เที่ยวเมืองจันทน์..ในวันฟ้าหม่น – วันเดินทางกลับ

วันแรกวันที่สอง – วันเดินทางกลับ

Summary

On Trip : FRI.16 – SUN.18 SEPTEMBER,2011
Interval : 3 Days 2 Nights
Location : Smile Beach Boutique Resort
GPS : N12.557663, E101.914587
Distance : about 220 KM.

ตื่ น ม า แต่เช้าอีกแล้ว นอนเร็วก็ตื่นเร็ว อากาศยามเช้านี่มันสดชื่นจริงๆ เปิดประตูกระท่อมน้อยคอยรับโอโซนจากทะเลซักหน่อย น้องเอแคลร์ตื่นแต่เช้าจนชินแล้วเพราะรถโรงเรียนมารับตั้งแต่ 6 โมงครึ่งเลยต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 ทุกวัน มาเที่ยวก็เลยพลอยตื่นเช้าไปด้วย มาพักที่สมาย บีช บูติค รีสอร์ทมา 2 คืนแล้ว ยังไม่ได้พาเข้าไปชมภาพในกระท่อมน้อยของเราที่ใช้เป็นที่หลับนอนพักผ่อนในวันที่ผ่านมาเลยซักที ถ้างั้นก่อนกลับ..วันนี้ก็เอาซักหน่อยก็แล้วกันนะ


นายแบบส่วนตัว (ที่ไปเที่ยวหลายๆ ที่ก็เพราะคนนี้คนเดียวเลย) / หน้าห้อง..แต่ไม่มีรองเท้านะ 555+


มองจากระเบียงหน้าห้องจะเห็นสวนหย่อม / มองทางซ้ายก็เป็นทางเดินลงไปสู่ชายหาด หรือจะเดินไปกินอาหารเช้ากันก็ทางนี้แหละ


ที่ชายหาดมีอนุสาวรีย์ช้างชูงวงด้วย แล้วก็อีกทั้งยังแอบพัฒนาหัวรบนิวเคลียร์พิสัยไกลที่เอาไว้ถล่มชาติมหาอำนาจ ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนสนามหญ้าของรีสอร์ทอีกด้วย 555+

  อันนี้เป็นกระท่อมข้างๆ แอบส่องแล้วไม่มีใครพัก..อิอิ..

เ รี ย น เ ชิ ญ เข้าไปชมด้านในกระท่อมของเรากันบ้างนะ

  เลื่อนประตูกระจกเปิดเข้ามา มองซ้ายก็จะพบกับเตียงนอน 2 เตียง แต่ผมเลื่อนมันมาติดกันซะ กว้างขวางมโหฬารนอนกัน 2 คนพ่อลูกยังเหลือพื้นที่อีกเพียบ

   มองตรงไปก็จะพบกับประตูทางออกสู่ระเบียงหลังกระท่อม โผล่หน้าออกไปดูก็พบระเบียงยาวๆ และราวตากผ้า มองกลับมาก็เห็นห้องข้างๆ และรีสอร์ทข้างๆ นั่นเอง

 

เดินจากนอกระเบียงหลังกระท่อมกลับเข้ามาในห้อง ซ้ายมือมีตู้ใส่เสื้อผ้า โต๊ะเล็กวางกระจกแบบพับได้อยู่ด้านบน ลวดลายออกไปเป็นแนวๆ ทวิภพอะไรประมาณนั้น เดี๋ยวได้มีใครหายเข้าไปในกระจกกันบ้างแหละ ถัดมาเป็นตู้เย็นอยู่ในชั้นวางทีวีทรงสูงอีกที คราวนี้ทีวีเลยอยู่สูงปรี๊ด กล่องเปลี่ยนช่องทีวีดาวเทียมยิ่งอยู่สูงเข้าไปอีก นอนดูทีวีอยู่จะเปลี่ยนช่องแต่ละที ต้องยืดแขนกันสุดๆ แต่มีทีวีให้ดูเยอะแยะมากมายก่ายกองถึง 253 ช่อง ป๊ะป๋ายังอุตส่าห์กดดูทุกช่องเหมือนกัน 555+

เ ดี๋ ย ว พาไปดูห้องน้ำกันบ้างดีกว่า ขาดไม่ได้เพราะเป็นห้องที่ให้ความสุขสุดยอดกับทุกคน หรือใครจะเถียงว่าไม่จริง?


ห้องน้ำอยู่ซ้ายมือหน้าทางออกสู่ระเบียงหลังบ้าน ประตูเป็นไม้ติดกระจกสี เปิดเข้าไปเจอนี่ก่อนเลย อ่างล้างหน้าและกระจกเงาพร้อมอุปกรณ์ครบครัน


สุขภัณฑ์แบบชักโครกพร้อมสายฉีดน้ำชำระ นั่งไปดูหน้าตัวเองในกระจกไปสุขใจพิลึกเนอะ / ส่วนอันนี้บันไดไม้ไผ่เอาไว้ปีนไปเปลี่ยนหลอดไฟ..เฮ้ย..ไม่ใช่ เค้าให้เอาไว้แขวนผ้าเช็ดตัว แน่ะ..มีกระจกฝ้าด้วย จุ๊กกรู๊ วู๊ๆๆๆ วี๊ดวิ๊ว..

  รีสอร์ทนี้ friendly สูงมาก เวลานอนถ้าเปิดม่านหน้ากระท่อมไว้นะ รับรองเห็นหมดไม่ว่าจะน้ำลายไหลยืดหรือนอนท่าประหลาดแค่ไหน !!! เพราะเราอยากให้คุณรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่ที่บ้าน ใครเดินผ่านไปมาสามารถมองเข้ามาพบเจอกันทักทายกันได้ทุกเวลา .. ฮา ฮ่า ฮ้า .. ล้อเล่นน๊า .. ใครจะบ้านอนเปิดม่านให้ดูกันล่ะ ทำอะไรก็เห็นหมดอ่ะดิ .. วู้ววว..

พ อ แ ร ะ ..รีบออกจากห้องไปกินอาหารเช้าดีกว่า ชักจะเริ่มติดเรท PG (Parental Guidance Suggested) แล้วเนี่ยะ เดี๋ยวจะต้องรีบเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า เพราะมันเป็นเวลาที่เราจะต้องกลับสู่กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรกันแล้ว ลองไปดูวิวหาดทรายบริเวณแคนทีนที่กินอาหารเช้ากัน

  นั่งมองจากแคนทีนก็จะเห็นชายหาดเต็มตาแบบนี้แหละ เลยอดใจไม่ไหวของเชิญนายแบบกิตติมศักดิ์ออกไปเก็บภาพซักหน่อย ได้ภาพรองเท้าของเค้ามาด้วยแฮะ ริมหาดที่ชิงช้าให้นั่งเล่นเพลินๆ ด้วย

อิ่ ม ท้ อ ง กันด้วย ABF เช่นเดิมก็กลับมาเก็บกระเป๋า สัมภาระ สัมภารกสารพัดสารพัน ขามาก็ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ แต่ขากลับทำไมมันเยอะขึ้นล่ะ ถึงเวลาอันเป็นมงคลฤกษ์ 11 โมงเช้าออกไปเช็คเอาท์ได้เวลาโบกมือลา สมาย บีช บูติค รีสอร์ทกันแล้ว ออกจากรีสอร์ทได้มุ่งหน้าตรงไปร้านยายตุ๊อีกรอบ สั่งอาหารอีกชุดใหญ่กลับไปฝากคุณปู่คุณลุงที่ไม่ได้มาด้วย เพราะต้องอยู่บ้านคอยเป็นทาสรับใช้ดอลล่าร์กับยูโรทั้งสองตัว ระหว่างทางขากลับมีโอกาสได้แวะเที่ยวจุดชมวิวอีก 2 แห่งที่อยู่ในเส้นทางผ่านพอดี ตามไปชมวิวกันครับ

ที่ หาดคุ้งวิมานจะมีจุดชมวิวอยู่ 2 แห่ง จุดแรกเราแวะกันที่ “จุดชมวิวพระยืน” ที่พระพุทธรูปยืนอยู่บนเขาหันหน้าออกสู่ทะเลมีศาลาที่พักเล็กๆ ไว้หลบแดดอันร้อนระอุ แต่ภาพอันงดงามของชายหาดคุ้งวิมานจากจุดชมวิวพระยืนก็คุ้มค่าที่ฝ่าเปลวแดดยามเที่ยงๆ เช่นนี้เพื่อขึ้นไปชื่นชม ภาพท้องทะเลสีครามและท้องฟ้าสีฟ้าสดสวยนั่นเหมาะที่จะบันทึกไว้เป็นภาพแห่งความทรงจำเป็นแน่แท้

อ อ ก จ า ก จุดชมวิวพระยืน เราก็ไปต่อกันที่จุดชมวิว “เนินนางพญา” ต้องขับขึ้นไปบนเนินเขา ซึ่งขณะที่ไปนั้นถนนกำลังอยู่ในระหว่างปรับปรุงซ่อมแซม (หรือว่าพังแล้วยังไม่ซ่อมก็ไม่รู้ !!!) ต้องค่อยๆ ขับขึ้นไป หากใครจะขึ้นไปก็โปรดใช้ความระมัดระวังให้มากๆ เพื่อสวัสดิภาพความปลอดภัยของทุกท่านนะครับ

  มาดูป้ายบอกทางขึ้นไป “จุดชมวิว” (Jood Chom View) … !?!?!?!? เค้าตั้งใจเขียนแบบนี้ใช่ไหมคร๊าบบบบ..แสดงว่าผมเข้าใจผิดมาตลอด..นึกว่าเค้าจะเรียกว่า View Point ซะอีกแฮะ

ก า ร ขับรถขึ้นไปชมจุดชมวิว “เนินนางพญา” เราต้องขับผ่านสวนสาธารณะที่สร้างใหม่บริเวณแนวกันคลื่นที่ถมด้วยหินก้อนใหญ่ยักษ์ ขึ้นไปสู่บนเนินสูงที่สามารถมองเห็นทะเลได้โดยรอบมากกว่า 180 องศา ทั้งฝั่งด้านแนวกันคลื่นด้านขวาและทางฝั่งซ้ายที่เป็นหน้าผาสูงและผืนน้ำทะเลกว้างใหญ่ไกลสุดตา พร้อมทั้งเกาะแก่งเรียงรายล้อมอยู่โดยรอบ ใครที่มาถึงชายหาดคุ้งวิมานแล้วไม่น่าพลาดด้วยประการทั้งปวง

 

 

แ ล ะ หลังจากสองคนพ่อลูกเดินตากแดดเปรี้ยงๆ กันมาได้ซักพัก ชักเริ่มออกอาการหน้ามืดตามัว เหงื่อกาฬโทรมไปทั่วทั้งสรรพางค์กายได้ที่แล้วนั้น ก็ถึงเวลาอันสมควรที่จะต้องรีบกลับกรุงเทพกันให้ทันก่อนจะมืดค่ำ ใช้เส้นทางเฉลิมบูรพาชลทิตย์แล้วมุ่งหน้าออกสุขุมวิท ใช้เส้นทางเดิมกับขามานั่นเองแวะกินข้าวกลางวันกันแป๊บนึง แวะเข้าห้องน้ำครั้งนึง แวะซื้อกาแฟอีกที (ขยันแวะจังเลยแฮะตรู)

แ ล้ ว ก็ ตรงยาวๆ ถึงกรุงเทพฯ ประมาณ  4 โมงเย็นพาคุณอาไปจ่ายค่าโทรศัพท์ของออฟฟิศที่คาร์ฟูร์ อุ๊ย..ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่าบิ๊กซี เอ๊กตร้า สุขาภิบาล 3 ถึงจะถูก อยู่แถวๆ บ้านพอดี ก็เลยถือโอกาสเอามุมซองของขนมขบเคี้ยวที่น้องเอแคลร์ตัดเก็บไว้ไปแลกไอศครีมโคนของ KFC กินกันฟรีๆ 3 อัน ยังเหลือแลกได้อีก 3 อันเดี๋ยวเอาไปใช้ทริปหน้าที่จะไปเที่ยวเมืองกาญจน์ในปลายเดือนหน้าก็แล้วกัน

สุ ด ท้ า ย พวกเราก็เดินทางกลับถึงบ้านโดยปลอดภัยกันทุกคน ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมจนจบครบถ้วนทั้ง 3  ตอน ตลอดระยะเวลา 3 วัน 2 คืนที่ได้ไปพักผ่อนที่เมืองจันทน์..ในวันฟ้าหม่นครั้งนี้ ก็ยังคงประทับใจกับทะเลใส หาดสวย บรรยากาศดี น้ำใจไมตรีของคนจันทบุรี ที่มีให้คนเดินทางเฉกเช่นพวกเราอย่างมากมาย หากใครยังไม่เคยไปเยี่ยมเยือน ลองไปสัมผัสสักครั้งแล้วคุณจะประทับใจเช่นเดียวกับพวกเราเหมือนกัน

ช ม ภ า พ เพิ่มเติมได้ที่ http://seesod.com/albums/view/index/baCp8dA02d1316423021

วันแรกวันที่สอง – วันเดินทางกลับ

 

เขียนเมื่อ : วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ.2554 เวลา 23:38 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass

Advertisements

เที่ยวเมืองจันทน์..ในวันฟ้าหม่น – วันที่สอง

วันแรก – วันที่สอง – วันเดินทางกลับ

Summary

On Trip : FRI.16 – SUN.18 SEPTEMBER,2011
Interval : 3 Days 2 Nights
Location : Smile Beach Boutique Resort
GPS : N12.557663, E101.914587
Distance : about 220 KM.

ตื่ น ม า ตอนเช้าวันเสาร์ที่ 17 กันยายน 2554 ประมาณ 7 โมงครึ่ง น้องเอแคลร์ตื่นขึ้นมาเปิดแลปท็อปนั่งเล่นเกมในการ์ตูนเน็ตเวิร์คอยู่ ป๊ะป๋าลุกไปเข้าห้องน้ำปิดแอร์ เปิดประตูให้อากาศถ่ายเท แล้วเดินออกไปสูดอากาศดีๆ ตอนเช้าข้างหน้าห้อง น้องๆ พนักงานก็เดินเข้ามาถามทันทีว่าจะทานอาหารเช้าเลยหรือเปล่า ก็เลยบอกว่าซักครู่นึง รอคุณย่ากับคุณอาที่อยู่ห้องติดกันก่อน

 

ถ้ า อย่างนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ตามมาดูห้องพักของสมาย บีชที่เรานอนกันเมื่อคืนนี้ไปพลางๆ ก่อน ถ่ายรูปไว้ตั้งแต่เมื่อวานที่มาถึง แต่ยังไม่ได้เอารูปลงในตอนแรก เลยเอามาลงตอนที่สองนี้แล้วกัน เหมือนจะเป็นกระท่อมแฝดติดกันสองหลัง เรียงกันเป็นแนวยาวลงไปสู่ริมหาด มีห้องพักอยู่ทั้งสองด้าน ทั้งยังมีชั้นบนอีกด้วย เสียดายที่ลืมขึ้นไปเก็บภาพวิวทะเลจากชั้นบน เดี๋ยวคราวหน้าไปใหม่เนอะ

 

 

พ ร้ อ ม หน้าพร้อมตากันแล้วก็เดินไปกินอาหารเช้ากัน ส่วนที่นั่งกินอาหารเช้าจะอยู่ริมทะเลเลย กินไปมองทะเลไป ลมทะเลพัดเย็นสบายสดชื่นมากๆ เจริญอาหารเป็นอย่างยิ่ง แต่อาหารเช้าเป็นแบบ American Breakfast นี่สิ แฮม ไข่ดาว ขนมปัง เนย แยม น้ำผลไม้ ชา กาแฟ แม้จะมีข้าวต้มกุ้งมาให้ด้วยก็เถอะ ก็ยังกินได้ไม่สะใจเลย แต่ก็เหมาะสมตามแบบฉบับของ ABF นั่นแหละ (เอาน่า..อย่าตามใจปาก โลภมากเดี๋ยวอ้วน..ง่า..ไม่ทันแล้วมั๊งคุ๊ณณณ 555+)

 

วั น นี้ เดี๋ยวเรามีโปรแกรมออกไปเที่ยวชมเมือง ตามจุดสนใจต่างๆ ที่เตรียมข้อมูลมา จัดการคีย์พิกัดใส่ไว้ใน GPS เรียบร้อยตั้งแต่คราวที่คุณอามาเที่ยวอัล เมดิน่าครั้งก่อนแล้ว คราวนี้ก็กดอย่างเดียวแล้วปล่อยเจ้า GPS นำทางไป จุดแรกที่ไปแวะก็คือจุดชมวิวปากน้ำแขมหนู เข้าไปจอดรถได้บริเวณใต้สะพานเฉลิมพระเกียรติ ออกไปเดินเก็บภาพมานิดหน่อย ไม่ไหวแดดแรงเหลือเกิน ซักพักพอจะออกเดินทางฟ้ากลับครึ้มซะหยั่งงั้น

จุ ด ต่ อ ไ ป แวะเข้าไปดู “ตึกแดง” ไปดูผนังตึกแดงที่สีหลุดลอกเป็นภาพคล้ายพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงของเรา ไปพบกับลุงคนนึงเป็นคนดูแลตึกแดงนี้อยู่ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวประวัติอันยาวนานของตึกแดงแห่งนี้ตั้งแต่สมัยที่ฝรั่งเศสเข้ามายึดครองดินแดนแถบนี้ จนได้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยในปัจจุบัน และคุณลุงได้ฝากให้ผู้มีอำนาจในทุกภาคส่วน ช่วยเข้ามาบูรณะซ่อมแซมให้ตึกแดงจะได้ยังคงอยู่ให้ลูกหลานได้ศึกษาหาความรู้ต่อไป

 


สีลอกที่ผนังตึกแดงดูคล้ายพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวง..

อ อ ก จ า ก ตึกแดง ก็ไปแวะชม “คุกขี้ไก่” ที่อยู่ใกล้ๆ กันอีกซักหน่อย แล้วก็ขับตรงยาวๆ เข้าสู่ตัวเมืองจันทบุรีเพื่อเข้าไปชมโบสถ์คริสต์เมืองจันทบุรีหรือชื่อเต็มว่า “อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล” ขับตาม GPS พาเข้าเมืองผ่านตลาด ไปเจอวันเวย์เลี้ยวไปตามที่ GPS บอกไม่ได้ต้องวนออกมาเริ่มต้นที่ถนนหลักด้านนอกอีกครั้งแล้วเข้าโบสถ์นี้อีกทางนึงถึงจะเข้าได้ เข้าไปจอดรถได้ที่บริเวณโรงเรียนได้เลย โบสถ์ใหญ่มากตามประวัติว่าเอาไว้ว่าเก่าแก่และมีอายุมากกว่า 100 ปีเลยนะ ยิ่งใหญ่ตระการตามากมาย แต่ฟ้ามืดครึ้มมีแดดบ้างเล็กน้อย ฟ้าเน่าแบบนี้เก็บภาพได้นิดหน่อยก็พอแล้วล่ะ เข้าไปถ่ายข้างในดีกว่า มีวิทยากรกำลังบรรยายประวัติความเป็นมาของโบสถ์และชุมชนนี้ให้กลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งจากกรุงเทพฯ อยู่ เลยได้อาศัยฟังเก็บความรู้ไปกับเค้าด้วย

 

 

อ อ ก จากโบสถ์ก็บ่าย 2 โมงแล้ว ทั้งเด็กทั้งหนุ่มสาวทั้งคนแก่เริ่มกระจองอแงเพราะหิวข้าวกันแล้ว มื้อกลางวันยังไม่ได้กินกันเลย เลยตั้งใจจะกลับไปกินกันแถวๆ หาดเจ้าหลาวใกล้ที่พักนั่นแหละ แต่วิ่งออกมาก็ผ่านศาลหลักเมืองและศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่ตั้งอยู่บริเวณทางเข้าค่ายตากสิน กองพันทหารราบที่ ๒ กรมทหารราบที่ ๑ กองพลนาวิกโยธิน เลยได้แวะนมัสการไหว้พระเอาฤกษ์เอาชัยเพื่อเป็นสิริมงคล ให้ท่านช่วยปกป้องคุ้มครองให้เดินทางราบรื่นปลอดภัยแคล้วคลาดตลอดทาง เพื่อความอุ่นใจทำไว้ก็ไม่เสียหายนะ

จ า ก นั้ น ก็ได้เวลาบึ่งรถกลับสู่หาดเจ้าหลาว แวะ 7-11 ซื้อเสบียงสำหรับคืนนี้สักเล็กน้อย แล้วก็ตรงดิ่งเป้าหมายเดียวเลยไม่แวะที่ไหนอีกแล้วจนกว่าจะถึง “ร้านยายตุ๊” น้องที่รีสอร์ทแนะนำมาอีกที ไปถึงประมาณบ่าย 3 โมงยังไม่มีคนเท่าไหร่ มีแค่โต๊ะเรากับอีก 3-4 โต๊ะแค่นั้น ก็แน่ล่ะมื้อกลางวันก็ไม่ใช่ มื้อเย็นก็ยังไม่ถึง สั่งอาหารไป 7 อย่าง ด้วยความอร่อยเลยสั่งเพิ่มอีก 2 จาน รวมน้ำกับน้ำแข็งแล้วไม่ถึง 800 บาท เรียกได้ว่าไม่แพงเลย มิน่าคนพื้นที่เค้าถึงมากินกันที่นี่ เห็นมีแต่รถทะเบียนจันทบุรี, ระยองทั้งนั้นมาจอดกิน แสดงว่าเรามาถูกที่แล้ว อาหารออกเร็วมาก ทำให้กินกันอิ่มจนเรียกได้ว่าแน่นๆ เพราะอาหารอร่อย สด แล้วก็แต่ละจานไม่ใช่น้อยๆ เลย

 

ไ ด้ เ ว ล า กลับไปพักผ่อนกันแล้ว วันนี้ง่วงมากขอนอนก่อน หลับกันทั้งพ่อลูก ป๊ะป๋าตื่นมาทำรูปแล้วอัพขึ้นไปเก็บไว้บนเฟซบุ๊คเหมือนเดิม แล้วรีบก็เข้านอนต่อโดยพลัน เพราะพรุ่งนี้จะได้เวลากลับกรุงเทพฯ กันแล้วนะ ต้องขับรถยาวๆ กันอีกรอบ

ชมภาพเพิ่มเติมได้ที่ http://tombass.seesod.com/albums/view/index/baCp8dA02d1316423021

วันแรก – วันที่สอง – วันเดินทางกลับ

 

เขียนเมื่อ : วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ.2554 เวลา 22:58 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass

เที่ยวเมืองจันทน์..ในวันฟ้าหม่น – วันแรก

วันแรก – วันที่สองวันเดินทางกลับ

Summary

On Trip : FRI.16 – SUN.18 SEPTEMBER,2011
Interval : 3 Days 2 Nights
Location : Smile Beach Boutique Resort
GPS : N12.557663, E101.914587
Distance : about 220 KM.

ท ริ ป นี้ ออกเดินทางกันบ่ายวันศุกร์ที่ 16 กันยายน 2554 ไปรับน้องเอแคลร์กลับบ้านเรียนไปแค่ครึ่งวันก่อน ส่วนคุณย่าไปโรงพยาบาลกับมาก็ประมาณบ่ายโมง คุณอาก็ลางานครึ่งวันพร้อมหน้ากันก็ประมาณบ่ายโมงเศษๆ ดีที่เตรียมเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเอาไว้เรียบร้อยตั้งแต่เมื่อคืนก่อน ก็เลยไม่ต้องวุ่นวายซักเท่าไหร่ อาบน้ำอาบท่าให้สดชื่นใช้เวลาไม่นานก็พร้อมออกเดินทางกันได้

ล้ อ ห มุ น ประมาณบ่าย 2 กว่าๆ เกือบจะ 3 โมงแล้ว ท้องฟ้าครึ้มๆ แต่ฝนยังไม่ตก ส่วนที่เมืองจันทน์น้ำเพิ่งจะท่วมไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี่เอง แต่ไปคราวนี้จุดหมายของเราอยู่ที่หาดเจ้าหลาวซึ่งอยู่ก่อนจะถึงตัวเมืองจันทบุรี ก็เลยยังพอจะอุ่นใจได้ว่าอย่างไรเสียก็คงไม่มีน้ำท่วมให้เสียขวัญกันหรอกน่า

เ ปิ ด GPS นำทางไปเรื่อยๆ ด้วยความที่ไม่เคยไปเมืองจันทน์ก็เลยไม่คุ้นทางกลัวจะไปมืดก่อนถึงจุดหมาย ช่วงไหนใช้ความเร็วสูงได้ก็ใส่ซะเต็มที่ ใช้เส้นทางวงแหวนตะวันออกต่อเนื่องมอเตอร์เวย์, ชลบุรีแล้วแยกไปแกลง, ระยอง สู่จุดหมายที่จันทบุรีระยะทางรวมๆ ประมาณ 220 กิโลเมตร แต่ที่แน่ๆ ตลอดการเดินทางช่วงที่พ้นจากชลบุรีไปแล้ว ถนนช่องทางด้านซ้ายนั้นแย่มากๆ ขอบอก พื้นถนนพร้อมจะทำลายช่วงล่างรถของคุณให้เสียหายได้ในทุกเวลานาที ส่วนช่องทางด้านขวาก็ใช่ว่าจะดีกว่ากันซักเท่าไหร่ ไหล่ทางด้านขวาต่างหากที่พอจะเป็นที่พึ่งได้บ้าง

 

 
ภาพจาก http://road.drr.go.th/

เ ข้ า สู่ เขตจังหวัดจันทบุรีประมาณ 4 โมงกว่าแล้ว เลี้ยวขวาเข้าไปวิ่งถนนเลียบทะเลหรือที่เรียกกันติดปากว่าซีนิค รูท (Scenic Route) หรือชื่อเต็มอย่างเป็นทางการก็คือ “ถนนเฉลิมบูรพาชลทิต” เพื่อชมแสงทองของดวงอาทิตย์ยามลับขอบน้ำทะเล ซึ่งเป็นภาพที่ธรรมชาติช่างเสกสรรปั้นแต่งออกมาได้อย่างวิจิตรงดงามกว่าศิลปินคนไหนจะถ่ายทอดออกมาได้ แต่ผมไม่ได้จอดแวะดูหรอกครับเพราะต้องรีบไปเช็คอินโดยด่วน ไม่เป็นไรเพราะเรายังมีเวลาอีกหลายวัน

แ ล้ ว ประมาณ 5 โมงก็ถึงจุดหมายของเราในทริปนี้ก็คือ สมาย บีช บูติค รีสอร์ท (พิกัด N12.557663, E101.914587) ตั้งอยู่ที่หาดเจ้าหลาว (อยู่ติดกับครัวชลิต-บ้านตุ่ม รีสอร์ทและเจ้าหลาวทอแสงบีช รีสอร์ท) เช็คอินขนกระเป๋าเข้าห้อง หลังจากเก็บเสื้อผ้าใส่ตู้เรียบร้อย เตรียมแลปท็อปวางประจำที่ คอนเน็คไว-ไฟของรีสอร์ทเรียบร้อย (ที่นี่มีไว-ไฟฟรีให้ใช้ทั่วบริเวณรีสอร์ทรวมไปถึงบริเวณชายหาดอีกด้วย ใครใคร่จะเอาแลปท็อป ไอแพด ไอโฟน แอนดรอยด์ วินโดว์โมบายล์ ฯลฯ ไปนอนเล่นอัพเฟซบุ๊ค แชทกับเพื่อนได้ตลอดเวลาไม่มีเอ๊าท์ (เอ้า โฆษณาให้เค้าเข้าไปตรู..) ก็พากันเดินลงไปชายหาดกันสองคนพ่อลูก ซักพักคุณย่ากับคุณอาก็ตามลงมา ชายหาดวันนี้เงียบสงบดีมาก แทบจะไม่มีใครเลย หาดส่วนตัวดีๆ นี่เองเนาะ

 

ล ม เ ย็ น ๆ พัดตลอดเวลา ฟังเสียงคลื่นสาดซัดกระทบหาดทรายส่องประกายระยิบระยับดุจอัญมณีกลาดเกลื่อนไปทั่วผืนน้ำ มองฟ้าสีเหลืองทองยามอาทิตย์อัสดง อิ่มเอิบกับแสงทไวไลท์ที่หาดูได้เพียงแค่ช่วงเวลาน้อยนิดในหนึ่งวัน ท้องฟ้าคลาคล่ำเต็มไปด้วยสีสันหลากหลายจากสีฟ้าของท้องฟ้า สีเขียวของน้ำทะเล สีเหลืองส้มของแสงดวงอาทิตย์ ผสมผสานกลมกลืนกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก เป็นที่น่าแปลกตาเกินกว่าจะบรรยายถ่ายทอดออกมาได้

 

เ ก็ บ ภาพได้ไม่นานแสงก็หมด คงเหลือทิ้งไว้เพียงความมืดมิดแห่งรัตติกาลที่กำลังคืบคลานเข้ามาแทนที่ พลันเหลือบมองผ่านเกลียวคลื่นในความมืดทะมึน จุดให้จินตนาการบรรเจิดเพริดพลุ่ง เรื่องราวความกลัวในวัยเด็กที่ฝังไว้ในห้วงลึกของจิตใจก็หวนกลับมาสร้างความประหวั่นพรั่นพรึงจนขนลุกซู่ขึ้นมาทั่วแผ่นหลังได้อีกครั้ง ความมืดนี่มันช่างร้ายกาจยิ่งนัก สามารถทำให้คนเราคิดจินตนาการไปต่างๆ นาๆ ได้มากมาย

บ รื๋ อ ว์ .. กลับห้องพักดีกว่า 555+

ก ลั บ ห้องพักได้ก็ให้น้องเอแคลร์อาบน้ำอาบท่าสระผมให้เรียบร้อย เพราะลงไปชายหาดมาตัวเหนียวเชียว ส่วนป๊ะป๋านอนดูทีวีดาวเทียมที่มีให้ดูถึง 253 ช่อง ดูกันให้ตาแฉะกันไปข้างนึง แล้วป๊ะป๋าก็ไปอาบน้ำบ้างเดี๋ยวจะได้ออกไปกินข้าวเย็นกัน วันนี้มาถึงก็เย็นแล้วเลยกินมันใกล้ๆ นี่แหละ


ภาพจาก http://www.muangthai.com/

“ค รั ว ช ลิ ต” ก็แล้วกันอยู่ติดกับรีสอร์ทเลย (เป็นไง..ใกล้พอม๊ะ?) ได้เจอกับ “คุณชลิต เฟื่องอารมณ์” เจ้าของร้านอยู่ที่ร้านพอดี ออกมาต้อนรับด้วยตัวเองเลย อัธยาศัยดีมากๆๆๆ สั่งอาหารทานไป 5-6 อย่าง ราคาอยู่ที่ 700-800 บาท รสชาติอาหารและบริการดีครับ สมควรกับราคาตามบรรยากาศและเครดิตของเจ้าของร้านน่ะครับ (เพราะถ้ามานั่งกินในร้านอาหารบรรยากาศดีๆ ริมทะเลติดชายหาด แต่อยากจ่ายราคาร้านอาหารตามสั่งของยายเมี้ยนปากซอยก็กระไรอยู่น๊า..) เอาเป็นว่าตังค์ใครตังค์มันก็แล้วกัน ใครว่าแพงก็ขับออกไปทานข้างนอกก็ได้มีร้านอาหารทะเลอีกหลายร้านให้เลือกลองลิ้มชิมรสกันตามความสมัครใจ หรือถ้าขี้เกียจออกไปก็เดินมาทานที่ร้านนี้ก็ไม่ได้แพงมากมายอะไรนักหนา

 

รี บ กิ น รีบกลับเพราะคุณย่ากำลังติดละครหลังข่าวอยู่ต้องรีบกลับมาดู ถึงห้องเปิดทีวีอีกแล้ว (ก็มันยังดูไม่ครบทุกช่องนี่หว่า..) แล้วน้องเอแคลร์ก็ยึดรีโมทไปดูช่องการ์ตูนคลับแต่เพียงผู้เดียว ป๊ะป๋าเลยนั่งทำรูปที่ถ่ายเมื่อตอนเย็นแล้วอัพขึ้นเฟซบุ๊คเก็บไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยมาเขียนบล็อคทีหลัง กว่าจะทำรูปเสร็จ กว่าจะอัพขึ้นไปจนหมดปาเข้าไปตี 1 ตี 2 ง่วงแสนจะง่วง แต่ไว-ไฟที่นี่เร็วดีนะครับดาวน์โหลดได้ตั้ง 9 เม็กแน่ะ อัพโหลดได้อีก 1 เม็ก เลยอัพให้สนุกสนานกันไปจนลืมเวล่ำเวลา หมดภารกิจสำหรับวันนี้แล้วรีบนอนดีกว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปเที่ยวกันต่อ

ช ม ภ า พ เพิ่มเติมได้ที่ http://seesod.com/albums/view/index/baCp8dA02d1316423021

วันแรก – วันที่สองวันเดินทางกลับ

 

เขียนเมื่อ : วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ.2554 เวลา 21:45 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass

ไปกินสเต็กกันไหม?.. Nuti Homemade Steak House

คุณอาติ่งได้คูปองของร้าน Nuti Steak จากดีลของ U2Deal ใบละ 100 บาทใช้ได้ 400 บาท มา 3 ใบ วันนี้ก็เลยพากันออกไปกินมื้อกลางวันกันนอกบ้าน เสียดายที่อาทิตย์นี้คุณลุงไม่ได้มากรุงเทพฯ เลยไม่ได้มากินด้วย

จาก ม.เกษตร ตรงข้ามถนนวิภาวดีมา ก็เลี้ยวขวาที่แยกพงษ์เพชร ไปตามถนนเลียบคลองประปา พอรู้ว่าเลย ม.ธุรกิจบัณฑิต ก็เตรียมพร้อมเข้าชิดซ้าย เพื่อเลี้ยวเข้าถนนสามัคคี ถนนดีๆ เรียบร้อยลื่นไหลคล่องตัว ขับตรงยาวๆ ผ่านใต้ทางด่วนจนถึงทางแยก เลี้ยวขวาเข้าถนนเลี่ยงเมือง ตรงไปจะเห็น “ร้านนุติ สเต็กเฮ้าส์” อยู่ขวามือ แต่ยังเลี้ยวเข้าไปไม่ได้นะ ต้องตรงไปกลับรถที่ใต้สะพานบริเวณทางออกถนนแจ้งวัฒนะ กลับรถแล้วขับตรงกลับมาถึงทางเข้าร้าน มีป้ายบอกชื่อร้านเห็นโดดเด่นเป็นสง่าชัดเจนไม่มีหลงแน่นอน มีที่จอดรถสะดวกสบาย

  

ร้านเป็นตึกแถวตกแต่งอย่างสวยงาม บรรยากาศดี มีเพลงเบาๆ ฟังสบาย เปิดไฟสีเหลืองส้มโทนอบอุ่น ช่วยเสริมส่งให้เจริญอาหารเป็นแน่แท้ ลงจากรถได้ น้องๆ พนักงานก็รีบออกมาให้การต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี พอนั่งได้ที่ ก็มีเมนูมาเรียงรายให้เลือกสั่งได้ทันควัน พร้อมทั้งคอยรอรับออเดอร์กันในบัดเดี๋ยวนั้นทันทีเลย อาหารออกเร็วไม่ต้องรอนานให้พาลละเหี่ยเพลียใจ อาหารจานไหนๆ ไม่ว่าจะออร์เดิร์ฟหรือเมนคอร์ส ก็นับได้เลยว่าคุ้มค่าสมราคาดีแท้นัก เพราะแต่ละจานจัดหนัก ใหญ่เยอะบิ๊กบึ้ม คนตัวใหญ่มากันแยะ ถึงกินเยอะแค่ไหน ก็ยังสามารถอิ่มกันได้ในคอร์สเดียว เรื่องรสชาตินั้นไม่ต้องห่วง คอนเฟิร์มได้เลยว่าไม่แพ้โรงแรมระดับห้าดาว ดูจะอร่อยกว่าด้วยซ้ำไป (คนเคยทำงานอยู่ในโรงแรม 5 ดาว กว่า 5 ปี เค้าขอยืนยันหนักแน่น)

 

ที่โดดเด่นมากๆ ของร้านนุติ สเต็กเฮ้าส์นี้ ก็จะเป็นจานเด็ดเผ็ดถึงใจประเภทสเต็กพริกไทยดำทั้งหลาย ทั้งปลา, หมู, ไก่ ก็มีให้เลือกสรรกันสารพัด ซอสพริกไทยดำที่ราดมานั้น เรียกกันได้ว่าเข้าขั้นเทพ เผ็ดร้อนสะใจแต่ละเมียดละไม นุ่มนวลถูกอกถูกใจนักชิมคอซาดิสม์อย่างผมเป็นยิ่งนัก เป็นเหตุให้อัตราการเจริญอาหารเพิ่มสูงขึ้นอีกเป็นเท่าทวีคูณ

แต่ร้านนี้เค้าไม่ได้มีดีแค่นั้นหรอกนะ ..

 

ซุปเห็ด, ผักโขมอบชีสและยำหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ที่สั่งมากินเป็นออร์เดิร์ฟก็รสชาติโดดเด่นมากมาย จนอยากจะสั่งอีกซักจาน แต่คงต้องยั้งใจไว้ก่อน เพราะเดี๋ยวท้องจะไม่มีพื้นที่เหลือพอสำหรับเมนคอร์ส ที่เป็นสเต็กสันในหมูพันเบคอนซอสพริกไทยดำที่กำลังตามกันมาติดๆ

 

เครื่องดื่มหลากชนิดที่มีให้เลือกสั่งได้ตามใจชอบ เน้นหนักไปทางน้ำผลไม้ ที่มีทั้งแบบน้ำผลไม้ปั่นและสด 100% หรือจะเป็นกาแฟ โกโก้ โยเกิร์ต ซอฟท์ดริ๊งค์ มากมายหลายหลากจำได้ไม่หมด ใครใคร่ดื่มกินแบบไหนกับสั่งน้องๆ ได้ตามใจปรารถนา

กับเมนคอร์สที่มี 7 จานใหญ่กับออร์เดิร์ฟอีก 3 พร้อมเครื่องดื่ม 5 แก้ว ราคารวม 1,551 บาท ใช้คูปอง 3 ใบ (เท่ากับ 1,200 บาท) จ่ายเพิ่มอีก 351 บาท นับรวมแล้วมื้อนี้จ่ายไปทั้งสิ้น 651 บาท (คูปอง 300 บาท + จ่ายเงินสด 351 บาท) คุ้มสุดๆๆๆๆๆ ถึงแม้จะไม่ใช้คูปอง หันมามองดูปริมาณอาหารเทียบกับค่าตัวของแต่ละจาน ยังไงๆ ก็ยังคุ้มค่าสมราคาอยู่ดี ไม่เรียกว่าแพงหรอก ถ้าไปกินแบบนี้ในโรงแรม 5 ดาว มื้อนี้คงต้องจ่ายแบงค์พันซัก 4-5 ใบเป็นแน่แท้

หลังจากอิ่มอร่อยกับอาหารนานาชนิดที่บรรจงจัดแต่งอย่างสวยงาม เพิ่มอรรถรสในการลิ้มลองให้นุ่มละมุนคุ้นลิ้น ทำให้พวกเราเพลิดเพลินกันเสียจนลืมเวล่ำเวลา แล้วก็เลยถึงกาลที่จะต้องขอลาร้าน “นุติ โฮมเมด สเต็กเฮาส์” เพื่อรีบออกเดินทางกลับบ้านกันโดยด่วนเสียที ดูท่าแล้วไซร้นี่มีฟ้าหลัวมัวมืดครึ้มเช่นนี้ คงหนีไม่พ้นจะต้องพบเจอกับพายุฝนปนกระหน่ำกันในระหว่างทางอย่างแน่นอน แต่ก็ฝ่าเม็ดฝนจนกลับถึงบ้านกันโดยสวัสดิภาพทุกคน

ใครจะพาเพื่อนฝรั่งมากินเป็นดินเนอร์ก็รสชาติดีดูมีชาติตระกูลไม่น้อยหน้าใคร และว่าจะเป็นมื้อพิเศษของคนรักหรือครอบครัวก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลยทีเดียว

แนะนำเลยครับร้านนี้ ของดี สมราคา บริการน่าประทับใจ ไม่ได้ค่าโฆษณา แต่เขียนมาจากความประทับใจที่ได้ไปสัมผัสด้วยตัวเอง ทั้งครอบครัวพร้อมใจกันลงความเห็นอย่างเป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น

ชื่อร้าน : นุติ สเต็กเฮ้าส์
พิกัด : 13.893333,100.516167

 

เขียนเมื่อ : วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ.2554 เวลา 22:33 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass

21 ปีกับการจากไปของ “สืบ นาคะเสถียร”

 

ภาพของสืบ นาคะเสถียรกำลังพยายามช่วยกวางที่ว่ายน้ำข้ามทะเลสาบ ในภารกิจอพยพสัตว์ป่าตกค้างเหนือเขื่อนเชี่ยวหลานด้วยการพยายามปั๊มหัวใจบนเรือที่ลอยอยู่กลางน้ำแต่ไม่สามารถรั้งชีวิตกวางตัวนั้นเอาไว้ได้ น้ำตาของลูกผู้ชายที่ไหลออกมาจากแววตาแห่งความเจ็บปวดอัดอั้นและรู้สึกผิดหวังที่ไม่สามารถช่วยเหลืออีกชีวิตหนึ่งเอาไว้ได้

สายตาเศร้าๆ ที่อยู่ใต้แว่นใสๆ ที่เลนส์เปียกปอนเปื้อนน้ำอันนั้น ผมบรรยายออกมาไม่ถูกจริงๆ แต่ถ้าใครได้เห็นแววตาคู่นั้นจะเข้าใจถึงความรู้สึกของการสูญเสียและเจ็บปวดของเค้าได้อย่างชัดเจน ภาพของทุกคนในทีมที่รู้สึกเสร้าสลดอย่างเห็นได้ชัดเพียงแค่มองตากันแต่ไม่มีคำกล่าวใดๆ ทั้งสิ้นออกมาเพราะมันเหมือนมีก้อนเนื้อแห่งความเจ็บปวดอัดอั้นกั้นขวางลำคอจนมิอาจจะเปล่งสรรพเสียงใดออกมาได้นั่นเอง บรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าสลด แม้แต่ทีมงานถ่ายทำยังรู้สึกได้และถ่ายทอดออกมาในบทบรรยาย ผมนั่งดูอยู่ยังต้องเสียน้ำตาให้เจ้ากวางตัวนั้นอย่างไม่อายใคร

ผมได้ดูเทปนี้ของรายการส่องโลกสมัยที่ออกอากาศช่วงสายๆ ทางช่อง 5 (ถ้าผมจำไม่ผิดนะ) ผมรู้สึกประทับใจในเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของผู้ชายคนนี้ที่พยายามจะช่วยเหลือทุกชีวิตที่ตกค้างในอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนเชี่ยวหลานหากไม่มีการดำเนินการใด น้ำจะท่วมพื้นที่นี้ทั้งหมดและสัตว์ที่ตกค้างอยู่การจะต้องเสียชีวิตทั้งหมดด้วย

ภารกิจครั้งนี้เรียกกันว่าเป็นภารกิจที่ล้มเหลวแม้ว่าทุกคนจะพยายามอย่างเต็มความสามารถโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยตลอดระยะเวลา 2 ปี 4 เดือนของภารกิจนี้ (มิ.ย.2528 – ก.ย.2530) แต่ก็ไม่อาจช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ตกค้างออกมาได้ทั้งหมดเพราะจากการสำรวจมีมากถึง 237 ชนิดและเป็นสัตว์ที่กำลังสูญพันธุ์ (ในสมัยนั้น) อีก 11 ชนิด เช่น กระซู่, เลียงผา ฯลฯ ซึ่งจากภารกิจการเข้าช่วยเหลือในครั้งนั้น ทำให้ได้รับรู้ว่าจริงๆ แล้วสัตว์ป่าที่ติดค้างอยู่ที่นั่นมีถึง 338 ชนิดทีเดียว

 

หลังจากนั้นไม่นาน (อีกประมาณ 3 ปี) ก็มีข่าวการสละชีวิตของคุณสืบ นาคะเสถียร เพื่อเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนได้หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องการอนุรักษ์สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อมอย่างที่เราๆ ท่านๆ ได้รับทราบข่าวกันนั่นเอง

 

อืมมมม .. ผ่านมา 21 ปีแล้วหรือนี่

ขอร่วมรำลึกถึงวาระแห่งการครบรอบ 21 ปี การจากไปของ “สืบ นาคะเสถียร”วีรบุรุษแห่งป่าห้วยขาแข้ง

คนรุ่นใหม่ๆ นี่อาจจะไม่ได้รู้จักหรือมีความรู้สึกร่วมกับเรื่องของคุณสืบ เพียงแต่จะเข้าใจและรู้จักว่าคุณสืบคือใครสักคนที่เสียสละชีวิตเพื่อรักษาป่า ได้รับการบอกต่อๆ มาว่าเค้าเป็นวีรบุรุษแห่งป่าห้วยขาแข้งนะ

แต่ .. ก็ไม่เป็นไรหรอกเพราะสิ่งที่การสละชีวิตของคุณสืบได้ทิ้งไว้ให้คือจิตวิญญาณแห่งการอนุรักษ์ ซึ่งได้รับการยอมรับและซึมซาบฝังลึกลงไปอยู่ในใจของคนในสังคมนี้และวันนี้ไม่มีใครปฏิเสธว่าการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมถือเป็นสิ่งสำคัญ เด็กทุกคนได้รับการปลูกฝังเรื่องของการอนุรักษ์จนเข้าไปอยู่ในความรู้สึกส่วนลึกกันแทบทุกคนอยู่แล้ว

 

ขอขอบคุณทุกภาพถ่ายที่ทำให้โพสนี้เสร็จสมบูรณ์
http://www.vcharkarn.com/varticle/39311
http://www.carabao.net/webboard/images_upload/carabao-seub25906.jpg
http://www.thaigoodview.com/node/8713
http://blog.eduzones.com/webter/52834
http://www.shutter-j.com/joewebboard/index.php?topic=3088.0
http://www.benjama31.com/board2/?infoboard=topic.1.639.1

 

เขียนเมื่อ : วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ.2554 เวลา 10:00 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : Tombass