคนขายมาซะหยั่งงั้น) ก็แค่จะบอกว่าร้านนี้ลวกบะหมี่ได้อร่อยมาก เส้นเหนียวนุ่มกำลังดี หมูแดงก็อร่อยหอมกลิ่นเครื่องเทศ เกี๊ยวก็ตัวใหญ่หมูเยอะ ชามละ 30 บาทให้เยอะมาก .. แหะๆ .. ด้วยความที่ผมเป็นคนชอบกินบะหมี่เกี๊ยวอยู่แล้ว จะใส่ให้เยอะยังไง ก็ต้องมีเบิ้ลอีกชามอยู่ร่ำไป ทำยังไงได้ล่ะ .. ก็มันอร่อยนี่หว่า ..

อิ่มแล้วก็ได้เวลาจรลี พากันกลับโรงแรม ไปอาบน้ำอาบท่านอนหลับซะ พรุ่งนี้พวกเราจะข้ามแดนไปเยือนเพื่อนบ้านปะเทดลาวกันแล้ว

หมดวันแรกของทริปนี้แต่เพียงเท่านี้ .. เดี๋ยวมาต่อตอนหน้า ..

คืนนี้นอนหลับฝันดีทุกท่านนะคร๊าบบบบ .. นอนก่อนล่ะ .. คร่อกกกก .. ฟรี๊ ..

 

ชมภาพเพิ่มเติมได้ที่
http://seesod.com/albums/view/index/I37CWqXB8G1338562143 และ
http://seesod.com/albums/view/index/js15XJEOgQ1338559372

ไปชมแบบรีวิว มี 2 ตอนนะ
ตอนแรก : http://takeaphoto.netau.net/index.php/topic,47.0.html
ตอนที่สอง : http://takeaphoto.netau.net/index.php/topic,48.0.html

 

| วันแรก | วันที่สอง | วันที่สาม | วันที่สี่ | วันที่ห้า |

 

เขียนเมื่อ : วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2555 เวลา 01:30 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass