หลง .. ทาง ..

y_1tdwKl0xm-NyFjAbepNabbYB3Zv2Zb2aC5vAi9C0U8dOg4DECoH6DBKOF8naAlEkoQ41lolm3y7F6ovgwi3s3uJjd0gsi_C4dtUV3Ws7fQ1vn_IyLNjXlUaeF7ntpqYF1ysuK66h0IvKJi4GjnHVG92lB4EJb7jS5388bOXYMG_xzaPfmx-FuZm69zls2w0Nk6qNmVz9Cl_ArQq9_XdKKJrewPRzd0NLJkUG46AGAFg_BWkSsPpIzVrCwKaKAcTSrZXhl0NKgITwazeKoJIerrWQWHMvd8q9Wp_T9C9FVlXtdRYn00SUm6tSxtbyAN1GvDRzk9HlrFuUf4XtIJB0mrS1Kj-ND7plfKg0U9M34af8jwj8psINd3LyGv_8ciQE1-zOcCxOZ7dwQQHnbSzx7iTI8q2gMQ7ewz4p-YUzl5iS9GaSACAFbmukHaZMQHt0pBbrzv2vqZCBY9DogvAL-myHplExXVBlRl6KYUeZuQqRYimIOos36rMqPAcdogaDEpCiyorl5UjZ0LMa9pdlHfQnfKnMYVZ69_y4sGuxw=w900-h600-no
ขอขอบคุณภาพจาก http://www.thaihealth.or.thบ้านแสนสุขของผมเป็นบ้านหลังเล็กๆ ขนาดราวห้าสิบตารางวา อยู่ในซอยห่างจากถนนหลักของหมู่บ้านประมาณสามสิบเมตร ปากซอยเคยมีร้านอาหารกึ่งผับที่เลิกกิจการปิดทิ้งร้างเอาไว้หลายปีแล้ว แล้วทุกปีในวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนสิบสองวันเพ็ญที่น้ำก็นองเต็มตลิ่ง เราทั้งหลายชายหญิง(มาขายกระทงกัน)สนุกจริงๆ วันลอยกระทง ก็เพราะว่าจะมีพ่อค้าแม่ค้าขับรถหรูหราราคาเป็นล้านอย่างคัมรี่ บีเอ็ม เบนซ์มาจอดในซอยแล้วเอากระทงที่ทำเองมาตั้งขายกันที่หน้าร้านอาหารร้างที่ว่านั่นเป็นประจำทุกปี ผมเองก็ได้แต่นอนกระดิกเท้าเกาพุงพลุ้ยๆ ของผมอย่างสงสัยว่าเค้าขายกระทงกันจนรวยขนาดซื้อรถราคาเป็นล้านมาขับกันได้เลยหรือนี่ แต่ก็ได้แค่สงสัยเพราะคงไม่กล้าเสนอหน้าออกไปถามกลัวเค้าจะย้อนเอาว่าแล้วมันเรื่องอะไรของคุณ(มึง)ด้วยว๊ะ..!?!?!?

สิ่งที่มาคู่กับเทศกาลลอยกระทงแบบขาดกันไม่ได้เลยก็คือประทัด พลุ ตะไล ไฟพะเนียง กระเทียม โอ่ง ฯลฯ และช่วงหลังๆ มานี่เริ่มจะมีโคมลอยพ่วงเข้าไปด้วย ซึ่งผมจะไม่ชอบเสียงดังของเจ้าของเล่นทรมานบันเทิงพวกนี้เอามากๆ ได้ยินทีไรเป็นต้องวิ่งหางจุกตูดเข้าไปหลบในบ้านทุกที นับเป็นช่วงเทศกาลที่ทรมานหูตั้งๆ ของผมเป็นที่สุด

วันนี้ก็เช่นกัน เสียงพลุ เสียงประทัดแล้วก็เสียงอะไรต่อมิอะไรเริ่มดังกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่มืด ผมก็ออกอาการกลัวลนลานเช่นทุกครั้ง รู้สึกว่าทำไมเสียงมันดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าจะถล่มขนาดนั้น หรือว่าหูของผมจะดีเกินไป จนมาได้ยินเสียงแว่วๆ เรียกชื่อผมดังมาจากหน้าบ้าน ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกก็เพื่อนชาวต่างชาติของผมที่อยู่บ้านข้างในสุดซอยนั่นเอง แซมมาจากเยอรมันตั้งแต่ยังเล็กๆ มาอยู่ในซอยเดียวกับผมเมื่อสองปีก่อน ตอนนี้ก็เป็นวัยรุ่นเต็มตัว ส่วนผมมาจากวัดแถวฝั่งธนฯ มาอาศัยอยู่บ้านเจ้านายใจดีในซอยนี้ตั้งแต่ยังเล็กเหมือนกัน เพราะอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ชอบอะไรเหมือนๆ กัน ตกเย็นก็จะพากันไปวิ่งออกกำลังกายรอบทะเลสาบที่สวนสาธารณะประจำหมู่บ้านด้วยกันบ่อยๆ เราก็เลยสนิทสนมกันมากเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นเวลาแซมจะไปไหนก็มักจะมาชวนผมไปเป็นเพื่อนด้วยเสมอๆ

6VQ20MF2Hcs6PLqYxV5-EYKuldrg53hxOGksjm9OInVePYclgG5r2BzJN3D4NrJdiw_BH3mE3xaVkHGtmjKg_oSNwaLdBf9YdMb4EjjkLYlJKbrB4GfffdB1k_v6Q1Brdz4H3SdIWQV7t0eBgwBDpM4ZLTBN_0VuLx8_qrGBwjYygHDjcVcvoBBQ2XTBW-9bIKWoKBu395yMVzkJNnGQRh_iwVLyhSV4bTJQP8cBAw77zurg7gZtpdWALijnA3uHoOIrgCWbF4Hrkq2XahTui858bPBaZp-t0tm1wqrLZpD4xt306F9QGKCMdzdOAzsNguaG0LL7KL7EbZ317cm1Dxtq4gIFA8F_VUzxUv1RVVMLMCM6mbNlOrOCrbI9mmUOMLIAuaUCoEz24WYdxRb_lLdGXeYlzrC2irtCrtWyWT49knepO8qIZoJskGLW5YIXIlYeOS-npmZrFW4u6Jy0UvtWIIgs4E5-zW6K7ja1K2BMldsoj-rl4mgLcivfT2KPQ1MCZL-K3J9ZzAr8EfD2crAkRofRFA-OfDOIuhGQ0w8=w900-h679-no
นี่คือแซม เพื่อนรักของผม (ขอบคุณภาพจาก forum.khonkaenlink.info)

และวันนี้ก็เช่นกัน แซมมาชวนผมออกไปเดินเที่ยวงานลอยกระทงที่ริมทะเลสาบประจำหมู่บ้านที่ทางกรรมการหมู่บ้านจัดเป็นประจำทุกปี เพื่อคืนความสุขให้ลูกบ้านออกมารื่นเริงบันเทิงสุขสนุกสนานกันในเทศกาลขอบคุณพระแม่คงคา แต่ปีนี้พิเศษหน่อยตรงที่มีการเปิดให้คนที่อยู่รอบๆ หมู่บ้านเข้ามาเที่ยวงานลอยกระทงของหมู่บ้านได้ จึงทำให้ทั้งคนทั้งรถติดขัดกันอยู่ในถนนหลักของหมู่บ้าน เพราะมีการออกร้านขายของตามริมถนนตลอดทาง การละเล่นประจำงานวัดมากันครบถ้วน ทั้งชิงช้าสวรรค์ ยิงเป้า ปาโป่ง โยนห่วง สอยดาว สาวน้อยตกน้ำ และของกินสารพันสารพัดทั้งก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย กระเพาะปลา ลูกชิ้นปิ้ง ลูกชิ้นทอด สายไหม ขนมครก ลาบ น้ำตก ซกเล็ก ส้มตำ ซุปหน่อไม้ ที่ขาดไม่ได้ก็ป๊อปคอร์นที่หวานเยิ้มไปด้วยคาราเมลกับอีกอย่างคือตังเมที่เหนียวยืดเคี้ยวหนืดติดเหงือกติดฟัน โอ้ววววว .. นี่มันสวรรค์ของผมกับแซมชัดๆ เราเดินไปแวะกินกันไปอย่างเพลิดเพลินจนผมลืมเรื่องของเสียงประทัดไปเสียสนิท

ระหว่างนั้นก็มีผู้คนจำนวนมากนำกระทงมาลอยกันในทะเลสาบ เบียดเสียดเยียดยัดกันจนแทบจะไม่มีที่ยืนราวกับกำลังดูการแสดงสดของศิลปินคนโปรด เรียกได้ว่าพอคู่หนึ่งลอยเสร็จกระทงของคนอื่นก็ลอยเข้ามารวมกันเป็นกระจุกจนแทบจะมองไม่ออกว่ากระทงของใครเป็นของใคร จนกลายเป็นภาระของเด็กที่ลอยคออยู่ในน้ำว่ายตามเก็บเศษสตางค์ที่อยู่ในกระทงกันแทบไม่ทัน

ผมกับแซมก็ไม่ได้สนใจอะไรกับการลอยกระทงสักเท่าไหร่เพราะของกินที่กองอยู่ตรงหน้ามันช่วยพาให้อารมณ์ของเราทั้งคู่สู่อาการฟินเว่อร์ กินกันไปดูกันไปเพลินๆ เรื่องสนุกๆ มีความสุขแบบนี้คนไทยชอบนักแล ไม่ว่าจะเทศกาลไหนทั้งของไทย จีน ฝรั่ง แขก พี่ไทยเราขอร่วมแจมด้วยทุกงานตามนิสัยอันเป็นพื้นฐานประจำชาติมาแต่โบราณ

“ปังงงงงงงงงงง ..”

จู่ๆ ก็มีเสียงดังกัมปนาทราวกับว่าฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาบนหัวของผมกับแซม เราต่างวิ่งเตลิดกันแบบไม่คิดชีวิต กระจัดกระจายกันไปคนละทิศละทาง ผมใส่ตีนหมาวิ่งควบเต็มกำลังที่มี โกยอ้าวสี่ขาแบบไม่เหลียวหลัง ชนิดที่แชมป์โอลิมปิคอย่างยูเซน โบลท์ ยังเห็นแค่ฝุ่นที่ตลบอบอวลจากรอยเท้าเล็กๆ ของผมแค่นั้น เพราะเสียงของมันดังมากๆๆๆๆ ดังเสียจนแก้วหูของผมแทบจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ผมวิ่งแบบไร้ทิศทางมานานเท่าไหร่ไม่รู้? รู้แต่ว่าตอนนี้เหนื่อยมาก หัวใจเต้นเร็วจี๋คงราวๆ สักหนึ่งร้อยแปดสิบครั้งต่อนาทีน่าจะได้ ร่างกายระบายความร้อนแทบไม่ทันเพราะธรรมชาติของผมไม่มีเหงื่อให้ไหลออกมาอยู่แล้ว ก็เลยต้องอาศัยวิธีหอบลิ้นห้อยหายใจทางปากให้น้ำลายไหลยืดแทน

hz0bgaBpCu7ISynKSUn0AW6OdY7j6HJmjN2DY1XVNnHxFCj_Plamm36w8kSyXc34BY1xS2B4O2la_kTuGmFZete3v9dDQA7NsEe9rRhcskYVvMqIKwgDxF55do-egAQxtoSvJQ_C2XddAn1r7ZTRutKZxvGlUsvFuKBUIWLgj48ar3b0dOrIYWJwfQ7et2exdxbR9JXDq7Y2sF2av6mGi_litqTvUJsqwSWgJjCUOHDkwp0mr2eejrrt9yE86FELZuZoVHs0NZaxqj0NCJfH2Sho0T27IDVOlWvPuEHALX-r7-rWrfZCN_yoSfuzXgMhWGjXy41_rdyONxXLQcMaBzpUZbll6Fu82aP2avLzevf_ZZ5QV2X4_u4q6-3tVOpnAsCtkOOb-peFLA9tLZQQzJADqdXtuzclEvVauzt_jj6oneHLgWcwsxe2JY2GzWtJNFkbnVgXWjJDbj1_3zttyTS7-rwewnisni2-ADG4q0z3rEBOukLsGu6u0u7vMYH9fRI6pyp0DKKgK5-3o7CbZISLf58KKxCV8ZUEY3VlXSQ=w900-h506-no
ผมอยู่ที่ไหนกันล่ะเนี่ย? (ขอบคุณภาพจาก http://www.akexorcist.com)

ผมหยุดพักนั่งลงริมฟุตบาทที่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้สูงกับแสงสีอำพันจากหลอดไฟถนนที่กระพริบติดๆ ดับๆ บนยอดเสาสูงชะลูดตัดกับแสงสีเหลืองนวลของพระจันทร์คืนวันเพ็ญ ผมไม่คุ้นกับถนนเส้นนี้เลยสักนิดเพราะชีวิตของผมตั้งแต่เกิดมาจนถึงวันนี้ก็เดินเล่นอยู่แค่แถวๆ บ้านกับไปวิ่งที่สวนสาธารณะริมทะเลสาบในหมู่บ้านกับแซมแค่นั้น แล้วนี่มันที่ไหนกันล่ะ? ผมเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างจับใจ

เวลาตีสามยามค่ำคืนที่ฤดูหนาวเริ่มตื่นพัดพาเอาไอเย็นของความกดอากาศสูงจากประเทศจีนมากระทบผิวกาย มันช่างหนาวยะเยือกสั่นสะท้านซ่านซัดเข้าไปสู่ขั้วหัวใจที่ตอนนี้ถูกปกคลุมไปด้วยความกลัวในยามที่หลงทางอยู่โดดเดี่ยวเดียวดายแบบนี้ ผมล้มตัวลงนอนขดตัวกลมเป็นลูกบอลชายหาดด้วยความเหนื่อยบนพื้นแข็งกระด้างเย็นเฉียบของเก้าอี้เหล็กสีเขียวเข้มมีตราสัญลักษณ์หัวช้างสีทองที่วางอยู่ใกล้ๆ แม้ตาทั้งคู่จะหลับแต่หูตั้งๆ ของผมก็ยังกระดิกดุ๊กดิ๊กเพื่อเปิดรับฟังเสียงที่ผิดปกติของสภาพแวดล้อมโดยรอบอยู่ตลอดเวลา ส่วนในใจก็ยังคิดถึงเพื่อนรักอย่างแซมว่าตอนนี้จะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้?

7UoBaYPhg8Z3wOyStCupQiLfnLzoJmf17URsidGYZMpp7NQZviF9cLUhUEp47jqgHIlmqwLTgKBwKLd_hf2lfrsi0M47qlNmVDiJbo44xrRlKGI0yvEHW-k4C90_j8clpBgdDxNoK7G3yRGP1sN_ji5iY0EZZJdQLjju0XCIbcrcf2Aaf7s6S8FBZsZ86FtoPOsYuwMogCLuctdPnzemOBylVtyJeY5jjKmWCyS6r4GIJEvTP_DezVNOv59QxcLiz7dKT5RTOSwPQhN8qQdC21aS4mhfBYn0eA0WrpK_g9Crts558UCgbLcRfEiVNlxleQMk9atj7MTm8U7qlr3yWGgOnJa_cEHFijbuhBqtViVGvdU0ZIdpB3gL_Q-zJDeflieAmJLyfV56yvqk9bfrdF3w86YzU-4ST6c4n1-GRBNz9CsAPwfu4SUz4NRpStDJDa-ksPy4iVKC3n496BsRCcZRPV4jwa1xH34fU1mBgxVWAU-_76LZ0eQOahKfnQnzE-RvSIVER98lnNVhXakjfRlLAuClDRvXl-_IgCK6138=w900-h600-no
ขอบคุณภาพจาก bbinkoko.blogspot.com

แสงแดดอุ่นของดวงอาทิตย์ยามเช้าตรู่ที่ทอแสงเป็นลำสวยงามผ่านก้อนเมฆรูปทรงแปลกตา ช่วยเพิ่มอุณหภูมิของอากาศโดยรอบให้สูงขึ้นเป็นลำดับ มันช่วยบรรเทาอาการหนาวเหน็บที่กรีดแทรกเข้าไปถึงแกนกระดูกของค่ำคืนอันโหดร้ายให้ทุเลาเบาบางลงได้เป็นอย่างดี ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ เพราะได้ยินเสียงไม้กวาดทางมะพร้าวด้ามไม่ไผ่อันยาวของคนกวาดถนนกำลังกวัดแกว่งไปมาดังแกรกๆ อย่างขะมักเขม้นอยู่ริมถนนที่แทบจะไม่มีรถสักคัน

พลันหูดีๆ ของผมก็สะดุดเข้ากับเสียงเร่งเครื่องยนต์ดังหวือๆ ของรถกระบะสีเทาซีดเก่าคร่ำติดโครงเหล็กสูงที่ด้านหลังมีผ้าใบคลุมปิดไว้อย่างมิดชิดราวกับเป็นกรงขังอะไรสักอย่าง รวมเข้ากับเสียงครวญครางอย่างเจ็บปวดเศร้าเหงาของเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ที่ดังแว่วลอยมาไกลๆ แบบที่หาต้นกำเนิดเสียงไม่ได้ มันเสียดแทงเข้าสู่โสตประสาทของผมจนต้องขยับตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะสำเหนียกได้ว่าภัยร้ายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ในทุกขณะ

รถกระบะรีบจอดสนิทชิดริมทางอย่างรวดเร็ว ชายฉกรรจ์ตัวใหญ่อย่างกับยักษ์ปักหลั่นสองคนเดินลงมาจากรถ ย่างสามขุมตรงรี่เข้ามาหาผมอย่างรวดเร็ว ด้วยความกลัวผมรีบวิ่งอย่างลนลานไปหาคนกวาดถนนเพื่อหวังจะขอความช่วยเหลือ แต่อนิจจาเธอไม่มีแม้แต่เหลือบมองด้วยหางตาที่จะหันมาหาผมที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากเลยสักนิด ผมหันหลังกลับเตรียมจะวิ่งหนีแต่ก็ช้ากว่าสองคนนั่นที่เข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังผมเสียแล้ว เชือกมะนิลาเส้นเท่านิ้วก้อยผู้ใหญ่ถูกเหวี่ยงอย่างชำนาญมาคล้องคอผมอย่างพอดิบพอดี ผมดิ้นสุดชีวิตปากกัดตีนถีบเหวี่ยงแขนเหวี่ยงขาไม่หยุดเพื่อหวังจะให้หลุดพ้นจากบ่วงนรกที่พันธนาการอยู่ แต่ดูเหมือนยิ่งดิ้นเชือกก็ยิ่งรัดคอผมแน่นมากยิ่งขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก สุดท้ายผมก็ต้านพละกำลังจากร่างกายอันกำยำของมนุษย์ใจโฉดสองคนนั่นไม่ไหว ผมถูกลากถูลู่ถูกังจากริมถนน จับเหวี่ยงโยนเข้าไปในกรงขังหลังรถกระบะในสภาพสะบักสะบอม ถึงได้รู้ว่าเสียงครวญครางงี๊ดๆ ที่ได้ยินในตอนแรกมันดังมาจากหลังรถกระบะคันนี้นี่เอง

เพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ทั้งสายพันธุ์เดียวกับผมและต่างสายพันธุ์ทั้งหมดถูกรวบรวมมาจากหลายจังหวัดด้วยการรับซื้อบ้าง เอาของมาแลกบ้างหรือไปจับมาจากข้างถนนอย่างผมก็มีเยอะ ในกรงนรกใต้ผ้าใบนั่นมีพวกเราอยู่รวมกันนับร้อยๆ ชีวิต เบียดเสียดแออัดกันจนตายไปบ้างก็แยะ อดๆ อยากๆ ไม่ได้กินน้ำกินอาหารหรือกินอะไรทั้งสิ้นตลอดการเดินทางหลายวันที่รถคันนั้นวิ่งโดยไม่มีหยุดพัก

3WHDNKI2qjhbBml99y33akulJsSoNFJ_5Qf_KLXth0zGXpad9TRUtEAH5fsa3dpxHCfWkQH2l7_ukrm4HicZdN0F9F_UsT-1q3FJ07eQmLUijBv5QDzs17ZpMbapI-yIJLyQjpRZPr_vqvYaZv8qaSNNcWpGaICEZlYJzfbYWJH8MXQZ2Gk_XwedtlHM6F-BsnYWwQ-hBXtWP4cGoon_R3orhEDzL7htOjLNGx90kBa3uTglIx2HKXI6Ig9jYlB0k83kJkDZQ18-rGJXp9h9gjjwuSMTfcBv3JYR9hNZhsopRVk5-MSE5C4_gWLeQcLAR5ZiCQAqSRre6D8v8rgZknR1XUSpAb_J_uIaFhjVT9bRAngwoeIkupuWKQMYVoJouXizR06C-UrxK73cFTmazLe3FVGijHMOObTxcDIHLLYcybD4aDTXgtrl2S_Gfm-aeRMQHXUXMdGjo4kHu12QOW0yntR08r_jREzKfMLtXpBUT3gEFi5QTgZj7o7k9tzr19LapxHDOiCAbP0hGCCpJMn_7pdA0FX6ckK4sPZicSs=w900-h506-no
และนี่ก็คือป้าดอลลาร์ (ขอบคุณภาพจาก market.108dog.com)

หญิงชราที่ถูกขังอยู่ข้างๆ ผมกำลังนอนหายใจรวยรินใกล้จะสิ้นลมเพราะทนกับสภาพอันโหดร้ายทารุณเช่นนี้ไม่ไหว เธอเล่าให้ผมฟังว่าเธอชื่อดอลลาร์อยู่กับเจ้านายในบ้านหลังใหญ่มาร่วมสิบปีแล้ว เธอตกใจกลัวเสียงประทัดยักษ์ของเด็กซนๆ ข้างบ้านเลยวิ่งเตลิดหนีออกมาริมถนนใหญ่ เดินสะเปะสะปะเงอะงะหิวโซอยู่สองวันก็ถูกจับมาและเธอก็อยู่ในนี้มาอาทิตย์กว่าแล้ว เจ้านายเธอคงกำลังตามหาเธออยู่แน่ๆ เธอคิดถึงเจ้านายสองคนและลูกสาวของเขาที่รักและทะนุถนอมเธอราวกับเป็นลูกอีกคนหนึ่ง คิดถึงไออุ่นจากมืออันอ่อนละมุนที่ลูบหัวเธออย่างเอ็นดู คิดถึงเด็กสาวตัวเล็กน่ารักที่นั่งเล่นอยู่คนเดียวโดยมีเธอคอยเป็นเพื่อนเป็นพี่เลี้ยงอยู่ใกล้ๆ คลอเคลียเล่นกับเธอราวกับเป็นพี่น้องกัน ปลอกคอสีม่วงอันเล็กมีลายรูปหัวใจที่เด็กน้อยบรรจงสวมให้เธอเพื่อเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงความรักที่ครอบครัวนี้มีต่อเธอ น้ำตาใสๆ เริ่มไหลรินเอ่อล้นออกมาจากดวงตาที่เกรอะกรังไปด้วยขนที่พันกันจนยุ่งเหยิงคู่นั้น เพราะเธอรู้ตัวดีว่าคงไม่มีโอกาสมีชีวิตกลับไปร่ำลาเจ้านายในวันที่เธอจะสิ้นลมเสียแล้ว

WrDQbjiQ0CH11cy917dUFFsSNKbk_boaj9gLLTzChn1uki7wwsUr8Y2ZJRb4TKEtdK46kxCF7UacMaXR5eWOdMlzUPAWC64j8DTdf9AZeW-lU3HcDIakPtLbxrW1itXqMyRuErS8kB37thAIyqjgQJ_Wzx6Eczw3rCN6osGchUNxRm532K1sIWeM8lbT277Ra0eLScmKLVZ0IOV4xARu9v2h6FDWmCD-hBo43fuIiA2_JYpylW8iig0ooDc94Pw9j1VGK-d6vXzbhTFtMqP1LBKd7w7QNW7JiepVTjfTj-gpM8TEEtHH305jJJEuct12bqCM872rU5r8eBOAorVVm-hAvj_itd2PEQEHWEthM1LI2n6uaZ4zYY4pyS6--I3UcSwM3X8Fy3-K0HNRgyPIb93HoqmFbOL3qAcaeYDCmY9_YskPFXE0bBbZ0xrmeBxhLH2BcX2cWTlVjydI32MmL2_gqX4Tc-0fZstcdh3RXOhLu0wdSBWicC0fR8bETHywwqcplj4DSzXa1_eHATVD2w64AUJL3__cL8v6PMC9vpk=w900-h675-no
ป้าดอลลาร์เธอสิ้นใจในกรงแบบนี้แหละครับ (ขอบคุณภาพจาก ewt.prd.go.th)

พอเล่าจบร่างของเธอก็กระตุกสอง-สามทีแล้วก็หมดลมไปต่อหน้าต่อตา ทำเอาผมนอนนิ่งตัวเกร็งเพราะอีกไม่นานผมเองก็คงมีชะตากรรมที่ไม่ต่างจากป้าดอลลาร์สักเท่าไรนัก ได้แต่หวังลึกๆ ให้มีปาฏิหารย์มาปลดปล่อยพวกเราที่เหลืออยู่ได้หลุดพ้นจากขุมนรกนี้ไปโดยเร็วเสียทีเถิด และทันใดนั้นหูตั้งๆ ของผมก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ของรถกระบะคันที่เราถูกขังอยู่กำลังถูกเร่งรอบขึ้นดังสนั่นพร้อมกับความเร็วของรถที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนรู้สึกได้ อาการโคลงเคลงของตัวรถที่สูงจากพื้นถนนมากนั้น เหวี่ยงไปมาจนทำให้พวกเรากระเด็นกระดอนอยู่ในกรงหลังรถราวกับถูกโยนเข้าไปในเครื่องซักผ้าแล้วกดปุ่มปั่นแห้งพลังสูง จากที่เคยอยู่กันอย่างแออัดยัดเยียดอยู่แล้วก็ยิ่งถูกกดถูกอัดกันเข้าไปอีกจนได้แผลเหวอะจากการถูกลวดกรงขังบาดแข้งขาหน้าหัวกันไปคนละหลายแผล สักพักเสียงสัญญาณไซเรนดังหวอๆๆๆ จากรถที่ขับตามมาในระยะกระชั้นชิดก็ดังขึ้นแว่วๆ มันเป็นดังเสียงสวรรค์ที่ประทานมาจากพระเจ้า มันช่างเป็นเสียงที่ไพเราะที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยิน แม้มันจะดังจนแสบแก้วหูแต่ผมก็ยินดีที่จะฟัง พวกเราต่างพร้อมใจกันส่งเสียงขอความช่วยเหลือเท่าที่กำลังที่เหลือจะพอทำได้ เพราะมันเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้รอดชีวิตกลับไปหาบ้านแสนสุขอีกครั้ง

vmnuI4qyVa81IJCGAeCm6U4dDjM238KcyhRR6yqzGgmIKQuGP8B0zO8Zc48QNmDLiVeTUcrpVtxjcFCbcDKu_OIKrY6mTTK-FGsIoROrYpTi5FupHXq9Hdnms9BC9sCAUEqGb-28oQKrV4gegsqnaQkMTW98KwRy8keAsIHT6QBM6M8o4e3Dtd1iDQhHqZq4KzCt33wyiY8sUgTuFxtBI0rbVDOcm7k7owyszXftzvPPMqE8cFNB3NaqK3IjkmyzwJ78ySsjUmNJaDP6CmuaHF4zi_m0xutwQy8HKhJy5MTAVMuInHFGucuA4t5QxWRNFJi-ZSzOCy2EUFHpVGmvDlHw74nJoolX8EdhrYQDnd0WyolrPmWsU4m5fquY_WBMoedRlC7EcpglXUnyeS0X1vDkuYzgYBS1yF0MXgntb8PBTxfdVnJRiwVluXM5OtwBnsa3GTDouaKnaPhLfLYAgZvfv8WcOI1F2r0KaS5D2hLcXGMapgmoqAgEP9cKqnvP1hos5QkitLS_ZInHLE4nrzHz3cLvzqP6d03XEag68bw=w900-h675-no
สุดท้ายโจรใจร้ายก็ถูกจับได้ .. พวกเรารอดแล้ว (ขอบคุณภาพจาก http://www.acnews.net)

แก๊งค์ค้าสุนัขข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านถูกจับโดยหน่วย นรข. สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ทหาร โดยรถกระบะคันดังกล่าวถูกจับได้บนเส้นทางที่กำลังมุ่งหน้าสู่ด่านชายแดนไทย-ลาว กลายเป็นข่าวใหญ่โตออกทีวีอยู่หลายวันเพราะมีการขยายผลจับกุมคนไทยที่เป็นผู้ร่วมขบวนการอีกหลายคน ผมโชคดีที่เจ้านายออกติดตามตั้งแต่วันแรกที่ผมหายตัวไป พอเห็นข่าวในทีวีก็เลยรีบเดินทางมารับตัวผมกลับบ้านในวันถัดมาทันที ส่วนป้าดอลลาร์เธอไม่ได้โชคดีแบบผม ร่างเธอถูกทำลายไปพร้อมกับร่างไร้วิญญาณของผองเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์อีกนับร้อยอย่างน่าสลดใจ ไม่มีแม้กระทั่งโอกาสที่เจ้าของเธอจะได้เก็บปลอกคอสีม่วงอันนั้นเอาไว้เป็นที่ระลึกเสียด้วยซ้ำ

jNOcrL8GBnJUAVv_PiAckvJZbPEpUKVXpD1C4mxlw-mQh1z0a2rR5ZYRkQ1b09QrF0sPWWMBUGrYVg0QKnDNWJH-A8tViZ8FJshd5YNT8atA14EAhqayfo5EY7qtFijgO8Hiq3F38Xx95wGE2PHQjHj5cGa9EdgDabA158_JUm6N_0iVmzq2EAgCteOSgCY9WF7Sq3iaOXeig58JIAnWeJBSOP0aLBSQLAC1FQ5BV_xsrU75CkGIu21G4fd-TSNb8zaPHWaFypWmtmpo6OmdIPb-EAi1MNPMlhVClQBB02MhKhYTuT4Pz92qxeCid9IEeqbSuZhW7UIeAWzwICdFq_MOxemclrdzn1hravgThuGcDNz7M24sHclef7uIsg4-CJ61MY6i4sOiqQiMzJn6Xud13hbUe5MfJwhAlZcV_9cHbanRhBqrVlUWGmBZ0ZBi9QGJtGb_ZI0VedXddChL2X_MYRKGOFt2j5uCLX4ebYNCXOjxNn0jKAKMz-JLQwOOLBCNKY4lnko16xFiQv3SOExyGWWDeSCLTrHpmB3oRsg=w900-h533-no 0tW7Q3eJK0UjeCcUqcy4B-qSBNk6en5I2RWyLuynCbtzBrbcc6_vndvFFqxG0GDZEiVcGoRqLX4-J-GNLo76x3Xrv9XeXtAlNSgAJUENXgBSEHmQxwTOFpdQ-xQozJfO7kUmx52fSighYK0GpJ9JYObvJsG4J0BvYs67UUh1kjTCCUx-zzmq3WNTAmUN5XX4cTALhhRIImsUX9BLXmwSDATf7H2zRRq4LVnLCjUZhIHIXpa6YhLKcYNfrZC4ffaknzk6plTJvlpU9jHmVpGuZZ3PCLPErEdEmqLqtHdoJXlUuaGERVUfkzn1kQ0q9WWAsPuyB_7CWskZYPyG25dUSqp3gB0w5h0B8gD4UA5VrC5-y-urhXwn9SzCgaIT7zDN6n72YlCxxEolKoBOT4dAnbLm8JWVzlSGeCq6IUGXo5W7MFupvzn8LB2t4uA9mkOJTqjxIsOuJu1yj6IzpZE480yIuq8YVcX2gOpRenGdBYxkqS3iMW4zXECtA6xrTvCNyaZiunWlxVv8_0e-dQ3rM-L40ndiSbk06zJ9hnIJDT0=w900-h555-no
บ้านแสนสุขกับสวนสวยริมทะเลสาบ (ขอบคุณภาพจาก terrabkk.com และ http://www.thaisabai.org)

PJVXFVY-ZdWQLRdvgcnEz9A-VxGyihiuwaLivnjBA2xnXYMuTN7Stn8uQJG6hqzZ8N-yXM5zEQhQBwPzmmrOQWivp7LXIHwkm1jnFwE3zmvHtPVyN1cWk7nAhIk7F0yMEctq39jfLSuE3F6rQqQASxKJQKCKb0KJInXdIEKsasIi3POIL8yi-SXddiafMPHmDbYaD3tf9fjDGSrWFVGdYwdjMBPsLW0rYUVnBOE0nhm7fZgJDz_utoKjnQMYtUNjSvYVh_xWaJ5ApYlvWffU0YHjxtODAJr8x5WmJxwiCJHQundtjx9z08zrVenC16MK7lqgj0R0atadeC5av5jYoG23omApNSB3He2n6anoKTGolbYt93wgf4dNpQupmTxVov8LQzKAOyzdxO8hXp5xNRCNADo4OszMK_Zec8QjBHrC_ngOHVBhNWvEDEr0U8RN5ULr-QQYP47pQb1Ykvdl53ctDfeC6G5F0FJWRec7k5fRui-hC510NrXhYswH2xlYfliHcRHC12K9QsXerIOESnbmy7k0ZIDUXDn8S93y2Mw=w900-h600-noและนี่ก็คือตัวผมเองครับ .. (ภาพโดย นายเมษา)

และตั้งแต่พ้นเคราะห์กรรมได้กลับมาอยู่บ้านแสนสุขอีกครั้ง ผมยังจดจำคืนวันดีๆ ที่ไปวิ่งเล่นออกกำลังริมทะเลสาบในหมู่บ้านกับแซมได้ดี แม้กระทั่งวันลอยกระทงของปีนี้ที่ผมไม่นึกว่าจะเป็นการได้เจอแซมเป็นครั้งสุดท้าย เพราะหลังจากวันนั้นก็ไม่มีใครได้ข่าวจากแซมอีกเลย จนกระทั่งตอนนี้ผมก็ยังคงนอนรออยู่ริมรั้วหน้าบ้านทุกวันโดยหวังว่า อาจจะมีสักวันที่ผมจะได้ยินเสียงเรียกอันคุ้นเคยของ “แซม” เพื่อนรักของผมอีกครั้ง ..

 

บอกกล่าวกันก่อน ภาพและบุคคลในภาพทั้งหมดเป็นเพียงส่วนประกอบเพื่อเสริมความสมจริงของเรื่องเท่านั้น มิได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับเนื่อเรื่องทั้งสิ้น

 

– – – – –   นายเมษา  – – – – –

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2558 เวลา 16:39 น. GMT+7 TH

Advertisements

ปล้น .. นะครับ ..

thief-thanks-03
ภาพจาก http://news.mthai.com

 

“ปัง …”

เสียงดังกัมปนาทจากปลายกระบอกปืนในมือของชายสวมหมวกกันน็อคแบบเต็มใบในร้านสะดวกซื้อย่านชานเมืองหลวงคำรามขึ้นในช่วงดึกอันเงียบสงบของค่ำคืนหนึ่ง เลือดสีแดงคล้ำเป็นลิ่มๆ เริ่มไหลทะลักมากองอยู่บนพื้น ร่างของเด็กหญิงวัยรุ่นคนหนึ่งนั่งกุมท้องน้อยของเธอด้วยความเจ็บปวดแบบสุดจะบรรยาย โดยมีเพื่อนของเธอคอยประคองอยู่ข้างๆ

ห่างออกไปไม่ไกลลูกค้านิรนามยกปืนในมือกวัดแกว่งไปมาพร้อมขู่พนักงานที่เป็นนักศึกษาฝึกงานที่กำลังยืนอยู่หน้าเครื่องบันทึกเงินสดอย่างสุภาพว่าให้ส่งเงินมาให้เขาซะดีๆ จะได้ไม่ต้องมีใครเจ็บตัว

ระหว่างนั้นเลือดของ”อร”ก็ยังไหลออกมาไม่หยุด  เธออยากจะตะโกนใส่หน้าคุณโจรว่า “ไหนบอกว่าจะไม่มีใครเจ็บตัวไง ..? แล้วที่คุณยิงมาโดนหนูนี่ล่ะ .. เจ็บนะเนี่ย คนบ้าเอ๊ย ..!!!”

แต่ก็ทำได้เพียงแค่คิด เพราะเลือดที่ไหลหยดลงบนพื้นเริ่มมากขึ้นเป็นลำดับ เธอตกใจหน้าซีดปากคอสั่นแทบไม่มีแรงจะลุกขึ้น แม้ว่า”นิด”จะพยายามพยุงเธอออกมาให้พ้นจากวิถีแห่งลูกตะกั่วหัวกระสุนที่พร้อมจะระเบิดออกจากรังเพลิงอีกครั้งเมื่อไหร่ก็ได้

หรือนี่เป็นจะครั้งแรกในชีวิตที่เธอถูกยิง มันเจ็บปวดทรมานแบบนี้นี่เอง เคยเห็นแต่ในละครได้มาเจอกับตัวเองก็วันนี้นี่แหละ มันก็คล้ายๆ กับมีดบาดนะ เพียงแต่เป็นมีดปลายแหลมเล่มใหญ่สักร้อยเล่มทิ่มเข้าไปในตัวเราพร้อมๆ กัน เจ็บจี๊ดทีแรกแต่สักแป๊บก็เริ่มชา ความเจ็บจะบรรเทาแต่ความตกใจจะเข้ามาแทนที่ ทำให้ความดันเลือดสูงขึ้นเป็นสาเหตุที่เลือดไหลจากแผลได้เร็วกว่าปกติ

การปล้นยังคงดำเนินต่อไป พร้อมๆ กับที่ลมหายใจของอรที่อ่อนระทวยลงทุกขณะ เธอดูอาการไม่ดีนักแต่ยังฝืนตัวยืนขึ้นเอามือเกาะเชลฟ์โชว์สินค้าถัดจากเคาท์เตอร์จ่ายเงินด้วยอาการโงนเงน รอยเลือดที่หยดบนพื้นเป็นทางยาวแสดงให้เห็นว่าเธอได้รับบาดเจ็บ ส่วนนิดก็คอยพยุงเธออยู่ไม่ห่าง พร้อมกับคอยชะโงกหัวข้ามเชลฟ์เพื่อสังเกตดูสถานการณ์ตลอดเวลา

thief-thanks-02
ภาพจาก https://soclaimon.wordpress.com

ทั้งร้านในคืนนี้ก็มีเพียงอรกับนิดและพนักงานสองคนในร้านพร้อมทั้งผู้บุกรุกยามวิกาลกับอาวุธในมืออีกหนึ่งคน ทำไมสถานการณ์มันช่างเหมาะเจาะที่จะทำการปล้นเสียจริงนะ แต่เสียงปืนนัดแรกที่ลั่นออกจากมือคนร้ายทำให้พลเมืองดีโทรไปแจ้งคอลเซ็นเตอร์ 911 (ที่เพิ่งเปลี่ยนมาจาก 191 เพื่อจะได้เหมือนกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก) ถึงเหตุด่วนเหตุร้ายที่เธอกำลังเผชิญ ตำรวจรุดมาถึงที่เกิดเหตุอย่างทันท่วงทีก่อนที่คุณโจรจะหนีได้ทัน ผิดกับหนังไทยสมัยรุ่นคุณพ่อที่ตำรวจมักจะมาถึงตอนจบเรื่องเสียทุกครั้งไป

และเมื่อเข้าสู่สถานการณ์คับขันเช่นนี้แล้ว ปฏิบัติการจี้ตัวประกันจึงต้องดำเนินต่อเนื่อง หลังจากชายนิรนามได้เงินในเครื่องใส่กระเป๋าสะพายใบเขื่องไปเรียบร้อยแล้ว เขาหันมาเห็นอรที่ยืนหมดสภาพพิงชั้นวางของอยู่ใกล้ๆ เธอจึงถูกเชิญให้ไปเป็นตัวประกันโดยทันที พร้อมกับปากกระบอกปืนจ่อชี้ที่ด้านหลัง อรถูกลากถูลู่ถูกังทั้งที่อ่อนเปลี้ยเสียเต็มประดาออกมายังรถมอเตอร์ไซค์ที่ติดเครื่องรออยู่โดยชายสวมหมวกอีกคนที่ด้านหลังของร้าน พร้อมกับบึ่งออกไปทันทีโดยทิ้งเธอให้นอนหายใจรวยรินอยู่ตรงนั้น

thief-thanks-01
ภาพจาก http://news.mthai.com

หลังเหตุร้ายผ่านไปเจ้าหน้าที่กู้ภัยก็เข้าช่วยเหลือนำเธอส่งโรงพยาบาล ก่อนที่ตำรวจเข้าเคลียร์พื้นที่เกิดเหตุพร้อมกับพานิดและพนักงานในร้านไปให้การที่โรงพัก ส่วนอรก็ออกจากโรงพยาบาลได้ในคืนนั้น

เช้าวันถัดมาเหตุการณ์นี้กลายเป็นข่าวดังในรายการเล่าข่าวเช้านั้นของทุกช่องโทรทัศน์ กับข่าวโจรปล้นร้านสะดวกซื้อเจ็ดแห่งทั่วกรุงในคืนเดียว พร้อมกับมีภาพของคุณโจรยกมือไหว้และกล่าวขอบคุณพนักงานที่ไม่ขัดขืนและให้ความร่วมมือกับการปล้นเป็นอย่างดี

thief-thanks-04
 Edit ภาพโดย Admin

“ทำไมมึงกลับห้องเร็วนักวะ ไหนบอกว่าถูกยิงไง..?” นิดถามหลังจากอรกลับมาที่ห้องเช่าใกล้ที่เกิดเหตุในตอนเช้า

“ทีแรกกูตกใจมากก็เลยนึกว่าไอ้ตั้มมันยิงถูกกู แต่หมอตรวจแล้วไม่เห็นมีแผลตรงไหน .. กูก็ว่าอยู่ว่าทำไมถูกยิงมันเจ็บแป๊บเดียวเองว๊ะ สรุปว่าเลือดเมนส์กูไหลต่างหาก ..!!!..” อรตอบแบบขำๆ แล้วทั้งสองคนกอดคอหัวเราะกันลั่นห้อง

 

สองวันถัดมาเสียงโทรศัพท์ของอรก็ดังขึ้น .. เบอร์ตั้มแฟนหนุ่มของเธอนั่นเอง

“อร .. วันนี้บ่ายสามออกมาเอาส่วนแบ่งที่เดิมนะ ..” เสียงแฟนหนุ่มของเธอบอกเวลานัด

“ครั้งนี้อรได้เท่าไหร่ล่ะ ..?” เธอถาม

“คราวนี้เจ็ดที่ได้มาเยอะอยู่เหมือนกัน .. คนละซักสามหมื่นได้ล่ะ .. ” ตั้มบอกไป

“ดีๆๆ อรจะได้เอาไปซื้อโทรศัพท์ใหม่ กำลังอยากได้ไอโฟนสักเครื่องพอดี ..” เธอบอกด้วยน้ำเสียงดีใจ

“แต่ตั้มเกือบยิงถูกอรซะแล้วนะ ..” เธอต่อว่าแฟนหนุ่ม

“เอ้อ .. นิดมันถามถึงส่วนแบ่งของมันด้วย อย่าลืมซะล่ะ ..” อรออกปากถามแฟนหนุ่มตามที่เพื่อนคอยสะกิดอยู่ข้างๆ

“ก็ให้ไอ้จอมไปแล้วไง นิดเป็นแฟนมันก็ไปเอาที่มันสิ ..” ตั้มตอบน้ำเสียงเรียบ

thief-thanks-05
ภาพจาก http://www.fm91bkk.com

“เอาเป็นว่าวันนี้เจอกัน .. แค่นี้ก่อนนะ .. ตู๊ดดดดด ..” ตั้มต้องรีบพูดตัดบทเพราะ …..

มือของนายตำรวจยศพันตำรวจเอกหัวหน้าชุดสืบสวนที่รับผิดชอบติดตามคดีนี้เอื้อมมากดวางสายโทรศัพท์ของตั้มที่เปิดสปีคโฟนแล้ววางบนโต๊ะข้างหน้าชายวัยรุ่นสองคนที่ถูกใส่กุญแจมือนั่งก้มหน้าอยู่ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจสามนายภายในห้องแคบๆ ห้องนั้น ทุกคำพูดทุกบทสนทนาได้ถูกบันทึกเอาไว้แล้ว และมันก็เป็นหลักฐานสำคัญใช้มัดตัวเธอและเพื่อนสนิทได้เป็นอย่างดี

เมื่อสิ้นเสียงแว๊นนนนนนน จากปลายท่อรถมอเตอร์ไซค์ของคนร้าย นั่นก็หมายถึงการสิ้นสุดอิสรภาพของวัยรุ่นหญิง-ชายทั้งสี่คนด้วยเช่นกัน

 

 

– – – น า ย เ ม ษ า – – –

พฤหัสบดี 17 กันยายน 2558 เวลา 21:45 น.

ปล.ภาพใช้ประกอบเนื้อหาเพื่อความบันเทิงเท่านั้น บุคคลในภาพไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับเนื้อหาทั้งสิ้น

เสียงลึกลับ .. จากในครัว ..


ภาพจาก http://www.mut.ac.th/art_forlife/gallery/LoveThailand/slides/ตลาดน้ำดำเนินสะดวก.JPG

หากลองย้อนเวลากลับไปราวๆ สักสี่สิบปีก่อน ในสมัยที่เมืองไทยยังไม่มีตึกสูงระฟ้าท้าดวงอาทิตย์เหมือนสมัยนี้ รถราหรือก็ยังไม่ได้ขวักไขว่ ชิวิตของคนไทยในต่างจังหวัดกับคนเมืองยังคงใกล้ชิดกันทางวัฒนธรรมอยู่มาก ผู้เฒ่าผู้แก่ในตอนนั้นก็ยังคงนิยมกินหมากกันอยู่ ดังนั้นปูนแดง หมากและใบพลูจึงเป็นสินค้าที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า มีเท่าไหร่ก็ขายหมดเกลี้ยง ทั้งยังสามารถหาซื้อกันได้ทั่วไปทั้งในตลาด ทั้งร้านโชห่วยที่ตั้งอยู่แทบทุกหัวระแหง ซื้อง่ายขายคล่องราวกับซิมทรูมูฟในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นในสมัยนี้เลยทีเดียว

สมัยนั้นผมยังเป็นเด็กอายุยังไม่ถึงห้าขวบด้วยซ้ำ แต่ต้องระหกระเหินย้ายที่เรียนตามพ่อที่รับราชการไปอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ทั่วทุกภาคของประเทศ ครั้นพอถึงปิดเทอมทีนึงพ่อผมก็จะส่งตัวผมและพี่น้องมาอยู่โยงในบ้านสวนของย่าที่อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี จะว่าไปมันก็คล้ายๆ กับได้ไปเรียนซัมเมอร์ในต่างประเทศเลยเชียวล่ะ เพราะนั่นหมายถึงว่าต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับชีวิตแบบชาวสวน เอาตัวเองให้อยู่รอดให้ได้ แต่ยังดีกว่าหน่อยตรงโฮสที่ผมไปอยู่ด้วยนั้นคือญาติผู้ใหญ่ของผมนั่นเอง

บรรยากาศแบบบ้านสวนริมคลองที่สมัยนั้นน้ำในคลองดำเนินสะดวกและคลองซอยต่างๆ ที่ผ่านหน้าบ้านย่ายังใสแจ๋ว สามารถตักมาอาบมาล้างจานชามกันได้อย่างไม่ต้องเคอะเขิน อีกทั้งผมทั้งปลาใหญ่น้อยก็ยังดำผุดดำว่ายดีดน้ำใส่หน้ากันพรึ่บพรั่บอย่างสบายอุรา สมัยผมหัดว่ายน้ำใหม่ๆ ก๋งของผมเอามะพร้าวแห้งสองลูกมาเฉาะเปลือกออกให้เป็นเส้นหนาสักนิ้วนึง โดยที่อีกด้านยังติดอยู่ที่ลูก แล้วเอาเปลือกที่ฉีกออกนั้นมาผูกเข้าด้วยกัน แล้วจับเอาสอดไว้ใต้รักแร้ทั้งสองข้างของผมเพราะมันจะช่วยพยุงตัวเราไม่ให้จมน้ำได้เป็นอย่างดี จากนั้นก็ผลักให้ผมออกไปลอยตุ๊บป่องอยู่กลางคลองหน้าบ้าน ส่วนผมก็ตะเกียกตะกายเลิ่กลั่กทั้งมือทั้งเท้าช่วยกันพุ้ยน้ำจ๋อมแจ๋ม แม้ไม่ได้มีท่าฟรีสไตล์ กบหรือผีเสื้อตามมาตรฐานโอลิมปิคสากลใดๆ แต่มันก็ทำให้ผมว่ายน้ำได้มาจนทุกวันนี้นั่นแหละ

 
ขอบคุณภาพจาก http://i139.photobucket.com/albums/q308/Mucki_girl/Klong%20Tour%2003JUL08/CIMG2404.jpg // http://www.bloggang.com/data/klongrongmoo/picture/1215006118.jpg

ที่ท่าน้ำเล็กๆ หน้าบ้านจะเป็นบันไดลงไปในคลอง มีแผ่นไม้เล็กๆ สี่-ห้าแผ่นขนาดกว้างยาวประมาณเมตรเศษๆ ให้พอนั่งอาบน้ำล้างจานได้ ตลิ่งสูงท่วมหัวเป็นดินโคลนที่ก๋งผมโกยขึ้นมาจากในคลอง และตลอดแนวตลิ่งหน้าบ้านก็จะปลูกต้นมะม่วงอกร่องเอาไว้กินไว้ขายกันไปตามประสาชาวสวน ซึ่งช่วงซัมเมอร์คอร์สของผมทุกปีก็จะมีมะม่วงให้กินกันทุกวันไม่เคยขาดเพราะมีอยู่เป็นสิบต้น และแต่ละต้นก็ติดลูกดกจนกิ่งโน้มลู่ลงมาจนเรี่ยพื้นให้เก็บกินได้ง่ายๆ ไม่ต้องปีนขึ้นไปให้เสียแรง บางทีก็สุกคาต้นจนหล่นลงมาก็มีบ่อยๆ ทั้งกินทั้งแจกกันจนเอียนแล้วก็ยังเหลือขายได้อีกเป็นร้อยๆ กิโล


ขอบคุณภาพจาก https://kerk1234.files.wordpress.com/201102img.0716re.jpg

ตามแนวตลิ่งนั่นก็จะเป็นทางเดินผ่านเข้าไปยังบ้านของเพื่อนบ้านที่อยู่ในสวนถัดๆ เข้าไป ใครเดินผ่านไปผ่านมาถ้าอยากได้มะม่วงไปกินกันก็ตะโกนบอกแล้วชอบลูกไหนก็เด็ดไปได้เลย แบ่งปันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันไปตามวิถีใครมีอะไรก็เอามาปันไปกันกิน สวนไหนจะปลูกอะไรก็ไปลงแรงช่วยกันมันคือภาพความผูกพันอันสวยงามของคนในชุมชนที่ยังชัดเจนในความทรงจำจนถึงทุกวันนี้

ส่วนที่ใกล้ท่าน้ำติดกับทางเดินขึ้นบ้าน ย่าผมก็จะมีพลูที่ปลูกเอาไว้กินเองอยู่สองข้างทาง ลักษณะเป็นกองดินทรงสูงยอดมนมีเสาไม้ขนาดขาผู้ใหญ่สูงราวสอง-สามเมตรอยู่ตรงกลาง รอบๆ ก็จะมีไม้ไผ่ลำย่อมๆ ปักไว้แล้วเอาปลายยอดไปผูกไว้กับเสาไม้ตรงกลางอีกทีเพื่อให้พลูที่ปลูกเลื้อยพันขึ้นไป แต่จะมีลำนึงที่เจาะเป็นรูเล็กๆ ที่ปล้องแล้วเอาไม้ไผ่ผ่าครึ่งเป็นซีกอันสั้นมาเสียบทะลุไว้เพื่อใช้ทำเป็นบันไดเวลาปีนขึ้นไปเก็บพลู และจากบนตลิ่งที่สูงจากพื้นดินระดับอกของผู้ใหญ่กับความสูงของค้างพลูอีกร่วมสามเมตร รวมแล้วจากพื้นดินถึงยอดก็น่าจะเกือบจะห้าเมตรได้ละมั๊ง


ขอบคุณภาพจาก http://img802.imageshack.us/img802/4630/16213258.jpg

พลูกำลังออกใบเขียวสะพรั่งทึบไปทั้งค้างพลูเก็บกินเก็บเคี้ยวกันจนปากเจ่อก็ยังไม่มีทีท่าจะหมดง่ายๆ ก็เกิดไปเตะตาต้องใจไอ่ตี๋น้อยที่คนแถวนั้นรู้จักกันดีในชื่อว่า “ไช้” หลานแป๊ะฮ้วงเจ้าของสวนผักที่อยู่ท้ายคลองเดียวกับบ้านย่าของผม เฮียไช้เป็นลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเลรุ่นที่สาม นั่นก็คือรุ่นเดียวกับผม แต่เฮียไช้จะอายุมากกว่าผมหลายปีเพราะตอนที่ผมอายุห้าขวบเฮียไช้ก็เป็นวัยรุ่นตอนปลายแล้ว แป๊ะฮ้วงอาก๋งของเฮียไช้มารับจ้างเป็นกุลีขุดคลองรุ่นเดียวกับก๋งของผม และเมื่อคลองถูกขุดจนเสร็จเรียบร้อยชาวจีนเหล่านั้นต่างก็พากันเข้าจับจองพื้นที่ทำมาหากินจนทั่วทั้งย่านดำเนินสะดวก ปลูกผักปลูกหญ้าค้าขายผลหมากรากไม้กันไปตามความถนัดของแต่ละคนที่สั่งสมกันมาตั้งแต่ครั้งยังอยู่ที่เมืองจีน

กลับมาว่ากันถึงเฮียไช้พระเอกของเรื่องนี้กันต่อดีกว่า

เฮียไช้เห็นพลูของย่าผมที่ปลูกเรียงรายกันเป็นแถวตามสองข้างทางเข้าบ้านร่วมๆ สิบค้างกำลังออกใบอย่างงาม เฮียแกเลยมาเจรจากับย่าผมว่าจะขออาสามาเก็บไปขายให้แล้วเอากำไรมาแบ่งกัน ซึ่งย่าผมก็ไม่ได้ว่ากระะไรเพราะก็ปล่อยเอาไว้ก็กินไม่หมดอยู่แล้ว ดีซะอีกที่มีคนมาช่วยเก็บให้ไม่ต้องออกแรงปีนให้เมื่อย ดีไม่ดีพลาดพลั้งร่วงลงมาหัวร้างข้างแตกแข้งขาพิกลพิการไปเสียเปล่าๆ แถมยังได้อัฐเล็กๆ น้อยๆ ไว้แลกกับข้าวกับปลาไว้กินอีกด้วย


ขอบคุณภาพจาก http://board.postjung.com/888721.html

โดยเฮียไช้แกจะเข้ามาเก็บพลูในช่วงเย็นๆ หลังจากเสร็จงานประจำของแกที่สวนของแป๊ะฮ้วงเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็จะเอาไปล้างแล้วเรียงซ้อนกันเป็นกองเล็กๆ ราวสักยี่สิบใบ เอามารัดด้วยเปลือกต้นกล้วยที่ลอกออกมาแล้วตัดให้ได้ขนาดชิ้นกว้างสักครึ่งฝ่ามือผู้ใหญ่ จากนั้นมัดด้วยเชือกกล้วยให้เป็นพับเล็กๆ อีกที กว่าจะเสร็จงานเสริมของแกในแต่ละวันก็ปาเข้าไปเกือบสี่ทุ่มโน้น ส่วนย่าผมก็ทำกับข้าวกับปลาไว้เผื่อเฮียแกทุกวัน แล้วก็ตะโกนบอกให้เฮียแกเข้ามากินข้าวแล้วค่อยกลับบ้านนะ จนเป็นที่รู้กันว่าสี่ทุ่มเฮียไช้จะต้องเข้ามากินข้าวในครัวหลังบ้านเสียงจานเสียงช้อนสังกะสีกระทบชามตราไก่ดังโคล้งเคล้งสนั่นลั่นท้องร่องกันทุกวันไป

บางทีผมก็อาศัยออกมานั่งกินกับเฮียแกอีกมื้อเป็นมื้อดึกของวันนั้นก็เลยค่อนข้างสนิทกันอยู่มากพอดู เวลาเฮียแกมาเก็บพลูก็มักจะมีขนุกขนมของกินเล่นมาฝากผมอยู่เสมอๆ ด้วยความที่เฮียไช้แกเป็นคนขยัน ซื่อสัตย์ อดทนและที่สำคัญอัธยาศัยไมตรีดีมากช่างพูดช่างคุยเป็นที่หนึ่ง อีกทั้งแป๊ะฮ้วงก็สนิทสนมกับก๋งของผมเป็นอย่างดี เฮียแกจึงเป็นที่รักและไว้ใจของก๋งกับย่าผมอย่างมาก เวลามีเค้างานบุญกันที่หน้าวัดโชติฯ ทีไร ผมก็ได้เฮียไช้นี่แหละที่พาเดินเลียบเลาะริมคลองไปเที่ยวจนดึกจนดื่นโดยที่ก๋งกับย่าผมไม่มีปริปากบ่นเลยสักคำ นี่คงเป็นการยืนยันถึงความไว้วางใจของผู้ใหญ่ที่มีต่อเฮียไช้ได้เป็นอย่างดี


ขอบคุณภาพจาก http://goratchaburi.com/imahes/content19112555164811.JPG

แต่ก็อย่างที่ใครๆ เคยว่าเอาไว้นั่นแหละว่าวันเวลาแห่งความสุขมักจะอยู่กับเราได้ไม่นาน และช่วงเวลาแห่งความสุขสนุกสนานของผมกับเฮียไช้ก็เช่นกัน

ไม่รู้ว่าเคราะห์กรรมแต่ชาติปางไหนที่กลับมาทวงถามตามคร่าเอาชีวิตที่กำลังดีวันดีคืนของเฮียไช้ให้ต้องดับดิ้นสิ้นใจ เพราะเฮียแกปีนพลาดร่วงหล่นลงมาจากค้างพลูที่สูงร่วมห้าเมตรคอหักตายในช่วงโพล้เพล้ใกล้จะหมดแสงของเย็นวันหนึ่ง จนเป็นที่ตกอกตกใจของคนละแวกนั้นเป็นอย่างมากเพราะการตกจากค้างพลูแค่นั้นไม่น่าจะถึงกับต้องตาย อย่างมากก็น่าจะแค่แข็งขาหัก หลังเดาะกระเพาะยุบ ตับบุบไตบวม หยุดงานนอนพักหยอดน้ำข้าวต้มสักร่วมๆ อาทิตย์ก็น่ากลับมาฟิตเปรี๊ยะวิ่งปร๋อได้เหมือนเดิมแล้ว แต่นี่ถึงกับคอหักตาย สงสัยว่าดวงเฮียแกจะถึงฆาตจริงๆ และการตายแบบนี้แถวบ้านนอกของผมเค้าเรียกกันว่า “ตายโหง” คือยังไม่ถึงเวลาตายแต่ต้องมาตายเสียก่อนที่จะหมดอายุขัย

ผมเองก็ได้ไปร่วมในงานศพของเฮียแกทุกวันตามประสาครอบครัวคนคุ้นเคย ก็ได้ยินคนเฒ่าคนแก่เค้าจับกลุ่มคุยกันว่าวิญญาณตายโหงแบบนี้มักจะเฮี้ยนและดุมากเพราะต้องร่อนเร่พเนจรไปทั่วจะไปเกิดก็ไม่ได้ จะอยู่บนโลกมนุษย์ก็ไม่มีกายหยาบให้สิงสถิตย์เพราะร่างถูกเผาจนกลายเป็นเศษฝุ่นผงธุลีไปหมดแล้ว ไอ่ตัวผมยังเป็นเด็กก็เออออห่อหมกตามพวกผู้ใหญ่เค้าไปอย่างงั้นแหละไม่ได้รู้เรื่องอะไรนักหรอก ขอแค่ได้อาศัยไปวิ่งเล่นสนุกกับเด็กๆ แถวนั้นที่มางานกับพวกผู้ใหญ่บ้าง ไปช่วยงานเป็นลูกมือหยิบโน่นจับนี่บ้าง ช่วยเสิร์ฟน้ำ ช่วยล้างจานบ้างไปตามเรื่องก็พอ แต่ที่สำคัญเมนูรอบดึกที่บรรดาเหล่าจุมโพ่(ตัว)ใหญ่ในครัวช่วยกันบรรจงควงตะหลิวแสดงฝีมือทำออกมาแจกแขกเหรื่อที่มาร่วมงานในทุกๆ คืน มันช่างถึงรสถึงเครื่องอร่อยปากละมุนลิ้นอย่าบอกใครทีเดียวเชียวล่ะ


ขอบคุณภาพจาก http://www.oknation.net/blog/kiddee/2009/08/05/entry-1

งานศพของเฮียไช้ทั้งเจ็ดวันผ่านไปด้วยดีพร้อมๆ กับผมที่อ้วนพีขึ้นจนเห็นได้ชัด ภารกิจฌาปนกิจส่งเฮียแกไปที่ชอบๆ ก็สำเร็จลุล่วง(เพราะถ้าที่ที่เฮียแกไปแล้วแกไม่ชอบ ป่านนี้เฮียแกคงกลับมาแล้วล่ะ ..!!!) ไม่มีเหตุการณ์ระทึกขวัญใดๆ ให้ต้องหวาดผวาอย่างที่คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านเคยมาเตือนเอาไว้ อย่างดีก็มีแค่ได้กลิ่นธูปจางๆ ตอนเข้านอนเท่านั้น ซึ่งก็น่าจะมาจากย่าผมไหว้พระตอนก่อนนอนนั่นแหละ

แต่เรื่องราวของซัมเมอร์นั้นมันไม่ได้สงบราบรื่นไปตลอดน่ะสิ ..!!!

เย็นวันหนึ่งหลังจากงานศพของเฮียไช้ผ่านไปได้สักอาทิตย์นึง ค้างพลูกองหนึ่งริมคลองก็มีเสียงใบพลูสั่นไหว ๆ ดังกราวๆ ซู่ๆ ราวกับมีใครรูดตัวลงจากยอดค้างพลูกองนั้น ตามด้วยเสียงออดแอดๆ ของลำไม่ไผ่ที่ต่อเป็นบันไดยุบฮวบขึ้น-ลงเป็นจังหวะคล้ายคนกำลังปีนขึ้นไป แล้วยังมีเสียงเหมือนของหนักๆ ตกกระทบพื้นดังตุ้บ ตุ้บ ผมลองมองฝ่าแสงสลัวๆ ที่เพิ่งจะเริ่มมืดออกไปก็ไม่เห็นมีอะไร ลมอ่อนๆ ที่พัดอยู่ก็ไม่ได้แรงขนาดที่จะทำให้ลำไม้ไผ้ไหวปลิวยวบได้ขนาดนั้นนี่นา บรรยากาศยามนั้นมันช่างอึมครึมเย็นยะเยือกบวกกับแสงทึมๆ ของตะเกียงริบหรี่จากบ้านเจ๊กเพ้งที่อยู่ตรงข้ามอีกฝั่งคลองห่างออกไปจากค้างพลูนั่นราวๆ สิบเมตรก็ไม่ได้ช่วยให้เห็นอะไรได้ชัดเจนขึ้นสักเท่าไหร่

ผมเริ่มอกสั่นขวัญผวานี่ขนาดยังไม่ทันจะถึงเวลาที่ฟ้ามืดสนิทเสียด้วยซ้ำนะเนี่ย คืนนี้คงไม่ยอมลงไปอาบน้ำที่ท่าน้ำหน้าบ้านแน่ ถึงแม้จะสนิทกับเฮียไช้สักแค่ไหนก็ตาม ก็ขอซักแห้งสักคืนนึงก่อนก็แล้วกัน แต่เอ๊ะ .. หรือว่าเฮียไช้แกจะไม่ชอบที่ที่แกไป .. ถึงได้กลับมาเยี่ยมผมเร็วจังแฮะ ..!!!

ส่วนก๋งกับย่าของผมก็ยังคงออกไปนั่งจัดเตรียมผักผลไม้ที่เก็บมาจากในสวนใส่เรืออยู่ที่ริมตลิ่งตรงท่าน้ำหน้าบ้านเพื่อเอาไว้ไปขายในวันพรุ่งอันเป็นกิจวัตรประจำวันกันตามปรกติ ไม่ได้สะทกสะท้านกับเหตุการณ์แปลกๆ ของค้างพลูเจ้าปัญหาในเย็นย่ำค่ำนี้แต่ประการใด


ขอบคุณภาพจาก http://www.painaidii.com/diary/diary-detail/000687/lang/th/

ตกดึกตามเวลาดีๆ ที่นัดหมาย เสียงดังโคล้งเคล้งจากในครัวหลังบ้านก็ดังขึ้นตามที่คาด เสียงช้อนกระทบชามดังแกร๊กๆๆ เหมือนที่เคยได้ยินอยู่ทุกวัน ผมถึงกับขวัญกระเจิงนั่งร้องไห้กระซิกๆ กอดย่าไม่ยอมห่าง ไม่ว่าจะปวดท้องหนักท้องเบาสักแค่ไหนก็ต้องอั้นเอาไว้ก่อน ไอ่ครั้นจะไปเข้าห้องน้ำห้องท่าที่อยู่หลังบ้านเวลานี้สารภาพตามตรงว่าไม่กล้าพอจริงๆ เพราะต้องเดินผ่านครัวกลัวจะไปเจอเฮียไช้แกกวักมือเรียกให้ไปนั่งกินข้าวมื้อดึกด้วยกันเหมือนเคย จนย่าต้องออกปากตะโกนไปว่า

“อาไช้เอ๊ย .. กินเสร็จแล้วก็ไปซะนะ น้องๆ มันกลัวกันแย่แล้วเนี่ย ย่ารู้แล้วว่าเอ็งมา ..”

พอย่าตะโกนบอกเฮียไช้ เสียงลักลับในครัวก็ค่อยๆ เบาลงจนเงียบหายไปท่ามกลางความดีใจของเด็กๆ ในบ้านทุกคน และหลังจากค่ำคืนสยองขวัญสั่นประสาทในครั้งนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์แปลกๆ อะไรเกิดขึ้นอีกเลย แต่มิวายผมก็ยังระแวงเสียวสันหลัง เย็นวาบๆ ขนลุกซู่ทุกครั้งเวลาที่ลงไปอาบน้ำที่ท่าน้ำใกล้ค้างพลูนั่นอยู่ดี ทั้งที่ก็ไม่เคยได้เห็นหรือได้ยินอะไรจากเฮียไช้อีกเลยก็ตาม

หรือว่าเฮียไช้แกจะเจอที่ที่แกชอบแล้วจริงๆ เลยไม่กลับเคยมาหาผมอีกเลยแม้วันเวลาจะผ่านล่วงเลยมาร่วมสี่สิบปีแล้วก็เถอะ

—– นายเมษา —–

อังคารที่ 8 กันยายน 2558 เวลา 4:09 น. GMT+7 TH

ราชประสงค์


ขอบคุณภาพจาก http://www.springnews.co.th

สิ้นเสียงดังกัมปนาทราชประสงค์
หลายร่างร่วงหล่นลงระงมจ้า
มัจจุราชพรากคนรักให้จากลา
โดยไม่ทันรู้ตัวว่าต้องอาดูร

ด้วยศรัทธามหาพรหมสมใจนึก
มาระลึกนอบประนมบรมไอศูรย์
แต่คนชั่ววางระเบิดศาลฐากูร
หลายชีวิตดับสิ้นสูญมรณา

ที่สิบเจ็ดสิงหาฯ เวลาทุ่ม
๑๙ น.ไฟควันพลุ่งคละคลุ้งร่าง
ครวญโอดโอยเกลื่อนกล่นถนนกลาง-
ราชประสงค์ดั่งสงครามกลางใจไทย

น้ำตาหลั่งหลายชนชาติมาสูญเสีย
เพราะโจรเหี้-สนองแค้นมันควรไหม?
คนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องสิ้นใจ
ทั้งคนไทยแลทุกชาติร่วมประณาม

ไม่มีศาสดาไหนเคยพร่ำสอน
ให้เอาร้อนเทราดไปในเพลิงผลาญ
ไม่เคยสอนให้แก้แค้นในสันดาน
ไอ่โจรร้ายไร้ศาสน์สาส์นจากพระองค์

ขอบารมีองค์มหาพรหมบันดาลให้
ความสุขกลับคืนไปสู่ราชประสงค์
ขอเทวะปกป้องไทยทุกชั้นชน
ทั้งต่างชา-ติพันธุ์พ้นจากภัยพาล

 

ขอไว้อาลัยต่อผู้สูญเสียและครอบครัวในเหตุการณ์ระเบิดที่ราชประสงค์ ยังหวังให้ความสงบสุขปลอดภัยกลับคืนสู่ประเทศไทยโดยเร็ววัน และขอประณามผู้ก่อการและผู้ร่วมขบวนการในการทำร้ายประเทศชาติในครั้งนี้ ขอร่วมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่รัฐและภาคประชาสังคมทุกฝ่ายที่ได้ร่วมแรงร่วมใจในการให้เบาะแสเพื่อนำไปสู่การจับตัวผู้ต้องหาได้โดยเร็ว

ด้วยความอาลัยอย่างยิ่ง
– – –  นายเมษา  – – –
อังคาร 1 กันยายน 2558 เวลา 17:54 น.

รวมพลัง .. ดังพ่อขาน ..

corruption

อสุนีบาท ฟันฟาด ทรราชย์ชั่ว
เอาเลือดหัว ไอ้ตัวเดียด รังเกียจแสน
ละเลงทั่ว ทาแผ่นดิน ทุกถิ่นแดน
ให้สมแค้น จงวอดวาย อายทั้งวาร

ข้าราชการ ปฏิญาณ ทำงานให้ชาติ
ไอ้อุบาทก์ ไร้ศักดิ์ศรี มีแต่ผลาญ
ผิดวาจา กับพวกข้า ไม่เว้นวาน
ไอ้สันดาน ไม่สำนึก ระลึกตน

เรียกสินบาท คาดสินบน ยกตนข่มท่าน
คอรัปชั่น ฆ่าฟันใคร มึงไม่สน
หาญมาขวาง ผลประโยชน์ ของพวกตน
ต้องด่าวดิ้น ในบัดดล .. ไอ้ คนจัญไร

มึงทำผิด มึงก็รู้ อยู่เต็มอก
กรีดอ้อมอก แผ่นดินแม่ แลเห็นไหม?
แบ่งพรรคพวก แบ่งฝักฝ่าย แบ่งประเทศไทย
บรรพชน น้ำตาไหล เพราะพวกมึง

ได้เวลา พิพากษา ทรราชย์
อสุนีบาท ครื้นครั่น ฟันฟาดถึง
หมดเวลา พวกมึงแล้ว จงคำนึง
ความชั่วจึง ปรากฎเห็น เป็นพยาน

ขอคนไทย รวมใจ กันอีกครั้ง
จับมือกัน รวมพลัง ดังพ่อขาน
รับด้วยเกล้า สามัคคี ตลอดกาล
ประเทศไทย ก้าวข้ามผ่าน ประสานใจ

อสุนีบาท กวาดล้าง ทรราชย์
ความยุติธรรม ลงดาบ ปราบคนไหน-
ที่ไร้สำนึก ไร้คุณธรรม ประจำใจ
ให้วอดไป ชดใช้หนี้ แผ่นดินคืน

ฟ้าสีทอง ผ่องอำไพ ในวันพรุ่ง
เจริญรุ่ง เรืองรอง ทองทั่วผืน
ใต้ธงไทย สุขสดใส อย่างยั่งยืน
ร่วมพลิกฟื้น คืนความสุข ให้ประชาชน

 

— นายเมษา —
พุธ 6 พฤษภาคม 2558 เวลา 15:06 น.

แสงธรรมชาติกับการถ่ายภาพบุคคล

portrait-simple-exercise-0

วันนี้ฉันคิดว่ามันน่าจะเป็นการสนุกที่จะได้ร่วมแบ่งปันแบบฝึกหัดเล็กๆ ที่อยู่ในอีบุ๊คที่ชื่อ Natural Light (by Michell Kanashkevich) ที่จะช่วยให้สัมผัสได้ถึงเนื้อหาในหัวข้อและฉันคิดว่ามันมีประโยชน์ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจถึงแสงและการถ่ายภาพบุคคลได้ดียิ่งขึ้น

แบบฝึกหัดนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจถึงความแตกต่างของการถ่ายภาพโดยแสงธรรมชาติซึ่งมันจะตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิงกับแสงประดิษฐ์ นั่นก็คือว่า กับแสงประดิษฐ์แล้วคุณสามารถให้แสงโดยตรงกับตัวแบบโดยการเคลื่อนย้ายแหล่งกำเนิดแสงไปรอบๆ ได้อย่างง่ายดายและยังสามารถกำหนดเปลี่ยนแปลงกำลังของแสงได้โดยตรงอีกด้วยเช่นกัน

แต่เมื่อเราต้องมาทำงานกับแสงธรมชาติแล้วนั้น เราจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะจัดการกับตัวเราและ/หรือตัวแบบให้สัมพันธ์กับแหล่งกำเนิดแสงแทนนั่นเอง แทนที่จะเคลื่อนย้ายแหล่งกำเนิดแสง มันเป็นตัวเรา(และตัวแบบ)ที่อาจจะจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายตำแหน่งแทน

แบบฝึกหัดนี้มันเป็นอะไรที่ง่ายๆ

แค่หาห้องที่มีหน้าต่างที่ให้แสงสว่างกระจายอย่างเพียงพอ (ไม่ใช่แสงตรงนะครับ)

ให้ตัวแบบของคุณเคลื่อนไปอยู่ยังตำแหน่งต่างๆ ที่สัมพันธ์กับหน้าต่าง แล้วคุณก็เคลื่อตัวของคุณไปรอบๆ ตัวแบบ จากนั้นก็กดชัตเตอร์ คุณต้องให้ความสนใจให้มากกับผลที่เกิดขึ้นในภาพแต่ละตำแหน่งที่คุณเคลื่อนไป ว่าทิศทางของแสงนั้นสร้างภาพให้ออกมาเป็นอย่างไร

สำหรับอีบุ๊คของ Mitchell ได้ทำแบบฝึกนี้กับหลานชายของเขา ด้านล่างนี้เป็นภาพและไดอะแกรมที่สัมพันธ์กันระหว่างตำแหน่งของตัวแบบกับหน้าต่าง และด้านล่างก็มีข้อมูลที่อธิบายแต่ละภาพ, ค่า EXIF และอะไรที่ Mitchell ทำและทีผลอย่างไรกับแต่ละภาพ

 

  1. ตัวแบบหันหน้าทำมุมประมาณ 45 องศากับหน้าต่าง
    ผลที่ได้คือ ความลื่นไหลอย่างมากของโทนแสงจากส่วนสว่างไปสู่ส่วนที่เป็นเงา
    portrait-simple-exercise-1
    ค่า EXIF : 16-35mm.@35mm. f/2.8, 1/125s, ISO200
  2. ตัวแบบยืนทำมุม 90 องศาหรือขนานกับหน้าต่าง หันด้านข้างให้หน้าต่าง
    ผลที่ได้คือ ความเปรียบต่างที่สูงระหว่างแต่ละด้านของใบหน้าที่อยู่ใกล้หน้าต่างและด้านที่อยู่ไกลจากหน้าต่าง
    portrait-simple-exercise-2
    ค่า EXIF : 16-35mm.@35mm., f/2.8, 1/200s, ISO500
  3. ตัวแบบยืนทำมุม 90 องศาหรือขนานกับหน้าต่าง และหันหน้าไปที่หน้าต่าง
    ผลที่ได้คือ แสงยังคงเหมือนแบบฝึกที่ 2 แต่แทนที่ด้านหนึ่งของใบหน้าจะอยู่ในเงามืดนั้น ใบหน้าทั้งสองด้านก็สว่างเพียงพอแต่ด้านหลังหัวจะอยู่ในเงามืดแทน
    portrait-simple-exercise-3
    ค่า EXIF : 16-35mm.@35mm., f/2.8, 1/125s, ISO500

Mitchell ยังได้กล่าวเพิ่มเติมเอาไว้อีกว่า แหล่งกำเนิดแสงเช่นหน้าต่างยังช่วยให้คุณสามารถควบคุมความเข้มของแสงได้อีกด้วย การที่คุณอยู่ห่างจากแหล่งกำเนิดแสงก็หมายความว่าสามารถลอความเข้มของแสงให้น้อยลงได้ และความเข้มของแสงที่น้อยลงก็หมายถึงความเปรียบต่างที่ลดลงของส่วนสว่างและส่วนของเงามืดนั่นเอง

ฉันทำแบบฝึกหัดนี้กับสมาชิกในครอบครัวและจะหลงใหลกับผลที่ได้และยังทำให้คุณจำได้ดีกับสไตล์การถ่ายภาพต่างๆ ที่คุณจะเก็บไว้เป็นทักษะติดตัว และสุดท้ายคุณก็จะสามารถเปลี่ยนการปรับตั้งต่างๆ ทั้งหมดนี้อย่างง่ายดายไปตามตำแหน่งของตัวคุณและตัวแบบของคุณได้อย่างคล่องแคล่วต่อไป

ลองไปฝึกกันนะครับ แล้วมาบอกให้เรารู้สักหน่อยนะ ว่าคุณฝึกมันแล้วได้ผลเป็นอย่างไร

ทดลองแบบฝึกอื่นๆและเรียนรู้เพิ่มเติมจาก Mitchell ในอีบุ๊ค Natural Light eBook

 

ลิ้งค์ไปอ่านต้นฉบับ : http://digital-photography-school.com/a-simple-exercise-on-working-with-natural-light-in-portraits/

 

เขียนโดย : Tombass
เขียนเมื่อ : Sat.2 May,2015 / 21:10 GMT+7 TH

เปลี่ยนกล่องเก่าไม่ได้ใช้ .. ให้กลายเป็น Photo Studio Box ..!!!

ต้นเหตุมันเริ่มจากเมื่อวานนี้ (จันทร์ 11 สิงหาคม 2557) ไปขุดค้นคุ้ยหาของบางอย่างในห้องเก็บของ แต่ปรากฎว่าไม่เจอสิ่งที่ต้องการ แต่กลับเจอหนังสือเก่าคร่ำเล่มหนึ่งของตัวเอง เป็นหนังสือเกี่ยวกับการถ่ายรูป เป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวเข้าสู่โลกของการถ่ายภาพ ซึ่งยุคสมัยนั้นยังไม่มีเทคโนโลยีดิจิตัลเฉกเช่นในปัจจุบันที่จะกดถ่ายไปมั่วๆ ถ้าไม่ดีไม่สวย, วัดแสงผิด, จัดองค์ประกอบพลาดหรืออะไรก็ตามแต่ ก็สามารถกดปุ่ม Delete ลบมันทิ้งซะเลยไม่ต้องให้ใครเห็นเป็นที่น่าอับอาย จะได้ยกหางตัวเองเป็นโปรได้ ทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าระบบวัดแสงทำงานอย่างไรเลย (อุ๊ยตาย .. นอกเรื่องไปหน่อย ขออภัยอย่างแร๊งงงงส์จ้ะ ..!!!)

ในยุคนั้นมันมีแต่ฟิล์มให้เราใช้ ทั้งฟิล์มสไลด์ ฟิล์มสี ขาว-ดำ รวมกับเทคนิคการล้างแบบต่างๆ ทุกอย่างใช้ระบบอัตโนมือล้วนๆ โปรแกรมอัตโนมัติอย่าง PS LR Photoscape หรืออื่นๆ .. ม่ายมีทั้งสิ้น อยากตกแต่งแก้ไขอะไรไปมุดหัวทำเอาในห้องมืดโน่นเลย ทำให้ทุกชัตเตอร์ที่จะกดต้องคิดแล้วคิดอีก ดูทุกอย่างให้ละเอียดรอบคอบ ต้องไม่มีคำว่าพลาดเพราะกว่าจะรู้ว่าดีหรือไม่? ใช้ได้หรือเปล่า? ก็ต้องรอตอนที่ล้าง-อัดรูปออกมาดูแล้วนั่นแหละ และนั่นก็จะหมายถึงเม็ดเงินที่ต้องเสียเพิ่มขึ้นจากความผิดพลาดของเรานั่นเอง ลองสังเกตได้ง่ายๆ ถ้าใครกดชัตเตอร์ช้าๆ กว่าจะกดแต่ละรูปเนี่ยดูแล้วดูเล่า ดูอยู่นั่นแหละให้สันนิษฐานว่าเป็นนักถ่ายภาพยุคฟิล์มแน่ๆ (ฮ่าๆๆ)

มาเข้าเรื่องของเราดีกว่าหลังจากพร่ำพรรณากันมาแล้วสองย่อหน้า ..

จากการที่ชอบไปนั่งดูภาพจากพวกเวบสต็อคทั้งหลาย เห็นรูปภาพแบบที่เป็นโปรดักส์ลอยโดดเด่นบนพื้นหลังสีขาว อันเป็นรูปแบบพื้นฐานของการถ่ายสินค้าเพื่อการโฆษณาทั่วๆ ไปนั่นแหละ มันเป็นอะไรที่ยืดหยุ่นมาก สามารถนำไปได-คัท รีทัช ดัดแปลงเพื่อใช้งานกับแบ็คกราวนด์หลายๆ แบบได้เป็นอย่างดี ภาพแนวนี้ถูกเรียกว่า Isolated Photography ซึ่งเป็นภาพแนวที่ขายดีมากในเวบสต็อคเพราะสามารถนำไปใช้ในเชิงธุรกิจได้หลากหลายมากกว่าภาพแนวอื่น แต่การถ่ายภาพแบบนี้มันต้องใช้อุปกรณ์เสริมบางอย่างเพื่อผลลัพธ์ที่ดีของภาพ ซึ่งก็มีทั้ง Studio Tent, หัวไฟหรือจะใช้โคมไฟอ่านหนังสือก็ไม่ผิดแปลกแต่ประการใด, ขาตั้งหรือ Clamp สำหรับหนีบ, ฉากที่ทำจากกระดาษ ผ้าหรือ PVC ก็ได้ และอุปกรณ์กระจุกกระจิกอีกนิดหน่อย จะว่าไปพอรวมราคาทั้งหมดแล้วก็เล่นเอาหน้าซีดกระเป๋าแบนแฟนทิ้ง(มันทิ้งไปตั้งนานแล้ว ตั้งแต่กระเป๋ายังไม่แบนโน่นแน่ะ .. ฮ่าๆๆๆ)ไปเลย และจากการไปออกไปเดินสำรวจราคาตามร้านค้าที่จำหน่ายอุปกรณ์กล้องชื่อดังและไม่ดังทั้งหลายแหล่ ก็ได้ความว่าจะต้องอนุญาตให้แบงค์ใบละพันปลิวจากกระเป๋าไปตั้งหลายใบเลยเชียว สุดท้ายจึงเห็นควรด้วยว่าน่าจะเก็บของเก่ามาดัดแปลงใช้เองจะดีกว่า จะได้เข้าขากับนโยบายเศรษฐกิจของประเทศในยุคขาลงอย่างเช่นทุกวันนี้

เริ่มจากการเข้าไปรื้อของในห้องเก็บของอีกที เพื่อหากล่องใบใหญ่ๆ ที่แข็งแรงๆ สักใบ พลันเหลือบไปเห็นกล่องใส่ทีวี 25” รุ่นเก่าที่ยังเป็นจอลึกเป็นฟุตไม่ใช่จอแบนบางเป็นกระดาษอย่างในปัจจุบัน(เพราะถ้าเป็นกล่องทีวีจอแบนรุ่นใหม่ก็คงจะใช้ไม่ได้ .. เห็นไม๊ของใหม่ใช่ว่าจะดีกว่าเก่าไปเสียหมด .. ฮาาาาา..) รีบยกออกมาปัดฝุ่นที่เกรอะกรัง หยากไย่ที่ห้อยย้อยระโยงระยางอย่างกับของเก่าในบ้านผีสิงที่รายการทีวีบางรายการชอบเอามามอมเมาคนดู

หลังจากทำความสะอาดปัดกวาดเช็ดถูให้พอดูดีมีชาติตระกูลขึ้นมาหน่อย ก็เริ่มเอาไม้บรรทัดวัดจากขอบเข้ามาด้านละ 3” แล้วตีเส้นเป็นกรอบเอาไว้ให้รอบ เพื่อประกาศแลนด์มาร์กเอาไว้ แต่ทำแค่ 3 ด้านพอนะ อีกด้านที่เหลือเอาไว้เป็นพื้นของกล่อง ส่วนด้านบน-ล่างไม่ต้องทำอะไร

จากนั้นก็ลงมือตัดเจาะเคาะดึงล้วงลับจับแกะเกาเขย่าขยอก(อันนี้โอเวอร์ไปหน่อยแล้ว . ฮี่ๆๆ ..) ก็แค่เอาคัตเตอร์ตัดเจาะไปตามเส้นกรอบที่เราขีดเอาไว้นั่นแหละ ก็จะได้กล่องใส่ทีวีที่มีรูขนาดใหญ่ 3 ด้าน เอาล่ะ .. เดี๋ยวเราจะกลับมาทำกล่องกันต่อ ..

ตอนนี้ออกไปเดินเล่นห้างสรรพสินค้ากันซะหน่อย แผนกเครื่องเขียนนะ เรากำลังจะไปตามหากระดาษไขหรือกระดาษลอกลาย ที่ห้างดอกบัวมีจำหน่ายอยู่ม้วนละ 19 บาท มีอยู่ 5 แผ่น ขนาดประมาณ 60×70 ซม. แล้วก็กระดาษแข็งสีขาวที่อีกด้านเป็นสีเทา ราคา 22 บาท กระดาษแข็งสีดำด้านหลังสีขาว ราคา 22 บาทเช่นกัน กาว UHU Stick อันนี้ราคา 50 กว่าบาทมั๊งหรือจะใช้กาวลาเท็กซ์ก็ได้นะ จากนั้นก็ออกจากห้างดอกบัวไปต่อกันที่ห้างเดอะ M เข้าไปซื้อกระดาษโปสเตอร์สีดำ 3 แผ่นๆ ละ 19 บาท ส่วนสีขาว 2 แผ่นๆ ละ 29 บาท(แพงอ่ะ..) ส่วนอุปกรณ์อื่นเช่น กรรไกร คัตเตอร์ ไม้บรรทัดเหล็ก แผ่นรองตัด กระดาษกาวผ้า ถ้ามีแล้วก็ไม่ต้องซื้อ ถ้าไม่มีก็ซื้อติดบ้านไว้เป็นประจำก็ดีนะ และสุดท้ายสิ่งสำคัญที่จะลืมไม่ได้ก็คือหลอดไฟและโคมไฟ(ถ้ายังไม่มี)ครับ จะใช้แบบหลอดตะเกียบประหยัดไฟหรือจะเป็นหลอด LED (ประหยัดไฟกว่า..) จะวัตต์สูงวัตต์ต่ำก็ตามแต่กำลังทรัพย์และกำลังศรัทธาของญาติโยมสาธุชนแต่ละท่านเลย อย่าลืมสังเกตดูอุณหภูมิของแสงด้วยนะครับ ที่ผมซื้อมาเป็นหลอด LED ของ OSRAM แบบ Daylight 6500K ขนาด 6W(40W) ความสว่างอยู่ที่ 400 ลูเมนส์ ราคาจะอยู่ที่ 179 บาทต่อหลอด ผมใช้ 2 หลอดนะ

ได้ของครบตามที่ต้องการก็แวะซื้อเบอร์เกอร์ปลาที่เชสเตอร์กริลล์สักหน่อยในฐานะที่อุตส่าห์จัดโปรมาล่อให้ซื้อซะขนาดนี้ ก็เลยต้องสนองตอบความตั้งใจไปสัก 3 ชิ้นกำลังดีเผื่อจะได้เอาเก็บไว้กินคืนนี้ที่อาจจะอยู่ทำกล่องสตูดิโอจนดึกดื่น เอาล่ะสตาร์ทรถรีบขับกลับบ้านก่อนที่รถจะติดในห้างดีกว่า

กลับมาถึงบ้านก็มาบรรเลงกันต่อ

ป้ายกาวให้ทั่วที่ด้านในกล่องบริเวณที่จะติดกระดาษไขแล้วก็เอาแปะลงไปเลย พยายามรีดให้เรียบสม่ำเสมอทั่วกัน(แต่มันไม่เรียบขนาดนั้นหรอก แต่ก็พอใช้ได้อยู่นะ) จัดการให้ครบทั้ง 3 ด้าน เอากระดาษโปสเตอร์สีดำ ติดที่ฝากล่องทั้ง 4 ให้ทั่วเพื่อป้องกันแสงสะท้อน ส่วนด้านใน(ด้านหลังที่เคยเป็นก้นกล่อง)ก็เอากระดาษแข็งวางให้โค้งๆ ไปด้านข้างหน่อยๆ แล้ววางทับอีกทีในแนวเดียวกันด้วยกระดาษโปสเตอร์สีขาวเพื่อเป็นแบ็คกราวนด์ พื้นกล่องเอากระดาษโปสเตอร์สีดำวางเอาไว้แล้วเอากระดาษโปสเตอร์สีขาววางแนวตั้งให้มันโค้งๆ นะจะได้ไม่เห็นเป็นขอบเป็นสันเวลาถ่าย

จากนั้นจัดเอาโคมไฟทั้ง 2 ดวงไว้ที่ด้านข้าง เปิดไฟส่องผ่านกระดาษไขเข้ามาเลย ส่วนด้านบนที่เป็นช่องติดด้วยกระดาษไขไว้นั้น เราจะใช้เพิ่มแสงบนได้(ถ้าต้องการ) เอากล้องตัวเก่งประกบไว้บนขาตั้งกล้องแล้วเลือกตำแหน่งของแหล่งกำเนิดแสง ระยะและทิศทางเพื่อให้ได้ผลของภาพตามที่เราจินตนาการเอาไว้ในหัวได้เต็มที่ จากนั้นก็มาเริ่มสนุกกับการจัดแสงได้ ณ บัดนี้

 

เขียนเมื่อ : วันอังคารที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2557 เวลา 16:00 น.
ผู้เขียน : Tombass